สัญญาจ้างทำเว็บไซต์ (รวมโดเมนและโฮสติ้ง) ต้องมีอะไรบ้าง
จ้างทำเว็บไซต์เป็นงวดงาน พร้อมกำหนดให้ชัดว่าโดเมนและบัญชีโฮสติ้งเป็นของใคร และต้องส่งมอบอะไรบ้างเมื่อจบงาน · ระบุขอบเขตงานและจำนวนหน้าหรือฟังก์ชันไว้ในผนวก 1 ให้ละเอียด งานเว็บที่ไม่จบเกือบทั้งหมดมาจากขอบเขตงานไม่ชัด
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อจ้างทำเว็บไซต์ใหม่หรือทำใหม่ทั้งเว็บ โดยแบ่งส่งมอบเป็นงวดและมีการตรวจรับ |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อค่าจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท — จากค่าจ้างรวมในสัญญานี้คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้พัฒนา (ผู้รับจ้าง) เป็นผู้เสียอากร ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า · คู่ฉบับเสียอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก (ลักษณะ 23) ผู้ถือคู่ฉบับเป็นผู้เสียและขีดฆ่า ค่าจ้างรวมตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไปต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร ไม่ใช่ปิดดวงแสตมป์ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37) · ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เกณฑ์ลดเหลือ 200,000 บาท ทำเป็นตราสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ยื่น e-Stamp ภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร ไม่ติดอากรให้ครบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118) — ผู้พัฒนาที่จะฟ้องเรียกค่าจ้างค้างต้องติดให้ครบก่อน |
| ภาษี | ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 ของค่าบริการก่อน VAT ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้แบ่งจ่ายเป็นงวดย่อยกว่านั้น และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีทุกครั้ง ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้ ผู้พัฒนาที่จดทะเบียน VAT เรียกเก็บเพิ่มและออกใบกำกับภาษีได้ · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ · รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน ค่าโดเมนและค่าโฮสติ้งที่ออกแทนลูกค้าให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้ พร้อมแนบหลักฐานของผู้ให้บริการ อย่ารวมเข้ากับค่าบริการ เพราะจะถูกหัก 3% ทั้งก้อนโดยไม่จำเป็น และทำให้ฐาน VAT ผิด บริการโฮสติ้งหรือโฆษณาจากผู้ให้บริการต่างประเทศ อาจมีหน้าที่นำส่ง VAT แทนหรือหักภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ให้ตรวจตามผู้ให้บริการจริงก่อนจ่าย |
| มาตราที่อ้าง | ป.พ.พ. ม.7, 204, 215, 224, 387, 391, 575, 587, 591, 593, 597, 600; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.9, 10, 15, 18; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม.4, 8; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ม.37, 40; บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 4, 23; ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118; คำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 8 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 349 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อจ้างทำเว็บไซต์ใหม่หรือทำใหม่ทั้งเว็บ โดยแบ่งส่งมอบเป็นงวดและมีการตรวจรับ
- ใช้เมื่อต้องกำหนดให้ชัดว่าชื่อโดเมนจดในชื่อใคร และใครถือบัญชีโฮสติ้ง
- ใช้เมื่อต้องการให้ผู้พัฒนาดูแลต่ออายุโดเมนและโฮสติ้งให้เป็นรายปี
- ใช้ได้ทั้งเมื่อผู้พัฒนาเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นบริษัท
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- ระบุขอบเขตงานและจำนวนหน้าหรือฟังก์ชันไว้ในผนวก 1 ให้ละเอียด งานเว็บที่ไม่จบเกือบทั้งหมดมาจากขอบเขตงานไม่ชัด
