สัญญาว่าจ้างทำงาน (ทดลองงาน) ต้องมีอะไรบ้าง
นายจ้างรับพนักงานใหม่เข้าทำงานโดยมีช่วงทดลองงานที่กำหนดเป้าหมาย ผู้ประเมิน และวิธีประเมินไว้ชัดตั้งแต่วันแรก ผ่านแล้วเป็นพนักงานประจำต่อได้เลย · สัญญาทดลองงานถือเป็นสัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา ให้ไม่ผ่านต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหนึ่งงวดค่าจ้าง หรือจ่ายค่าจ้างแทนแล้วให้ออกทันที
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อรับพนักงานใหม่และต้องการตกลงเป้าหมายทดลองงานที่วัดได้ตั้งแต่วันแรก |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | สัญญาจ้างแรงงานไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ เพราะไม่ใช่ตราสารในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร (ต่างจากสัญญาจ้างทำของหรือจ้างฟรีแลนซ์ ซึ่งต้องปิดอากรตามลักษณะ 4) |
| ภาษี | ค่าจ้างเป็นเงินได้ที่นายจ้างต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายรายเดือน และต้องแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างในระบบประกันสังคมตั้งแต่เริ่มทดลองงาน ไม่ใช่รอให้ผ่านทดลองงาน วิธีคำนวณภาษีเงินเดือนและกำหนดเวลาขึ้นทะเบียนมีรายละเอียดเฉพาะ ให้ตรวจกับกรมสรรพากรและสำนักงานประกันสังคม |
| แบบที่กฎหมายกำหนด | พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง ให้ถือว่าสัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ผลคือ ให้ไม่ผ่านทดลองงานต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือเมื่อถึงหรือก่อนวันจ่ายค่าจ้างงวดหนึ่ง ให้มีผลในวันจ่ายค่าจ้างงวดถัดไป (ข้อ 6.1) หรือจ่ายค่าจ้างถึงวันนั้นแล้วให้ออกทันทีตามมาตรา 17 วรรคสาม ถ้าไม่ทำทั้งสองอย่าง ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวตามมาตรา 17/1 ในวันที่ให้ออก สัญญาแบบ จ้างมีกำหนด 119 วัน แล้วเลิกได้ทุกเมื่อ ที่ใช้กันมาไม่ได้ทำให้นายจ้างพ้นหน้าที่บอกกล่าว ฉบับนี้จึงเขียนตรงตามกฎหมายตั้งแต่ต้น ถ้าให้ออกแล้วจ้างกลับมาใหม่ หรือทำสัญญาทดลองงานซ้ำกับคนเดิม มาตรา 20 ให้นับระยะเวลาทำงานทุกช่วงรวมกันเพื่อสิทธิของลูกจ้าง |
| มาตราที่อ้าง | พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ม.14/1, 17 (วรรคสอง ทดลองงาน = ไม่มีกำหนดระยะเวลา · วรรคสาม จ่ายค่าจ้างแทนแล้วให้ออกทันที), 17/1, 20, 76, 77, 118(1), 119 (วรรคท้าย ต้องระบุเหตุในหนังสือเลิกจ้าง); พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ม.9; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ม.24, 26, 37; ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ (จ้างแรงงานไม่อยู่ในบัญชี · ลักษณะ 4 จ้างทำของใช้เทียบ) · tax.md ใช้ยืนยันว่าเงินเดือนไม่ใช่เงินได้ตาม ท.ป.4/2528 (ภาษีเงินเดือนอยู่นอกชุด) |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 249 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อรับพนักงานใหม่และต้องการตกลงเป้าหมายทดลองงานที่วัดได้ตั้งแต่วันแรก
- ใช้เมื่อต้องการหลักฐานการประเมินกลางทางและการแจ้งผลเป็นหนังสือ เผื่อมีข้อพิพาทเรื่องไม่ผ่านทดลองงาน
- ใช้เมื่อตกลงว่าจะปรับค่าจ้างหรือให้สวัสดิการพนักงานประจำเมื่อผ่านทดลองงาน
- ใช้แทนสัญญา «จ้าง 119 วัน» แบบเก่าที่ไม่ได้ช่วยนายจ้างให้พ้นหน้าที่บอกกล่าวจริง
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- สัญญาทดลองงานถือเป็นสัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา ให้ไม่ผ่านต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหนึ่งงวดค่าจ้าง หรือจ่ายค่าจ้างแทนแล้วให้ออกทันที
