จ้างคนอื่นทำงานให้ แล้วลิขสิทธิ์ในผลงานเป็นของใคร

สารบัญ · 45 หัวข้อย่อย
  1. ข้อลิขสิทธิ์ในสัญญาแต่ละแบบ
    1. สัญญาจ้างพัฒนาโปรแกรมบัญชี
    2. สัญญาจ้างพัฒนา Chatbot หรือระบบ AI
    3. สัญญาตรวจสอบหรือกำกับการใช้ AI ในองค์กรขนาดเล็ก
    4. สัญญาจ้างเชื่อมต่อ API
    5. สัญญาจ้างออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม
    6. สัญญาจ้างเขียนบทความ
    7. สัญญาจ้างทำระบบ Automation
    8. สัญญาจัดพิมพ์หนังสือหรือ E-book
    9. สัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์
    10. สัญญาบริหาร Community แบบสมาชิก
    11. สัญญาจ้างซ่อมแซมและบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์
    12. สัญญาฝากขายสินค้าผ่านเพจหรือเว็บไซต์
    13. สัญญาจ้างที่ปรึกษา — ทั่วไป (บริษัท/บุคคล)
    14. สัญญาร่วมสร้างคอนเทนต์และแบ่งรายได้
    15. สัญญาโอนลิขสิทธิ์ผลงาน
    16. สัญญาใช้พื้นที่โฆษณาบนเว็บไซต์หรือแอป
    17. สัญญาจ้างทำการตลาดออนไลน์
    18. สัญญาซื้อขายโดเมนและโอนบัญชีเว็บไซต์
    19. สัญญาจ้างที่ปรึกษา — สถาบันการศึกษาเป็นที่ปรึกษา
    20. บันทึกข้อตกลง (MOA) — สถาบันการศึกษากับหน่วยงานภายนอก
    21. คำรับรองพนักงาน ทรัพย์สินทางปัญญาและความลับทางการค้า
    22. สัญญาว่าจ้างทำงาน (พนักงานประจำ)
    23. สัญญาจ้าง Organizer จัดงาน (Event / งานเปิดตัว / นิทรรศการ / บูธ)
    24. สัญญาเช่าสถานที่จัดกิจกรรม
    25. สัญญาจ้างผู้บริหารธุรกิจขนาดเล็ก
    26. สัญญาจ้างผู้เชี่ยวชาญ
    27. สัญญาว่าจ้างทำงาน (มีกำหนดเวลา)
    28. สัญญาจ้างผลิตอาหารหรือเบเกอรี
    29. สัญญาแบ่งหน้าที่และค่าใช้จ่ายระหว่างผู้ก่อตั้ง
    30. สัญญาจ้างฟรีแลนซ์รายโปรเจกต์ (จ่ายตามงวดงาน)
    31. สัญญาจ้างออกแบบกราฟิก
    32. สัญญาจ้าง Influencer หรือ KOL
    33. สัญญาแบ่งรายได้ระหว่างผู้สอนกับแพลตฟอร์ม
    34. สัญญาจ้างออกแบบตกแต่งภายใน
    35. สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
    36. สัญญาซื้อขายคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ไอที
    37. สัญญาเช่าคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์ไอที
    38. สัญญาจ้างไลฟ์ขายสินค้า
    39. บันทึกข้อตกลง (MOA) — ระหว่างธุรกิจ/องค์กรทั่วไป
    40. สัญญาจ้างบริการแบบรายเดือน (Retainer)
    41. สัญญาอนุญาตให้ใช้เพลงหรือเสียง
    42. สัญญาขายคอร์สออนไลน์
    43. สัญญาสมาชิกแบบ Subscription
    44. สัญญาจ้างสอนออนไลน์
    45. อีก 23 ฉบับที่มีหัวข้อนี้
  2. ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
ตอบสั้น

คำถามนี้ตอบไม่ได้ด้วยสามัญสำนึก เพราะกฎหมายลิขสิทธิ์ตั้งค่าเริ่มต้นไว้ไม่เหมือนกันระหว่างงานที่จ้างทำ งานที่ลูกจ้างทำระหว่างทำงาน และงานที่สั่งทำเป็นครั้งคราว ผลคือคนจ่ายเงินอาจไม่ได้เป็นเจ้าของผลงานที่จ่ายไป ถ้าไม่เขียนไว้ในสัญญา ข้างล่างคือวิธีที่สัญญาแต่ละแบบจัดการเรื่องนี้

ข้อเท็จจริงที่อ้างอิงได้
พบในสัญญา67 ฉบับ
ปรับปรุงล่าสุด2026-09-30

ข้อลิขสิทธิ์ในสัญญาแต่ละแบบ

สัญญาจ้างพัฒนาโปรแกรมบัญชี

โปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นวรรณกรรมที่มีลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4) และงานที่สร้างขึ้นโดยการรับจ้าง ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้าง เว้นแต่ตกลงกันเป็นอย่างอื่น (มาตรา 10) สัญญานี้เลือกให้ผู้รับจ้างสงวนลิขสิทธิ์ในโปรแกรมแกนกลางไว้ จึงต้องระบุให้ชัดในเอกสารแนบ 1 ว่าส่วนใดเป็นโปรแกรมแกนกลาง และต้องฝากซอร์สโค้ดตามข้อ 11.2 ให้เสร็จภายใน 30 วันหลังตรวจรับ — ถ้าไม่ฝาก เมื่อผู้รับจ้างเลิกกิจการ ผู้ว่าจ้างจะดูแลโปรแกรมต่อไม่ได้สัญญานี้ให้ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของผู้ว่าจ้าง จึงต้องได้ซอร์สโค้ดฉบับล่าสุดทุกครั้งที่แก้ไขตามข้อ 11.2

ผู้รับจ้างยังมีสิทธิทางศีลธรรมในฐานะผู้สร้างสรรค์ (มาตรา 18) ซึ่งสละได้เฉพาะที่ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร ข้อ 11.4 จึงเขียนให้ผู้ว่าจ้างแก้ไขโปรแกรมและไม่ต้องแสดงชื่อผู้รับจ้างได้

  • ฝังกลไกล็อก ระงับการใช้งาน หรือกักข้อมูลเพื่อทวงเงิน (ข้อ 11.6) — เป็นการผิดสัญญาที่ผู้ว่าจ้างเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายได้ และการเข้าถึงหรือรบกวนระบบของผู้อื่นโดยมิชอบอาจเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ด้วย
  • นำซอร์สโค้ดที่เป็นของผู้ว่าจ้างไปขายต่อ (ข้อ 11.1) — เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้ว่าจ้าง
  • นำข้อมูลบัญชีหรือข้อมูลส่วนบุคคลเข้าบริการภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาต (ข้อ 12.3) — เป็นการผิดข้อรักษาความลับ และผู้รับจ้างอาจมีฐานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลเองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 40 วรรคสอง

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 490 บาท

สัญญาจ้างพัฒนา Chatbot หรือระบบ AI

ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ ข้อผูกพันทั้งหมดในสัญญานี้จึงมาจากกฎหมายสัญญา ลิขสิทธิ์ ข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายทั่วไป ถ้ามีใครอ้างว่าต้องทำตาม "กฎหมาย AI ของไทย" ให้ขอชื่อพระราชบัญญัติและเลขมาตรา

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 349 บาท

สัญญาตรวจสอบหรือกำกับการใช้ AI ในองค์กรขนาดเล็ก

เพดานความรับผิดในข้อ 9 ใช้ไม่ได้กับความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8 และถ้าผู้ว่าจ้างเป็นรายย่อยที่มีอำนาจต่อรองน้อย ศาลปรับเพดานได้ตามมาตรา 4 รายงานที่สร้างขึ้นโดยการรับจ้าง ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้างตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10 ข้อ 11 ห้ามยึดรายงานไว้ต่อรอง ที่ปรึกษาที่ฝ่าฝืนต้องชดใช้ความเสียหาย ผู้ว่าจ้างเลิกสัญญาก่อนงานเสร็จได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 605 โดยจ่ายค่างานที่ทำแล้ว เงินที่ผิดนัดชำระต้องเสียดอกเบี้ยตามมาตรา 224

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 490 บาท

สัญญาจ้างเชื่อมต่อ API

สัญญาจ้างเชื่อมต่อระบบทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียน แต่ต้องตรวจสิทธิใช้ API และบัญชีของผู้ว่าจ้างตามเงื่อนไขผู้ให้บริการ หากข้อมูลลูกค้าจริงผ่านระบบ ผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างต้องลงนามข้อตกลงประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเปิดสิทธิ โดยใช้แม่แบบสัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้ตรงกับกิจกรรมตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา 40 การโอนสิทธิในโค้ดที่สร้างขึ้นใหม่และการระบุชื่อผู้สร้างสรรค์ให้ตรวจ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 10, 15, 17 และ 18 ตามข้อ 10

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

สัญญาจ้างออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10 ให้ลิขสิทธิ์ในงานที่สร้างขึ้นโดยการรับจ้างเป็นของผู้ว่าจ้าง เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ข้อ 10 จึงให้เลือกได้สองทาง และทั้งสองทางมีข้อที่ต้นฉบับหนังสือตัวอย่างสัญญาเขียนไว้ตรงกัน คือ ไม่มีฝ่ายใดนำแบบเฉพาะของบ้านหลังนี้ไปสร้างซ้ำที่อื่น ผู้ออกแบบยังมีสิทธิแสดงว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ตามมาตรา 18 แม้ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้าง

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 349 บาท

สัญญาจ้างเขียนบทความ

  • ธรรมสิทธิ์โอนกันไม่ได้ ผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะแสดงว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์งาน และห้ามผู้รับโอนบิดเบือน ตัดทอน หรือดัดแปลงจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของตน แม้ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้างแล้ว (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.18) — สิทธินี้อยู่กับผู้เขียนตลอดอายุการคุ้มครองและทายาทฟ้องแทนได้

  • ยกเว้นได้เฉพาะเมื่อตกลงกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษร (ม.18 ตอนท้าย) ดังนั้นถ้าจะลงในนามคนอื่นหรือไม่ใส่ชื่อผู้เขียนเลย ต้องเขียนไว้ในสัญญาหรือผนวกให้ชัด ว่าผู้เขียนตกลงไม่แสดงตนและยินยอมให้ลงในนามผู้ว่าจ้าง — สัญญาฉบับนี้ยังไม่มีข้อนี้ ให้เพิ่มในผนวกก่อนใช้กับงานลงนามแบรนด์

  • การแก้ไขต้นฉบับเป็นคนละเรื่องกับการบิดเบือน ผู้ว่าจ้างแก้ไขเพื่อความเหมาะสมได้ แต่ถ้าแก้จนความหมายผิดไปแล้วยังใส่ชื่อผู้เขียนไว้ เข้าข่าย ม.18 ได้

  • ถ้าจะให้เครดิต ให้ระบุรูปแบบไว้ในผนวก เช่น ชื่อจริง นามปากกา หรือไม่ใส่ชื่อ และให้ระบุด้วยว่าใช้กับช่องทางใดบ้าง

  • บทความที่พาดพิงบุคคลอื่น ผู้ที่กล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง จนเสียหายแก่ชื่อเสียงหรือทางทำมาหาได้ของผู้อื่น ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน (ป.พ.พ. ม.423) — ทั้งผู้เขียนและผู้ที่นำไปเผยแพร่อาจรับผิดได้ ไม่ใช่เฉพาะคนใดคนหนึ่ง และยังมีความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทอีกส่วนหนึ่ง

  • การเปรียบเทียบกับคู่แข่งโดยตรง เป็นจุดที่เสี่ยงที่สุดของบทความการตลาด ต้องมีหลักฐานรองรับทุกข้อความที่เป็นข้อเท็จจริง

  • ลอกเนื้อหาผู้อื่น ผู้เขียนคือคนที่ทำซ้ำและดัดแปลงโดยตรง จึงถูกฟ้องได้เอง (ม.15) การอ้างอิงงานของผู้อื่นทำได้เท่าที่เป็นการอ้างอิงอย่างเป็นธรรมโดยรับรู้ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ไม่ใช่คัดลอกมาทั้งย่อหน้าแล้วใส่ลิงก์

  • ภาพประกอบบทความก็มีลิขสิทธิ์ ภาพจากการค้นหาในอินเทอร์เน็ตใช้ไม่ได้ ต้องเป็นภาพที่ซื้อสิทธิหรือมีสัญญาอนุญาตรองรับ และต้องระบุว่าใครเป็นคนจัดหา

กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคส่วนโฆษณา กฎหมายเฉพาะของสินค้าควบคุม และข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการอ้างอิงอย่างเป็นธรรม ควรตรวจฉบับปัจจุบันก่อนใช้ ข้อความในส่วนนี้เป็นคำเตือนให้ตรวจ ไม่ใช่การยืนยันเลขมาตรา

