สัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ / ระบบสารสนเทศ ต้องมีอะไรบ้าง
จ้างทำเว็บ แอป หรือระบบ จ่ายเป็นงวดตาม milestone ตรวจรับตาม test cases ได้ซอร์สโค้ดและลิขสิทธิ์ตามที่ตกลง · ผนวก 1 (ขอบเขตงาน + test cases) คือหัวใจ — สัญญาซอฟต์แวร์แพ้ชนะกันตรงนั้น
| ใช้เมื่อ | บริษัทจ้างซอฟต์แวร์เฮาส์หรือฟรีแลนซ์ทำเว็บไซต์ แอป ระบบ ERP/POS/CRM |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | จ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ = จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาทหรือเศษ ของค่าจ้างทั้งสิ้น — ผู้พัฒนาเสีย ผู้ว่าจ้างขีดฆ่า · คู่ฉบับ 5 บาท (ลักษณะ 23) ค่าจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาท ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร ก่อนลงนามหรือภายใน 15 วัน (ประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 37 ข้อ 2(3)) — โครงการซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่เข้าเกณฑ์นี้ ค่าบำรุงรักษารายปี (ข้อ 8.3) ถ้าทำสัญญาแยกภายหลัง ติดอากรแยก · ไม่ติดอากร ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ (ประมวลรัษฎากร ม.113, 114, 118) |
| ภาษี | ค่าจ้างพัฒนามี VAT 7% · ผู้ว่าจ้างนิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย 3% จากค่าจ้างทำของ · ถ้ามีฮาร์ดแวร์รวมอยู่ แยกราคาในใบเสนอราคา (ซื้อขายสินค้าไม่หัก ณ ที่จ่าย) ผู้พัฒนาบุคคลธรรมดา (ฟรีแลนซ์): เงินได้ ม.40(2) หรือ 40(8) · เกิน 1.8 ล้าน/ปี ต้องจด VAT |
| มาตราที่อ้าง | ป.พ.พ. ม.383, 587, 595–601, 605 · ประมวลรัษฎากร ม.113, 114, 118 · บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 4, 23 · ประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 37 ข้อ 2(3) |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 490 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- บริษัทจ้างซอฟต์แวร์เฮาส์หรือฟรีแลนซ์ทำเว็บไซต์ แอป ระบบ ERP/POS/CRM
- ซอฟต์แวร์เฮาส์ใช้เป็นแบบมาตรฐานเสนอลูกค้า (มี change request ระงับงานเมื่อไม่จ่าย จำกัดความรับผิด)
- โครงการที่มีหลายงวด ต้องการ SLA และรับประกันชัด
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- ผนวก 1 (ขอบเขตงาน + test cases) คือหัวใจ — สัญญาซอฟต์แวร์แพ้ชนะกันตรงนั้น
- ต้องได้ซอร์สโค้ด ไม่ใช่แค่ระบบที่ใช้ได้ — ไม่งั้นเปลี่ยนผู้ดูแลไม่ได้
- ถามรายการโอเพนซอร์ส/ไลเซนส์ GPL ก่อน ถ้าจะเอาระบบไปขายต่อ
- ผู้พัฒนาติดอากร 1/1,000 · ≥ 1 ล้านต้องชำระที่สรรพากร · ผู้ว่าจ้างหัก ณ ที่จ่าย 3%
- ทดสอบด้วยข้อมูลจำลอง — ให้ข้อมูลลูกค้าจริงแก่ผู้พัฒนาต้องมีข้อ PDPA (มีในข้อ 10)
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- ถ้าเป็นโปรแกรมบัญชี ภาษี สต็อก หรือเงินเดือน ที่ต้องศึกษาระบบบัญชีเดิม ออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และห้ามลบรายการ ให้ใช้ สัญญาจ้างพัฒนาโปรแกรมบัญชี
- ซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูป/สมัครใช้ SaaS รายเดือน — เป็นไลเซนส์/บริการ ไม่ใช่จ้างพัฒนา
- จ้างโปรแกรมเมอร์รายเดือนแบบไม่มีผลงานชัด — ใช้สัญญาจ้างเหมาบริการ (ฟรีแลนซ์)
- จ้างดูแลระบบที่มีอยู่แล้วโดยไม่พัฒนาใหม่ — ใช้สัญญาบริการบำรุงรักษา
อากรแสตมป์
- จ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ = จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาทหรือเศษ ของค่าจ้างทั้งสิ้น — ผู้พัฒนาเสีย ผู้ว่าจ้างขีดฆ่า · คู่ฉบับ 5 บาท (ลักษณะ 23)
- ค่าจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาท ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร ก่อนลงนามหรือภายใน 15 วัน (ประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 37 ข้อ 2(3)) — โครงการซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่เข้าเกณฑ์นี้
- ค่าบำรุงรักษารายปี (ข้อ 8.3) ถ้าทำสัญญาแยกภายหลัง ติดอากรแยก · ไม่ติดอากร ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ (ประมวลรัษฎากร ม.113, 114, 118)
ภาษี