- นับถึงวันที่การเลิกจ้างมีผลต้องยังไม่ครบ 120 วัน ไม่เช่นนั้นต้องจ่ายค่าชดเชย 30 วัน — จึงควรตั้งทดลองงานประมาณ 90 วัน ไม่ใช่ 119 วันเต็ม
- เขียนเป้าหมายให้วัดได้จริง และประเมินกลางทางตามวันที่กำหนด หนังสือไม่ผ่านที่ไม่มีเหตุผลอ้างเป้าหมายเสี่ยงถูกฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
- การต่อทดลองงานซ้ำหรือทำสัญญาทดลองงานใหม่กับคนเดิม ศาลนับอายุงานรวมกันทั้งหมด
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- ถ้าต้องการสัญญาจ้างพนักงานประจำฉบับเต็มที่มีสวัสดิการ วันหยุดพักผ่อน และข้อห้ามแข่งขันหลังออก ให้ใช้ สัญญาว่าจ้างทำงาน (พนักงานประจำ)
- ถ้าจ้างเฉพาะโครงการหรืองานตามฤดูกาลที่มีวันสิ้นสุด ให้ใช้ สัญญาว่าจ้างทำงาน (มีกำหนดเวลา)
- ถ้ารับนักศึกษาฝึกงานตามหลักสูตร ให้ใช้ สัญญาฝึกงานแบบมีค่าตอบแทน · ถ้าจ้างผู้บริหารระดับสูง ให้ใช้ สัญญาจ้างผู้บริหารธุรกิจขนาดเล็ก
อากรแสตมป์
สัญญาจ้างแรงงานไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ เพราะไม่ใช่ตราสารในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร (ต่างจากสัญญาจ้างทำของหรือจ้างฟรีแลนซ์ ซึ่งต้องปิดอากรตามลักษณะ 4)
แบบที่กฎหมายกำหนด — ทดลองงานไม่ใช่สัญญาอีกประเภทหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง ให้ถือว่าสัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ผลคือ
- ให้ไม่ผ่านทดลองงานต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือเมื่อถึงหรือก่อนวันจ่ายค่าจ้างงวดหนึ่ง ให้มีผลในวันจ่ายค่าจ้างงวดถัดไป (ข้อ 6.1) หรือจ่ายค่าจ้างถึงวันนั้นแล้วให้ออกทันทีตามมาตรา 17 วรรคสาม ถ้าไม่ทำทั้งสองอย่าง ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวตามมาตรา 17/1 ในวันที่ให้ออก
- สัญญาแบบ «จ้างมีกำหนด 119 วัน แล้วเลิกได้ทุกเมื่อ» ที่ใช้กันมาไม่ได้ทำให้นายจ้างพ้นหน้าที่บอกกล่าว ฉบับนี้จึงเขียนตรงตามกฎหมายตั้งแต่ต้น
- ถ้าให้ออกแล้วจ้างกลับมาใหม่ หรือทำสัญญาทดลองงานซ้ำกับคนเดิม มาตรา 20 ให้นับระยะเวลาทำงานทุกช่วงรวมกันเพื่อสิทธิของลูกจ้าง
จังหวะเวลา — จุดที่นายจ้างพลาดบ่อยที่สุด
ระยะทดลองงานในสัญญานี้คือ … วัน ถ้านับถึงวันที่การเลิกจ้างมีผล ลูกจ้างทำงานครบ 120 วัน นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน ตามมาตรา 118(1) (ข้อ 6.3) เพราะการบอกกล่าวล่วงหน้าต้องรอถึงวันจ่ายค่าจ้างงวดถัดไป การตัดสินใจในวันที่ 110 จึงอาจทำให้การเลิกจ้างมีผลหลังวันที่ 120 แล้ว ทางปฏิบัติที่ปลอดภัยคือ
- ประเมินกลางทางภายในวันที่ … ตามข้อ 4.2 และส่งผลเป็นหนังสือหรืออีเมลทุกครั้ง
- ตัดสินผลครั้งสุดท้ายให้เสร็จก่อนวันจ่ายค่าจ้างงวดที่ยังทำให้การเลิกจ้างมีผลก่อนครบ 120 วัน
- ถ้าตัดสินช้า ให้จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวและให้ออกทันที หรือยอมจ่ายค่าชดเชย ดีกว่าเสี่ยงคดี
การขยายทดลองงานตามข้อ 2.3 ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือก่อนครบกำหนดเดิม และรวมแล้วต้องไม่เกิน 119 วัน ข้อตกลงที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบเกินสมควร ศาลสั่งให้มีผลเพียงเท่าที่เป็นธรรมได้ตามมาตรา 14/1
เหตุไม่ผ่านต้องพิสูจน์ได้