- ชื่อโดเมนควรจดในชื่อผู้ว่าจ้างตั้งแต่ต้น ถ้าให้ผู้พัฒนาจดแทนต้องเขียนว่าถือไว้แทนและต้องโอนคืนเมื่อร้องขอ
- ลิขสิทธิ์ในงานรับจ้างเป็นของผู้ว่าจ้างตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10 อยู่แล้ว เว้นแต่ตกลงเป็นอย่างอื่น
- อากรแสตมป์จ้างทำของเป็นหน้าที่ของผู้รับจ้าง ไม่ติดให้ครบจะใช้สัญญาฟ้องเรียกค่าจ้างในคดีแพ่งไม่ได้
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- อย่าใช้เมื่อเป็นการพัฒนาระบบสารสนเทศภายในที่มีฮาร์ดแวร์และการอบรม ให้ใช้สัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์แทน
- อย่าใช้แทนสัญญาบำรุงรักษาเว็บไซต์รายปีเพียงอย่างเดียว ฉบับนี้ตั้งต้นที่การสร้างเว็บใหม่
- อย่าปล่อยผนวก 1 ว่าง เพราะการรับประกันและการตรวจรับอ้างอิงผนวกทั้งหมด
- สัญญาจ้างพัฒนาเว็บไซต์และซอฟต์แวร์ ภาษาอังกฤษ — ใช้ Website and Software Development Agreement — สัญญาจ้างพัฒนาเว็บไซต์และซอฟต์แวร์ ภาษาอังกฤษ
อากรแสตมป์
- จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อค่าจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท — จากค่าจ้างรวมในสัญญานี้คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก
- ผู้พัฒนา (ผู้รับจ้าง) เป็นผู้เสียอากร ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า · คู่ฉบับเสียอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก (ลักษณะ 23) ผู้ถือคู่ฉบับเป็นผู้เสียและขีดฆ่า
- ค่าจ้างรวมตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไปต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร ไม่ใช่ปิดดวงแสตมป์ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37) · ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เกณฑ์ลดเหลือ 200,000 บาท
- ทำเป็นตราสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ยื่น e-Stamp ภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร
- ไม่ติดอากรให้ครบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118) — ผู้พัฒนาที่จะฟ้องเรียกค่าจ้างค้างต้องติดให้ครบก่อน
ภาษี
- ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 ของค่าบริการก่อน VAT ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้แบ่งจ่ายเป็นงวดย่อยกว่านั้น และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีทุกครั้ง
- ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้
- ผู้พัฒนาที่จดทะเบียน VAT เรียกเก็บเพิ่มและออกใบกำกับภาษีได้ · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ · รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน
- ค่าโดเมนและค่าโฮสติ้งที่ออกแทนลูกค้าให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้ พร้อมแนบหลักฐานของผู้ให้บริการ อย่ารวมเข้ากับค่าบริการ เพราะจะถูกหัก 3% ทั้งก้อนโดยไม่จำเป็น และทำให้ฐาน VAT ผิด
- บริการโฮสติ้งหรือโฆษณาจากผู้ให้บริการต่างประเทศ อาจมีหน้าที่นำส่ง VAT แทนหรือหักภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ให้ตรวจตามผู้ให้บริการจริงก่อนจ่าย
โดเมนและบัญชี — ข้อพิพาทอันดับหนึ่งของงานทำเว็บ
เว็บเสร็จแล้วแต่ลูกค้าเอาไปไม่ได้ เพราะชื่อโดเมนจดไว้ในชื่อผู้พัฒนา หรือบัญชีโฮสติ้งอยู่ในอีเมลของผู้พัฒนา — ข้อ 6 ของสัญญานี้มีไว้ปิดช่องนั้นโดยเฉพาะ
- ผู้ถือครองชื่อโดเมน (registrant) คือเจ้าของสิทธิตัวจริง ไม่ใช่คนจ่ายเงินค่าโดเมน ถ้าจดในชื่อผู้พัฒนา ผู้ว่าจ้างจะย้ายหรือต่ออายุเองไม่ได้ · ข้อ 6.1 จึงกำหนดว่าถ้าผู้พัฒนาจดแทนให้ ถือว่าถือไว้แทนผู้ว่าจ้างเท่านั้น และต้องโอนคืนเมื่อร้องขอเป็นหนังสือ
