สัญญาจ้างที่ปรึกษารายโครงการ ต้องมีอะไรบ้าง
จ้างที่ปรึกษาทำโครงการที่มีขอบเขตและวันจบชัดเจน โดยกำหนดงวดงาน การตรวจรับ และขอบเขตความรับผิดชอบของคำแนะนำ · เขียนเกณฑ์ว่างานแต่ละงวดเสร็จเมื่อใดไว้ในผนวก 1 ให้วัดได้ มิฉะนั้นจะเถียงกันว่างานเสร็จหรือยัง
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อจ้างที่ปรึกษาทำโครงการที่มีผลงานส่งมอบและวันสิ้นสุดชัดเจน เช่น วางระบบ ปรับกระบวนการ วางกลยุทธ์ |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อค่าจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท — จากค่าที่ปรึกษารวมในสัญญานี้คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ที่ปรึกษา (ผู้รับจ้าง) เป็นผู้เสียอากร ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า · คู่ฉบับเสียอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก (ลักษณะ 23) ผู้ถือคู่ฉบับเป็นผู้เสียและขีดฆ่า ค่าจ้างรวมตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไปต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร ไม่ใช่ปิดดวงแสตมป์ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37) · ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เกณฑ์ลดเหลือ 200,000 บาท ทำเป็นตราสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ยื่น e-Stamp ภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร เก็บรหัสรับรองไว้กับเอกสาร ไม่ติดอากรให้ครบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118) — ที่ปรึกษาที่จะฟ้องเรียกค่าจ้างค้างต้องติดให้ครบก่อน |
| ภาษี | ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 ของค่าบริการก่อน VAT ตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้แบ่งจ่ายเป็นงวดย่อยกว่านั้น และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีทุกครั้ง เงินล่วงหน้าวันเริ่มงานก็ถูกหัก 3% ด้วย ไม่ใช่หักเฉพาะงวดสุดท้าย ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้ ที่ปรึกษาจึงได้เงินเต็มและต้องไปยื่นภาษีเอง ที่ปรึกษาที่จดทะเบียน VAT เรียกเก็บเพิ่มและออกใบกำกับภาษีได้ · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ · รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน ค่าใช้จ่ายที่เบิกคืนได้ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้พร้อมแนบหลักฐาน อย่ารวมเข้ากับค่าบริการ เพราะจะถูกหัก 3% ทั้งก้อนโดยไม่จำเป็นและทำให้ฐาน VAT ผิด |
| มาตราที่อ้าง | ป.พ.พ. ม.7, 224, 383, 391, 575, 587, 591, 593, 596, 597, 605; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.9, 10, 15, 18; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม.4, 5, 8; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ม.28–29, 37(4), 39, 40; บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 4, 23; ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118; คำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 8 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 149 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อจ้างที่ปรึกษาทำโครงการที่มีผลงานส่งมอบและวันสิ้นสุดชัดเจน เช่น วางระบบ ปรับกระบวนการ วางกลยุทธ์
- ใช้ได้ทั้งเมื่อที่ปรึกษาเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นบริษัทที่ปรึกษา
- ใช้เมื่อต้องการกันไม่ให้ที่ปรึกษารับงานเดียวกันให้คู่แข่งระหว่างทำโครงการ
- ใช้เมื่อต้องการให้ชัดว่าที่ปรึกษาให้คำแนะนำ ส่วนการตัดสินใจและความรับผิดทางธุรกิจเป็นของผู้ว่าจ้าง
