สัญญาจ้างแปลภาษา (เอกสารธุรกิจและเว็บไซต์) ต้องมีอะไรบ้าง
สัญญาระหว่างผู้ว่าจ้างกับนักแปลเพื่อส่งมอบคำแปลตามต้นฉบับ ภาษาปลายทาง และกำหนดส่งที่ระบุ · ระบุภาษาต้นฉบับ ภาษาปลายทาง ปริมาณงาน และเวอร์ชันต้นฉบับให้ชัด ต้นฉบับที่เปลี่ยนกลางคันคืองานเพิ่ม ไม่ใช่การแก้ไข
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อจ้างแปลเอกสารธุรกิจ สัญญา เว็บไซต์ คู่มือภายใน หรือสื่อการตลาดของผู้ว่าจ้างเองเป็นรายชิ้น |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อค่าจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท — จากค่าจ้างในสัญญานี้คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้รับจ้าง (ผู้แปล) เป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า · คู่ฉบับเสียอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก (ลักษณะ 23) ผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายเป็นผู้เสีย ค่าจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไปต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร ไม่ใช่ปิดดวงแสตมป์ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37) · ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เกณฑ์ลดเหลือ 200,000 บาท ทำเป็นตราสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ยื่น e-Stamp ภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร ไม่ติดอากรให้ครบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118) — ผู้แปลที่จะฟ้องเรียกค่าจ้างค้างต้องติดให้ครบก่อน |
| ภาษี | ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 ของค่าบริการก่อน VAT ตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้แปล ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้ ผู้แปลบุคคลธรรมดามีเงินได้ตาม ม.40(2) หรือ 40(8) แล้วแต่ลักษณะงานและการลงทุน ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน · ถ้ามีการโอนลิขสิทธิ์และได้ค่าตอบแทนแยกต่างหากจากค่าจ้างแปล ส่วนนั้นอาจเป็นเงินได้ตาม ม.40(3) ซึ่งเป็นคนละเกณฑ์อีก ให้ตรวจตามข้อเท็จจริงก่อนยื่น รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ จ่ายค่าแปลให้ผู้แปลที่อยู่ต่างประเทศ มีหลักเกณฑ์ภาษีและอนุสัญญาภาษีซ้อนของตนเอง ให้ตรวจก่อนจ่ายงวดแรก |
| แบบที่กฎหมายกำหนด | สัญญาจ้างแปลทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบใด แต่คำแปลที่จะใช้ยื่นศาล หน่วยงานของรัฐ สถานทูต หรือกรมการกงสุล มักมีข้อกำหนดของหน่วยงานนั้นเองว่าต้องเป็นคำแปลที่รับรองโดยผู้ใด และบางกรณีต้องผ่านการรับรองลายมือชื่อหรือรับรองนิติกรณ์เพิ่มอีกชั้น — ข้อ 1.3 จึงระบุไว้ว่าสัญญานี้เป็นการแปลทั่วไป ผู้ว่าจ้างต้องตรวจข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทางเองก่อนสั่งงาน |