- ค่าจ้างพัฒนามี VAT 7% · ผู้ว่าจ้างนิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย 3% จากค่าจ้างทำของ · ถ้ามีฮาร์ดแวร์รวมอยู่ แยกราคาในใบเสนอราคา (ซื้อขายสินค้าไม่หัก ณ ที่จ่าย)
- ผู้พัฒนาบุคคลธรรมดา (ฟรีแลนซ์): เงินได้ ม.40(2) หรือ 40(8) · เกิน 1.8 ล้าน/ปี ต้องจด VAT
ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ — เรื่องที่ทะเลาะกันมากที่สุด
- โปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นงานวรรณกรรมตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ 2537 · งานที่จ้างทำ ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้าง เว้นแต่ตกลงเป็นอย่างอื่น (ม.10) แต่ในทางปฏิบัติผู้พัฒนามักเขียนสงวนไว้ — ข้อ 9.1 ให้เลือกชัด ๆ และผูกการโอนกับการจ่ายเงินครบ
- ซอร์สโค้ดคือสิ่งที่ต้องได้ ไม่ใช่แค่ระบบที่ใช้งานได้ — ไม่ได้ซอร์สโค้ด = เปลี่ยนผู้ดูแลไม่ได้ ระบบตายเมื่อผู้พัฒนาหายไป ข้อ 9.1 บังคับส่งมอบทั้งสองทางเลือก
- โอเพนซอร์ส: ไลเซนส์แบบ GPL บังคับให้เปิดซอร์สโค้ดถ้านำไปแจกจ่าย — ให้ผู้พัฒนาแจ้งรายการ (ข้อ 9.3) ก่อนที่ระบบจะกลายเป็นสินค้าขาย
- ส่วนประกอบทั่วไปของผู้พัฒนา (ข้อ 9.2) ยอมให้เป็นของผู้พัฒนาได้ แต่ต้องได้สิทธิใช้ตลอดไป ไม่งั้นระบบทั้งระบบพึ่งพาสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา
รับประกัน vs บำรุงรักษา
- รับประกัน (ข้อ 8.1) = แก้ bug ฟรีในสิ่งที่รับปากไว้ · บำรุงรักษา (8.3) = ดูแลต่อ อัปเดต รองรับ OS ใหม่ มีค่าใช้จ่าย — อย่าปนกัน
- SLA เป็นชั่วโมง (ตอบสนอง/แก้ไข) ใช้ได้เฉพาะปัญหาที่ทำให้ใช้งานหลักไม่ได้ ปัญหาเล็กใช้ «เวลาอันสมควร» — ไม่ใส่สูตรค่าปรับรายชั่วโมงแบบตัวถ่วงเพราะซับซ้อนเกินสำหรับเอกชน
- ค่าปรับล่าช้า (7.1) เป็นเบี้ยปรับ ศาลลดได้ (ป.พ.พ. ม.383) — แบบนี้มีเพดาน และล่าช้าเพราะผู้ว่าจ้างส่งข้อมูลช้าไม่นับ (ข้อ 6)
- รับงาน/ของล่าช้า ให้ทำหนังสือสงวนสิทธิเรียกค่าปรับในวันที่รับทุกครั้ง (ส่งอีเมลหรือเขียนในใบรับก็ได้) แม้สัญญาจะเขียนสงวนสิทธิไว้แล้ว — ถ้ารับไว้โดยไม่สงวนสิทธิ อาจเสียสิทธิเรียกค่าปรับ
กฎหมายจ้างทำของที่ใช้
- ผู้รับจ้างรับผิดชำรุดบกพร่อง (ม.595–600) ฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่ที่ปรากฏ (ม.601) — ระยะรับประกันในสัญญาไม่ตัดสิทธิตามกฎหมาย
- ผู้ว่าจ้างเลิกสัญญาระหว่างทำได้โดยชดใช้ค่าเสียหาย (ม.605) — ข้อ 7.4 ทำให้ชัดว่าชดใช้เท่าไร
เอกสารแนบท้าย
- ผนวก 1: TOR/SRS · ฟีเจอร์ · เกณฑ์ตรวจรับและ test cases · แผนงานและ milestone · สถาปัตยกรรม/เทคโนโลยี · รายชื่อบุคลากรหลัก · ผนวก 2: ใบเสนอราคาแยกซอฟต์แวร์/ฮาร์ดแวร์/บำรุงรักษา · หนังสือรับรอง/บัตร
วันลงนาม
- 2 ฉบับ · พยาน 2 คน · ผู้พัฒนาติดอากร 1/1,000 (≥ 1 ล้าน ชำระที่สรรพากร) · ลงชื่อกำกับผนวก 1 ทุกหน้า — สัญญาซอฟต์แวร์แพ้ชนะกันที่ผนวก 1 ไม่ใช่ตัวสัญญา
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-D50724 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ / ระบบสารสนเทศ ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
จ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ = จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาทหรือเศษ ของค่าจ้างทั้งสิ้น — ผู้พัฒนาเสีย ผู้ว่าจ้างขีดฆ่า · คู่ฉบับ 5 บาท (ลักษณะ 23) ค่าจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาท ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร ก่อนลงนามหรือภายใน 15 วัน (ประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 37 ข้อ 2(3)) — โครงการซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่เข้าเกณฑ์นี้ ค่าบำรุงรักษารายปี (ข้อ 8.3) ถ้าทำสัญญาแยกภายหลัง ติดอากรแยก · ไม่ติดอากร ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ (ประมวลรัษฎากร ม.113, 114, 118)
สัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ / ระบบสารสนเทศ เสียภาษีอะไรบ้าง
ค่าจ้างพัฒนามี VAT 7% · ผู้ว่าจ้างนิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย 3% จากค่าจ้างทำของ · ถ้ามีฮาร์ดแวร์รวมอยู่ แยกราคาในใบเสนอราคา (ซื้อขายสินค้าไม่หัก ณ ที่จ่าย) ผู้พัฒนาบุคคลธรรมดา (ฟรีแลนซ์): เงินได้ ม.40(2) หรือ 40(8) · เกิน 1.8 ล้าน/ปี ต้องจด VAT