  • ปัญญาประดิษฐ์เป็นเรื่องที่ต้องตกลงกันก่อน ผู้ว่าจ้างจำนวนมากห้ามใช้ หรืออนุญาตเฉพาะขั้นตอนค้นข้อมูล ขณะที่งานส่วนที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ยังมีสถานะลิขสิทธิ์ไม่แน่นอน จึงอาจกระทบข้อ 5.1 ที่โอนลิขสิทธิ์ให้ผู้ว่าจ้าง — ให้ระบุในผนวกว่าอนุญาตหรือไม่ และถ้าอนุญาตให้เปิดเผยขอบเขตที่ใช้
  • ไม่กำหนดจำนวนรอบแก้และเกณฑ์ว่างานเสร็จ บทความแก้ได้ไม่รู้จบเพราะเป็นเรื่องรสนิยม ผนวกต้องระบุจำนวนคำ โครงเรื่องที่อนุมัติแล้ว น้ำเสียง จำนวนรอบแก้ และค่าแก้รอบถัดไป · ควรอนุมัติโครงเรื่องก่อนลงมือเขียนเต็ม จะลดรอบแก้ได้มากที่สุด
  • ไม่ระบุขอบเขตการใช้ผลงาน บทความเดียวนำไปลงหลายเว็บ แปลเป็นภาษาอื่น หรือดัดแปลงเป็นคลิป เป็นการใช้คนละระดับ ถ้าโอนลิขสิทธิ์ตามข้อ 5.1 แล้วผู้ว่าจ้างทำได้ทั้งหมด — ผู้เขียนที่ต้องการสงวนสิทธิต้องตกลงตั้งแต่ต้นและเขียนขอบเขตไว้ในผนวก
  • ห้ามรับประกันอันดับการค้นหา อันดับขึ้นกับอัลกอริทึมของผู้ให้บริการค้นหาซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุม รับประกันได้เฉพาะคุณภาพงานตามเกณฑ์ในผนวก
  • บทความที่ยังไม่เผยแพร่เป็นความลับ ผู้เขียนนำไปใช้เป็นตัวอย่างผลงานก่อนลูกค้าเผยแพร่ไม่ได้ และถ้าจะใช้หลังเผยแพร่ ต้องดูว่าขัดกับข้อตกลงเรื่องไม่แสดงตนหรือไม่
  • มัดจำก็ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ด้วย เมื่อผู้ว่าจ้างเป็นนิติบุคคล และถ้ามีค่าโอนลิขสิทธิ์แยกต่างหากจากค่าจ้างเขียน อาจเป็นเงินได้คนละประเภทซึ่งหักค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน ให้ตรวจก่อนยื่น

ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงชื่อกำกับบรีฟและเอกสารแนบทุกชุด ตรวจอำนาจผู้ลงนามและชื่อผู้รับจ้างให้ตรงกับบัญชีรับเงิน จัดเก็บเวอร์ชันสุดท้ายและหลักฐานชำระเงิน เพราะลิขสิทธิ์โอนเมื่อชำระค่าจ้างครบตามข้อ 5

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 149 บาท

สัญญาจ้างทำระบบ Automation

สัญญาจ้างทำระบบ Automation ไม่ต้องจดทะเบียน แต่ถ้าผู้รับจ้างเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าหรือพนักงานของผู้ว่าจ้าง ต้องมีข้อตกลงประมวลผลข้อมูลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา 40 ให้ใช้แม่แบบสัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลแนบท้ายก่อนเปิดสิทธิ ลิขสิทธิ์ในโฟลว์ที่จ้างทำเป็นของผู้ว่าจ้างตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 10 เว้นแต่ปิดสวิตช์ในข้อ 10.1 การโอนลิขสิทธิ์ภายหลังต้องทำเป็นหนังสือตามมาตรา 17 และสิทธิของผู้สร้างสรรค์ตามมาตรา 18 ยังอยู่เสมอ

  • ใส่รหัสเชื่อมต่อในเอกสารหรือส่งต่อ (ข้อ 2.2) — ถือเป็นการผิดสัญญาในสาระสำคัญ อีกฝ่ายบอกเลิกได้ตามข้อ 12.1 และเรียกค่าเสียหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ได้ถ้ามีความเสียหายจริง
  • ลบบันทึกหรือสั่งให้ระบบทำงานซ้ำกับข้อมูลจริงเพื่อลองแก้ (ข้อ 4.3) — ผู้รับจ้างรับผิดในความเสียหายที่เกิดจริง ส่วนการลบหลักฐานจะทำให้พิสูจน์ได้ยากขึ้นว่าความผิดพลาดเกิดจากใคร
  • ใส่ข้อมูลลงเครื่องมือหรือ AI ที่ไม่ได้ระบุไว้ (ข้อ 8.5) — ผิดสัญญาในสาระสำคัญ ถ้าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอาจเป็นการประมวลผลนอกคำสั่ง ทำให้ผู้รับจ้างมีฐานะผู้ควบคุมข้อมูลเองตามมาตรา 40 วรรคท้าย และถ้าเครื่องมืออยู่ต่างประเทศต้องตรวจการโอนข้อมูลตามมาตรา 28–29
  • นำโฟลว์เฉพาะไปใช้กับลูกค้ารายอื่น (ข้อ 10.1) — เมื่อลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้าง การทำซ้ำเป็นการละเมิดสิทธิแต่ผู้เดียวตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 15

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

สัญญาจัดพิมพ์หนังสือหรือ E-book

สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพื่อจัดพิมพ์ไม่มีในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากร และใบรับเงินค่าลิขสิทธิ์ก็ไม่ต้องปิด เพราะลักษณะ 28 (ใบรับ) จำกัดเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียนเท่านั้น

ข้อยกเว้นเดียว คือถ้าเป็นการที่ผู้เขียนหรือเจ้าของเรื่องจ้างโรงพิมพ์ให้พิมพ์เป็นเล่มโดยจ่ายค่าจ้าง ส่วนนั้นเป็นจ้างทำของ ลักษณะ 4 ต้องปิดอากร 1 บาทต่อทุก 1,000 บาทของสินจ้าง โดยผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า — แต่กรณีนั้นเป็นคนละสัญญากับฉบับนี้ ซึ่งสำนักพิมพ์เป็นผู้ลงทุนและจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ผู้เขียน ไม่ใช่ผู้เขียนจ่ายค่าจ้าง

  • ขอเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ (ISBN) และข้อมูลทางบรรณานุกรม (CIP) จากหอสมุดแห่งชาติ
  • จดแจ้งการพิมพ์และส่งหนังสือให้หอสมุดแห่งชาติตามจำนวนและกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด
  • แสดงชื่อผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา และข้อมูลหน้าลิขสิทธิ์ให้ครบ

ค่าลิขสิทธิ์และเงินล่วงหน้าค่าลิขสิทธิ์เป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(3) สำนักพิมพ์ที่เป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 ทั้งเงินล่วงหน้าและค่าลิขสิทธิ์รายงวด และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้เขียน

  • เงินได้ประเภทค่าลิขสิทธิ์มีวิธีหักค่าใช้จ่ายต่างจากเงินได้จากการรับจ้าง ผู้เขียนควรตรวจกับผู้ทำบัญชีตอนยื่นแบบ
  • การอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นการให้บริการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หากผู้เขียนจดทะเบียน VAT ต้องเรียกเก็บและออกใบกำกับภาษี
  • หนังสือที่ผู้เขียนซื้อไปเองในราคาส่วนลดตามข้อ 3.4 ไม่ใช่ค่าลิขสิทธิ์ เป็นการซื้อขายสินค้าคนละรายการ และไม่นำมาคำนวณค่าลิขสิทธิ์ตามข้อ 3.4
  • ถ้ามีการจ้างผู้เขียนเขียนเพิ่มเติมหรือไปออกงานประชาสัมพันธ์ ส่วนนั้นเป็นค่าบริการหักตามข้อ 12/1 ให้แยกบรรทัดในเอกสาร

ค่าลิขสิทธิ์คิดได้สองฐานและต้องเลือกให้ชัดตั้งแต่ต้น

  • ไม่มีกำหนดว่าต้องพิมพ์ภายในเมื่อไร — เซ็นแล้วเงียบไปสองปี ผู้เขียนเอางานไปไหนไม่ได้เลย ข้อ 3.1 กำหนดเวลา และข้อ 9.1 ให้สิทธิกลับคืนถ้าไม่ทำ

  • ไม่มีข้อคืนสิทธิเมื่อหนังสือขาดตลาด — หนังสือเลิกพิมพ์แล้วแต่สัญญายังอยู่อีกหลายปี ทั้งที่ไม่มีใครได้ประโยชน์ ข้อ 9.1 แก้จุดนี้

  • ให้แก้ต้นฉบับได้ไม่จำกัด — การบรรณาธิกรณ์ปกติกับการเปลี่ยนข้อสรุปของผู้เขียนเป็นคนละเรื่อง ข้อ 5.1 แยกเส้นไว้ และธรรมสิทธิ์ตามข้อ 5.2 เป็นเพดานที่สัญญาข้ามไม่ได้

  • ไม่ระบุว่ารายงานยอดขายต้องมีอะไรบ้าง — ได้ยอดรวมมาตัวเดียวแล้วตรวจอะไรไม่ได้ ข้อ 4.3 บังคับให้แยกจำนวนพิมพ์ จำนวนขาย จำนวนคืน และฐานคำนวณของแต่ละรูปแบบ

  • ลืมว่าหนังสือรับคืนได้ — ธุรกิจหนังสือไทยขายฝากและรับคืนเป็นปกติ ยอดที่ส่งออกจากคลังจึงไม่ใช่ยอดขาย ข้อ 4.2 นับเฉพาะยอดที่ได้รับชำระจริงและหักยอดคืนแล้ว

  • คิดว่าปกเป็นของผู้เขียนด้วย — งานออกแบบปกที่สำนักพิมพ์จ้างทำเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์ ข้อ 9.4 เขียนไว้ชัด ถ้าผู้เขียนอยากได้ปกไปใช้ต่อ ต้องตกลงกันเป็นหนังสือ

  • สิทธิคำแปลกับสิทธิดัดแปลงถูกเหมารวมไปฟรี — สองสิทธินี้มีมูลค่าสูงและมักขายแยกได้ ถ้าจะให้ ควรมีวิธีแบ่งรายได้ของตัวเองตามข้อ 2.1 (ง) และ (จ)

  • ต้นฉบับงาน … ฉบับที่ตรวจรับแล้ว พร้อมวันที่และเลขรุ่นของไฟล์

  • รายการงานของบุคคลอื่นที่ปรากฏในต้นฉบับ … พร้อมหนังสืออนุญาตและเงื่อนไขการใช้หนังสือยืนยันว่าต้นฉบับไม่มีงานของบุคคลอื่นที่ต้องขออนุญาต

  • ตารางสิทธิที่อนุญาตแยกตามรูปแบบ เขต … และระยะเวลา สำหรับให้ทั้งสองฝ่ายตรวจก่อนทำสัญญากับร้านค้าแต่ละราย

  • แบบรายงานยอดขายที่ใช้ร่วมกัน แสดงจำนวนพิมพ์ จำนวนขาย จำนวนคืน และฐานคำนวณแยกรูปแบบ

  • กำหนดจ่ายเงินล่วงหน้า … และวิธีหักกลบตาม …ตารางกำหนดชำระค่าลิขสิทธิ์รายรอบ

  • หลักเกณฑ์การพิมพ์ซ้ำตาม … และบันทึกการแจ้งผู้เขียนแต่ละครั้ง

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 349 บาท

สัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์

  • แผนแคมเปญ … ปฏิทินเผยแพร่ ชิ้นงาน และผู้รับผิดชอบแต่ละรายการ
  • ตารางผู้อนุมัติ หลักฐานคำกล่าวอ้าง คู่มือแบรนด์ และบัญชีเครื่องหมายที่อนุญาต
  • งบประมาณ ใบเสนอราคา ค่าใช้จ่ายร่วม สัดส่วนรับผิดชอบ และวิธีรายงานยอดขาย
  • บัญชีเจ้าของลิขสิทธิ์รายชิ้น ไฟล์ต้นฉบับ ช่องทางใช้ และวันหยุดใช้
  • ข้อตกลงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งต้องเลือกให้ตรงกับบทบาทที่กรอกไว้ในข้อ 9 — ถ้าต่างฝ่ายต่างเป็นผู้ควบคุมข้อมูลของตน หรือเป็นผู้ควบคุมร่วมกัน ให้ใช้ «บันทึกข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุมกับผู้ควบคุม)» เป็นผนวก · ถ้าฝ่ายหนึ่งประมวลผลตามคำสั่งอีกฝ่าย ให้ใช้ «สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุม–ผู้ประมวลผล)» · ในผนวกต้องระบุประเภทข้อมูล ฐานกฎหมาย บทบาท คำแจ้ง ช่องทางใช้สิทธิ เหตุละเมิด ผู้รับข้อมูล ประเทศปลายทาง และวันลบรายงานผลแบบรวมที่ไม่ระบุตัวบุคคล โดยไม่มีรายชื่อลูกค้าส่งข้ามแบรนด์

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 349 บาท

สัญญาบริหาร Community แบบสมาชิก

ข้อ 6 เตือนทั้งสองฝ่ายว่าเนื้อหาที่สมาชิกโพสต์ยังเป็นลิขสิทธิ์ของสมาชิกเองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 8 ทั้งเจ้าของชุมชนและผู้บริหารชุมชนไม่ได้เป็นเจ้าของ ได้แค่สิทธิใช้ตามที่สมาชิกยอมรับไว้ในข้อกำหนดการใช้งาน การที่ผู้บริหารชุมชนนำโพสต์ของสมาชิกไปทำผลงานส่วนตัวหรือโปรโมตธุรกิจอื่นของตนโดยไม่ขออนุญาต จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของสมาชิกโดยตรง ไม่ใช่แค่ผิดสัญญากับเจ้าของชุมชน

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

สัญญาจ้างซ่อมแซมและบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์

  • สำรองข้อมูลเองทุกครั้งก่อนส่งซ่อม แม้ข้อ 3.1 จะห้ามช่างลบข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต — สัญญาให้สิทธิเรียกค่าเสียหาย แต่คืนไฟล์ที่หายไปไม่ได้
  • ถ้าต้องยกเครื่องออกไปซ่อมข้างนอก ขอใบรับเครื่องที่มีหมายเลขเครื่องและหมายเลขฮาร์ดดิสก์ (ข้อ 3.4) หรือขอให้ถอดดิสก์เก็บไว้ก่อน
  • ฮาร์ดดิสก์หรือ SSD ที่เปลี่ยนออก เป็นของคุณ — ขอคืน หรือขอหนังสือรับรองการทำลายที่ระบุหมายเลขดิสก์ (ข้อ 3.5) อย่าให้ติดไปกับเครื่องเก่าที่ช่างรับซื้อ
  • ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ในเครื่องของสำนักงานเป็นความเสี่ยงของเจ้าของเครื่องเอง ข้อ 3.3 ห้ามช่างติดตั้งและให้แจ้งเมื่อพบ — เมื่อได้รับแจ้งแล้วให้จัดการสิทธิการใช้ให้ถูกต้อง