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- เขียนเกณฑ์ว่างานแต่ละงวดเสร็จเมื่อใดไว้ในผนวก 1 ให้วัดได้ มิฉะนั้นจะเถียงกันว่างานเสร็จหรือยัง
- ข้อห้ามรับงานให้คู่แข่งต้องระบุเป็นรายชื่อและมีกำหนดเวลา เขียนกว้างเกินไปอาจไม่มีผลบังคับตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ม.5
- ลิขสิทธิ์ในงานรับจ้างเป็นของผู้ว่าจ้างอยู่แล้วตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10 ที่ปรึกษาที่อยากสงวนสิทธิต้องไม่ติ๊กช่องโอนลิขสิทธิ์
- ถ้าสั่งงานรายวันและควบคุมเวลาทำงาน ข้อเท็จจริงอาจเป็นจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. ม.575 แม้สัญญาเขียนว่าจ้างทำของ
- อากรแสตมป์จ้างทำของเป็นหน้าที่ของที่ปรึกษา ไม่ติดให้ครบจะใช้สัญญาฟ้องเรียกค่าจ้างในคดีแพ่งไม่ได้
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- อย่าใช้เมื่อจ้างที่ปรึกษาประจำรายเดือนแบบกันเวลาไว้ให้ ให้ใช้สัญญาจ้างบริการรายเดือนแบบ Retainer แทน
- อย่าใช้กับงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ต้องใช้ TOR และระเบียบพัสดุ ให้ใช้สัญญาจ้างที่ปรึกษาแบบทั่วไปแทน
- อย่าใช้แทนสัญญาจ้างแรงงาน ถ้าเจตนาจริงคือรับเข้าเป็นพนักงาน
- ให้คำปรึกษาต่อเนื่องโดยไม่มีงวดส่งมอบ — ใช้ สัญญาจ้างที่ปรึกษา — ทั่วไป (บริษัท/บุคคล) หรือ สัญญาจ้างบริการแบบรายเดือน (Retainer) · จ้างผู้เชี่ยวชาญรายบุคคลรายเดือน — ใช้ สัญญาจ้างผู้เชี่ยวชาญ
- สัญญาจ้างผู้บริหารโครงการก่อสร้าง ภาษาอังกฤษ — ใช้ Construction Project Management Agreement — สัญญาจ้างผู้บริหารโครงการก่อสร้าง ภาษาอังกฤษ
อากรแสตมป์
- จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อค่าจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท — จากค่าที่ปรึกษารวมในสัญญานี้คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก
- ที่ปรึกษา (ผู้รับจ้าง) เป็นผู้เสียอากร ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า · คู่ฉบับเสียอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก (ลักษณะ 23) ผู้ถือคู่ฉบับเป็นผู้เสียและขีดฆ่า
- ค่าจ้างรวมตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไปต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร ไม่ใช่ปิดดวงแสตมป์ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37) · ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เกณฑ์ลดเหลือ 200,000 บาท
- ทำเป็นตราสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ยื่น e-Stamp ภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร เก็บรหัสรับรองไว้กับเอกสาร
- ไม่ติดอากรให้ครบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118) — ที่ปรึกษาที่จะฟ้องเรียกค่าจ้างค้างต้องติดให้ครบก่อน
ภาษี
- ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 ของค่าบริการก่อน VAT ตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้แบ่งจ่ายเป็นงวดย่อยกว่านั้น และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีทุกครั้ง
- เงินล่วงหน้าวันเริ่มงานก็ถูกหัก 3% ด้วย ไม่ใช่หักเฉพาะงวดสุดท้าย
- ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้ ที่ปรึกษาจึงได้เงินเต็มและต้องไปยื่นภาษีเอง
- ที่ปรึกษาที่จดทะเบียน VAT เรียกเก็บเพิ่มและออกใบกำกับภาษีได้ · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ · รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน
- ค่าใช้จ่ายที่เบิกคืนได้ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้พร้อมแนบหลักฐาน อย่ารวมเข้ากับค่าบริการ เพราะจะถูกหัก 3% ทั้งก้อนโดยไม่จำเป็นและทำให้ฐาน VAT ผิด
