สัญญาอนุญาตให้ใช้ภาพถ่าย ต้องมีอะไรบ้าง

ตอบสั้น

สัญญาระหว่างเจ้าของภาพถ่ายกับผู้ขอใช้ภาพ เพื่ออนุญาตให้นำภาพที่มีอยู่แล้วไปใช้ตามช่องทาง เขต และระยะเวลาที่ตกลง โดยเจ้าของยังถือลิขสิทธิ์ไว้ · ภาพหนึ่งใบมีสิทธิสองชั้น — ลิขสิทธิ์ของผู้ถ่าย กับสิทธิในชื่อเสียงและความเป็นส่วนตัวของบุคคลในภาพตาม ป.พ.พ. ม.420 ผู้อนุญาตให้ได้เฉพาะชั้นที่ตนมี

ข้อเท็จจริงที่อ้างอิงได้
ใช้เมื่อใช้เมื่อซื้อสิทธิใช้ภาพจากช่างภาพหรือเจ้าของภาพเพื่อนำไปลงโฆษณา เว็บไซต์ เพจ หรือสิ่งพิมพ์
อากรแสตมป์สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ไม่มีในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากรเลย และใบรับเงินค่าตอบแทนก็ไม่ต้องปิด เพราะลักษณะ 28 (ใบรับ) จำกัดเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียนเท่านั้น อย่าปิดอากรเผื่อไว้ และอย่าเชื่อคำแนะนำว่าต้องติด 1 บาทต่อพัน ซึ่งเป็นอัตราของสัญญาจ้างทำของ ลักษณะ 4 คนละเรื่องกัน ข้อยกเว้นเดียว คือถ้าสัญญาฉบับเดียวกันมีการจ้างให้ไปถ่ายภาพใหม่ด้วย ส่วนที่เป็นสินจ้างเข้าลักษณะ 4 ต้องปิดอากร 1 บาทต่อทุก 1,000 บาทของสินจ้าง และผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรกับขีดฆ่า — สัญญาฉบับนี้เป็นการอนุญาตให้ใช้ภาพที่ถ่ายไว้แล้ว ไม่ใช่การจ้างถ่าย ตราสารอื่นที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118
ภาษีค่าตอบแทนการอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(3) ไม่ใช่ค่าจ้างทำของ ถ้าผู้รับอนุญาตเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้อนุญาต ถ้าผู้รับอนุญาตเป็นบุคคลธรรมดา ไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในกรณีนี้ แต่ผู้อนุญาตยังต้องนำเงินได้ไปยื่นแบบเอง การอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เป็นการให้บริการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หากผู้อนุญาตเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ต้องเรียกเก็บและออกใบกำกับภาษี ให้แยกบรรทัดค่าอนุญาตกับภาษีมูลค่าเพิ่มในใบแจ้งหนี้ ถ้าสัญญารวมทั้งการจ้างถ่ายใหม่และการอนุญาตใช้ภาพเดิม ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้ เพราะค่าจ้างถ่ายเป็นค่าจ้างทำของหักร้อยละ 3 ตามข้อ 8 ส่วนค่าอนุญาตหักร้อยละ 3 ตามข้อ 3/2 อัตราเท่ากันแต่คนละประเภทเงินได้ ซึ่งมีผลต่อการยื่นแบบและการหักค่าใช้จ่ายของผู้รับเงิน ผู้รับอนุญาตที่จ่ายค่าสิทธิให้ผู้รับที่อยู่ต่างประเทศ มีกฎคนละชุดและต้องตรวจอนุสัญญาภาษีซ้อนก่อนจ่าย
แบบที่กฎหมายกำหนดการอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ไม่ต้องจดทะเบียนและไม่มีแบบบังคับ ต่างจากการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว ซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน มิฉะนั้นเป็นโมฆะ หากภาพจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าหรือส่วนหนึ่งของเครื่องหมาย ต้องแยกทำสัญญาอีกฉบับและดำเนินการจดทะเบียนตามกฎหมายเครื่องหมายการค้า สิ่งที่ควรเก็บไว้แทนการจดทะเบียน คือไฟล์ต้นฉบับหรือ RAW ข้อมูล EXIF ที่บอกวันและอุปกรณ์ที่ถ่าย หนังสือยินยอมของบุคคลในภาพ และสำเนาสัญญาที่ลงนามครบทั้งสองฝ่าย ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ใช้พิสูจน์ในชั้นศาลเมื่อมีคนอ้างว่าภาพเป็นของเขา
มาตราที่อ้างพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.4, 6, 8, 9, 10, 11, 15, 18; ป.พ.พ. ม.204, 224, 383, 387, 391, 420, 423; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม.4, 5, 8; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ม.19, 20, 24, 30–34; ประมวลรัษฎากร ม.40(3), 118 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ (ไม่มีลักษณะใดคลุมการอนุญาตใช้ลิขสิทธิ์); คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2
ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้249 บาท

ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร

  • ใช้เมื่อซื้อสิทธิใช้ภาพจากช่างภาพหรือเจ้าของภาพเพื่อนำไปลงโฆษณา เว็บไซต์ เพจ หรือสิ่งพิมพ์
  • ใช้เมื่อภาพถ่ายไว้แล้วและไม่ได้จ้างให้ไปถ่ายใหม่
  • ใช้เมื่อต้องกำหนดว่าใช้ได้ช่องทางไหน ประเทศไหน นานเท่าไร และตัดต่อได้หรือไม่
  • ใช้เมื่อในภาพมีบุคคลที่จำหน้าได้ และต้องแยกให้ชัดว่ามีหนังสือยินยอมจากบุคคลนั้นหรือไม่

จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง

  • ภาพหนึ่งใบมีสิทธิสองชั้น — ลิขสิทธิ์ของผู้ถ่าย กับสิทธิในชื่อเสียงและความเป็นส่วนตัวของบุคคลในภาพตาม ป.พ.พ. ม.420 ผู้อนุญาตให้ได้เฉพาะชั้นที่ตนมี
  • ถ้าไม่มีหนังสือยินยอมจากบุคคลในภาพ ห้ามนำไปใช้ในทางการค้าหรือทำให้เข้าใจว่าบุคคลนั้นรับรองสินค้า
  • ใบหน้าที่จำได้เป็นข้อมูลส่วนบุคคล การนำไปใช้ต้องมีฐานตาม PDPA และผู้เยาว์ต้องได้ความยินยอมของผู้ใช้อำนาจปกครองตาม ม.20
  • ระบุช่องทาง เขต และระยะเวลาให้ชัด สิทธิที่ไม่ได้อนุญาตยังเป็นของเจ้าของภาพ และการใช้เกินขอบเขตเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
  • ผู้สร้างสรรค์ยังมีสิทธิแสดงชื่อและห้ามการดัดแปลงที่ทำลายชื่อเสียงตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.18 แม้จะอนุญาตให้ใช้ภาพแล้ว
  • ค่าตอบแทนเป็นค่าสิทธิตามประมวลรัษฎากร ม.40(3) ผู้จ่ายที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย

กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้

อากรแสตมป์

สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ไม่มีในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากรเลย และใบรับเงินค่าตอบแทนก็ไม่ต้องปิด เพราะลักษณะ 28 (ใบรับ) จำกัดเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียนเท่านั้น

อย่าปิดอากรเผื่อไว้ และอย่าเชื่อคำแนะนำว่าต้องติด 1 บาทต่อพัน ซึ่งเป็นอัตราของสัญญาจ้างทำของ ลักษณะ 4 คนละเรื่องกัน ข้อยกเว้นเดียว คือถ้าสัญญาฉบับเดียวกันมีการจ้างให้ไปถ่ายภาพใหม่ด้วย ส่วนที่เป็นสินจ้างเข้าลักษณะ 4 ต้องปิดอากร 1 บาทต่อทุก 1,000 บาทของสินจ้าง และผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรกับขีดฆ่า — สัญญาฉบับนี้เป็นการอนุญาตให้ใช้ภาพที่ถ่ายไว้แล้ว ไม่ใช่การจ้างถ่าย

ตราสารอื่นที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118

การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด

การอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ไม่ต้องจดทะเบียนและไม่มีแบบบังคับ ต่างจากการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว ซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน มิฉะนั้นเป็นโมฆะ หากภาพจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าหรือส่วนหนึ่งของเครื่องหมาย ต้องแยกทำสัญญาอีกฉบับและดำเนินการจดทะเบียนตามกฎหมายเครื่องหมายการค้า

สิ่งที่ควรเก็บไว้แทนการจดทะเบียน คือไฟล์ต้นฉบับหรือ RAW ข้อมูล EXIF ที่บอกวันและอุปกรณ์ที่ถ่าย หนังสือยินยอมของบุคคลในภาพ และสำเนาสัญญาที่ลงนามครบทั้งสองฝ่าย ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ใช้พิสูจน์ในชั้นศาลเมื่อมีคนอ้างว่าภาพเป็นของเขา