| มาตราที่อ้าง | ป.พ.พ. ม.7, 204, 224, 383, 387, 391, 587, 591, 596, 605; พ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม.4, 8; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.10, 11, 15, 17, 18; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ม.37, 40; ประมวลรัษฎากร ม.113, 114, 118 และบัญชีอัตราอากรลักษณะ 4 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 149 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อจ้างแปลเอกสารธุรกิจ สัญญา เว็บไซต์ คู่มือภายใน หรือสื่อการตลาดของผู้ว่าจ้างเองเป็นรายชิ้น
- ใช้เมื่อมีต้นฉบับและคำศัพท์เฉพาะที่ส่งมอบได้
- ใช้เมื่อจะตรวจรับและแก้คำแปลตามจำนวนรอบที่ตกลง
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- ระบุภาษาต้นฉบับ ภาษาปลายทาง ปริมาณงาน และเวอร์ชันต้นฉบับให้ชัด ต้นฉบับที่เปลี่ยนกลางคันคืองานเพิ่ม ไม่ใช่การแก้ไข
- ผู้ว่าจ้างต้องมีสิทธิในต้นฉบับจริง เพราะผู้แปลเป็นผู้ดัดแปลงงานโดยตรงและถูกฟ้องได้ด้วยตนเอง
- คำแปลเป็นงานดัดแปลง สิทธิในคำแปลจึงไม่เกินกว่าสิทธิที่ผู้ว่าจ้างมีในต้นฉบับ (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.11)
- ตกลงเรื่องเครื่องมือแปลอัตโนมัติก่อนเริ่มงาน การเอาเอกสารเข้าเครื่องมือภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการเปิดเผยข้อมูล
- ผู้รับจ้างเสียอากรจ้างทำของลักษณะ 4 ไม่ติดให้ครบจะใช้สัญญาฟ้องเรียกค่าจ้างในคดีแพ่งไม่ได้
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- ถ้าแปลหนังสือ บทความ หรือคู่มือของเจ้าของลิขสิทธิ์รายอื่นเพื่อจัดพิมพ์เผยแพร่ และผู้แปลถือต้นฉบับตัวจริง ให้ใช้ สัญญาจ้างแปลข้อความ (แปลหนังสือหรือบทความเพื่อจัดพิมพ์)
- อย่าใช้แทนคำแปลรับรองหรือคำแปลที่ต้องยื่นศาล หน่วยงานรัฐ หรือสถานทูต ให้ตรวจข้อกำหนดของหน่วยงานนั้นก่อน
- อย่าใช้กับงานล่ามซึ่งเป็นการแปลด้วยวาจาและมีเงื่อนไขเรื่องเวลาและสถานที่ต่างออกไป
- อย่าใช้เมื่อจ้างนักแปลประจำภายใต้การควบคุมเวลาและสถานที่ ให้ใช้สัญญาจ้างแรงงานหรือจ้างเหมาบริการรายเดือนแทน
อากรแสตมป์
- จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อค่าจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท — จากค่าจ้างในสัญญานี้คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก
- ผู้รับจ้าง (ผู้แปล) เป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า · คู่ฉบับเสียอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก (ลักษณะ 23) ผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายเป็นผู้เสีย
- ค่าจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไปต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร ไม่ใช่ปิดดวงแสตมป์ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37) · ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เกณฑ์ลดเหลือ 200,000 บาท
- ทำเป็นตราสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ยื่น e-Stamp ภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร
- ไม่ติดอากรให้ครบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118) — ผู้แปลที่จะฟ้องเรียกค่าจ้างค้างต้องติดให้ครบก่อน
การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด
สัญญาจ้างแปลทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบใด แต่คำแปลที่จะใช้ยื่นศาล หน่วยงานของรัฐ สถานทูต หรือกรมการกงสุล มักมีข้อกำหนดของหน่วยงานนั้นเองว่าต้องเป็นคำแปลที่รับรองโดยผู้ใด และบางกรณีต้องผ่านการรับรองลายมือชื่อหรือรับรองนิติกรณ์เพิ่มอีกชั้น — ข้อ 1.3 จึงระบุไว้ว่าสัญญานี้เป็นการแปลทั่วไป ผู้ว่าจ้างต้องตรวจข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทางเองก่อนสั่งงาน
ภาษี
- ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 ของค่าบริการก่อน VAT ตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้แปล
- ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้
- ผู้แปลบุคคลธรรมดามีเงินได้ตาม ม.40(2) หรือ 40(8) แล้วแต่ลักษณะงานและการลงทุน ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน · ถ้ามีการโอนลิขสิทธิ์และได้ค่าตอบแทนแยกต่างหากจากค่าจ้างแปล ส่วนนั้นอาจเป็นเงินได้ตาม ม.40(3) ซึ่งเป็นคนละเกณฑ์อีก ให้ตรวจตามข้อเท็จจริงก่อนยื่น
- รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ
- จ่ายค่าแปลให้ผู้แปลที่อยู่ต่างประเทศ มีหลักเกณฑ์ภาษีและอนุสัญญาภาษีซ้อนของตนเอง ให้ตรวจก่อนจ่ายงวดแรก
ลิขสิทธิ์ในงานแปล — ซ้อนกันสองชั้น
นี่คือจุดที่สัญญาแปลต่างจากสัญญาจ้างทำของทั่วไป เพราะมีสิทธิสองชั้นทับกันอยู่
- ชั้นแรก งานรับจ้าง งานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้าง ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้างตั้งแต่ต้น เว้นแต่ตกลงเป็นอย่างอื่น (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10) — ข้อ 6.1 ผูกไว้กับการชำระค่าจ้างครบ ซึ่งเป็นเครื่องมือต่อรองที่สำคัญที่สุดของผู้แปล
- ชั้นสอง งานดัดแปลง คำแปลคืองานที่ดัดแปลงมาจากต้นฉบับ ผู้ดัดแปลงโดยได้รับอนุญาตมีลิขสิทธิ์ในงานดัดแปลง แต่ไม่กระทบสิทธิของเจ้าของงานเดิม (ม.11) — ผลจริงคือ ถ้าผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิในต้นฉบับ คำแปลก็เอาไปใช้ไม่ได้ ไม่ว่าจะจ่ายค่าจ้างครบแล้วหรือไม่ ข้อ 6.2 เขียนหลักนี้ไว้
- ผู้แปลคือคนที่ดัดแปลงงานโดยตรง จึงถูกฟ้องได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ว่าลูกค้าสั่งมาแล้วพ้นความรับผิด — ข้อ 3.2 จึงให้ผู้ว่าจ้างรับรองสิทธิในต้นฉบับและชดใช้ให้ผู้แปลหากถูกบุคคลภายนอกเรียกร้อง ผู้แปลควรเก็บหลักฐานการรับรองนี้ไว้
- ธรรมสิทธิ์โอนกันไม่ได้ ผู้แปลยังมีสิทธิแสดงว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์คำแปล และห้ามการบิดเบือนหรือตัดทอนจนเสียชื่อเสียงของตน แม้โอนลิขสิทธิ์แล้ว (ม.18) เว้นแต่ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร — สวิตช์เครดิตผู้แปลในข้อ 6.5 จึงเป็นเรื่องของสัญญา ส่วนสิทธิแสดงตนเป็นเรื่องของกฎหมายที่ยังอยู่
คลังคำแปล — ทรัพย์สินที่คนลืมตีราคา
- คลังคำแปลและอภิธานศัพท์ที่สะสมจากเอกสารของลูกค้ามีมูลค่าจริง ยิ่งงานต่อเนื่องยิ่งมีค่า เพราะทำให้งานเร็วขึ้นและคำศัพท์สม่ำเสมอ · ข้อ 6.4 บังคับให้ตกลงกันตั้งแต่ต้นว่าเป็นของใคร