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

สัญญาฝากขายสินค้าผ่านเพจหรือเว็บไซต์

  • อาหาร เครื่องสำอาง ยา อาหารเสริม เครื่องมือแพทย์ ผู้ฝากขายต้องมีเลขจดแจ้งหรือใบอนุญาตก่อน และร้านที่นำสินค้าไม่มีใบอนุญาตมาขายผิดด้วย ไม่ใช่เฉพาะเจ้าของสินค้า
  • ผู้รับฝากขายเป็น "ผู้ขาย" ต่อลูกค้าและเป็นผู้ประกอบการตามกฎหมายความรับผิดต่อสินค้าที่ไม่ปลอดภัย จึงถูกเรียกร้องก่อนแล้วจึงไล่เบี้ยตามข้อ 9
  • รูปสินค้า คำโฆษณา และคลิปที่ฝ่ายใดทำขึ้นเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของฝ่ายนั้น การใช้ต่อหลังเลิกสัญญาต้องมีข้อตกลง — ข้อ 2.3 ให้ส่งคืนไฟล์และรูปสินค้า

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

สัญญาจ้างที่ปรึกษา — ทั่วไป (บริษัท/บุคคล)

  • ข้อ 6.1(ก) ผู้ว่าจ้างต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือและให้เวลาแก้ไขก่อนเลิกสัญญา — ที่ปรึกษาเก็บหลักฐานการแก้ไขทุกครั้ง

  • ข้อ 6.2 เลิกสัญญาแล้วที่ปรึกษายังได้ค่าจ้างตามส่วนของงานที่ทำไปแล้ว — ใส่ไว้เพื่อความเป็นธรรม

  • ข้อ 6.3 ผู้ว่าจ้างไม่จ่ายเงิน ที่ปรึกษาหยุดงานได้ — ใส่ไว้ให้สองฝ่ายสมดุล

  • ข้อ 7.2 และข้อ 7.3 ห้ามรับค่านายหน้า/ส่วนลดจากผู้ขายที่แนะนำให้ผู้ว่าจ้างใช้

  • ข้อ 7.5 ลิขสิทธิ์ผลงานเป็นของผู้ว่าจ้าง — ถ้าที่ปรึกษาต้องการเก็บ «ความรู้ทั่วไป/เครื่องมือของตัวเอง» ไว้ใช้กับลูกค้ารายอื่น ให้เปิดช่องท้ายข้อ 7.5

  • สัญญานี้อนุญาตให้ใช้เครื่องมือที่ระบุ ให้ขอดูการตั้งค่าว่าบัญชีที่ใช้ไม่นำข้อมูลไปฝึกระบบ และขอให้ที่ปรึกษาระบุส่วนที่ใช้เครื่องมือช่วยในรายงานส่งมอบ- สัญญานี้ห้ามนำข้อมูลของผู้ว่าจ้างเข้าเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์โดยไม่ได้รับอนุญาต ถ้าจะอนุญาตภายหลัง ให้ระบุเครื่องมือและขอบเขตเป็นหนังสือ

  • ผลงานที่สร้างโดยเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ล้วนโดยไม่มีการสร้างสรรค์ของมนุษย์ อาจไม่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์เต็มที่ — ข้อ 7.10 จึงบังคับให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจและรับผิดชอบผลงาน

  • ถ้าที่ปรึกษาเข้าถึงข้อมูลลูกค้าหรือพนักงานจำนวนมาก ควรทำข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลแยกเพิ่ม

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 349 บาท

สัญญาร่วมสร้างคอนเทนต์และแบ่งรายได้

  • ถ้าเป็นค่าตอบแทนการใช้ลิขสิทธิ์ในงานของอีกฝ่าย เป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) นิติบุคคลผู้จ่ายหักร้อยละ 3 ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2
  • ถ้าเป็นค่าจ้างผลิตหรือค่าบริการ เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) หักร้อยละ 3 ตามข้อ 8 หรือข้อ 12/1 แล้วแต่ลักษณะ
  • ถ้าผู้จ่ายเป็นบุคคลธรรมดา ไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในกรณีทั่วไป แต่ผู้รับยังต้องนำไปยื่นแบบเอง

งานที่สองคนร่วมกันสร้างสรรค์จนแยกไม่ออกว่าส่วนไหนของใคร เป็นงานที่มี ผู้สร้างสรรค์ร่วม ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ผลคือโดยหลักแล้ว คนใดคนหนึ่งเอาไปใช้ฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องใช้สิทธิร่วมกัน ซึ่งฟังดูยุติธรรมแต่ในทางปฏิบัติแปลว่าถ้าทะเลาะกัน ทั้งสองคนติดล็อกพร้อมกัน ใครก็เอาคลังคอนเทนต์ไปทำอะไรไม่ได้เลย

สัญญาฉบับนี้จึงให้เลือกตั้งแต่ต้นว่าลิขสิทธิ์เป็นของร่วมกันหรือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แล้ววางกลไกสามชั้นไว้กันการล็อกกันเอง

และไม่ว่าจะตกลงกันอย่างไร ธรรมสิทธิ์ยังติดตัวผู้สร้างสรรค์เสมอ คือสิทธิแสดงว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์ และสิทธิห้ามการบิดเบือนจนเสียชื่อเสียง ขายกันไม่ได้และสละได้เฉพาะเป็นหนังสือ

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 349 บาท

สัญญาโอนลิขสิทธิ์ผลงาน

สัญญาโอนลิขสิทธิ์ไม่มีในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากรเลย และใบรับเงินค่าตอบแทนก็ไม่ต้องปิดเช่นกัน เพราะลักษณะ 28 (ใบรับ) จำกัดเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียนเท่านั้น ลิขสิทธิ์ไม่เข้าข่ายใดเลย

การโอนลิขสิทธิ์ที่มิใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอนตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 17 หากไม่กำหนดระยะเวลา กฎหมายถือว่าโอนสิบปี แม่แบบนี้จึงให้เลือกตลอดอายุแห่งการคุ้มครองหรือระบุจำนวนปีโดยตรง

โดยทั่วไปการโอนลิขสิทธิ์ไม่ต้องจดทะเบียนจึงมีผล แต่ควรเก็บไฟล์ต้นฉบับ หลักฐานการสร้าง หลักฐานการได้สิทธิ และสำเนาที่ลงนามครบ หากผลงานมีสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า หรือสิทธิประเภทอื่นประกอบ ต้องดำเนินการโอนสิทธินั้นแยกตามกฎหมายเฉพาะ

ค่าตอบแทนจากการโอนลิขสิทธิ์อาจเป็นค่าสิทธิหรือเงินได้จากลิขสิทธิ์ ผู้จ่ายที่มีหน้าที่ต้องตรวจการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามสถานะผู้โอนและข้อเท็จจริง โดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 กำหนดกรณีค่าสิทธิไว้หลายประเภท อัตราและฐานภาษีของบุคคลธรรมดา นิติบุคคล และผู้รับต่างประเทศต่างกัน จึงต้องตรวจประมวลรัษฎากร มาตรา 40(3), 50, 70 และอนุสัญญาภาษีซ้อนก่อนจ่าย

1. ไม่ได้ทำเป็นหนังสือลงชื่อทั้งสองฝ่าย — มาตรา 17 บังคับว่าการโอนลิขสิทธิ์ที่ไม่ใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน ตกลงกันทางแชตหรือโอนเงินแล้วถือว่าซื้อขาดไม่ได้ และลายมือชื่อต้องครบทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่แค่ผู้โอน

3. เขียนว่าโอน "ทุกสิทธิ" โดยไม่ไล่รายการ — มาตรา 15 แยกสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ออกเป็นห้าอย่าง ทำซ้ำหรือดัดแปลง · เผยแพร่ต่อสาธารณชน · ให้เช่า · ให้ประโยชน์แก่ผู้อื่น · อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิ แบบฟอร์มนี้จึงให้ติ๊กทีละข้อ สิทธิที่ไม่ได้ติ๊กยังเป็นของผู้โอน และผู้รับโอนที่ใช้เกินขอบเขตกลายเป็นผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ของคนที่ขายให้ตัวเอง

มาตรา 18 ให้ผู้สร้างสรรค์มีสิทธิแสดงว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์ และห้ามผู้อื่นบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลง หรือทำอย่างอื่นแก่งานจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของตน สิทธินี้ติดตัวผู้สร้างสรรค์ ไม่ได้ตามลิขสิทธิ์ไปกับผู้รับโอน

ผู้รับโอนจึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เต็มตัวได้ แต่ยังต้องให้เครดิตตามที่ตกลงและแก้งานได้เท่าที่ผู้สร้างสรรค์ยินยอมไว้เป็นหนังสือ การเขียนว่า "ผู้สร้างสรรค์สละธรรมสิทธิ์ทั้งหมด" แบบกวาดเรียบในข้อท้ายสัญญา เสี่ยงที่ศาลจะไม่รับ แบบฟอร์มนี้จึงให้กรอกข้อความเครดิตและขอบเขตการแก้ไขเป็นเรื่อง ๆ แทน

หมายเหตุสำหรับผู้รับโอนที่เป็นบริษัท: ถ้าผลงานทำโดยลูกจ้างหรือผู้รับจ้างของผู้โอน ให้ตรวจว่าผู้โอนได้จัดการสิทธิกับคนเหล่านั้นแล้วจริง เพราะมาตรา 9 ให้ลิขสิทธิ์ในงานของลูกจ้างเป็นของลูกจ้าง เว้นแต่ตกลงเป็นหนังสือไว้เป็นอย่างอื่น และมาตรา 10 ให้งานที่จ้างทำเป็นของผู้ว่าจ้าง เว้นแต่ตกลงกันไว้ต่างออกไป — สองมาตรานี้ให้ผลตรงข้ามกัน สายการได้สิทธิจึงต้องดูเป็นรายกรณี

ถ้าบางส่วนของผลงานเกิดจากเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ ส่วนที่เครื่องสร้างขึ้นเองโดยไม่มีการสร้างสรรค์ของบุคคลธรรมดาอาจไม่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตั้งแต่แรก ของที่ไม่มีลิขสิทธิ์ย่อมโอนกันไม่ได้ ผู้รับโอนจะได้เอกสารที่ดูสมบูรณ์แต่ไม่มีสิทธิห้ามใครใช้ซ้ำ แบบฟอร์มนี้จึงให้เปิดเผยส่วนนั้นและกันออกจากคำรับรอง

อีกทางหนึ่ง ผู้สร้างสรรค์หลายคนไม่ต้องการให้ผลงานถูกนำไปฝึกแบบจำลอง แม้จะขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว ข้อ 4 ของสัญญาจึงตั้งค่าเริ่มต้นว่าห้าม และเปิดเป็นสวิตช์ให้ตกลงกันได้ ถ้าผู้รับโอนตั้งใจจะใช้ฝึกแบบจำลอง ต้องติ๊กให้ชัดตั้งแต่ตอนทำสัญญา

  • สำเนาหรือภาพผลงาน … พร้อมเลขรุ่น วันที่สร้าง ค่าแฮช หรือข้อมูลที่ชี้ตัวผลงาน
  • หลักฐานความเป็นเจ้าของ … และสายการได้สิทธิจากผู้สร้างสรรค์หรือผู้รับโอนก่อนหน้า
  • ตารางสิทธิที่โอน เขต ระยะเวลา ไฟล์ส่งมอบ และเงื่อนไขเครดิต
  • ใบอนุญาตและเงื่อนไขวัสดุบุคคลภายนอก …หนังสือยืนยันว่าไม่มีวัสดุบุคคลภายนอกที่ต้องขออนุญาตเพิ่มเติม
  • หลักฐานชำระค่าตอบแทนและหนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อมี

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

สัญญาใช้พื้นที่โฆษณาบนเว็บไซต์หรือแอป

ข้อ 3 แบ่งความรับผิดตามผู้ควบคุมเนื้อหา ผู้เผยแพร่มีสิทธิปฏิเสธครีเอทีฟที่ขัดกติกาของตนได้ก่อนเผยแพร่ แต่เมื่อเผยแพร่ไปแล้วเกิดปัญหาเพราะเนื้อหาที่ผู้ลงโฆษณาจัดหาให้ เช่น ละเมิดลิขสิทธิ์ภาพหรือโฆษณาเกินจริง ผู้ลงโฆษณาเป็นผู้รับผิดชอบและต้องชดใช้ให้ผู้เผยแพร่ตามข้อ 3.3 ข้อความเท็จหรือเกินจริงในโฆษณาอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ส่วนโฆษณา ซึ่งเป็นความรับผิดทางปกครองและอาญาที่แยกจากสัญญานี้โดยสิ้นเชิง