ภาษี

ค่าตอบแทนการอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(3) ไม่ใช่ค่าจ้างทำของ ถ้าผู้รับอนุญาตเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้อนุญาต

  • ถ้าผู้รับอนุญาตเป็นบุคคลธรรมดา ไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในกรณีนี้ แต่ผู้อนุญาตยังต้องนำเงินได้ไปยื่นแบบเอง
  • การอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เป็นการให้บริการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หากผู้อนุญาตเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ต้องเรียกเก็บและออกใบกำกับภาษี ให้แยกบรรทัดค่าอนุญาตกับภาษีมูลค่าเพิ่มในใบแจ้งหนี้
  • ถ้าสัญญารวมทั้งการจ้างถ่ายใหม่และการอนุญาตใช้ภาพเดิม ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้ เพราะค่าจ้างถ่ายเป็นค่าจ้างทำของหักร้อยละ 3 ตามข้อ 8 ส่วนค่าอนุญาตหักร้อยละ 3 ตามข้อ 3/2 อัตราเท่ากันแต่คนละประเภทเงินได้ ซึ่งมีผลต่อการยื่นแบบและการหักค่าใช้จ่ายของผู้รับเงิน
  • ผู้รับอนุญาตที่จ่ายค่าสิทธิให้ผู้รับที่อยู่ต่างประเทศ มีกฎคนละชุดและต้องตรวจอนุสัญญาภาษีซ้อนก่อนจ่าย

ภาพหนึ่งใบมีสิทธิสองชั้น — จุดที่เสียหายกันมากที่สุด

ช่างภาพขายได้เฉพาะ ลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นสิทธิของคนที่กดชัตเตอร์ แต่คนที่อยู่ในภาพมีสิทธิอีกชั้นหนึ่งคือ สิทธิในชื่อเสียง เกียรติคุณ และความเป็นส่วนตัว การเอาภาพคนไปใช้โฆษณาโดยเขาไม่ยินยอม เป็นการทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แม้ช่างภาพจะมีลิขสิทธิ์เต็มร้อยและเซ็นสัญญาถูกต้องทุกบรรทัด

ที่ผิดพลาดกันบ่อยคือคิดว่าจ่ายเงินให้ช่างภาพแล้วจบ ความจริงคือ ต้องมีหนังสือยินยอมจากบุคคลในภาพแยกอีกฉบับ ที่วงการเรียกว่า model release และหนังสือนั้นก็มีขอบเขตของตัวเอง ถ้าเขายินยอมให้ใช้ในไทย 2 ปี แล้วคุณเอาไปลงโฆษณาที่สิงคโปร์ปีที่ 3 ก็ยังเป็นการละเมิดอยู่ดี สัญญาฉบับนี้จึงเขียนว่าถ้าขอบเขตสองฉบับไม่ตรงกัน ให้ถือฉบับที่แคบกว่า

อีกชั้นหนึ่งที่คนลืมคือใบหน้าที่ระบุตัวได้เป็น ข้อมูลส่วนบุคคล การนำไปใช้ต้องมีฐานทางกฎหมายรองรับ และผู้เยาว์ต้องได้ความยินยอมของผู้ใช้อำนาจปกครอง ถ้าเจ้าของข้อมูลถอนความยินยอมภายหลัง ทั้งสองฝ่ายต้องหยุดใช้ ข้อ 4.5 จึงเขียนไว้ว่าใครรับภาระในกรณีนั้น