ลูกจ้างที่ถูกให้ออกเพราะไม่ผ่านทดลองงานยังฟ้องศาลแรงงานว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ หลักฐานที่นายจ้างควรมีคือ เป้าหมายตามข้อ 3 ที่ลูกจ้างลงชื่อรับทราบ ผลประเมินกลางทาง ผลประเมินครั้งสุดท้าย และคำชี้แจงของลูกจ้าง ถ้าเลิกจ้างด้วยเหตุร้ายแรงตามมาตรา 119 (ทุจริต จงใจทำให้เสียหาย ละทิ้งหน้าที่สามวันทำงาน ฯลฯ) ต้องระบุข้อเท็จจริงไว้ในหนังสือเลิกจ้าง มิฉะนั้นยกขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้ ตามมาตรา 119 วรรคท้าย
ค่าจ้าง การหักค่าจ้าง และลิขสิทธิ์
นายจ้างหักค่าจ้างได้เฉพาะกรณีตามมาตรา 76 และความยินยอมให้หักต้องทำเป็นหนังสือเฉพาะเรื่องตามมาตรา 77 ข้อ 7.4 จึงห้ามเก็บค่าอบรมหรือค่าชุดจากผู้ทดลองงาน เมื่อผ่านทดลองงาน ค่าจ้างเปลี่ยนเป็น … ตามข้อ 5.2 ให้ออกหนังสือแจ้งบรรจุระบุค่าจ้างใหม่ไว้เป็นหลักฐาน
งานที่ลูกจ้างสร้างสรรค์ในการทำงาน ลิขสิทธิ์เป็นของลูกจ้างเว้นแต่ตกลงเป็นหนังสือ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 9 ข้อ 8.3 จึงเป็นข้อตกลงเป็นหนังสือนั้น
ผลของการฝ่าฝืนข้อห้ามในสัญญา: ลูกจ้างที่เปิดเผยความลับหรือป้อนข้อมูลลับเข้าบริการปัญญาประดิษฐ์สาธารณะ (ข้อ 8.1–8.2) อาจถูกเลิกจ้างตามมาตรา 119 ถ้าเป็นกรณีร้ายแรงหรือเคยได้รับหนังสือเตือน และต้องรับผิดค่าเสียหายทางแพ่ง ส่วนนายจ้างที่หักค่าจ้างนอกเหนือมาตรา 76 หรือไม่จ่ายเงินตามข้อ 6 ต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยและอาจมีโทษตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
ข้อมูลส่วนบุคคล
ผลประเมินเป็นข้อมูลส่วนบุคคล นายจ้างต้องมีฐานทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24 ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง และนายจ้างต้องมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยตามมาตรา 37 ให้มอบประกาศความเป็นส่วนตัวสำหรับพนักงานในวันเริ่มงาน
ภาษีและประกันสังคม
ค่าจ้างเป็นเงินได้ที่นายจ้างต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายรายเดือน และต้องแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างในระบบประกันสังคมตั้งแต่เริ่มทดลองงาน ไม่ใช่รอให้ผ่านทดลองงาน วิธีคำนวณภาษีเงินเดือนและกำหนดเวลาขึ้นทะเบียนมีรายละเอียดเฉพาะ ให้ตรวจกับกรมสรรพากรและสำนักงานประกันสังคม
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- คำบรรยายลักษณะงานของตำแหน่ง
- แบบประเมินที่จะใช้ในการประเมินกลางทางและครั้งสุดท้าย (ถ้ามี)
- ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และประกาศความเป็นส่วนตัวสำหรับพนักงาน
- สำเนาบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง (ลูกจ้างต่างด้าวต้องมีใบอนุญาตทำงานก่อนเริ่มงาน)
วันลงนาม
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ให้ลูกจ้างอ่านเป้าหมายในข้อ 3 และลงชื่อทุกหน้า มอบให้ลูกจ้างหนึ่งฉบับในวันลงนาม เก็บผลประเมินทุกครั้งไว้กับสัญญา เมื่อผ่านทดลองงานให้ออกหนังสือแจ้งบรรจุ และถ้าต้องการสัญญาจ้างพนักงานประจำฉบับเต็ม (สวัสดิการ วันหยุดพักผ่อน ข้อห้ามแข่งขันหลังออก) ให้ใช้สัญญาว่าจ้างทำงาน (พนักงานประจำ)
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-ACAC93 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาว่าจ้างทำงาน (ทดลองงาน) ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
สัญญาจ้างแรงงานไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ เพราะไม่ใช่ตราสารในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร (ต่างจากสัญญาจ้างทำของหรือจ้างฟรีแลนซ์ ซึ่งต้องปิดอากรตามลักษณะ 4)