- ถ้าเป็นของผู้ว่าจ้าง ผู้แปลต้องส่งมอบในรูปแบบที่ใช้งานต่อได้ และเปลี่ยนผู้แปลได้โดยไม่เสียความต่อเนื่อง
- ถ้าเป็นของผู้แปล ผู้ว่าจ้างจะถูกผูกกับผู้แปลรายนั้นมากขึ้น ซึ่งไม่ผิดกฎหมายแต่ควรรู้ตัวก่อนเซ็น
- ไม่ว่ากรณีใด ห้ามนำเนื้อหาเฉพาะหรือความลับของลูกค้ารายหนึ่งไปใช้กับงานของลูกค้าอีกราย
เครื่องมือแปลอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์
- การอัปโหลดเอกสารของลูกค้าเข้าเครื่องมือแปลออนไลน์คือการเปิดเผยข้อมูลต่อบุคคลภายนอก แม้ผู้แปลจะไม่ได้ตั้งใจเผยแพร่ก็ตาม ข้อ 4 จึงบังคับให้ตกลงกันก่อน และค่าเริ่มต้นคือห้าม จนกว่าจะเปิดสวิตช์
- ถ้าเอกสารมีข้อมูลส่วนบุคคล การส่งเข้าเครื่องมือภายนอกอาจเป็นการใช้ผู้ประมวลผลช่วงหรือส่งข้อมูลไปต่างประเทศ ซึ่งต้องมีฐานรองรับก่อน (PDPA ม.28–29)
- เปิดสวิตช์แล้วผู้แปลยังรับผิดชอบคำแปลเต็มจำนวน ข้อ 4.1 กำหนดให้ตรวจทานโดยมนุษย์ทุกฉบับ — การส่งผลจากเครื่องโดยไม่ตรวจเป็นการผิดมาตรฐานวิชาชีพตามข้อ 2.1
- ให้ระบุชื่อเครื่องมือที่อนุญาต ไม่ใช่เขียนกว้างว่า «เครื่องมือทั่วไป» เพราะแต่ละบริการมีเงื่อนไขการเก็บและนำข้อมูลไปฝึกระบบต่างกันมาก
ข้อที่คนจ้างแปลพลาดบ่อย
- ส่งต้นฉบับที่ยังไม่นิ่ง แล้วแก้ทีหลัง ข้อ 5.3 แยกไว้ชัดว่าการเปลี่ยนต้นฉบับเป็นงานเพิ่ม ไม่ใช่การแก้ไข ต้องตกลงค่าจ้างและกำหนดส่งใหม่
- ไม่ส่งอภิธานศัพท์และไม่บอกวัตถุประสงค์การใช้งาน คำแปลสำหรับสัญญา สำหรับโฆษณา และสำหรับคู่มือใช้ภาษาคนละระดับ ผู้ว่าจ้างต้องบอกก่อน มิฉะนั้นจะกลายเป็นงานแก้ที่ไม่มีใครยอมจ่าย
- สับสนระหว่างข้อบกพร่องกับรสนิยม คำแปลที่ถูกต้องแต่ไม่ถูกใจ ไม่ใช่ข้อบกพร่อง ข้อ 5.3 จึงแยกไว้ และข้อ 2.2 ให้บันทึกคำที่อนุมัติแล้วเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อกันการกลับไปกลับมา
- เงียบแล้วงานค้าง ข้อ 5.2 กำหนดว่าไม่แจ้งภายในกำหนดถือว่าตรวจรับแล้ว ซึ่งคุ้มครองผู้แปล ผู้ว่าจ้างจึงต้องตั้งคนตรวจจริง
- คิดว่าเพดานความรับผิดเท่ากับค่าจ้างคือมาตรฐานเสมอ งานแปลสัญญา ฉลากยา หรือเอกสารความปลอดภัย แปลผิดเสียหายสูงกว่าค่าจ้างมาก เพดานที่ต่ำจนไร้ความหมายอาจไม่มีผลบังคับตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ม.4 และยกเว้นความรับผิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ได้
- คิดว่าจ่ายเงินแล้วใช้คำแปลได้ทุกทาง ถ้าต้นฉบับเป็นของคนอื่น สิทธิในคำแปลก็ไม่เกินกว่าที่เจ้าของต้นฉบับอนุญาต ดูหัวข้อลิขสิทธิ์ข้างต้น
กฎหมายคุ้มครองแรงงานและประกันสังคม กรณีข้อเท็จจริงกลายเป็นจ้างแรงงาน และข้อกำหนดเรื่องคำแปลรับรองของแต่ละหน่วยงาน ควรตรวจกับหน่วยงานที่จะยื่นเอกสารหรือผู้เชี่ยวชาญก่อน ข้อความข้างต้นเขียนไว้เพื่อเตือนให้ตรวจ ไม่ใช่การยืนยันเลขมาตรา
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- รายการเอกสารต้นฉบับพร้อมเวอร์ชันและวันที่ ปริมาณงาน และวัตถุประสงค์การใช้งานคำแปลแต่ละฉบับ
- อภิธานศัพท์ คู่มือรูปแบบ และเอกสารอ้างอิงที่ผู้ว่าจ้างอนุมัติ