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

สัญญาจ้างทำการตลาดออนไลน์

  • ไม่รับประกันผลลัพธ์ ยอดขาย อันดับ หรือการเข้าถึง ขึ้นกับอัลกอริทึม งบ คู่แข่ง และตัวสินค้าเอง ซึ่งอยู่นอกการควบคุมของเอเจนซี · แต่ข้อไม่รับประกันผลใช้ยกเว้นความรับผิดจากการทำงานบกพร่องไม่ได้ เช่น ตั้งค่าแคมเปญผิดจนงบหมดโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งยังต้องรับผิดตามข้อ 9.1
  • ข้อความโฆษณาที่พาดพิงคู่แข่งหรือบุคคลอื่น ผู้ที่กล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงจนเสียหายแก่ชื่อเสียงหรือทางทำมาหาได้ของผู้อื่น ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน (ป.พ.พ. ม.423) — ทั้งเอเจนซีผู้เผยแพร่และผู้ว่าจ้างผู้ให้ข้อมูลอาจรับผิดร่วมกันได้ การที่ผู้ว่าจ้างอนุมัติข้อความแล้วไม่ทำให้เอเจนซีพ้นผิด ซึ่งตรงกับข้อ 5.1 ที่ห้ามเผยแพร่ข้อความเท็จแม้ผู้ว่าจ้างอนุมัติ
  • ธรรมสิทธิ์โอนกันไม่ได้ ลิขสิทธิ์ในชิ้นงานเป็นของผู้ว่าจ้างตามข้อ 5.2 แต่ผู้สร้างสรรค์ยังมีสิทธิแสดงตนและห้ามการบิดเบือนจนเสียชื่อเสียง (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.18) เว้นแต่ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร
  • ข้อห้ามรับงานคู่แข่งต้องแคบและมีกำหนดเวลา (ข้อ 10.3) ระบุเป็นหมวดสินค้าที่แคบที่สุดเท่าที่จำเป็น การห้ามทั้งอุตสาหกรรมหรือห้ามไม่มีกำหนด เป็นการจำกัดการทำมาหาได้เกินสมควรและอาจไม่มีผลบังคับตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ม.5 · ถ้าผู้ว่าจ้างมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าอย่างชัดเจน ยังต้องระวัง ม.57 พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า ด้วย
  • เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ ข้อ 5.4 ตั้งค่าเริ่มต้นเป็นห้าม เพราะการนำข้อมูลหรือไฟล์ของลูกค้าเข้าเครื่องมือภายนอกเป็นการเปิดเผยข้อมูล และสถานะลิขสิทธิ์ของส่วนที่ AI สร้างยังไม่แน่นอน ซึ่งกระทบข้อ 5.2 ที่โอนลิขสิทธิ์ให้ผู้ว่าจ้างโดยตรง

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 349 บาท

สัญญาซื้อขายโดเมนและโอนบัญชีเว็บไซต์

สิ่งที่กฎหมายบังคับรูปแบบในสัญญานี้คือการโอนลิขสิทธิ์ ตามข้อ 6 การโอนลิขสิทธิ์ที่ไม่ใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อทั้งผู้โอนและผู้รับโอนตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 17 และถ้าไม่ระบุระยะเวลาไว้ กฎหมายถือว่าโอนกันมีกำหนดสิบปี ข้อ 6.1 จึงบังคับให้เลือกว่าตลอดอายุคุ้มครองหรือกี่ปี ไม่ปล่อยว่าง

  • ส่วนที่เป็นค่าโอนลิขสิทธิ์ในเนื้อหาเดิมของเว็บไซต์ เป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ตามมาตรา 40(3) ผู้ซื้อที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2
  • ส่วนที่เป็นค่าตัวโดเมนและซอร์สโค้ด เป็นการขายทรัพย์สิน ไม่ใช่ค่าบริการหรือค่าสิทธิ โดยทั่วไปไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับการซื้อขายทรัพย์สินระหว่างเอกชน แต่ผู้ขายยังมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้จากกำไรที่เกิดขึ้นตามปกติ
  • ถ้าผู้ขายเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและการขายนี้เป็นการขายทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการ อาจต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีตามลักษณะการประกอบกิจการจริง

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 349 บาท

สัญญาจ้างที่ปรึกษา — สถาบันการศึกษาเป็นที่ปรึกษา

  • ข้อ 5.2 ให้ที่ปรึกษาชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้งความเสียหายเกี่ยวเนื่องที่คาดเห็นได้ ไม่มีเพดาน — ที่ปรึกษาควรต่อรองเพดานความรับผิดไม่เกินค่าจ้างตามสัญญา หรือทำประกันภัยวิชาชีพ
  • ข้อ 6(ก) ผู้ว่าจ้างเลิกสัญญาได้ถ้าที่ปรึกษาแก้ไขไม่ «พอใจ» ภายในกำหนด — เป็นดุลพินิจฝ่ายเดียว ควรตั้งวันแก้ไขให้พอ (15–30 วัน) และเก็บหลักฐานการแก้ไขทุกครั้ง
  • ข้อ 6(ข) เลิกสัญญาได้ทันทีเมื่อ «มีเหตุให้เชื่อได้ว่า» เสร็จไม่ทัน — ที่ปรึกษาควรรายงานความคืบหน้าเป็นหนังสือสม่ำเสมอ
  • ข้อ 7.2–7.3 ห้ามที่ปรึกษารับค่านายหน้า ส่วนลด หรือผลประโยชน์จากผู้ขายวัสดุ/สิทธิบัตรที่แนะนำให้ผู้ว่าจ้างใช้ — ฝ่าฝืนเป็นผิดสัญญา
  • ข้อ 7.4–7.5 ผลงานและลิขสิทธิ์ตกเป็นของผู้ว่าจ้างทั้งหมด — ถ้าสถาบันต้องการนำผลงานไปเผยแพร่ทางวิชาการหรือใช้สอน ต้องขอเป็นหนังสือก่อน หรือแก้ข้อนี้ก่อนลงนาม

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 349 บาท

บันทึกข้อตกลง (MOA) — สถาบันการศึกษากับหน่วยงานภายนอก

  • ข้อ 6 ยกให้ไปตกลงกันเป็นรายโครงการ — ก่อนเริ่มโครงการย่อยแต่ละเรื่อง ต้องทำข้อตกลงเรื่องเจ้าของผลงานเป็นหนังสือ มิฉะนั้นลิขสิทธิ์ตกเป็นของผู้สร้างสรรค์ตามกฎหมายลิขสิทธิ์
  • ข้อ 7 กำหนดปีที่ต้องรักษาความลับหลังบันทึกสิ้นสุด — 2–5 ปีเป็นค่าที่ใช้กันทั่วไป

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 149 บาท

คำรับรองพนักงาน ทรัพย์สินทางปัญญาและความลับทางการค้า

ลิขสิทธิ์ในงานที่ลูกจ้างสร้างสรรค์ในหน้าที่เป็นของลูกจ้าง เว้นแต่จะ ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 9) และการโอนลิขสิทธิ์ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อทั้งผู้โอนและผู้รับโอน (มาตรา 17) หนังสือที่พนักงานลงนามฝ่ายเดียวอาจไม่พอ ฉบับนี้จึงให้นายจ้างลงนามตกลงข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 10 ไว้ท้ายหนังสือ งานที่สร้างสรรค์ไว้ก่อนวันลงนาม ถ้าต้องการให้เป็นของนายจ้าง ควรทำสัญญาโอนลิขสิทธิ์แยกระบุชื่องาน

สิทธิของผู้สร้างสรรค์ที่จะได้รับการระบุชื่อและห้ามบิดเบือนงานจนเสียชื่อเสียง ยังอยู่กับพนักงาน เว้นแต่ตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร (มาตรา 18) ข้อ 6.3 จึงเขียนเป็นการตกลงไม่ใช้สิทธิขัดขวางการใช้งานของนายจ้าง ผลงานที่ทำโดยเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ล้วนโดยไม่มีการสร้างสรรค์ของมนุษย์อาจไม่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ นายจ้างจึงควรคุ้มครองงานเหล่านั้นด้วยการรักษาความลับไปพร้อมกัน

  • เปิดเผยข้อมูลลับ ส่งงานเข้าอีเมลหรือคลาวด์ส่วนตัว หรือป้อนข้อมูลเข้าบริการปัญญาประดิษฐ์สาธารณะ (ข้อ 3 และข้อ 4) เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ลงโทษทางวินัย และในกรณีร้ายแรงอาจเลิกจ้างได้ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน (ป.พ.พ. มาตรา 583) พนักงานต้องชดใช้ความเสียหายจริง ถ้าข้อมูลเป็นข้อมูลส่วนบุคคล นายจ้างต้องแจ้งเหตุละเมิดต่อสำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบ (พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37(4)) จึงต้องแจ้งทันทีตามข้อ 3.3
  • ติดตั้งโปรแกรมเถื่อน (ข้อ 5) ทำให้นายจ้างเสี่ยงถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีโทษทางอาญาตามกฎหมายลิขสิทธิ์ และนายจ้างต้องร่วมรับผิดทางแพ่งกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดที่ทำในทางการที่จ้าง (ป.พ.พ. มาตรา 425) นายจ้างจึงควรคุมสิทธิติดตั้งโปรแกรมด้วย
  • เปิดเผยความลับที่รู้มาเพราะหน้าที่ อาจเป็นความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายเฉพาะด้วย ความรับผิดทางอาญาไม่อาจตกลงกันในหนังสือนี้ได้ ฉบับนี้จึงไม่เขียนว่า «รับผิดทางอาญาแต่เพียงผู้เดียว» อย่างที่แบบเก่าเขียน

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 149 บาท

สัญญาว่าจ้างทำงาน (พนักงานประจำ)

สัญญานี้เป็นจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ใช้บังคับเต็มที่ ไม่ว่าสัญญาจะเขียนไว้อย่างไร ข้อตกลงที่ให้สิทธิลูกจ้างน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไม่มีผล และข้อบังคับหรือข้อตกลงที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ศาลสั่งให้มีผลเท่าที่เป็นธรรมได้ตามมาตรา 14/1 ข้อ 10.1 ยืนยันหลักนี้ สัญญาจ้างแรงงานไม่ต้องทำเป็นหนังสือ แต่ควรทำ เพราะเป็นหลักฐานเรื่องค่าจ้าง หน้าที่ และการโอนลิขสิทธิ์

ลิขสิทธิ์ในงานที่ลูกจ้างสร้างสรรค์ในการทำงานเป็นของลูกจ้าง เว้นแต่ตกลงกันเป็นหนังสือ นายจ้างได้เพียงสิทธิเผยแพร่งานตามวัตถุประสงค์ของการจ้าง ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 9 ข้อ 5.2 จึงโอนลิขสิทธิ์ให้นายจ้างเป็นหนังสือ

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

สัญญาจ้าง Organizer จัดงาน (Event / งานเปิดตัว / นิทรรศการ / บูธ)

  • ค่าจัดงานมี VAT 7% · ผู้ว่าจ้างนิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย 3% จากค่าจ้าง (จ้างทำของ/บริการ) · ค่าโฆษณาที่รวมในงาน ถ้าแยกรายการหัก 2% · เงินทดรองจ่ายที่มีใบเสร็จในนามผู้ว่าจ้าง ไม่หัก
  • ค่าลิขสิทธิ์เพลงที่จ่ายให้องค์กรจัดเก็บ (เช่น MCT/MPC) หัก 3% ค่าสิทธิ — ระบุว่าใครจ่าย (ข้อ 6.2 ให้ผู้รับจ้าง)

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

สัญญาเช่าสถานที่จัดกิจกรรม

เพลงในงานต้องได้รับอนุญาต การเปิดเพลงหรือเล่นดนตรีในที่สาธารณะเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชน ซึ่งเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15 ข้อ 3.2 ให้ผู้เช่าเป็นผู้ขออนุญาต การขายหรือให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ในบังคับ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และการใช้เสียงอยู่ในข้อบัญญัติท้องถิ่น ให้ตรวจเงื่อนไขและใบอนุญาตก่อนวันงาน

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

สัญญาจ้างผู้บริหารธุรกิจขนาดเล็ก

ลิขสิทธิ์ในงานที่ลูกจ้างสร้างในการทำงานเป็นของลูกจ้าง เว้นแต่ตกลงเป็นหนังสือ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 9 ข้อ 5.2 จึงโอนไว้

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 349 บาท

สัญญาจ้างผู้เชี่ยวชาญ

งานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้าง ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์เว้นแต่ตกลงกันเป็นอย่างอื่น (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10) ข้อ 5.1 ยืนยันให้เป็นของผู้ว่าจ้าง และข้อ 5.2 สงวนแบบฟอร์มและเครื่องมือเดิมของผู้เชี่ยวชาญไว้ พร้อมอนุญาตให้ผู้ว่าจ้างใช้ส่วนที่อยู่ในเอกสาร ให้ผู้เชี่ยวชาญทำรายการเครื่องมือเดิมแนบไว้ตั้งแต่วันลงนามถ้าผู้เชี่ยวชาญใช้แบบฟอร์มหรือเครื่องมือของตนที่มีอยู่ก่อน ควรเปิดทางเลือกสงวนเครื่องมือเดิมก่อนลงนาม สิทธิทางศีลธรรมของผู้สร้างสรรค์โอนกันไม่ได้ ข้อ 5.3 จึงเขียนเป็นการตกลงไม่ใช้สิทธิขัดขวางการใช้งาน เท่าที่กฎหมายเปิดให้ตกลงได้

สัญญานี้อนุญาตให้ใช้ … ให้ขอดูการตั้งค่าว่าบัญชีที่ใช้ไม่นำข้อมูลไปฝึกระบบ และให้ผู้เชี่ยวชาญระบุในรายงานเมื่อส่วนสำคัญจัดทำด้วยเครื่องมือสัญญานี้ห้ามนำข้อมูลของผู้ว่าจ้างเข้าเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือ ผลงานที่สร้างโดยเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ล้วนโดยไม่มีการสร้างสรรค์ของมนุษย์อาจไม่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์เต็มที่ ผู้เชี่ยวชาญจึงต้องตรวจและรับผิดชอบคำปรึกษาเอง

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

สัญญาว่าจ้างทำงาน (มีกำหนดเวลา)

งานที่ลูกจ้างสร้างสรรค์ในการทำงาน ลิขสิทธิ์เป็นของลูกจ้างเว้นแต่ตกลงเป็นหนังสือ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 9 ข้อ 7.2 จึงโอนผลงานโครงการเป็นของนายจ้าง การเก็บข้อมูลลูกจ้างต้องมีฐานทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