สัญญาว่าจ้างทำงาน (ทดลองงาน) เสียภาษีอะไรบ้าง
ค่าจ้างเป็นเงินได้ที่นายจ้างต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายรายเดือน และต้องแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างในระบบประกันสังคมตั้งแต่เริ่มทดลองงาน ไม่ใช่รอให้ผ่านทดลองงาน วิธีคำนวณภาษีเงินเดือนและกำหนดเวลาขึ้นทะเบียนมีรายละเอียดเฉพาะ ให้ตรวจกับกรมสรรพากรและสำนักงานประกันสังคม
ใช้สัญญาว่าจ้างทำงาน (ทดลองงาน)ตอนไหน
ใช้เมื่อรับพนักงานใหม่และต้องการตกลงเป้าหมายทดลองงานที่วัดได้ตั้งแต่วันแรก · ใช้เมื่อต้องการหลักฐานการประเมินกลางทางและการแจ้งผลเป็นหนังสือ เผื่อมีข้อพิพาทเรื่องไม่ผ่านทดลองงาน · ใช้เมื่อตกลงว่าจะปรับค่าจ้างหรือให้สวัสดิการพนักงานประจำเมื่อผ่านทดลองงาน · ใช้แทนสัญญา จ้าง 119 วัน แบบเก่าที่ไม่ได้ช่วยนายจ้างให้พ้นหน้าที่บอกกล่าวจริง
ทำสัญญาว่าจ้างทำงาน (ทดลองงาน)ต้องระวังอะไร
สัญญาทดลองงานถือเป็นสัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา ให้ไม่ผ่านต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหนึ่งงวดค่าจ้าง หรือจ่ายค่าจ้างแทนแล้วให้ออกทันที · นับถึงวันที่การเลิกจ้างมีผลต้องยังไม่ครบ 120 วัน ไม่เช่นนั้นต้องจ่ายค่าชดเชย 30 วัน — จึงควรตั้งทดลองงานประมาณ 90 วัน ไม่ใช่ 119 วันเต็ม · เขียนเป้าหมายให้วัดได้จริง และประเมินกลางทางตามวันที่กำหนด หนังสือไม่ผ่านที่ไม่มีเหตุผลอ้างเป้าหมายเสี่ยงถูกฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม · การต่อทดลองงานซ้ำหรือทำสัญญาทดลองงานใหม่กับคนเดิม ศาลนับอายุงานรวมกันทั้งหมด
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาว่าจ้างทำงาน (ทดลองงาน)
ถ้าต้องการสัญญาจ้างพนักงานประจำฉบับเต็มที่มีสวัสดิการ วันหยุดพักผ่อน และข้อห้ามแข่งขันหลังออก ให้ใช้ สัญญาว่าจ้างทำงาน (พนักงานประจำ) · ถ้าจ้างเฉพาะโครงการหรืองานตามฤดูกาลที่มีวันสิ้นสุด ให้ใช้ สัญญาว่าจ้างทำงาน (มีกำหนดเวลา) · ถ้ารับนักศึกษาฝึกงานตามหลักสูตร ให้ใช้ สัญญาฝึกงานแบบมีค่าตอบแทน · ถ้าจ้างผู้บริหารระดับสูง ให้ใช้ สัญญาจ้างผู้บริหารธุรกิจขนาดเล็ก
สัญญาว่าจ้างทำงาน (ทดลองงาน) ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง ให้ถือว่าสัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ผลคือ ให้ไม่ผ่านทดลองงานต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือเมื่อถึงหรือก่อนวันจ่ายค่าจ้างงวดหนึ่ง ให้มีผลในวันจ่ายค่าจ้างงวดถัดไป (ข้อ 6.1) หรือจ่ายค่าจ้างถึงวันนั้นแล้วให้ออกทันทีตามมาตรา 17 วรรคสาม ถ้าไม่ทำทั้งสองอย่าง ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวตามมาตรา 17/1 ในวันที่ให้ออก สัญญาแบบ จ้างมีกำหนด 119 วัน แล้วเลิกได้ทุกเมื่อ ที่ใช้กันมาไม่ได้ทำให้นายจ้างพ้นหน้าที่บอกกล่าว ฉบับนี้จึงเขียนตรงตามกฎหมายตั้งแต่ต้น ถ้าให้ออกแล้วจ้างกลับมาใหม่ หรือทำสัญญาทดลองงานซ้ำกับคนเดิม มาตรา 20 ให้นับระยะเวลาทำงานทุกช่วงรวมกันเพื่อสิทธิของลูกจ้าง
ลงนามสัญญาว่าจ้างทำงาน (ทดลองงาน)ต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ให้ลูกจ้างอ่านเป้าหมายในข้อ 3 และลงชื่อทุกหน้า มอบให้ลูกจ้างหนึ่งฉบับในวันลงนาม เก็บผลประเมินทุกครั้งไว้กับสัญญา เมื่อผ่านทดลองงานให้ออกหนังสือแจ้งบรรจุ และถ้าต้องการสัญญาจ้างพนักงานประจำฉบับเต็ม (สวัสดิการ วันหยุดพักผ่อน ข้อห้ามแข่งขันหลังออก) ให้ใช้สัญญาว่าจ้างทำงาน (พนักงานประจำ)
ทำสัญญาว่าจ้างทำงาน (ทดลองงาน)ต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