- ต้องมีสิทธิผู้ดูแลสูงสุดของบัญชี ไม่ใช่แค่สิทธิผู้ใช้ (ข้อ 6.2) เพราะสิทธิระดับรองถอนออกได้ทุกเมื่อ และกู้คืนบัญชีไม่ได้
- อีเมลและเบอร์กู้คืนบัญชีต้องเป็นของผู้ว่าจ้าง ข้อ 6.3 ห้ามเปลี่ยนโดยไม่แจ้ง — จุดนี้คือสิ่งที่ทำให้แพ้หรือชนะตอนทะเลาะกันจริง
- โดเมนที่ปล่อยให้หมดอายุอาจถูกคนอื่นจดทันที และซื้อคืนแพงมากหรือไม่ได้คืนเลย ข้อ 6.4 จึงบังคับให้แจ้งล่วงหน้าและห้ามปล่อยหลุดโดยไม่บอกกล่าว
- ห้ามยึดเว็บไว้ต่อรองหนี้ (ข้อ 6.6) การปิดเว็บ ลบข้อมูล หรือยึดบัญชีเพื่อบีบให้จ่ายเงินที่ยังโต้แย้งกันอยู่ ไม่ใช่แค่ผิดสัญญา แต่อาจเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ด้วย ค่าจ้างค้างต้องไปเรียกตามข้อ 3 และข้อ 10
กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และนโยบายของผู้รับจดทะเบียนโดเมนแต่ละราย ควรตรวจตัวบทฉบับปัจจุบันก่อนใช้ — ข้อความข้างต้นเขียนไว้เพื่อเตือนให้ตรวจ ไม่ใช่การยืนยันเลขมาตรา
สิทธิในผลงานและซอร์สโค้ด
- งานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้าง ลิขสิทธิ์เป็นของ «ผู้ว่าจ้าง» ตั้งแต่ต้น เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10) ตรงข้ามกับงานของลูกจ้างซึ่งลิขสิทธิ์ยังเป็นของลูกจ้าง เว้นแต่ทำเป็นหนังสือตกลงเป็นอย่างอื่น (ม.9)
- ธรรมสิทธิ์โอนกันไม่ได้ ผู้สร้างสรรค์ยังมีสิทธิแสดงตนว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ และห้ามบิดเบือนงานจนเสียชื่อเสียงของตน แม้โอนลิขสิทธิ์ไปแล้ว (ม.18)
- โอเพนซอร์สไม่ใช่ของฟรีที่ไม่มีเงื่อนไข ธีม ปลั๊กอิน และไลบรารีมีสัญญาอนุญาตของตัวเอง บางฉบับบังคับให้เปิดเผยซอร์สโค้ดของงานที่นำไปรวม ผู้พัฒนาต้องแจ้งรายการและเงื่อนไขไว้ในผนวก และผู้ว่าจ้างไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในส่วนนั้น
- ธีมหรือปลั๊กอินแบบเสียเงินต้องซื้อสิทธิในชื่อผู้ว่าจ้าง ไม่ใช่ใช้สิทธิของผู้พัฒนาต่อ ๆ กันไปหลายลูกค้า มิฉะนั้นเมื่อเลิกสัญญาผู้ว่าจ้างจะขาดสิทธิอัปเดตทันที
ข้อที่คนจ้างทำเว็บพลาดบ่อย
- ไม่กำหนดจำนวนรอบแก้งาน ผนวก 1 ต้องระบุว่าแก้ได้กี่รอบต่องวด และรอบถัดไปคิดเงินเท่าไร ข้อ 4 เรื่องเปลี่ยนแปลงขอบเขตงานจะใช้ไม่ได้จริงถ้าไม่มีเส้นนี้
- ไม่มีกำหนดตรวจรับ ทำให้งานค้างในสถานะไม่รับไม่ปฏิเสธและผู้พัฒนาเบิกเงินงวดไม่ได้ — กรอกจำนวนวันตรวจรับให้สมเหตุผล
- ผู้ว่าจ้างไม่ส่งเนื้อหา รูปภาพ หรือข้อมูลสินค้าตามข้อ 5.1 แล้วนับว่าผู้พัฒนาส่งงานช้า ต้องเก็บหลักฐานการทวงถามไว้ทุกครั้ง
- รูปภาพและฟอนต์ต้องมีสิทธิใช้ ภาพจากอินเทอร์เน็ตและฟอนต์ที่ไม่ได้ซื้อสิทธิเชิงพาณิชย์เป็นเหตุให้ถูกเรียกค่าเสียหายย้อนหลังได้ ให้ระบุแหล่งที่มาและสิทธิไว้ในผนวก
- เว็บที่เก็บข้อมูลผู้ใช้ต้องมีนโยบายความเป็นส่วนตัวและฐานการประมวลผล ผู้พัฒนาที่เข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ของผู้ว่าจ้างเป็นผู้ประมวลผลตามคำสั่ง ต้องมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและข้อตกลง (PDPA ม.37, 40) และต้องคืนหรือลบข้อมูลเมื่อจบงาน
- สำรองข้อมูลก่อนส่งมอบและก่อนย้ายผู้ให้บริการเสมอ ข้อ 6.5 ให้ส่งมอบฐานข้อมูลและไฟล์ที่อัปโหลดด้วย ไม่ใช่เฉพาะซอร์สโค้ด
รับงานล่าช้า
รับงาน/ของล่าช้า ให้ทำหนังสือสงวนสิทธิเรียกค่าปรับในวันที่รับทุกครั้ง (ส่งอีเมลหรือเขียนในใบรับก็ได้) แม้สัญญาจะเขียนสงวนสิทธิไว้แล้ว — ถ้ารับไว้โดยไม่สงวนสิทธิ อาจเสียสิทธิเรียกค่าปรับ
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- ผนวก 1 ขอบเขตงาน รายการหน้า ฟังก์ชัน การรองรับมือถือ เบราว์เซอร์ที่รองรับ มาตรฐานที่ถือว่างานเสร็จ จำนวนรอบแก้งาน และงวดงานกับค่าจ้างแต่ละงวด
- ผนวก 2 รายการบัญชีและบริการภายนอกทั้งหมด ผู้ถือครองบัญชี วันหมดอายุ และผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