สิ่งที่ทำให้สัญญาที่ปรึกษาต่างจากสัญญาจ้างทำของทั่วไป
- ที่ปรึกษาขายคำแนะนำ ไม่ได้ขายผลลัพธ์ ข้อ 6.2 จึงเขียนไว้ชัดว่าไม่รับประกันยอดขาย กำไร อันดับ หรือการได้รับอนุมัติจากหน่วยงาน เพราะสิ่งเหล่านั้นขึ้นกับการตัดสินใจของผู้ว่าจ้างและปัจจัยภายนอก — ถ้าจะรับประกันผลจริง ต้องเขียนเป้าหมายที่วัดได้ไว้ในผนวก 1 และคิดค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับความเสี่ยงนั้น
- การตัดสินใจยังเป็นของผู้ว่าจ้าง (ข้อ 5.3) ที่ปรึกษาที่ลงไปสั่งการแทนผู้บริหารจริง ๆ เสี่ยงทั้งเรื่องความรับผิดและเรื่องที่ข้อเท็จจริงจะกลายเป็นจ้างแรงงาน
- ผลประโยชน์ทับซ้อนคือความเสี่ยงเฉพาะของอาชีพนี้ ข้อ 7.2 ห้ามรับค่าตอบแทนหรือส่วนลดจากผู้ขายที่ตนเสนอให้ลูกค้าเลือกใช้ เว้นแต่เปิดเผยและลูกค้ายินยอมเป็นหนังสือ — การรับค่าแนะนำจากผู้ขายเงียบ ๆ ทำให้คำแนะนำทั้งฉบับเสียความน่าเชื่อถือและอาจเป็นเหตุเรียกค่าเสียหาย
- ข้อห้ามรับงานให้คู่แข่งต้องแคบและมีกำหนดเวลา ข้อ 7.3 บังคับให้ระบุเป็นรายชื่อ เพราะการห้ามกว้าง ๆ ว่าห้ามรับงานทั้งอุตสาหกรรมเป็นการจำกัดการทำมาหาได้เกินสมควร และอาจถูกปรับลดหรือไม่บังคับให้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ม.5
- ข้อห้ามชักชวนบุคลากรเป็นสองทาง (ข้อ 8) และยกเว้นประกาศรับสมัครทั่วไป มิฉะนั้นจะกลายเป็นการห้ามพนักงานย้ายงานซึ่งบังคับกับตัวพนักงานไม่ได้อยู่แล้ว เพราะพนักงานไม่ใช่คู่สัญญา
สิทธิในผลงานและความลับ
- งานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้าง ลิขสิทธิ์เป็นของ «ผู้ว่าจ้าง» ตั้งแต่ต้น เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10) — สวิตช์ในข้อ 10.1 ที่ไม่ติ๊ก คือการตกลงเป็นอย่างอื่น ต้องเขียนขอบเขตการใช้ไว้ให้ชัด ไม่ใช่ปล่อยว่าง
- ตรงข้ามกับงานของลูกจ้าง ซึ่งลิขสิทธิ์ยังเป็นของลูกจ้าง นายจ้างได้เพียงสิทธิเผยแพร่ตามวัตถุประสงค์ของการจ้าง เว้นแต่ทำเป็นหนังสือตกลงเป็นอย่างอื่น (ม.9)
- ธรรมสิทธิ์โอนกันไม่ได้ ผู้สร้างสรรค์ยังมีสิทธิแสดงตนว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ และห้ามบิดเบือนหรือตัดทอนงานจนเสียชื่อเสียงของตน แม้โอนลิขสิทธิ์แล้ว (ม.18) เว้นแต่ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร
- วิธีการทำงานและเครื่องมือของที่ปรึกษาไม่ถูกกวาดไปกับผลงาน (ข้อ 10.2) เพราะที่ปรึกษาต้องใช้แม่แบบและวิธีเดิมกับลูกค้ารายอื่นได้ ตราบที่ไม่เอาความลับของผู้ว่าจ้างไปด้วย · ลิขสิทธิ์ไม่คุ้มครองแนวความคิดหรือวิธีการอยู่แล้ว คุ้มครองเฉพาะการแสดงออก (ม.6 วรรคสอง)
- ตัวเลขและข้อมูลภายในที่ได้เห็นระหว่างทำโครงการเป็นความลับ การนำไปเล่าเป็นกรณีศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการผิดข้อ 9 แม้จะไม่เอ่ยชื่อลูกค้าก็ตาม ถ้าผู้ฟังเดาได้
ข้อมูลส่วนบุคคล
- ถ้าที่ปรึกษาได้เห็นข้อมูลลูกค้า พนักงาน หรือผู้ใช้ของผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ควบคุมข้อมูล ที่ปรึกษาเป็นผู้ประมวลผล (ข้อ 9.3) ต้องทำตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และจัดทำบันทึกรายการประมวลผล (PDPA ม.37(4), 39, 40)
- แจ้งเหตุละเมิดข้อมูลให้ทันเวลาที่ผู้ว่าจ้างต้องแจ้งสำนักงานภายใน 72 ชั่วโมง (ข้อ 9.4)
- ห้ามส่งข้อมูลไปต่างประเทศหรือให้ผู้ประมวลผลช่วงทำแทนโดยไม่ได้รับอนุญาต (ม.28–29) — การใช้บริการคลาวด์หรือเครื่องมือวิเคราะห์ที่เก็บข้อมูลนอกประเทศเข้าข้อนี้ ต้องขออนุญาตก่อน
- ใช้ข้อมูลนอกเหนือคำสั่งของผู้ว่าจ้าง ทำให้ที่ปรึกษากลายเป็นผู้ควบคุมข้อมูลเองในส่วนนั้น ซึ่งมีหน้าที่และโทษหนักกว่าเดิมมาก (ม.40 วรรคท้าย)