ใช้สัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ / ระบบสารสนเทศตอนไหน
บริษัทจ้างซอฟต์แวร์เฮาส์หรือฟรีแลนซ์ทำเว็บไซต์ แอป ระบบ ERP/POS/CRM · ซอฟต์แวร์เฮาส์ใช้เป็นแบบมาตรฐานเสนอลูกค้า (มี change request ระงับงานเมื่อไม่จ่าย จำกัดความรับผิด) · โครงการที่มีหลายงวด ต้องการ SLA และรับประกันชัด
ทำสัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ / ระบบสารสนเทศต้องระวังอะไร
ผนวก 1 (ขอบเขตงาน + test cases) คือหัวใจ — สัญญาซอฟต์แวร์แพ้ชนะกันตรงนั้น · ต้องได้ซอร์สโค้ด ไม่ใช่แค่ระบบที่ใช้ได้ — ไม่งั้นเปลี่ยนผู้ดูแลไม่ได้ · ถามรายการโอเพนซอร์ส/ไลเซนส์ GPL ก่อน ถ้าจะเอาระบบไปขายต่อ · ผู้พัฒนาติดอากร 1/1,000 · ≥ 1 ล้านต้องชำระที่สรรพากร · ผู้ว่าจ้างหัก ณ ที่จ่าย 3% · ทดสอบด้วยข้อมูลจำลอง — ให้ข้อมูลลูกค้าจริงแก่ผู้พัฒนาต้องมีข้อ PDPA (มีในข้อ 10)
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ / ระบบสารสนเทศ
ถ้าเป็นโปรแกรมบัญชี ภาษี สต็อก หรือเงินเดือน ที่ต้องศึกษาระบบบัญชีเดิม ออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และห้ามลบรายการ ให้ใช้ สัญญาจ้างพัฒนาโปรแกรมบัญชี · ซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูป/สมัครใช้ SaaS รายเดือน — เป็นไลเซนส์/บริการ ไม่ใช่จ้างพัฒนา · จ้างโปรแกรมเมอร์รายเดือนแบบไม่มีผลงานชัด — ใช้สัญญาจ้างเหมาบริการ (ฟรีแลนซ์) · จ้างดูแลระบบที่มีอยู่แล้วโดยไม่พัฒนาใหม่ — ใช้สัญญาบริการบำรุงรักษา
ลงนามสัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ / ระบบสารสนเทศต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
2 ฉบับ · พยาน 2 คน · ผู้พัฒนาติดอากร 1/1,000 (≥ 1 ล้าน ชำระที่สรรพากร) · ลงชื่อกำกับผนวก 1 ทุกหน้า — สัญญาซอฟต์แวร์แพ้ชนะกันที่ผนวก 1 ไม่ใช่ตัวสัญญา
ทำสัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ / ระบบสารสนเทศต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
ผนวก 1: TOR/SRS · ฟีเจอร์ · เกณฑ์ตรวจรับและ test cases · แผนงานและ milestone · สถาปัตยกรรม/เทคโนโลยี · รายชื่อบุคลากรหลัก · ผนวก 2: ใบเสนอราคาแยกซอฟต์แวร์/ฮาร์ดแวร์/บำรุงรักษา · หนังสือรับรอง/บัตร
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 10 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587
อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 595
ถ้าผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาสัมภาระไซร้ ความรับผิดของผู้รับจ้างในการบกพร่องนั้น ท่านให้บังคับด้วยบทแห่งประมวลกฎหมายนี้ ลักษณะซื้อขาย
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลรัษฎากร มาตรา 113
ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 114
โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่า (1) มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105 หรือมาตรา 106 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากร หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (2) ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์โดย (ก) มิได้ปิดแสตมป์เลย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (ข) ปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (ค) ในกรณีอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร เป็นจำนวน 1 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 118
ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 40
เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล (4) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว
ประมวลรัษฎากร — เงินได้พึงประเมิน ม.40–41
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10
งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มี ลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 601
ท่านห้ามมิให้ฟ้องผู้รับจ้างเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันการชำรุดบกพร่องได้ปรากฏขึ้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 605
ถ้าการที่จ้างยังทำไม่แล้วเสร็จอยู่ตราบใด ผู้ว่าจ้างอาจบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