- ผนวก 3 ขอบเขตบริการบำรุงรักษาหลังพ้นระยะรับประกัน (ถ้าเปิดสวิตช์)
- รายการซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ธีม ปลั๊กอิน ฟอนต์ และรูปภาพ พร้อมสัญญาอนุญาตและหลักฐานการซื้อสิทธิ
วันลงนาม
- ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงชื่อคู่สัญญาและพยานสองคน พร้อมลงชื่อกำกับผนวกทุกฉบับ
- ผู้พัฒนาปิดอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก และคู่ฉบับ ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า
- ก่อนลงนาม ให้เข้าบัญชีโดเมนและโฮสติ้งจริงเพื่อยืนยันว่าชื่อผู้ถือครองและอีเมลกู้คืนตรงกับข้อ 6 อย่าเชื่อคำบอกเล่า
- ห้ามเขียนรหัสผ่านหรือรหัสยืนยันไว้ในสัญญาหรือเอกสารแนบ ให้ส่งผ่านช่องทางที่ปลอดภัยแยกต่างหาก
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-73AA11 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาจ้างทำเว็บไซต์ (รวมโดเมนและโฮสติ้ง) ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อค่าจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท — จากค่าจ้างรวมในสัญญานี้คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้พัฒนา (ผู้รับจ้าง) เป็นผู้เสียอากร ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า · คู่ฉบับเสียอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก (ลักษณะ 23) ผู้ถือคู่ฉบับเป็นผู้เสียและขีดฆ่า ค่าจ้างรวมตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไปต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร ไม่ใช่ปิดดวงแสตมป์ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37) · ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เกณฑ์ลดเหลือ 200,000 บาท ทำเป็นตราสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ยื่น e-Stamp ภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร ไม่ติดอากรให้ครบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118) — ผู้พัฒนาที่จะฟ้องเรียกค่าจ้างค้างต้องติดให้ครบก่อน
สัญญาจ้างทำเว็บไซต์ (รวมโดเมนและโฮสติ้ง) เสียภาษีอะไรบ้าง
ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 ของค่าบริการก่อน VAT ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้แบ่งจ่ายเป็นงวดย่อยกว่านั้น และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีทุกครั้ง ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้ ผู้พัฒนาที่จดทะเบียน VAT เรียกเก็บเพิ่มและออกใบกำกับภาษีได้ · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ · รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน ค่าโดเมนและค่าโฮสติ้งที่ออกแทนลูกค้าให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้ พร้อมแนบหลักฐานของผู้ให้บริการ อย่ารวมเข้ากับค่าบริการ เพราะจะถูกหัก 3% ทั้งก้อนโดยไม่จำเป็น และทำให้ฐาน VAT ผิด บริการโฮสติ้งหรือโฆษณาจากผู้ให้บริการต่างประเทศ อาจมีหน้าที่นำส่ง VAT แทนหรือหักภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ให้ตรวจตามผู้ให้บริการจริงก่อนจ่าย
ใช้สัญญาจ้างทำเว็บไซต์ (รวมโดเมนและโฮสติ้ง)ตอนไหน
ใช้เมื่อจ้างทำเว็บไซต์ใหม่หรือทำใหม่ทั้งเว็บ โดยแบ่งส่งมอบเป็นงวดและมีการตรวจรับ · ใช้เมื่อต้องกำหนดให้ชัดว่าชื่อโดเมนจดในชื่อใคร และใครถือบัญชีโฮสติ้ง · ใช้เมื่อต้องการให้ผู้พัฒนาดูแลต่ออายุโดเมนและโฮสติ้งให้เป็นรายปี · ใช้ได้ทั้งเมื่อผู้พัฒนาเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นบริษัท
ทำสัญญาจ้างทำเว็บไซต์ (รวมโดเมนและโฮสติ้ง)ต้องระวังอะไร