ข้อที่คนจ้างที่ปรึกษาพลาดบ่อย
- ผนวก 1 ว่าง สัญญาทั้งฉบับอ้างอิงขอบเขตงานจากผนวก ถ้าไม่มีผนวกก็เท่ากับไม่มีขอบเขตงาน และไม่มีทางรู้ว่างานงวดไหนเสร็จ
- ไม่กำหนดว่าอะไรคือ «เสร็จ» เขียนผลงานส่งมอบเป็นชิ้นที่จับต้องได้ เช่น รายงาน ผังกระบวนการ คู่มือ จำนวนครั้งที่อบรม ไม่ใช่เขียนว่า «ให้คำปรึกษาจนบรรลุผล»
- ผู้ว่าจ้างส่งข้อมูลช้าแล้วนับว่าที่ปรึกษาช้า ข้อ 2.3 ให้ขยายเวลาเท่าที่ได้รับผลกระทบจริง แต่ต้องแจ้งเป็นหนังสือทันทีและเก็บหลักฐานการทวงถามไว้
- ให้หลายคนในองค์กรสั่งแก้งานสวนกัน ข้อ 3.4 จึงบังคับให้รวบเป็นชุดเดียวผ่านผู้ประสานงานคนเดียว
- เลิกสัญญากลางทางแล้วไม่ยอมจ่ายงานที่ทำไปแล้ว ข้อ 12.2 กำหนดให้จ่ายตามสัดส่วนความคืบหน้าและค่าใช้จ่ายที่ผูกพันแล้ว ซึ่งตรงกับหลัก ป.พ.พ. ม.605 ที่ผู้ว่าจ้างเลิกสัญญาระหว่างงานยังไม่เสร็จได้ แต่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายของผู้รับจ้าง
- เบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนศาลลดได้เอง (ม.383) การเขียนค่าปรับรายวันโดยไม่มีเพดานจึงไม่ได้ทำให้บังคับได้จริง
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- ผนวก 1 (สำคัญที่สุด) ขอบเขตงานแยกตามงวด ผลงานที่ต้องส่งมอบแต่ละงวด เกณฑ์ที่ถือว่างานงวดนั้นแล้วเสร็จ กำหนดส่ง สัดส่วนค่าที่ปรึกษาแต่ละงวด และเป้าหมายที่วัดได้ถ้ามีการรับประกันผล
- รายการข้อมูล เอกสาร บุคลากร และสิทธิเข้าถึงระบบที่ผู้ว่าจ้างต้องจัดให้ พร้อมวันที่ต้องส่งมอบ
- ประวัติและคุณสมบัติของผู้รับผิดชอบหลักและทีมงาน
- หนังสือรับรองนิติบุคคลหรือบัตรประชาชนของทั้งสองฝ่าย และหนังสือมอบอำนาจถ้าลงนามแทน
วันลงนาม
- ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงชื่อคู่สัญญาและพยานสองคน พร้อมลงชื่อกำกับผนวก 1 ทุกหน้า
- ที่ปรึกษาปิดอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก และคู่ฉบับ ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า
- ตรวจว่าสวิตช์ ห้ามรับงานให้คู่แข่ง กับ ห้ามชักชวนบุคลากร ตรงกับที่ตกลงกันจริง และถ้าเปิดไว้ต้องกรอกรายชื่อและจำนวนเดือนให้ครบ
- ถ้าที่ปรึกษารับงานในนามนิติบุคคล ให้ตรวจอำนาจลงนามตามหนังสือรับรองและเงื่อนไขประทับตรา
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-494AC5 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาจ้างที่ปรึกษารายโครงการ ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อค่าจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท — จากค่าที่ปรึกษารวมในสัญญานี้คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ที่ปรึกษา (ผู้รับจ้าง) เป็นผู้เสียอากร ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า · คู่ฉบับเสียอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก (ลักษณะ 23) ผู้ถือคู่ฉบับเป็นผู้เสียและขีดฆ่า ค่าจ้างรวมตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไปต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร ไม่ใช่ปิดดวงแสตมป์ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37) · ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เกณฑ์ลดเหลือ 200,000 บาท ทำเป็นตราสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ยื่น e-Stamp ภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร เก็บรหัสรับรองไว้กับเอกสาร ไม่ติดอากรให้ครบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118) — ที่ปรึกษาที่จะฟ้องเรียกค่าจ้างค้างต้องติดให้ครบก่อน
สัญญาจ้างที่ปรึกษารายโครงการ เสียภาษีอะไรบ้าง
ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 ของค่าบริการก่อน VAT ตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้แบ่งจ่ายเป็นงวดย่อยกว่านั้น และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีทุกครั้ง เงินล่วงหน้าวันเริ่มงานก็ถูกหัก 3% ด้วย ไม่ใช่หักเฉพาะงวดสุดท้าย ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้ ที่ปรึกษาจึงได้เงินเต็มและต้องไปยื่นภาษีเอง ที่ปรึกษาที่จดทะเบียน VAT เรียกเก็บเพิ่มและออกใบกำกับภาษีได้ · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ · รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน ค่าใช้จ่ายที่เบิกคืนได้ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้พร้อมแนบหลักฐาน อย่ารวมเข้ากับค่าบริการ เพราะจะถูกหัก 3% ทั้งก้อนโดยไม่จำเป็นและทำให้ฐาน VAT ผิด
ใช้สัญญาจ้างที่ปรึกษารายโครงการตอนไหน
ใช้เมื่อจ้างที่ปรึกษาทำโครงการที่มีผลงานส่งมอบและวันสิ้นสุดชัดเจน เช่น วางระบบ ปรับกระบวนการ วางกลยุทธ์ · ใช้ได้ทั้งเมื่อที่ปรึกษาเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นบริษัทที่ปรึกษา · ใช้เมื่อต้องการกันไม่ให้ที่ปรึกษารับงานเดียวกันให้คู่แข่งระหว่างทำโครงการ · ใช้เมื่อต้องการให้ชัดว่าที่ปรึกษาให้คำแนะนำ ส่วนการตัดสินใจและความรับผิดทางธุรกิจเป็นของผู้ว่าจ้าง
ทำสัญญาจ้างที่ปรึกษารายโครงการต้องระวังอะไร
เขียนเกณฑ์ว่างานแต่ละงวดเสร็จเมื่อใดไว้ในผนวก 1 ให้วัดได้ มิฉะนั้นจะเถียงกันว่างานเสร็จหรือยัง · ข้อห้ามรับงานให้คู่แข่งต้องระบุเป็นรายชื่อและมีกำหนดเวลา เขียนกว้างเกินไปอาจไม่มีผลบังคับตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ม.5 · ลิขสิทธิ์ในงานรับจ้างเป็นของผู้ว่าจ้างอยู่แล้วตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10 ที่ปรึกษาที่อยากสงวนสิทธิต้องไม่ติ๊กช่องโอนลิขสิทธิ์ · ถ้าสั่งงานรายวันและควบคุมเวลาทำงาน ข้อเท็จจริงอาจเป็นจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. ม.575 แม้สัญญาเขียนว่าจ้างทำของ · อากรแสตมป์จ้างทำของเป็นหน้าที่ของที่ปรึกษา ไม่ติดให้ครบจะใช้สัญญาฟ้องเรียกค่าจ้างในคดีแพ่งไม่ได้
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาจ้างที่ปรึกษารายโครงการ
อย่าใช้เมื่อจ้างที่ปรึกษาประจำรายเดือนแบบกันเวลาไว้ให้ ให้ใช้สัญญาจ้างบริการรายเดือนแบบ Retainer แทน · อย่าใช้กับงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ต้องใช้ TOR และระเบียบพัสดุ ให้ใช้สัญญาจ้างที่ปรึกษาแบบทั่วไปแทน · อย่าใช้แทนสัญญาจ้างแรงงาน ถ้าเจตนาจริงคือรับเข้าเป็นพนักงาน · ให้คำปรึกษาต่อเนื่องโดยไม่มีงวดส่งมอบ — ใช้ สัญญาจ้างที่ปรึกษา — ทั่วไป (บริษัท/บุคคล) หรือ สัญญาจ้างบริการแบบรายเดือน (Retainer) · จ้างผู้เชี่ยวชาญรายบุคคลรายเดือน — ใช้ สัญญาจ้างผู้เชี่ยวชาญ · สัญญาจ้างผู้บริหารโครงการก่อสร้าง ภาษาอังกฤษ — ใช้ Construction Project Management Agreement — สัญญาจ้างผู้บริหารโครงการก่อสร้าง ภาษาอังกฤษ
ลงนามสัญญาจ้างที่ปรึกษารายโครงการต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงชื่อคู่สัญญาและพยานสองคน พร้อมลงชื่อกำกับผนวก 1 ทุกหน้า ที่ปรึกษาปิดอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก และคู่ฉบับ ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า ตรวจว่าสวิตช์ ห้ามรับงานให้คู่แข่ง กับ ห้ามชักชวนบุคลากร ตรงกับที่ตกลงกันจริง และถ้าเปิดไว้ต้องกรอกรายชื่อและจำนวนเดือนให้ครบ ถ้าที่ปรึกษารับงานในนามนิติบุคคล ให้ตรวจอำนาจลงนามตามหนังสือรับรองและเงื่อนไขประทับตรา
ทำสัญญาจ้างที่ปรึกษารายโครงการต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