สัญญาจ้างผลิตอาหารหรือเบเกอรี

สูตรอาหารไม่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ในตัวสูตรเอง สิ่งที่คุ้มครองได้จริงคือความลับทางการค้าตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 3 ซึ่งมีเงื่อนไขว่าเจ้าของต้องใช้วิธีการที่เหมาะสมรักษาไว้เป็นความลับ ข้อ 2.2 จึงบังคับให้ผู้ผลิตจำกัดการเข้าถึงสูตรและใช้เฉพาะเพื่อสัญญานี้ ถ้าผู้ว่าจ้างส่งสูตรให้โดยไม่มีข้อตกลงความลับเลย เมื่อผู้ผลิตนำไปใช้กับร้านอื่น การพิสูจน์ว่าเป็นการละเมิดความลับทางการค้าจะยากมาก

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 349 บาท

สัญญาแบ่งหน้าที่และค่าใช้จ่ายระหว่างผู้ก่อตั้ง

ผู้ก่อตั้งไม่ใช่ลูกจ้างและไม่ได้รับจ้าง งานที่ผู้ก่อตั้งสร้างขึ้นจึงเป็นลิขสิทธิ์ของผู้ก่อตั้งผู้นั้นเอง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 9 ใช้กับงานของลูกจ้าง และมาตรา 10 ใช้กับงานที่รับจ้าง ทั้งสองมาตราไม่ใช้กับผู้ก่อตั้งที่ทำงานเพื่อกิจการของตนเอง ถ้าไม่มีการโอน ผู้ก่อตั้งที่ออกไปอาจเอาซอฟต์แวร์หรือแบบที่ตนเขียนไปด้วย ข้อ 4.1 และข้อ 6.2 จึงบังคับให้โอนให้บริษัท และข้อ 4.3 ให้บัญชีโดเมนและสื่อสังคมเปิดในชื่อที่ทุกคนเข้าถึงได้

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 349 บาท

สัญญาจ้างฟรีแลนซ์รายโปรเจกต์ (จ่ายตามงวดงาน)

  • งานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้าง ลิขสิทธิ์เป็นของ «ผู้ว่าจ้าง» ตั้งแต่ต้น เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10) — ฟรีแลนซ์จำนวนมากเข้าใจว่าตัวเองเป็นเจ้าของจนกว่าจะโอน ซึ่งไม่ใช่ ฟรีแลนซ์ที่อยากเก็บลิขสิทธิ์ไว้เองต้องเขียนไว้ในสัญญา ไม่ใช่เงียบไว้
  • ตรงข้ามกับลูกจ้าง ซึ่งงานที่ทำในหน้าที่ลิขสิทธิ์ยังเป็นของลูกจ้าง นายจ้างได้เพียงสิทธินำออกเผยแพร่ตามวัตถุประสงค์ของการจ้าง เว้นแต่ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น (ม.9)
  • ธรรมสิทธิ์โอนกันไม่ได้ ผู้สร้างสรรค์ยังมีสิทธิแสดงตนว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ และห้ามผู้รับโอนบิดเบือนหรือดัดแปลงงานจนเสียชื่อเสียงของตน แม้โอนลิขสิทธิ์ไปหมดแล้ว (ม.18) — เว้นแต่ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร
  • ข้อ 5.1 ผูกการได้สิทธิไว้กับการจ่ายค่าจ้างครบของงวดนั้น ซึ่งเป็นเครื่องมือต่อรองที่สำคัญที่สุดของฟรีแลนซ์ — อย่าตัดออก
  • ข้อ 5.2 กันเครื่องมือ แม่แบบ และความรู้เดิมของฟรีแลนซ์ไว้ ไม่ให้ถูกกวาดไปกับผลงาน

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

สัญญาจ้างออกแบบกราฟิก

  • ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 ของค่าบริการก่อน VAT ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้แบ่งจ่ายเป็นมัดจำกับงวดที่เหลือ และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีทุกครั้ง — มัดจำก็ถูกหัก 3% ด้วย ไม่ใช่หักเฉพาะงวดสุดท้าย

  • ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้

  • นักออกแบบบุคคลธรรมดามีเงินได้ตาม ม.40(2) หรือ 40(8) แล้วแต่ลักษณะงานและการลงทุน ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน · ถ้ามีการโอนลิขสิทธิ์และได้ค่าตอบแทนแยกต่างหาก อาจเป็นเงินได้ตาม ม.40(3) ซึ่งคนละเกณฑ์อีก ให้ตรวจตามข้อเท็จจริงก่อนยื่น

  • รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ

  • ค่าฟอนต์และภาพสต็อกที่ซื้อแทนลูกค้าให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้ พร้อมแนบใบเสร็จ อย่ารวมกับค่าบริการ เพราะจะถูกหัก 3% ทั้งก้อนโดยไม่จำเป็น

  • งานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้าง ลิขสิทธิ์เป็นของ «ผู้ว่าจ้าง» ตั้งแต่ต้น เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10) — นักออกแบบจำนวนมากเชื่อว่าตัวเองเป็นเจ้าของจนกว่าจะโอน ซึ่งไม่ใช่ · สวิตช์ «โอนลิขสิทธิ์» ที่ไม่ติ๊ก คือการตกลงเป็นอย่างอื่นตาม ม.10 ต้องเขียนขอบเขตการใช้ไว้ในผนวก 1 ให้ชัด ไม่ใช่ปล่อยว่าง

  • ตรงข้ามกับงานของลูกจ้าง ซึ่งลิขสิทธิ์ยังเป็นของลูกจ้าง นายจ้างได้เพียงสิทธินำออกเผยแพร่ตามวัตถุประสงค์ของการจ้าง เว้นแต่ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น (ม.9) — บริษัทที่มีกราฟิกดีไซเนอร์ประจำมักเข้าใจผิดข้อนี้

  • ธรรมสิทธิ์โอนกันไม่ได้ ผู้สร้างสรรค์ยังมีสิทธิแสดงตนว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ และห้ามผู้รับโอนบิดเบือน ตัดทอน หรือดัดแปลงงานจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของตน แม้โอนลิขสิทธิ์ไปหมดแล้ว (ม.18) เว้นแต่ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร

  • ลิขสิทธิ์ไม่คุ้มครองแนวความคิด คุ้มครองเฉพาะการแสดงออก (ม.6 วรรคสอง) — คู่แข่งที่ทำงานคล้ายกันด้วยแนวคิดเดียวกันแต่แสดงออกต่างกัน ไม่เป็นการละเมิด

  • แบบร่างที่ไม่ถูกเลือกยังเป็นของผู้ออกแบบ (ข้อ 5.2) ลูกค้าเอาแบบที่ไม่ได้เลือกไปใช้เองหรือส่งให้คนอื่นทำต่อไม่ได้

  • ได้ลิขสิทธิ์ในโลโก้ ไม่เท่ากับได้สิทธิในเครื่องหมายการค้า สิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายกับสินค้าเกิดขึ้นเมื่อจดทะเบียนแล้วเท่านั้น (พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ม.44) ผู้ว่าจ้างต้องไปยื่นจดเองที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา สัญญาฉบับนี้ไม่ได้ทำให้จดทะเบียนสำเร็จ

  • ผู้ออกแบบไม่ควรรับประกันว่าโลโก้จะจดทะเบียนได้ เพราะนายทะเบียนอาจปฏิเสธด้วยเหตุขาดลักษณะบ่งเฉพาะ หรือเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายที่จดไว้ก่อน — ควรให้ลูกค้าสืบค้นเครื่องหมายก่อนเริ่มงานหรือก่อนนำไปใช้จริง

  • ถ้าจะให้ผู้อื่นใช้เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว สัญญาอนุญาตต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน (ม.68) มิฉะนั้นไม่สมบูรณ์

  • สิทธิใช้ฟอนต์ของนักออกแบบไม่โอนไปกับงาน ไลเซนส์ฟอนต์ส่วนใหญ่ผูกกับผู้ใช้หรือจำนวนเครื่อง ไม่ใช่ผูกกับไฟล์งาน ถ้าลูกค้าต้องใช้ฟอนต์นั้นต่อเองต้องซื้อไลเซนส์ของตัวเอง — ข้อ 5.3 จึงบังคับให้ผู้ออกแบบเปิดเผยรายการและเงื่อนไขไลเซนส์

  • ฟอนต์ไทยที่แจกฟรีไม่ได้แปลว่าใช้เชิงพาณิชย์ได้ทุกตัว บางชุดจำกัดการดัดแปลงหรือการฝังในสินค้า ให้ตรวจเงื่อนไขของผู้พัฒนาฟอนต์รายนั้นเป็นรายตัว

  • ภาพสต็อกมีไลเซนส์คนละแบบ บางแบบห้ามใช้กับสินค้าที่ขายซ้ำ ห้ามใช้ทำโลโก้ หรือจำกัดจำนวนการพิมพ์ — ภาพสต็อกห้ามนำมาทำโลโก้เกือบทุกไลเซนส์ เพราะจดทะเบียนเครื่องหมายไม่ได้และชนกับคนอื่นที่ซื้อภาพเดียวกัน

  • ซื้อในนามใครสำคัญ ถ้าผู้ออกแบบซื้อในนามตัวเองแล้วเลิกทำงานกัน ลูกค้าอาจขาดสิทธิทันที ให้ซื้อในนามผู้ว่าจ้างหรือโอนใบอนุญาตให้เมื่อส่งมอบ

  • งานที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์มีสถานะลิขสิทธิ์ไม่แน่นอน และอาจมีปัญหาเรื่องข้อมูลที่ใช้ฝึก ถ้ามีการใช้ในงาน ควรเปิดเผยตามข้อ 5.3 เช่นเดียวกับทรัพยากรของบุคคลภายนอก

  • ผนวก 1 บรีฟ ขอบเขตงาน จำนวนแบบร่าง รายการชิ้นงานและขนาด รูปแบบไฟล์ที่ส่งมอบ จำนวนรอบแก้งานและค่าแก้งานรอบถัดไป · ถ้าไม่โอนลิขสิทธิ์ ให้ระบุขอบเขตการใช้ไว้ที่นี่ (ใช้ได้กี่ปี ช่องทางใด ดัดแปลงได้หรือไม่ ให้ผู้อื่นใช้ต่อได้หรือไม่)

  • รายการฟอนต์ ภาพสต็อก ปลั๊กอิน และทรัพยากรของบุคคลภายนอก พร้อมเงื่อนไขไลเซนส์และหลักฐานการซื้อสิทธิ

  • วัตถุดิบที่ผู้ว่าจ้างต้องส่ง เช่น โลโก้เดิม ภาพสินค้า ข้อความ และสิทธิใช้ภาพบุคคลที่ปรากฏในงาน

  • ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงชื่อคู่สัญญาและพยานสองคน พร้อมลงชื่อกำกับผนวก 1 ทุกหน้า

  • ผู้ออกแบบปิดอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก และคู่ฉบับ ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า

  • ตรวจว่าสวิตช์ลิขสิทธิ์กับสวิตช์ไฟล์ต้นฉบับตรงกับที่ตกลงกันจริง สองช่องนี้คือสิ่งที่ทะเลาะกันมากที่สุดหลังส่งงาน

  • ถ้าผู้ออกแบบรับงานในนามนิติบุคคล ให้ตรวจอำนาจลงนามตามหนังสือรับรองและเงื่อนไขประทับตรา

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

สัญญาจ้าง Influencer หรือ KOL

  • สิทธิใช้คือไลเซนส์ที่มีขอบเขต ไม่ใช่การซื้อขาด ข้อ 5.2 จึงผูกไว้กับ ช่องทาง · เขตพื้นที่ · ระยะเวลา พร้อมกัน และเมื่อพ้นกำหนดแบรนด์ต้องหยุดใช้และถอนออกจากสื่อที่ยังเผยแพร่อยู่ · ไลเซนส์ทั่วโลกกับเฉพาะในประเทศ ราคาต่างกันมาก

  • การยิงโฆษณาแบบเสียเงินเป็นคนละเรื่องกับการโพสต์ จ่ายค่าโพสต์หนึ่งครั้งแล้วเอาชิ้นงานไปยิงแอดต่อเป็นปี หรือขอสิทธิยิงโฆษณาผ่านบัญชีของครีเอเตอร์ คือข้อพิพาทเรื่องเงินที่ใหญ่ที่สุดของงานนี้ — สัญญานี้จึงทำเป็นสวิตช์ที่ต้องตีราคาตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ปล่อยให้ไปขอความยินยอมทีหลังตอนที่ครีเอเตอร์เสียเปรียบแล้ว

  • ลิขสิทธิ์เป็นของแบรนด์ตามข้อ 5.1 แต่ธรรมสิทธิ์โอนไม่ได้ ครีเอเตอร์ยังมีสิทธิแสดงว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์ และห้ามบิดเบือนหรือตัดทอนชิ้นงานจนเสียชื่อเสียงของตน แม้โอนลิขสิทธิ์ไปแล้ว (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.18) เว้นแต่ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร — การตัดคลิปใหม่จนความหมายเปลี่ยนแล้วยังใช้หน้าครีเอเตอร์ เข้าข้อนี้ได้

  • การใช้ชื่อ ภาพ และเสียงของครีเอเตอร์เป็นสิทธิแยกจากลิขสิทธิ์ ข้อ 5.1 จำกัดไว้เฉพาะในชิ้นงานและบริบทแคมเปญ การเอาหน้าครีเอเตอร์ไปขึ้นป้าย บรรจุภัณฑ์ หรือหน้าร้าน เป็นการใช้เกินขอบเขตและอาจเป็นละเมิดตาม ป.พ.พ. ม.420 ต่างหาก