ระบุขอบเขตงานและจำนวนหน้าหรือฟังก์ชันไว้ในผนวก 1 ให้ละเอียด งานเว็บที่ไม่จบเกือบทั้งหมดมาจากขอบเขตงานไม่ชัด · ชื่อโดเมนควรจดในชื่อผู้ว่าจ้างตั้งแต่ต้น ถ้าให้ผู้พัฒนาจดแทนต้องเขียนว่าถือไว้แทนและต้องโอนคืนเมื่อร้องขอ · ลิขสิทธิ์ในงานรับจ้างเป็นของผู้ว่าจ้างตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10 อยู่แล้ว เว้นแต่ตกลงเป็นอย่างอื่น · อากรแสตมป์จ้างทำของเป็นหน้าที่ของผู้รับจ้าง ไม่ติดให้ครบจะใช้สัญญาฟ้องเรียกค่าจ้างในคดีแพ่งไม่ได้
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาจ้างทำเว็บไซต์ (รวมโดเมนและโฮสติ้ง)
อย่าใช้เมื่อเป็นการพัฒนาระบบสารสนเทศภายในที่มีฮาร์ดแวร์และการอบรม ให้ใช้สัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์แทน · อย่าใช้แทนสัญญาบำรุงรักษาเว็บไซต์รายปีเพียงอย่างเดียว ฉบับนี้ตั้งต้นที่การสร้างเว็บใหม่ · อย่าปล่อยผนวก 1 ว่าง เพราะการรับประกันและการตรวจรับอ้างอิงผนวกทั้งหมด · สัญญาจ้างพัฒนาเว็บไซต์และซอฟต์แวร์ ภาษาอังกฤษ — ใช้ Website and Software Development Agreement — สัญญาจ้างพัฒนาเว็บไซต์และซอฟต์แวร์ ภาษาอังกฤษ
ลงนามสัญญาจ้างทำเว็บไซต์ (รวมโดเมนและโฮสติ้ง)ต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงชื่อคู่สัญญาและพยานสองคน พร้อมลงชื่อกำกับผนวกทุกฉบับ ผู้พัฒนาปิดอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก และคู่ฉบับ ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า ก่อนลงนาม ให้เข้าบัญชีโดเมนและโฮสติ้งจริงเพื่อยืนยันว่าชื่อผู้ถือครองและอีเมลกู้คืนตรงกับข้อ 6 อย่าเชื่อคำบอกเล่า ห้ามเขียนรหัสผ่านหรือรหัสยืนยันไว้ในสัญญาหรือเอกสารแนบ ให้ส่งผ่านช่องทางที่ปลอดภัยแยกต่างหาก
ทำสัญญาจ้างทำเว็บไซต์ (รวมโดเมนและโฮสติ้ง)ต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
ผนวก 1 ขอบเขตงาน รายการหน้า ฟังก์ชัน การรองรับมือถือ เบราว์เซอร์ที่รองรับ มาตรฐานที่ถือว่างานเสร็จ จำนวนรอบแก้งาน และงวดงานกับค่าจ้างแต่ละงวด ผนวก 2 รายการบัญชีและบริการภายนอกทั้งหมด ผู้ถือครองบัญชี วันหมดอายุ และผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ผนวก 3 ขอบเขตบริการบำรุงรักษาหลังพ้นระยะรับประกัน (ถ้าเปิดสวิตช์) รายการซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ธีม ปลั๊กอิน ฟอนต์ และรูปภาพ พร้อมสัญญาอนุญาตและหลักฐานการซื้อสิทธิ
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 21 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7
ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี
ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204
ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215
เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ไซร้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387
ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575
อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้
ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587
อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 591
ถ้าความชำรุดบกพร่องหรือความชักช้าในการที่ทำนั้นเกิดขึ้นเพราะสภาพแห่งสัมภาระซึ่งผู้ว่าจ้างส่งให้ก็ดี เพราะคำสั่งของผู้ว่าจ้างก็ดี ท่านว่าผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิด เว้นแต่จะได้รู้อยู่แล้วว่าสัมภาระนั้นไม่เหมาะหรือว่าคำสั่งนั้นไม่ถูกต้องและมิได้บอกกล่าวตักเตือน
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 593
ถ้าผู้รับจ้างไม่เริ่มทำการในเวลาอันควร หรือทำการชักช้าฝ่าฝืนข้อกำหนดแห่งสัญญาก็ดี หรือทำการชักช้าโดยปราศจากความผิดของผู้ว่าจ้าง จนอาจคาดหมายล่วงหน้าได้ว่าการนั้นจะไม่สำเร็จภายในกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ก็ดี ผู้ว่าจ้างชอบที่จะเลิกสัญญาเสียได้ มิพักต้องรอคอยให้ถึงเวลากำหนดส่งมอบของนั้นเลย