ผนวก 1 (สำคัญที่สุด) ขอบเขตงานแยกตามงวด ผลงานที่ต้องส่งมอบแต่ละงวด เกณฑ์ที่ถือว่างานงวดนั้นแล้วเสร็จ กำหนดส่ง สัดส่วนค่าที่ปรึกษาแต่ละงวด และเป้าหมายที่วัดได้ถ้ามีการรับประกันผล รายการข้อมูล เอกสาร บุคลากร และสิทธิเข้าถึงระบบที่ผู้ว่าจ้างต้องจัดให้ พร้อมวันที่ต้องส่งมอบ ประวัติและคุณสมบัติของผู้รับผิดชอบหลักและทีมงาน หนังสือรับรองนิติบุคคลหรือบัตรประชาชนของทั้งสองฝ่าย และหนังสือมอบอำนาจถ้าลงนามแทน
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 23 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7
ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี
ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575
อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้
ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587
อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 591
ถ้าความชำรุดบกพร่องหรือความชักช้าในการที่ทำนั้นเกิดขึ้นเพราะสภาพแห่งสัมภาระซึ่งผู้ว่าจ้างส่งให้ก็ดี เพราะคำสั่งของผู้ว่าจ้างก็ดี ท่านว่าผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิด เว้นแต่จะได้รู้อยู่แล้วว่าสัมภาระนั้นไม่เหมาะหรือว่าคำสั่งนั้นไม่ถูกต้องและมิได้บอกกล่าวตักเตือน
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 593
ถ้าผู้รับจ้างไม่เริ่มทำการในเวลาอันควร หรือทำการชักช้าฝ่าฝืนข้อกำหนดแห่งสัญญาก็ดี หรือทำการชักช้าโดยปราศจากความผิดของผู้ว่าจ้าง จนอาจคาดหมายล่วงหน้าได้ว่าการนั้นจะไม่สำเร็จภายในกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ก็ดี ผู้ว่าจ้างชอบที่จะเลิกสัญญาเสียได้ มิพักต้องรอคอยให้ถึงเวลากำหนดส่งมอบของนั้นเลย
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 596
ถ้าผู้รับจ้างส่งมอบการที่ทำไม่ทันเวลาที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาก็ดี หรือถ้าไม่ได้กำหนดเวลาไว้ในสัญญาเมื่อล่วงพ้นเวลาอันควรแก่เหตุก็ดี ผู้ว่าจ้างชอบที่จะลดสินจ้างลง หรือถ้าสาระสำคัญแห่งสัญญาอยู่ที่เวลา ก็ชอบที่จะเลิกสัญญาได้
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 597
ถ้าผู้ว่าจ้างยอมรับมอบการที่ทำนั้นแล้วโดยมิได้อิดเอื้อน ผู้รับจ้างก็ไม่ต้องรับผิดเพื่อการที่ส่งมอบเนิ่นช้า
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 605
ถ้าการที่จ้างยังทำไม่แล้วเสร็จอยู่ตราบใด ผู้ว่าจ้างอาจบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 9
งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้ามิได้ ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้ลิขสิทธิ์ในงานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้น ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามที่เป็นวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานนั้น
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10
งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มี ลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15
ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ แต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง (4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น (5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 18
ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิที่จะแสดงว่าตน เป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอด อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร - 8 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5
ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 28
ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลที่เพียงพอ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา 16 (5) เว้นแต่ (1) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย (2) ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึง มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เพียงพอของประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศ ที่รับข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการกระทำตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (5) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือบุคคลอื่น เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมในขณะนั้นได้ (6) เป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอของประเทศปลายทาง หรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคล ให้เสนอต่อคณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอาจขอให้ทบทวนได้เมื่อมีหลักฐานใหม่ทำให้เชื่อได้ว่าประเทศปลายทางหรือ องค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลมีการพัฒนาจนมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เพียงพอ
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 113
ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6
งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่งานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรืองานอื่นใด ในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ ของผู้สร้างสรรค์ไม่ว่างานดังกล่าวจะแสดงออกโดยวิธี หรือรูปแบบอย่างใด การคุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่คลุมถึงความคิด หรือขั้นตอน กรรมวิธีหรือระบบ หรือวิธีใช้หรือทำงาน หรือแนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวน มาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) ในกรณีที่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ (3) จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนด ระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หรือที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ได้ถอนความยินยอม เว้นแต่เก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข) การใช้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ ให้นำความใน
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 40
ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งที่ได้รับ จากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ (2) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ รวมทั้ง แจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น (3) จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลไว้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่ปฏิบัติตาม (1) สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลใด ให้ถือว่าผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อควบคุม การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ความใน (3) อาจยกเว้นมิให้นำมาใช้บังคับกับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นกิจการ ขนาดเล็กตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เว้นแต่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือ มิใช่กิจการที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นครั้งคราว หรือมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 26
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)