ข้อที่คนซื้อและคนขายภาพพลาดบ่อย

  • เขียนว่า "ซื้อภาพ" แล้วคิดว่าเป็นเจ้าของ — การอนุญาตให้ใช้ไม่ใช่การโอน ลิขสิทธิ์ยังอยู่กับช่างภาพ ถ้าต้องการเป็นเจ้าของจริงต้องทำสัญญาโอนลิขสิทธิ์ซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือลงชื่อทั้งสองฝ่าย และถ้าไม่ระบุเวลาไว้ กฎหมายถือว่าโอนกันสิบปีเท่านั้น
  • ไม่กำหนดระยะเวลา แล้วใช้ต่อเรื่อย ๆ — ไลเซนส์หมดอายุได้ พอหมดแล้วยังปล่อยให้โฆษณาเดิมวิ่งอยู่ ก็กลายเป็นละเมิดตั้งแต่วันถัดจากวันหมดอายุ ข้อ 10.2 จึงกำหนดวันที่ต้องหยุดและลบ
  • ได้ไฟล์ RAW แล้วคิดว่าได้สิทธิเต็ม — ไฟล์เป็นแค่วัตถุ ลิขสิทธิ์ไม่ได้ติดไปกับไฟล์ ข้อ 1.4 เขียนไว้ชัด
  • ตัดต่อจนเปลี่ยนความหมาย — ธรรมสิทธิ์ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ให้ผู้ถ่ายห้ามการบิดเบือนที่ทำให้ตนเสียชื่อเสียงได้เสมอ แม้จะอนุญาตให้ใช้ภาพแล้ว และถ้าตัดต่อภาพบุคคลจนทำให้เข้าใจผิด ยังมีความเสี่ยงทางอาญาเรื่องหมิ่นประมาทและการนำเข้าข้อมูลเท็จในระบบคอมพิวเตอร์อีกชั้น
  • เอาภาพไปเป็นโลโก้หรือเครื่องหมายการค้า — เป็นคนละสิทธิกัน ต้องตกลงและจดทะเบียนต่างหาก ข้อ 3.3 ห้ามไว้
  • ช่างภาพลืมสิทธิแสดงผลงานของตัวเอง — ถ้าไม่เขียนไว้ อาจโดนห้ามลงพอร์ตโฟลิโอ ข้อ 7.3 สงวนสิทธินี้ให้ผู้อนุญาต พร้อมกันช่วงที่ลูกค้ายังไม่เปิดตัว
  • ไม่เขียนข้อห้ามไว้ล่วงหน้า — ภาพเดียวกันถูกเอาไปประกอบข่าวการเมืองหรือโฆษณาอาหารเสริมได้ ข้อ 3 บังคับให้กรอกรายการที่ห้ามตั้งแต่ต้น ดีกว่าไปเถียงกันตอนภาพขึ้นแล้ว

เอกสารแนบท้ายสัญญา

  • ผนวก 1 รายการภาพ … จำนวน … ภาพ พร้อมภาพย่อ ชื่อไฟล์หรือรหัสภาพ ให้ชี้ตัวได้ทีละใบ
  • หลักฐานความเป็นเจ้าของ … และสายการได้สิทธิ หากผู้อนุญาตไม่ใช่ผู้ถ่ายเอง
  • หนังสือยินยอมของบุคคลในภาพ พร้อมสำเนาบัตรประจำตัว และเอกสารความยินยอมของผู้ใช้อำนาจปกครองกรณีผู้เยาว์หนังสือยืนยันว่าไม่มีบุคคลที่ระบุตัวได้ปรากฏในภาพ
  • หนังสืออนุญาตจากเจ้าของทรัพย์สิน สถานที่ หรืองานอันมีลิขสิทธิ์ที่ปรากฏในภาพหนังสือยืนยันว่าไม่มีทรัพย์สินหรือสถานที่ที่ต้องขออนุญาตปรากฏในภาพ
  • ตารางช่องทาง เขต ระยะเวลา และข้อจำกัดการดัดแปลง สำหรับให้ทีมการตลาดใช้ตรวจก่อนลงสื่อทุกครั้ง
  • หลักฐานการส่งมอบไฟล์ หลักฐานการชำระเงิน และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

วันลงนาม

ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย พร้อมลงชื่อกำกับทุกหน้าและเอกสารแนบทุกชุด ตรวจอำนาจลงนามและหนังสือรับรองของฝ่ายที่เป็นนิติบุคคล

ก่อนลงนาม ให้เปิดดูภาพทุกใบในผนวก 1 พร้อมกันทั้งสองฝ่าย และกาไว้ว่าใบไหนมีคนอยู่ในภาพ ใบไหนมีป้ายร้าน โลโก้ หรืองานศิลปะของคนอื่นติดมาด้วย เพราะสองอย่างนี้คือสิ่งที่ทำให้ภาพที่ซื้อมาถูกสั่งให้ถอดทีหลัง จากนั้นบันทึกวันที่ส่งมอบไฟล์ครบถ้วนไว้ให้ชัด เพราะเป็นวันเริ่มนับอายุการอนุญาต

ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน

เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-AACEE9 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ

มีแบบฟอร์มฉบับนี้ให้กรอกออนไลน์แล้วกรอกไม่กี่นาที ดูตัวอย่างเต็มฉบับก่อนจ่าย ได้ไฟล์ PDF พร้อมพิมพ์
เปิดแบบฟอร์ม · 249 บาท