  • เพลง ภาพ ฟอนต์ และคลิปของบุคคลภายนอกต้องมีสิทธิครอบคลุมถึงการโฆษณาและการใช้ซ้ำ ไลเซนส์เพลงในแอปแพลตฟอร์มมักใช้ได้เฉพาะโพสต์ปกติ ไม่ครอบคลุมการนำไปยิงแอด ให้ระบุในผนวกว่าใครเป็นผู้จัดหาและครอบคลุมแค่ไหน

  • ครีเอเตอร์ที่เป็นผู้เยาว์ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองในการทำสัญญาและในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA ม.20) และต้องตรวจข้อจำกัดเรื่องการใช้แรงงานเด็กหากเป็นการทำงานตามคำสั่งอย่างต่อเนื่อง

  • เด็กที่ปรากฏในชิ้นงาน แม้ไม่ใช่คู่สัญญา ก็ต้องได้ความยินยอมจากผู้ปกครองสำหรับการถ่ายและการเผยแพร่เชิงพาณิชย์

  • ข้อมูลผู้ชมและผู้ร่วมกิจกรรมเป็นข้อมูลส่วนบุคคล กิจกรรมแจกของเก็บชื่อ เบอร์ ที่อยู่ ต้องบอกว่าใครเป็นผู้ควบคุมข้อมูล เก็บนานเท่าใด และใช้ทำอะไรต่อ · การส่งรายชื่อผู้ร่วมกิจกรรมให้แบรนด์เป็นการเปิดเผยข้อมูล ต้องมีฐานรองรับ

  • ชิ้นงานที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยสร้าง ควรเปิดเผยให้แบรนด์ทราบ เพราะสถานะลิขสิทธิ์ของส่วนที่ AI สร้างยังไม่แน่นอน ซึ่งกระทบข้อ 5.1 ที่โอนลิขสิทธิ์ให้แบรนด์โดยตรง · และห้ามสร้างภาพหรือเสียงเสมือนของบุคคลจริงโดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือ

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

สัญญาแบ่งรายได้ระหว่างผู้สอนกับแพลตฟอร์ม

สัญญานี้ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ เพราะเป็นการอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และแบ่งรายได้ ไม่ใช่ตราสารในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ข้อ 3.1 ให้แพลตฟอร์มขายในนามของตนเอง แพลตฟอร์มจึงไม่ได้เป็นตัวแทนของผู้สอน ถ้าคู่สัญญาเปลี่ยนเป็นให้แพลตฟอร์มขายหรือรับเงินในนามผู้สอน จะเป็นการตั้งตัวแทนตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 21 ซึ่งผู้สอนในฐานะตัวการต้องเสียอากร

ผู้สอนยังเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ แพลตฟอร์มได้เพียงสิทธิใช้ เจ้าของลิขสิทธิ์อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิทำซ้ำหรือเผยแพร่ได้ โดยกำหนดเงื่อนไขได้ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15 ข้อ 1.2 กำหนดขอบเขต ช่องทาง และระยะเวลาการอนุญาต ข้อ 6.2 แก้ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดเมื่อผู้สอนถอดคอร์ส คือผู้เรียนที่ซื้อไปแล้วต้องยังเรียนได้ เพราะแพลตฟอร์มต้องปฏิบัติตามสิ่งที่ขายไปแล้ว

ส่วนแบ่งที่ผู้สอนได้รับเป็นค่าตอบแทนการใช้ลิขสิทธิ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(3) แพลตฟอร์มที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 ถ้าผู้สอนอยู่ต่างประเทศ ให้ตรวจมาตรา 70 และอนุสัญญาภาษีซ้อน แพลตฟอร์มที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออกใบกำกับภาษีแก่ผู้เรียนตามมาตรา 78/1 และ 86

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 349 บาท

สัญญาจ้างออกแบบตกแต่งภายใน

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10 ให้ลิขสิทธิ์ในงานที่สร้างขึ้นโดยการรับจ้างเป็นของผู้ว่าจ้าง เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น แต่วงการออกแบบมักตกลงให้ผู้ออกแบบถือลิขสิทธิ์ไว้ ข้อ 6 จึงให้เลือกและเขียนผลของทั้งสองทาง

  • ผู้ว่าจ้างเป็นเจ้าของ — ตรงกับค่าเริ่มต้นของมาตรา 10 ผู้ออกแบบยังใช้เป็นผลงานนำเสนอได้
  • ผู้ออกแบบเป็นเจ้าของ — ผู้ว่าจ้างได้สิทธิสร้างตามแบบที่พื้นที่นี้หนึ่งครั้งและซ่อมแซมในอนาคต แต่เอาแบบไปสร้างที่อื่นหรือขายต่อไม่ได้ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิแต่ผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ตามมาตรา 15
  • สิทธิของผู้สร้างสรรค์ไม่ย้ายไปไหน — ตามมาตรา 18 ผู้ออกแบบยังมีสิทธิแสดงว่าเป็นผู้สร้างสรรค์และห้ามการบิดเบือนที่เสียหายต่อชื่อเสียง แม้ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้างแล้ว

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 349 บาท

สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

  • สิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร: สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา มิฉะนั้นเป็นโมฆะ (พ.ร.บ.สิทธิบัตร ม.41) — ลงนามแล้วต้องไปจดภายในเวลาอันควร ค่าธรรมเนียมหลักร้อย

  • เครื่องหมายการค้า: สัญญาอนุญาตต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน (พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ม.68) และผู้อนุญาตต้องควบคุมคุณภาพได้ — ข้อ 4.2/6 ของแบบนี้รองรับ

  • ลิขสิทธิ์: ไม่ต้องจดทะเบียน แต่ต้องทำเป็นหนังสือ (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.15, 17) · ความลับทางการค้า/know-how: ไม่ต้องจดทะเบียน ใช้ข้อ 5 เป็นหลัก

  • สำเนาสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร/หนังสือสำคัญเครื่องหมายการค้า/หลักฐานลิขสิทธิ์ · เอกสารเทคนิคและมาตรฐานคุณภาพ · แผนถ่ายทอด · รูปแบบการใช้เครื่องหมาย · แบบรายงานยอดและตารางชำระ · หนังสือรับรอง/บัตร

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 349 บาท

สัญญาซื้อขายคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ไอที

โน้ตบุ๊กที่ร้านติดตั้งวินโดวส์หรือโปรแกรมสำนักงานแบบไม่มีลิขสิทธิ์ ผู้ใช้เครื่องที่นำไปใช้ในธุรกิจอาจถูกดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์เอง ข้อ 5.2 ให้ร้านรับผิดแทน แต่ถ้าเป็นองค์กรควรตรวจใบอนุญาตเองด้วย ฟีเจอร์ปัญญาประดิษฐ์ในเครื่องรุ่นใหม่หลายอย่างทำงานผ่านบัญชีและบริการคลาวด์ของผู้ผลิต ผู้ซื้อต้องสมัครบัญชีของตนเองและยอมรับเงื่อนไขของผู้ให้บริการนั้น บางฟีเจอร์อาจยังไม่เปิดในประเทศไทยหรือในภาษาไทย ถ้าร้านโฆษณาว่ามีฟีเจอร์ใด ให้จดไว้ในใบเสนอราคาหรือเอกสารแนบท้าย

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

สัญญาเช่าคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์ไอที

องค์กรที่ใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ในเครื่องที่เช่ามาอาจถูกดำเนินคดีเอง แม้ผู้ให้เช่าเป็นผู้ติดตั้ง ข้อ 5.1 ให้ผู้ให้เช่ารับผิดแทนในส่วนที่ตนติดตั้ง แต่ซอฟต์แวร์ที่พนักงานติดตั้งเองเป็นความรับผิดชอบของผู้เช่า ควรกำหนดสิทธิผู้ใช้ไม่ให้พนักงานติดตั้งโปรแกรมเองได้

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 349 บาท

สัญญาจ้างไลฟ์ขายสินค้า

  • ขายผ่านไลฟ์ = ตลาดแบบตรง ตามกฎหมายว่าด้วยขายตรงและตลาดแบบตรง ผู้ประกอบธุรกิจ (ร้าน) ต้องจดทะเบียนกับ สคบ. ก่อนขาย และผู้ซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาคืนสินค้าได้ภายใน 7 วัน — ร้านต้องเผื่อเรื่องนี้ไว้ในเงื่อนไขคืนสินค้าและในยอดขายที่ใช้คำนวณค่าตอบแทนของผู้รับจ้าง
  • คนไลฟ์คือ "ผู้โฆษณา" จึงอาจร่วมรับผิดกับร้านได้ถ้าข้อความเกินจริงหรือทำให้เข้าใจผิด ทั้งทางกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ — ให้ยึดบทพูดและข้อมูลที่ผู้ว่าจ้างอนุมัติเป็นหนังสือ และเก็บหลักฐานการอนุมัติไว้
  • สินค้าที่ต้องขออนุญาตโฆษณาก่อน: อาหาร เครื่องสำอาง ยา เครื่องมือแพทย์ และบริการสุขภาพ — ต้องมีเลขที่ใบอนุญาตโฆษณาและพูดได้เฉพาะภายในขอบเขตที่ได้รับอนุญาต ห้ามอวดอ้างสรรพคุณรักษาโรค
  • ห้ามโฆษณาเด็ดขาด: เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ และยาที่ห้ามโฆษณาต่อประชาชน — รวมถึงการโชว์ขวด ฉลาก หรือตราสินค้าในไลฟ์
  • เพลงและสื่อประกอบไลฟ์ ต้องมีสิทธิใช้งาน มิฉะนั้นเสี่ยงถูกปิดไลฟ์หรือถูกเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายลิขสิทธิ์

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

บันทึกข้อตกลง (MOA) — ระหว่างธุรกิจ/องค์กรทั่วไป

  • ข้อ 6 ยกให้ตกลงกันเป็นรายโครงการ — ก่อนเริ่มโครงการย่อยแต่ละเรื่องต้องทำข้อตกลงเรื่องเจ้าของผลงานเป็นหนังสือ ไม่งั้นลิขสิทธิ์ตกเป็นของผู้สร้างสรรค์ตามกฎหมายลิขสิทธิ์
  • ข้อ 7 ระยะเวลารักษาความลับหลังสิ้นสุด 2–5 ปีเป็นค่าที่ใช้กันทั่วไป — ถ้าความร่วมมือเกี่ยวกับสูตร กระบวนการผลิต หรือฐานลูกค้า ควรทำสัญญารักษาความลับ (NDA) แยกอีกฉบับที่ละเอียดกว่านี้

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 149 บาท

สัญญาจ้างบริการแบบรายเดือน (Retainer)

  • ถ้าผู้ให้บริการเห็นข้อมูลลูกค้าหรือพนักงานของผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ควบคุมข้อมูล ผู้ให้บริการเป็นผู้ประมวลผล ต้องทำตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และจัดทำบันทึกรายการประมวลผล (PDPA ม.37(4), 39, 40)
  • แจ้งเหตุละเมิดข้อมูลให้ทันเวลาที่ผู้ว่าจ้างต้องแจ้งสำนักงานภายใน 72 ชั่วโมง และห้ามใช้ผู้ประมวลผลช่วงหรือส่งข้อมูลไปต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต (ม.28–29) — เอเจนซีที่ใช้ทีมงานหรือเครื่องมือในต่างประเทศต้องขออนุญาตก่อน
  • ใช้ข้อมูลนอกเหนือคำสั่ง ทำให้ผู้ให้บริการกลายเป็นผู้ควบคุมข้อมูลเองในส่วนนั้น ซึ่งมีหน้าที่และโทษหนักกว่าเดิม (ม.40 วรรคท้าย)
  • งานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้าง ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้างตั้งแต่ต้น เว้นแต่ตกลงเป็นอย่างอื่น (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10) — สวิตช์ในข้อ 8.1 ที่ไม่ติ๊กคือการตกลงเป็นอย่างอื่น · ส่วนธรรมสิทธิ์โอนกันไม่ได้ (ม.18) แม้โอนลิขสิทธิ์แล้ว
  • วิธีทำงานและแม่แบบของผู้ให้บริการไม่ถูกกวาดไปกับผลงาน (ข้อ 8.2) เพราะต้องใช้กับลูกค้ารายอื่นได้ ตราบที่ไม่เอาความลับของผู้ว่าจ้างไปด้วย

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

สัญญาอนุญาตให้ใช้เพลงหรือเสียง

สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ไม่มีในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากรเลย และใบรับเงินค่าตอบแทนก็ไม่ต้องปิด เพราะลักษณะ 28 (ใบรับ) จำกัดเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียนเท่านั้น

การอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ไม่ต้องจดทะเบียนและไม่มีแบบบังคับ แต่ควรทำเป็นหนังสือเสมอ เพราะสิ่งที่ต้องพิสูจน์เมื่อเกิดข้อพิพาทคือ ผู้อนุญาตถือสิทธิชั้นใด และ ขอบเขตที่อนุญาตกว้างแค่ไหน ซึ่งพยานบุคคลพิสูจน์ได้ยาก

ค่าตอบแทนการอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(3) ไม่ใช่ค่าจ้างทำของ ถ้าผู้รับอนุญาตเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้อนุญาต

  • ถ้าผู้รับอนุญาตเป็นบุคคลธรรมดา ไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ผู้อนุญาตยังต้องนำเงินได้ไปยื่นแบบเอง
  • การอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เป็นการให้บริการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หากผู้อนุญาตจดทะเบียน VAT ต้องเรียกเก็บและออกใบกำกับภาษี
  • ถ้าสัญญารวมทั้งการจ้างแต่งหรือบันทึกเสียงใหม่ กับการอนุญาตใช้งานเดิม ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้ เพราะค่าจ้างผลิตหักร้อยละ 3 ตามข้อ 8 ส่วนค่าอนุญาตหักร้อยละ 3 ตามข้อ 3/2 อัตราเท่ากันแต่คนละประเภทเงินได้ มีผลต่อการยื่นแบบและการหักค่าใช้จ่ายของผู้รับเงิน
  • จ่ายค่าสิทธิให้ผู้รับที่อยู่ต่างประเทศมีกฎคนละชุด ต้องตรวจอนุสัญญาภาษีซ้อนก่อนจ่าย