คำบรรยายลักษณะงานของตำแหน่ง แบบประเมินที่จะใช้ในการประเมินกลางทางและครั้งสุดท้าย (ถ้ามี) ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และประกาศความเป็นส่วนตัวสำหรับพนักงาน สำเนาบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง (ลูกจ้างต่างด้าวต้องมีใบอนุญาตทำงานก่อนเริ่มงาน)
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 7 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 14/1
สัญญาจ้างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้สัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งนั้นมีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี
หมวด 1 บททั่วไป
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17
สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
หมวด 1 บททั่วไป
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 9
งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้ามิได้ ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้ลิขสิทธิ์ในงานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้น ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามที่เป็นวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานนั้น
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24
ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ (1) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (5) เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญ น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (6) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26
ห้ามมิให้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็น ทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใด ซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในทำนองเดียวกันตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด โดยไม่ได้รับ ความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ (1) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคลซึ่งเจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม (2) เป็นการดำเนินกิจกรรมโดยชอบด้วยกฎหมายที่มีการคุ้มครองที่เหมาะสมของมูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการเมือง ศาสนา ปรัชญา หรือสหภาพแรงงาน ให้แก่สมาชิก ผู้ซึ่งเคยเป็นสมาชิก หรือผู้ซึ่งมีการติดต่ออย่างสม่ำเสมอกับมูลนิธิ สมาคม หรือองค์กร ที่ไม่แสวงหากำไรตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวโดยไม่ได้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นออกไปภายนอกมูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรนั้น (3) เป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะด้วยความยินยอมโดยชัดแจ้งของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิ เรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย (5) เป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับ (ก) เวชศาสตร์ป้องกันหรืออาชีวเวชศาสตร์ การประเมินความสามารถในการทำงานของ ลูกจ้าง การวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ การให้บริการด้านสุขภาพหรือด้านสังคม การรักษาทางการแพทย์ การจัดการด้านสุขภาพ หรือระบบและการให้บริการด้านสังคมสงเคราะห์ ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่ใช่การปฏิบัติ ตามกฎหมายและข้อมูลส่วนบุคคลนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพหรือผู้มีหน้าที่ รักษาข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไว้เป็นความลับตามกฎหมาย ต้องเป็นการปฏิบัติตามสัญญาระหว่างเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคลกับผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ (ข) ประโยชน์สาธารณะด้านการสาธารณสุข เช่น การป้องกันด้านสุขภาพจากโรคติดต่อ อันตรายหรือโรคระบาดที่อาจติดต่อหรือแพร่เข้ามาในราชอาณาจักร หรือการควบคุมมาตรฐานหรือคุณภาพ ของยา เวชภัณฑ์ หรือเครื่องมือแพทย์ ซึ่งได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมและเจาะจงเพื่อคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยเฉพาะการรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลตามหน้าที่หรือ ตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ (ค) การคุ้มครองแรงงาน การประกันสังคม หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สวัสดิการเกี่ยวกับ การรักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิตามกฎหมาย การคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือการคุ้มครองทางสังคม ซึ่งการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสิ่งจำเป็นในการปฏิบัติตามสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลหรือเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน และประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (ง) การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ หรือประโยชน์สาธารณะอื่น ทั้งนี้ ต้องกระทำเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวเพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และได้จัดให้มีมาตรการ ที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามที่คณะกรรมการ ประกาศกำหนด (จ) ประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ โดยได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครอง สิทธิขั้นพื้นฐานและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลชีวภาพตามวรรคหนึ่งให้หมายถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดจากการใช้เทคนิคหรือเทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องกับการนำลักษณะเด่นทางกายภาพหรือทางพฤติกรรมของบุคคลมาใช้ทำให้สามารถยืนยันตัวตน ของบุคคลนั้นที่ไม่เหมือนกับบุคคลอื่นได้ เช่น ข้อมูลภาพจำลองใบหน้า ข้อมูลจำลองม่านตา หรือ ข้อมูลจำลองลายนิ้วมือ ในกรณีที่เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมต้องกระทำภายใต้ การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือได้จัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวน มาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) ในกรณีที่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ (3) จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนด ระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หรือที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ได้ถอนความยินยอม เว้นแต่เก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข) การใช้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ ให้นำความใน
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 20
ผู้เยาว์ย่อมบรรลุนิติภาวะเมื่อทำการสมรส หากการสมรสนั้นได้ทำตามบทบัญญัติมาตรา 1448
ความสามารถของบุคคล — ป.พ.พ. ม.19–36