คำถามที่พบบ่อย

สัญญาอนุญาตให้ใช้ภาพถ่าย ต้องติดอากรแสตมป์ไหม

สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ไม่มีในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากรเลย และใบรับเงินค่าตอบแทนก็ไม่ต้องปิด เพราะลักษณะ 28 (ใบรับ) จำกัดเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียนเท่านั้น อย่าปิดอากรเผื่อไว้ และอย่าเชื่อคำแนะนำว่าต้องติด 1 บาทต่อพัน ซึ่งเป็นอัตราของสัญญาจ้างทำของ ลักษณะ 4 คนละเรื่องกัน ข้อยกเว้นเดียว คือถ้าสัญญาฉบับเดียวกันมีการจ้างให้ไปถ่ายภาพใหม่ด้วย ส่วนที่เป็นสินจ้างเข้าลักษณะ 4 ต้องปิดอากร 1 บาทต่อทุก 1,000 บาทของสินจ้าง และผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรกับขีดฆ่า — สัญญาฉบับนี้เป็นการอนุญาตให้ใช้ภาพที่ถ่ายไว้แล้ว ไม่ใช่การจ้างถ่าย ตราสารอื่นที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118

สัญญาอนุญาตให้ใช้ภาพถ่าย เสียภาษีอะไรบ้าง

ค่าตอบแทนการอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(3) ไม่ใช่ค่าจ้างทำของ ถ้าผู้รับอนุญาตเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้อนุญาต ถ้าผู้รับอนุญาตเป็นบุคคลธรรมดา ไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในกรณีนี้ แต่ผู้อนุญาตยังต้องนำเงินได้ไปยื่นแบบเอง การอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เป็นการให้บริการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หากผู้อนุญาตเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ต้องเรียกเก็บและออกใบกำกับภาษี ให้แยกบรรทัดค่าอนุญาตกับภาษีมูลค่าเพิ่มในใบแจ้งหนี้ ถ้าสัญญารวมทั้งการจ้างถ่ายใหม่และการอนุญาตใช้ภาพเดิม ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้ เพราะค่าจ้างถ่ายเป็นค่าจ้างทำของหักร้อยละ 3 ตามข้อ 8 ส่วนค่าอนุญาตหักร้อยละ 3 ตามข้อ 3/2 อัตราเท่ากันแต่คนละประเภทเงินได้ ซึ่งมีผลต่อการยื่นแบบและการหักค่าใช้จ่ายของผู้รับเงิน ผู้รับอนุญาตที่จ่ายค่าสิทธิให้ผู้รับที่อยู่ต่างประเทศ มีกฎคนละชุดและต้องตรวจอนุสัญญาภาษีซ้อนก่อนจ่าย

ใช้สัญญาอนุญาตให้ใช้ภาพถ่ายตอนไหน

ใช้เมื่อซื้อสิทธิใช้ภาพจากช่างภาพหรือเจ้าของภาพเพื่อนำไปลงโฆษณา เว็บไซต์ เพจ หรือสิ่งพิมพ์ · ใช้เมื่อภาพถ่ายไว้แล้วและไม่ได้จ้างให้ไปถ่ายใหม่ · ใช้เมื่อต้องกำหนดว่าใช้ได้ช่องทางไหน ประเทศไหน นานเท่าไร และตัดต่อได้หรือไม่ · ใช้เมื่อในภาพมีบุคคลที่จำหน้าได้ และต้องแยกให้ชัดว่ามีหนังสือยินยอมจากบุคคลนั้นหรือไม่

ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้ภาพถ่ายต้องระวังอะไร

ภาพหนึ่งใบมีสิทธิสองชั้น — ลิขสิทธิ์ของผู้ถ่าย กับสิทธิในชื่อเสียงและความเป็นส่วนตัวของบุคคลในภาพตาม ป.พ.พ. ม.420 ผู้อนุญาตให้ได้เฉพาะชั้นที่ตนมี · ถ้าไม่มีหนังสือยินยอมจากบุคคลในภาพ ห้ามนำไปใช้ในทางการค้าหรือทำให้เข้าใจว่าบุคคลนั้นรับรองสินค้า · ใบหน้าที่จำได้เป็นข้อมูลส่วนบุคคล การนำไปใช้ต้องมีฐานตาม PDPA และผู้เยาว์ต้องได้ความยินยอมของผู้ใช้อำนาจปกครองตาม ม.20 · ระบุช่องทาง เขต และระยะเวลาให้ชัด สิทธิที่ไม่ได้อนุญาตยังเป็นของเจ้าของภาพ และการใช้เกินขอบเขตเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ · ผู้สร้างสรรค์ยังมีสิทธิแสดงชื่อและห้ามการดัดแปลงที่ทำลายชื่อเสียงตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.18 แม้จะอนุญาตให้ใช้ภาพแล้ว · ค่าตอบแทนเป็นค่าสิทธิตามประมวลรัษฎากร ม.40(3) ผู้จ่ายที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย

กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาอนุญาตให้ใช้ภาพถ่าย

ไม่เหมาะเมื่อจ้างช่างภาพให้ไปถ่ายงานที่ยังไม่เกิด ให้ใช้ สัญญาจ้างถ่ายภาพและวิดีโอ · ไม่เหมาะเมื่อต้องการเปลี่ยนเจ้าของลิขสิทธิ์ในภาพอย่างถาวร ให้ใช้ สัญญาโอนลิขสิทธิ์ผลงาน · ไม่เหมาะเมื่อเป็นการให้สิทธิผลิตและขายสินค้าโดยคิดค่าสิทธิตามยอดขาย ให้ใช้ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา · สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ ภาษาอังกฤษ — ใช้ Copyright Licence Agreement — สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ ภาษาอังกฤษ

สัญญาอนุญาตให้ใช้ภาพถ่าย ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม

การอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ไม่ต้องจดทะเบียนและไม่มีแบบบังคับ ต่างจากการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว ซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน มิฉะนั้นเป็นโมฆะ หากภาพจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าหรือส่วนหนึ่งของเครื่องหมาย ต้องแยกทำสัญญาอีกฉบับและดำเนินการจดทะเบียนตามกฎหมายเครื่องหมายการค้า สิ่งที่ควรเก็บไว้แทนการจดทะเบียน คือไฟล์ต้นฉบับหรือ RAW ข้อมูล EXIF ที่บอกวันและอุปกรณ์ที่ถ่าย หนังสือยินยอมของบุคคลในภาพ และสำเนาสัญญาที่ลงนามครบทั้งสองฝ่าย ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ใช้พิสูจน์ในชั้นศาลเมื่อมีคนอ้างว่าภาพเป็นของเขา

ลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้ภาพถ่ายต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ

ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย พร้อมลงชื่อกำกับทุกหน้าและเอกสารแนบทุกชุด ตรวจอำนาจลงนามและหนังสือรับรองของฝ่ายที่เป็นนิติบุคคล ก่อนลงนาม ให้เปิดดูภาพทุกใบในผนวก 1 พร้อมกันทั้งสองฝ่าย และกาไว้ว่าใบไหนมีคนอยู่ในภาพ ใบไหนมีป้ายร้าน โลโก้ หรืองานศิลปะของคนอื่นติดมาด้วย เพราะสองอย่างนี้คือสิ่งที่ทำให้ภาพที่ซื้อมาถูกสั่งให้ถอดทีหลัง จากนั้นบันทึกวันที่ส่งมอบไฟล์ครบถ้วนไว้ให้ชัด เพราะเป็นวันเริ่มนับอายุการอนุญาต

ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้ภาพถ่ายต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย

ผนวก 1 รายการภาพ … จำนวน … ภาพ พร้อมภาพย่อ ชื่อไฟล์หรือรหัสภาพ ให้ชี้ตัวได้ทีละใบ หลักฐานความเป็นเจ้าของ … และสายการได้สิทธิ หากผู้อนุญาตไม่ใช่ผู้ถ่ายเอง หนังสือยินยอมของบุคคลในภาพ พร้อมสำเนาบัตรประจำตัว และเอกสารความยินยอมของผู้ใช้อำนาจปกครองกรณีผู้เยาว์หนังสือยืนยันว่าไม่มีบุคคลที่ระบุตัวได้ปรากฏในภาพ หนังสืออนุญาตจากเจ้าของทรัพย์สิน สถานที่ หรืองานอันมีลิขสิทธิ์ที่ปรากฏในภาพหนังสือยืนยันว่าไม่มีทรัพย์สินหรือสถานที่ที่ต้องขออนุญาตปรากฏในภาพ ตารางช่องทาง เขต ระยะเวลา และข้อจำกัดการดัดแปลง สำหรับให้ทีมการตลาดใช้ตรวจก่อนลงสื่อทุกครั้ง หลักฐานการส่งมอบไฟล์ หลักฐานการชำระเงิน และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้

ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 24 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204

ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว

ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224

หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น

ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383

ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป

หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387

ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้

หมวด 4 เลิกสัญญา

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391

เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่

หมวด 4 เลิกสัญญา

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420

ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ลักษณะ 5 ละเมิด (มาตรา 420–437)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423

ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้ ผู้ใดส่งข่าวสารอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสารนั้นมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสารเช่นนั้นหาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ลักษณะ 5 ละเมิด (มาตรา 420–437)

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4

ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5

ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8

ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 19

ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะกระทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลไม่ได้หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนหรือในขณะนั้น เว้นแต่บทบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้กระทำได้ การขอความยินยอมต้องทำโดยชัดแจ้ง เป็นหนังสือหรือทำโดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ โดยสภาพไม่อาจขอความยินยอมด้วยวิธีการดังกล่าวได้ ในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้ง วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไปด้วย และการขอความยินยอมนั้น ต้องแยกส่วนออกจากข้อความอื่นอย่างชัดเจน มีแบบหรือข้อความที่เข้าถึงได้ง่ายและเข้าใจได้ รวมทั้ง ใช้ภาษาที่อ่านง่าย และไม่เป็นการหลอกลวงหรือทำให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเข้าใจผิดในวัตถุประสงค์ ดังกล่าว ทั้งนี้ คณะกรรมการจะให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามแบบและข้อความที่คณะกรรมการประกาศกำหนดก็ได้ ในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องคำนึง อย่างถึงที่สุดในความเป็นอิสระของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในการให้ความยินยอม ทั้งนี้ ในการเข้าทำสัญญา ซึ่งรวมถึงการให้บริการใด ๆ ต้องไม่มีเงื่อนไขในการให้ความยินยอมเพื่อเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่มีความจำเป็นหรือเกี่ยวข้องสำหรับการเข้าทำสัญญาซึ่งรวมถึงการให้บริการนั้น ๆ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจะถอนความยินยอมเสียเมื่อใดก็ได้โดยจะต้องถอนความยินยอมได้ง่าย เช่นเดียวกับการให้ความยินยอม เว้นแต่มีข้อจำกัดสิทธิในการถอนความยินยอมโดยกฎหมายหรือ สัญญาที่ให้ประโยชน์แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ การถอนความยินยอมย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ให้ความยินยอมไปแล้ว โดยชอบตามที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ ในกรณีที่การถอนความยินยอมส่งผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในเรื่องใด ผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงผลกระทบจากการถอนความยินยอมนั้น การขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ ไม่มีผล ผูกพันเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และไม่ทำให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสามารถทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 20

ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้เยาว์ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยการสมรส หรือไม่มีฐานะเสมือนดังบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วตามมาตรา 27 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีที่การให้ความยินยอมของผู้เยาว์ไม่ใช่การใด ๆ ซึ่งผู้เยาว์อาจให้ความยินยอม โดยลำพังได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 มาตรา 23 หรือมาตรา 24 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองที่มีอำนาจกระทำการแทนผู้เยาว์ด้วย (2) ในกรณีที่ผู้เยาว์มีอายุไม่เกินสิบปี ให้ขอความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองที่มีอำนาจ กระทำการแทนผู้เยาว์ ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคนไร้ความสามารถ การขอความยินยอมจากเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ให้ขอความยินยอมจากผู้อนุบาลที่มีอำนาจกระทำการแทนคนไร้ความสามารถ ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ การขอความยินยอมจาก เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ให้ขอความยินยอมจากผู้พิทักษ์ที่มีอำนาจกระทำการแทนคนเสมือนไร้ ความสามารถ ให้นำความในวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับกับการถอนความยินยอมของ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล การแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบ การใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคล การร้องเรียนของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และการอื่นใดตามพระราชบัญญัตินี้ในกรณีที่ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ โดยอนุโลม

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24

ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ (1) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (5) เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญ น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (6) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 30

เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล ที่เกี่ยวกับตนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือขอให้เปิดเผยถึงการได้มา ซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวที่ตนไม่ได้ให้ความยินยอม ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องปฏิบัติตามคำขอตามวรรคหนึ่ง จะปฏิเสธคำขอได้เฉพาะในกรณี ที่เป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล และการเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลนั้น จะส่งผลกระทบที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลปฏิเสธคำขอตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล บันทึกการปฏิเสธคำขอดังกล่าวพร้อมด้วยเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39 เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีคำขอตามวรรคหนึ่งและเป็นกรณีที่ไม่อาจปฏิเสธคำขอได้ ตามวรรคสอง ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกินสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ คณะกรรมการอาจกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถึงและการขอรับสำเนาตามวรรคหนึ่ง รวมทั้ง การขยายระยะเวลาตามวรรคสี่หรือหลักเกณฑ์อื่นตามความเหมาะสมก็ได้

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

ประมวลรัษฎากร มาตรา 40

เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล (4) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว

ประมวลรัษฎากร — เงินได้พึงประเมิน ม.40–41

ประมวลรัษฎากร มาตรา 118

ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114

บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)

อ่านต่อในหมวดธุรกิจ / หุ้นส่วน

สัญญาจ้างนายหน้า Affiliate (แนะนำสินค้ารับค่าบำเหน็จ) ต้องมีอะไรบ้างใช้เมื่อร้านค้าหรือแบรนด์ให้คนอื่นแนะนำสินค้าผ่านลิงก์หรือรหัสส่วนลด แล้วจ่ายค่าบำเหน็จตามยอดขายจริง — กำหนดวิธีติดตามยอด ระยะเวลาระบุแหล่งที่มา รอบจ่ายเงิน การหักคืนเมื่อลูกค้าคืนสินค้า วิธีการต้องห้าม และสิทธิใช้เนื้อหาสัญญาตั้งตัวแทน (มอบหมายให้ทำการแทน มีค่าตอบแทน) ต้องมีอะไรบ้างตั้งคนหรือบริษัทให้ทำธุระแทนเป็นเรื่อง ๆ หรือต่อเนื่อง เช่น ดูแลบ้านเช่าและเก็บค่าเช่า ติดต่อราชการ ยื่นขอใบอนุญาต จัดการธุระขณะเจ้าของอยู่ต่างประเทศ — กำหนดขอบอำนาจ เรื่องที่ต้องมอบเฉพาะ วงเงินใช้จ่าย เงินที่ตัวแทนถือไว้ การเข้าถึงบัญชีออนไลน์ ค่าตอบแทน และการคืนเอกสารเมื่อเลิกสัญญาจัดพิมพ์หนังสือหรือ E-book ต้องมีอะไรบ้างใช้เมื่อผู้เขียนให้สำนักพิมพ์นำต้นฉบับไปจัดพิมพ์และจำหน่าย — แยกสิทธิเป็นรูปแบบ ทั้งเล่มกระดาษ อีบุ๊ก หนังสือเสียง คำแปล และการดัดแปลง เลือกได้ทีละอย่าง พร้อมค่าลิขสิทธิ์ เงินล่วงหน้า รอบรายงานยอดขาย จำนวนพิมพ์ครั้งแรก และการคืนสิทธิเมื่อหนังสือขาดตลาดหรือไม่ได้พิมพ์สัญญาเข้าร่วมแพลตฟอร์มจองบริการ ต้องมีอะไรบ้างสำหรับผู้ดำเนินการแพลตฟอร์มจองที่พัก ร้านอาหาร คลินิก หรือบริการที่มีความจุจำกัดและปฏิทิน กำหนดการซิงก์ปฏิทินและความรับผิดเรื่องจองซ้ำ ราคาเท่าเทียมระหว่างช่องทาง เงินมัดจำ นโยบายยกเลิก และค่าธรรมเนียมสัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์ ต้องมีอะไรบ้างใช้เมื่อสองแบรนด์ร่วมจัดแคมเปญการตลาดโดยต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ งบประมาณ ช่องทาง และทรัพย์สินทางปัญญาของตน กำหนดการอนุมัติสื่อ ค่าใช้จ่าย ยอดขาย ข้อมูลลูกค้า และทางออกเมื่อแคมเปญต้องหยุดได้ชัดเจนสัญญาฝากขายรถยนต์ ต้องมีอะไรบ้างสำหรับเจ้าของรถที่ฝากรถไว้กับเต็นท์หรือผู้รับฝากขายเพื่อหาผู้ซื้อ กำหนดราคาต่ำสุด ค่าตอบแทน ความรับผิดเมื่อรถเสียหายระหว่างฝาก การทดลองขับ รถติดไฟแนนซ์ การรับเงินค่ารถ และห้ามส่งมอบรถก่อนเจ้าของได้เงินครบ