เพลงที่ได้ยินหนึ่งเพลงมีงานอันมีลิขสิทธิ์ซ้อนกันอยู่สองชั้น

สิทธิของนักแสดง — นักร้องและนักดนตรีที่บรรเลงในไฟล์นั้นมีสิทธิของตนเองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.44–52 แยกจากลิขสิทธิ์อีกชั้น เจ้าของมาสเตอร์ที่ไม่ได้เคลียร์กับนักดนตรีตั้งแต่ตอนบันทึก อาจอนุญาตให้ใช้ไม่ได้เต็มที่ ข้อ 4 จึงบังคับให้ระบุ

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

สัญญาขายคอร์สออนไลน์

สัญญาขายคอร์สออนไลน์ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ เพราะเป็นการให้สิทธิเข้าถึงเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์ ไม่ใช่สัญญาจ้างทำของ สัญญาเช่า หรือตราสารอื่นในบัญชีอัตราอากรแสตมป์

ผู้ซื้อได้สิทธิใช้ ไม่ได้ได้ตัวงาน ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิแต่ผู้เดียวในการทำซ้ำ ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อสาธารณชน และอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธินั้นได้ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15 ข้อ 3 จึงให้ผู้ซื้อเข้าเรียนเพื่อตนเองและห้ามแบ่งบัญชี ทำซ้ำ หรือขายต่อ

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

สัญญาสมาชิกแบบ Subscription

ข้อ 7.1 เขียนไว้ชัดว่าโพสต์ ความคิดเห็น หรือผลงานที่สมาชิกสร้างในชุมชนยังเป็นลิขสิทธิ์ของสมาชิกตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 8 ผู้ให้บริการได้เพียงสิทธิใช้เท่าที่จำเป็นต่อการให้บริการ ไม่ใช่เจ้าของ ข้อสัญญาที่เขียนว่า "เนื้อหาทั้งหมดที่โพสต์เป็นของแพลตฟอร์ม" โดยไม่จำกัดขอบเขต เสี่ยงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและอาจถูกตีความว่าขัดต่อสิทธิของผู้สร้างสรรค์

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

สัญญาจ้างสอนออนไลน์

ข้อ 5.1 ไม่รับประกันผลคะแนน เพราะผลขึ้นกับตัวผู้เรียน ผู้สอนที่โฆษณาว่ารับรองผลแต่เขียนในสัญญาว่าไม่รับประกัน อาจถูกอ้างเรื่องการโฆษณาที่ไม่ตรงความจริงได้ ผู้สอนควรโฆษณาให้สอดคล้องกับสัญญา ผู้ที่ผิดนัดชำระเงินต้องเสียดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 เอกสารประกอบการสอนเป็นลิขสิทธิ์ของผู้สอน

เปิดแบบฟอร์มฉบับนี้ — 249 บาท

อีก 23 ฉบับที่มีหัวข้อนี้

ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน

เรียบเรียงจากคำอธิบายท้ายสัญญาที่ยกร่างและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-42982D · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ

คำถามที่พบบ่อย

แล้วลิขสิทธิ์ในผลงานเป็นของใคร — กรณีสัญญาจ้างพัฒนาโปรแกรมบัญชี

โปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นวรรณกรรมที่มีลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4) และงานที่สร้างขึ้นโดยการรับจ้าง ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้าง เว้นแต่ตกลงกันเป็นอย่างอื่น (มาตรา 10) สัญญานี้เลือกให้ผู้รับจ้างสงวนลิขสิทธิ์ในโปรแกรมแกนกลางไว้ จึงต้องระบุให้ชัดในเอกสารแนบ 1 ว่าส่วนใดเป็นโปรแกรมแกนกลาง และต้องฝากซอร์สโค้ดตามข้อ 11.2 ให้เสร็จภายใน 30 วันหลังตรวจรับ — ถ้าไม่ฝาก เมื่อผู้รับจ้างเลิกกิจการ ผู้ว่าจ้างจะดูแลโปรแกรมต่อไม่ได้สัญญานี้ให้ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของผู้ว่าจ้าง จึงต้องได้ซอร์สโค้ดฉบับล่าสุดทุกครั้งที่แก้ไขตามข้อ 11.2 · ผู้รับจ้างยังมีสิทธิทางศีลธรรมในฐานะผู้สร้างสรรค์ (มาตรา 18) ซึ่งสละได้เฉพาะที่ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร ข้อ 11.4 จึงเขียนให้ผู้ว่าจ้างแก้ไขโปรแกรมและไม่ต้องแสดงชื่อผู้รับจ้างได้

แล้วลิขสิทธิ์ในผลงานเป็นของใคร — กรณีสัญญาจ้างพัฒนา Chatbot หรือระบบ AI

ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ ข้อผูกพันทั้งหมดในสัญญานี้จึงมาจากกฎหมายสัญญา ลิขสิทธิ์ ข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายทั่วไป ถ้ามีใครอ้างว่าต้องทำตาม "กฎหมาย AI ของไทย" ให้ขอชื่อพระราชบัญญัติและเลขมาตรา

แล้วลิขสิทธิ์ในผลงานเป็นของใคร — กรณีสัญญาตรวจสอบหรือกำกับการใช้ AI ในองค์กรขนาดเล็ก

เพดานความรับผิดในข้อ 9 ใช้ไม่ได้กับความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8 และถ้าผู้ว่าจ้างเป็นรายย่อยที่มีอำนาจต่อรองน้อย ศาลปรับเพดานได้ตามมาตรา 4 รายงานที่สร้างขึ้นโดยการรับจ้าง ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้างตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10 ข้อ 11 ห้ามยึดรายงานไว้ต่อรอง ที่ปรึกษาที่ฝ่าฝืนต้องชดใช้ความเสียหาย ผู้ว่าจ้างเลิกสัญญาก่อนงานเสร็จได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 605 โดยจ่ายค่างานที่ทำแล้ว เงินที่ผิดนัดชำระต้องเสียดอกเบี้ยตามมาตรา 224

แล้วลิขสิทธิ์ในผลงานเป็นของใคร — กรณีสัญญาจ้างเชื่อมต่อ API

สัญญาจ้างเชื่อมต่อระบบทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียน แต่ต้องตรวจสิทธิใช้ API และบัญชีของผู้ว่าจ้างตามเงื่อนไขผู้ให้บริการ หากข้อมูลลูกค้าจริงผ่านระบบ ผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างต้องลงนามข้อตกลงประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเปิดสิทธิ โดยใช้แม่แบบสัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้ตรงกับกิจกรรมตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา 40 การโอนสิทธิในโค้ดที่สร้างขึ้นใหม่และการระบุชื่อผู้สร้างสรรค์ให้ตรวจ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 10, 15, 17 และ 18 ตามข้อ 10

แล้วลิขสิทธิ์ในผลงานเป็นของใคร — กรณีสัญญาจ้างออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10 ให้ลิขสิทธิ์ในงานที่สร้างขึ้นโดยการรับจ้างเป็นของผู้ว่าจ้าง เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ข้อ 10 จึงให้เลือกได้สองทาง และทั้งสองทางมีข้อที่ต้นฉบับหนังสือตัวอย่างสัญญาเขียนไว้ตรงกัน คือ ไม่มีฝ่ายใดนำแบบเฉพาะของบ้านหลังนี้ไปสร้างซ้ำที่อื่น ผู้ออกแบบยังมีสิทธิแสดงว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ตามมาตรา 18 แม้ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้าง

แล้วลิขสิทธิ์ในผลงานเป็นของใคร — กรณีสัญญาจ้างเขียนบทความ

ธรรมสิทธิ์โอนกันไม่ได้ ผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะแสดงว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์งาน และห้ามผู้รับโอนบิดเบือน ตัดทอน หรือดัดแปลงจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของตน แม้ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้างแล้ว (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.18) — สิทธินี้อยู่กับผู้เขียนตลอดอายุการคุ้มครองและทายาทฟ้องแทนได้ ยกเว้นได้เฉพาะเมื่อตกลงกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษร (ม.18 ตอนท้าย) ดังนั้นถ้าจะลงในนามคนอื่นหรือไม่ใส่ชื่อผู้เขียนเลย ต้องเขียนไว้ในสัญญาหรือผนวกให้ชัด ว่าผู้เขียนตกลงไม่แสดงตนและยินยอมให้ลงในนามผู้ว่าจ้าง — สัญญาฉบับนี้ยังไม่มีข้อนี้ ให้เพิ่มในผนวกก่อนใช้กับงานลงนามแบรนด์ การแก้ไขต้นฉบับเป็นคนละเรื่องกับการบิดเบือน ผู้ว่าจ้างแก้ไขเพื่อความเหมาะสมได้ แต่ถ้าแก้จนความหมายผิดไปแล้วยังใส่ชื่อผู้เขียนไว้ เข้าข่าย ม.18 ได้ ถ้าจะให้เครดิต ให้ระบุรูปแบบไว้ในผนวก เช่น ชื่อจริง นามปากกา หรือไม่ใส่ชื่อ และให้ระบุด้วยว่าใช้กับช่องทางใดบ้าง

แล้วลิขสิทธิ์ในผลงานเป็นของใคร — กรณีสัญญาจ้างทำระบบ Automation

สัญญาจ้างทำระบบ Automation ไม่ต้องจดทะเบียน แต่ถ้าผู้รับจ้างเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าหรือพนักงานของผู้ว่าจ้าง ต้องมีข้อตกลงประมวลผลข้อมูลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา 40 ให้ใช้แม่แบบสัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลแนบท้ายก่อนเปิดสิทธิ ลิขสิทธิ์ในโฟลว์ที่จ้างทำเป็นของผู้ว่าจ้างตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 10 เว้นแต่ปิดสวิตช์ในข้อ 10.1 การโอนลิขสิทธิ์ภายหลังต้องทำเป็นหนังสือตามมาตรา 17 และสิทธิของผู้สร้างสรรค์ตามมาตรา 18 ยังอยู่เสมอ

แล้วลิขสิทธิ์ในผลงานเป็นของใคร — กรณีสัญญาจัดพิมพ์หนังสือหรือ E-book

สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพื่อจัดพิมพ์ไม่มีในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากร และใบรับเงินค่าลิขสิทธิ์ก็ไม่ต้องปิด เพราะลักษณะ 28 (ใบรับ) จำกัดเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียนเท่านั้น · ข้อยกเว้นเดียว คือถ้าเป็นการที่ผู้เขียนหรือเจ้าของเรื่องจ้างโรงพิมพ์ให้พิมพ์เป็นเล่มโดยจ่ายค่าจ้าง ส่วนนั้นเป็นจ้างทำของ ลักษณะ 4 ต้องปิดอากร 1 บาทต่อทุก 1,000 บาทของสินจ้าง โดยผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า — แต่กรณีนั้นเป็นคนละสัญญากับฉบับนี้ ซึ่งสำนักพิมพ์เป็นผู้ลงทุนและจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ผู้เขียน ไม่ใช่ผู้เขียนจ่ายค่าจ้าง · ขอเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ (ISBN) และข้อมูลทางบรรณานุกรม (CIP) จากหอสมุดแห่งชาติ จดแจ้งการพิมพ์และส่งหนังสือให้หอสมุดแห่งชาติตามจำนวนและกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด แสดงชื่อผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา และข้อมูลหน้าลิขสิทธิ์ให้ครบ

แล้วลิขสิทธิ์ในผลงานเป็นของใคร — กรณีสัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์

แผนแคมเปญ … ปฏิทินเผยแพร่ ชิ้นงาน และผู้รับผิดชอบแต่ละรายการ ตารางผู้อนุมัติ หลักฐานคำกล่าวอ้าง คู่มือแบรนด์ และบัญชีเครื่องหมายที่อนุญาต งบประมาณ ใบเสนอราคา ค่าใช้จ่ายร่วม สัดส่วนรับผิดชอบ และวิธีรายงานยอดขาย บัญชีเจ้าของลิขสิทธิ์รายชิ้น ไฟล์ต้นฉบับ ช่องทางใช้ และวันหยุดใช้ ข้อตกลงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งต้องเลือกให้ตรงกับบทบาทที่กรอกไว้ในข้อ 9 — ถ้าต่างฝ่ายต่างเป็นผู้ควบคุมข้อมูลของตน หรือเป็นผู้ควบคุมร่วมกัน ให้ใช้ บันทึกข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุมกับผู้ควบคุม) เป็นผนวก · ถ้าฝ่ายหนึ่งประมวลผลตามคำสั่งอีกฝ่าย ให้ใช้ สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุม–ผู้ประมวลผล) · ในผนวกต้องระบุประเภทข้อมูล ฐานกฎหมาย บทบาท คำแจ้ง ช่องทางใช้สิทธิ เหตุละเมิด ผู้รับข้อมูล ประเทศปลายทาง และวันลบรายงานผลแบบรวมที่ไม่ระบุตัวบุคคล โดยไม่มีรายชื่อลูกค้าส่งข้ามแบรนด์

แล้วลิขสิทธิ์ในผลงานเป็นของใคร — กรณีสัญญาบริหาร Community แบบสมาชิก

ข้อ 6 เตือนทั้งสองฝ่ายว่าเนื้อหาที่สมาชิกโพสต์ยังเป็นลิขสิทธิ์ของสมาชิกเองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 8 ทั้งเจ้าของชุมชนและผู้บริหารชุมชนไม่ได้เป็นเจ้าของ ได้แค่สิทธิใช้ตามที่สมาชิกยอมรับไว้ในข้อกำหนดการใช้งาน การที่ผู้บริหารชุมชนนำโพสต์ของสมาชิกไปทำผลงานส่วนตัวหรือโปรโมตธุรกิจอื่นของตนโดยไม่ขออนุญาต จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของสมาชิกโดยตรง ไม่ใช่แค่ผิดสัญญากับเจ้าของชุมชน

กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้

ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 37 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 40

ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งที่ได้รับ จากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ (2) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ รวมทั้ง แจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น (3) จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลไว้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่ปฏิบัติตาม (1) สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลใด ให้ถือว่าผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อควบคุม การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ความใน (3) อาจยกเว้นมิให้นำมาใช้บังคับกับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นกิจการ ขนาดเล็กตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เว้นแต่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือ มิใช่กิจการที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นครั้งคราว หรือมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 26

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8

ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4

ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 605

ถ้าการที่จ้างยังทำไม่แล้วเสร็จอยู่ตราบใด ผู้ว่าจ้างอาจบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น

ลักษณะ 7 จ้างทำของ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224

หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น

ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423

ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้ ผู้ใดส่งข่าวสารอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสารนั้นมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสารเช่นนั้นหาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ลักษณะ 5 ละเมิด (มาตรา 420–437)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420

ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ลักษณะ 5 ละเมิด (มาตรา 420–437)

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 28

ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลที่เพียงพอ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา 16 (5) เว้นแต่ (1) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย (2) ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึง มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เพียงพอของประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศ ที่รับข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการกระทำตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (5) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือบุคคลอื่น เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมในขณะนั้นได้ (6) เป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอของประเทศปลายทาง หรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคล ให้เสนอต่อคณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอาจขอให้ทบทวนได้เมื่อมีหลักฐานใหม่ทำให้เชื่อได้ว่าประเทศปลายทางหรือ องค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลมีการพัฒนาจนมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เพียงพอ

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

ประมวลรัษฎากร มาตรา 40

เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล (4) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว

ประมวลรัษฎากร — เงินได้พึงประเมิน ม.40–41

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9

เมื่อมีกิจการอันใดซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือ บุคคลผู้จะต้องทำหนังสือไม่จำเป็นต้องเขียนเอง แต่หนังสือนั้นต้องลงลายมือชื่อของบุคคลนั้น

ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5

ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 57

ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทำการใด ๆ อันเป็นผลให้เกิดความเสียหายแก่

พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583

ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณก็ดี ละทิ้งการงานไปเสียก็ดี กระทำความผิดอย่างร้ายแรงก็ดี หรือทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตก็ดี ท่านว่านายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้

ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37

ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวน มาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) ในกรณีที่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ (3) จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนด ระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หรือที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ได้ถอนความยินยอม เว้นแต่เก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข) การใช้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ ให้นำความใน

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425

นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ลักษณะ 5 ละเมิด (มาตรา 420–437)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575

อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้

ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24

ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ (1) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (5) เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญ น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (6) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 3

ในพระราชบัญญัตินี้ “ความลับทางการค้า” หมายความว่า ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไป หรือยัง เข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคลซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ใน เชิงพาณิชย์เนื่องจากการเป็นความลับ และเป็นข้อมูลที่ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการที่ เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ “ข้อมูลการค้า” หมายความว่า สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้ข้อความ เรื่องราว ข้อเท็จจริง หรือสิ่งใดไม่ว่าการสื่อความหมายนั้นจะผ่านวิธีการใด ๆ และไม่ว่าจะจัดไว้ในรูปใด ๆ และ ให้หมายความรวมถึงสูตร รูปแบบ งานที่ได้รวบรวมหรือประกอบขึ้น โปรแกรม วิธีการ เทคนิค หรือ กรรมวิธีด้วย “ผลิต” หมายความว่า ทำ ผสม ปรุงหรือแปรสภาพ และให้หมายความรวมถึง เปลี่ยนรูปหรือแบ่งบรรจุด้วย “ขาย” หมายความว่า จำหน่าย จ่าย แจก หรือแลกเปลี่ยน เพื่อประโยชน์ในทาง การค้า และให้หมายความรวมถึงการมีไว้เพื่อขายด้วย “ยา” หมายความว่า ยาตามกฎหมายว่าด้วยยา “เคมีภัณฑ์ทางการเกษตร” หมายความว่า เคมีภัณฑ์ที่ใช้เพื่อประโยชน์ใน การเกษตร และให้หมายความรวมถึงเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการฆ่าเชื้อโรค หรือกำจัดแมลง สัตว์ หรือพืชที่ อาจก่อความเสียหายแก่การเกษตรด้วย “เจ้าของความลับทางการค้า” หมายความว่า ผู้ค้นพบ คิดค้น รวบรวม หรือ สร้างสรรค์ข้อมูลการค้าที่เป็นความลับทางการค้าโดยมิได้เป็นการละเมิดสิทธิในความลับทางการค้า ของผู้อื่น หรือผู้มีสิทธิโดยชอบในผลการทดสอบหรือข้อมูลการค้าที่เป็นความลับทางการค้า และให้ หมายความรวมถึงผู้รับโอนสิทธิตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย “ผู้ควบคุมความลับทางการค้า” หมายความว่า เจ้าของความลับทางการค้า และให้ หมายความรวมถึงผู้ครอบครอง ควบคุม หรือดูแลรักษาความลับทางการค้าด้วย “ศาล” หมายความว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ตาม กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และวิธีพิจารณาคดี ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการความลับทางการค้า “กรรมการ” หมายความว่า กรรมการความลับทางการค้า “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้ “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และให้หมายความรวมถึงผู้ ซึ่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามอบหมายด้วย “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 44

ภายใต้บังคับมาตรา 27 และมาตรา 68 เมื่อได้จดทะเบียน เครื่องหมายการค้าแล้ว ผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้

พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (เฉพาะสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า)

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68

เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วจะทำสัญญาอนุญาตให้ บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้าของตน สำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ทั้งหมดหรือบางอย่างก็ได้ สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าตามวรรคหนึ่ง ต้องทำเป็นหนังสือและจด ทะเบียนต่อนายทะเบียน การขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตดังกล่าวตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่คำขอจดทะเบียนนั้นอย่างน้อยต้องแสดงรายการดังต่อไปนี้ (1) เงื่อนไขหรือข้อกำหนดระหว่างเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น และผู้ขอจด ทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาต ที่จะทำให้เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นสามารถควบคุมคุณภาพของ สินค้าของผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาตได้อย่างแท้จริง (2) สินค้าที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้น

พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (เฉพาะสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า)

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 20

ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้เยาว์ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยการสมรส หรือไม่มีฐานะเสมือนดังบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วตามมาตรา 27 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีที่การให้ความยินยอมของผู้เยาว์ไม่ใช่การใด ๆ ซึ่งผู้เยาว์อาจให้ความยินยอม โดยลำพังได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 มาตรา 23 หรือมาตรา 24 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองที่มีอำนาจกระทำการแทนผู้เยาว์ด้วย (2) ในกรณีที่ผู้เยาว์มีอายุไม่เกินสิบปี ให้ขอความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองที่มีอำนาจ กระทำการแทนผู้เยาว์ ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคนไร้ความสามารถ การขอความยินยอมจากเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ให้ขอความยินยอมจากผู้อนุบาลที่มีอำนาจกระทำการแทนคนไร้ความสามารถ ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ การขอความยินยอมจาก เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ให้ขอความยินยอมจากผู้พิทักษ์ที่มีอำนาจกระทำการแทนคนเสมือนไร้ ความสามารถ ให้นำความในวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับกับการถอนความยินยอมของ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล การแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบ การใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคล การร้องเรียนของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และการอื่นใดตามพระราชบัญญัตินี้ในกรณีที่ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ โดยอนุโลม

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

ประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1

ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการให้บริการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การให้บริการนอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (2) การให้บริการตามสัญญาที่กำหนดค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำให้ความรับผิดตามส่วนของบริการเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลง เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลงก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (3) การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ให้ความรับผิดทั้งหมดหรือบางส่วนเกิดขึ้นเมื่อได้มีการชำระราคาค่าบริการทั้งหมดหรือบางส่วน แล้วแต่กรณี (4) การให้บริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (5) และภายหลังได้มีการโอนสิทธิในบริการอันทำให้ผู้รับโอนสิทธิในบริการมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระในการยื่นแบบแสดงรายการและการชำระภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียนสำหรับการให้บริการแก่กระทรวง ทบวง กรม หรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เฉพาะการให้บริการตามสัญญาและมีการชำระราคาค่าบริการที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดความรับผิดตาม (1) และ (2) เกิดขึ้นเป็นอย่างอื่นได้

ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)

พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 41

การอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรและการโอนสิทธิบัตรตามมาตรา 38 ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวงในกรณีที่อธิบดีเห็นว่าข้อความใดในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรขัดต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา 39 ให้อธิบดีเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา ถ้าคณะกรรมการวินิจฉัยว่าสัญญานั้นขัดต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา 39 ให้อธิบดีสั่งไม่รับจดทะเบียนสัญญานั้น เว้นแต่คู่สัญญาจะมีเจตนาให้ส่วนที่สมบูรณ์แห่งสัญญานั้นแยกจากส่วนที่ไม่สมบูรณ์ได้ ในกรณีนั้นอธิบดีจะสั่งรับจดทะเบียนสัญญาบางส่วนก็ได้วรรคสาม (ยกเลิก)

พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383

ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป

หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 19

ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะกระทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลไม่ได้หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนหรือในขณะนั้น เว้นแต่บทบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้กระทำได้ การขอความยินยอมต้องทำโดยชัดแจ้ง เป็นหนังสือหรือทำโดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ โดยสภาพไม่อาจขอความยินยอมด้วยวิธีการดังกล่าวได้ ในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้ง วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไปด้วย และการขอความยินยอมนั้น ต้องแยกส่วนออกจากข้อความอื่นอย่างชัดเจน มีแบบหรือข้อความที่เข้าถึงได้ง่ายและเข้าใจได้ รวมทั้ง ใช้ภาษาที่อ่านง่าย และไม่เป็นการหลอกลวงหรือทำให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเข้าใจผิดในวัตถุประสงค์ ดังกล่าว ทั้งนี้ คณะกรรมการจะให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามแบบและข้อความที่คณะกรรมการประกาศกำหนดก็ได้ ในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องคำนึง อย่างถึงที่สุดในความเป็นอิสระของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในการให้ความยินยอม ทั้งนี้ ในการเข้าทำสัญญา ซึ่งรวมถึงการให้บริการใด ๆ ต้องไม่มีเงื่อนไขในการให้ความยินยอมเพื่อเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่มีความจำเป็นหรือเกี่ยวข้องสำหรับการเข้าทำสัญญาซึ่งรวมถึงการให้บริการนั้น ๆ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจะถอนความยินยอมเสียเมื่อใดก็ได้โดยจะต้องถอนความยินยอมได้ง่าย เช่นเดียวกับการให้ความยินยอม เว้นแต่มีข้อจำกัดสิทธิในการถอนความยินยอมโดยกฎหมายหรือ สัญญาที่ให้ประโยชน์แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ การถอนความยินยอมย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ให้ความยินยอมไปแล้ว โดยชอบตามที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ ในกรณีที่การถอนความยินยอมส่งผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในเรื่องใด ผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงผลกระทบจากการถอนความยินยอมนั้น การขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ ไม่มีผล ผูกพันเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และไม่ทำให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสามารถทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381

ถ้าลูกหนี้ได้สัญญาไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร เช่นว่าไม่ชำระหนี้ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้เป็นต้น นอกจากเรียกให้ชำระหนี้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นอีกด้วยก็ได้

หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 7

ในสัญญาที่มีการให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ หากมีกรณีที่จะต้องริบมัดจำถ้ามัดจำนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงให้ริบได้เพียงเท่าความเสียหายที่แท้จริงก็ได้

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

อ่านต่อ หัวข้อกฎหมายอื่น

สัญญาแต่ละประเภทต้องติดอากรแสตมป์เท่าไรไล่ทีละฉบับจากแบบฟอร์ม 283 ฉบับที่ทนายยกร่างไว้ พร้อมมาตราที่อ้างอิงทำสัญญาแต่ละประเภทแล้วต้องเสียภาษีอะไร หักภาษี ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ไล่ทีละฉบับจากแบบฟอร์ม 240 ฉบับที่ทนายยกร่างไว้ พร้อมมาตราที่อ้างอิงสัญญาแบบไหนที่กฎหมายบังคับให้จดทะเบียนหรือทำตามแบบ ไม่ทำแล้วเป็นโมฆะไล่ทีละฉบับจากแบบฟอร์ม 163 ฉบับที่ทนายยกร่างไว้ พร้อมมาตราที่อ้างอิงทำสัญญาแล้วมีข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวข้อง ต้องทำข้อตกลงประมวลผลข้อมูล (DPA) เมื่อไรรวมจากสัญญา 145 ฉบับที่ทนายยกร่างไว้ ว่าหัวข้อนี้ถูกเขียนลงสัญญาแต่ละแบบอย่างไร พร้อมมาตราที่อ้างอิงข้อสัญญาแบบไหนที่ศาลไทยลดหรือไม่บังคับให้ แม้อีกฝ่ายเซ็นแล้วรวมจากสัญญา 145 ฉบับที่ทนายยกร่างไว้ ว่าหัวข้อนี้ถูกเขียนลงสัญญาแต่ละแบบอย่างไร พร้อมมาตราที่อ้างอิงกำหนดเบี้ยปรับหรือค่าปรับในสัญญาเท่าไร ศาลจึงจะไม่ลดให้รวมจากสัญญา 102 ฉบับที่ทนายยกร่างไว้ ว่าหัวข้อนี้ถูกเขียนลงสัญญาแต่ละแบบอย่างไร พร้อมมาตราที่อ้างอิง