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 597
ถ้าผู้ว่าจ้างยอมรับมอบการที่ทำนั้นแล้วโดยมิได้อิดเอื้อน ผู้รับจ้างก็ไม่ต้องรับผิดเพื่อการที่ส่งมอบเนิ่นช้า
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 600
ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาไซร้ ท่านว่าผู้รับจ้างจะต้องรับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องเพียงแต่ที่ปรากฏขึ้นภายในปีหนึ่งนับแต่วันส่งมอบ หรือที่ปรากฏขึ้นภายในห้าปี ถ้าการที่ทำนั้นเป็นสิ่งปลูกสร้างกับพื้นดิน นอกจากเรือนโรงทำด้วยเครื่องไม้
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 9
งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้ามิได้ ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้ลิขสิทธิ์ในงานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้น ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามที่เป็นวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานนั้น
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10
งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มี ลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15
ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ แต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง (4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น (5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 18
ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิที่จะแสดงว่าตน เป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอด อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร - 8 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวน มาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) ในกรณีที่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ (3) จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนด ระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หรือที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ได้ถอนความยินยอม เว้นแต่เก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข) การใช้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ ให้นำความใน
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 40
ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งที่ได้รับ จากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ (2) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ รวมทั้ง แจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น (3) จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลไว้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่ปฏิบัติตาม (1) สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลใด ให้ถือว่าผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อควบคุม การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ความใน (3) อาจยกเว้นมิให้นำมาใช้บังคับกับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นกิจการ ขนาดเล็กตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เว้นแต่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือ มิใช่กิจการที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นครั้งคราว หรือมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 26
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 113
ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)