- รายการเครื่องมือที่อนุญาตให้ใช้ และรายชื่อผู้แปลหรือผู้ตรวจทานช่วง (ถ้าเปิดสวิตช์)
- หนังสือรับรองนิติบุคคลหรือบัตรประชาชนของทั้งสองฝ่าย และหนังสือมอบอำนาจถ้าลงนามแทน
วันลงนาม
- ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงชื่อคู่สัญญาและพยานสองคน พร้อมลงชื่อกำกับเอกสารแนบทุกฉบับ
- ผู้รับจ้างปิดอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก และขีดฆ่า · คู่ฉบับ ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้ว่าจ้างเป็นผู้เสีย
- ตรวจว่าสวิตช์เครื่องมือแปลอัตโนมัติและสวิตช์คลังคำแปลตรงกับที่ตกลงกันจริง สองข้อนี้คือสิ่งที่ทะเลาะกันมากที่สุดหลังส่งงาน
- ถ้าคำแปลจะใช้ยื่นหน่วยงานใด ให้ตรวจข้อกำหนดเรื่องผู้รับรองของหน่วยงานนั้นก่อนเริ่มงาน ไม่ใช่หลังได้คำแปลแล้ว
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-4CE057 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาจ้างแปลภาษา (เอกสารธุรกิจและเว็บไซต์) ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อค่าจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท — จากค่าจ้างในสัญญานี้คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้รับจ้าง (ผู้แปล) เป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า · คู่ฉบับเสียอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก (ลักษณะ 23) ผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายเป็นผู้เสีย ค่าจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไปต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร ไม่ใช่ปิดดวงแสตมป์ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37) · ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เกณฑ์ลดเหลือ 200,000 บาท ทำเป็นตราสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ยื่น e-Stamp ภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร ไม่ติดอากรให้ครบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118) — ผู้แปลที่จะฟ้องเรียกค่าจ้างค้างต้องติดให้ครบก่อน
สัญญาจ้างแปลภาษา (เอกสารธุรกิจและเว็บไซต์) เสียภาษีอะไรบ้าง
ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 ของค่าบริการก่อน VAT ตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้แปล ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้ ผู้แปลบุคคลธรรมดามีเงินได้ตาม ม.40(2) หรือ 40(8) แล้วแต่ลักษณะงานและการลงทุน ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน · ถ้ามีการโอนลิขสิทธิ์และได้ค่าตอบแทนแยกต่างหากจากค่าจ้างแปล ส่วนนั้นอาจเป็นเงินได้ตาม ม.40(3) ซึ่งเป็นคนละเกณฑ์อีก ให้ตรวจตามข้อเท็จจริงก่อนยื่น รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ จ่ายค่าแปลให้ผู้แปลที่อยู่ต่างประเทศ มีหลักเกณฑ์ภาษีและอนุสัญญาภาษีซ้อนของตนเอง ให้ตรวจก่อนจ่ายงวดแรก
ใช้สัญญาจ้างแปลภาษา (เอกสารธุรกิจและเว็บไซต์)ตอนไหน
ใช้เมื่อจ้างแปลเอกสารธุรกิจ สัญญา เว็บไซต์ คู่มือภายใน หรือสื่อการตลาดของผู้ว่าจ้างเองเป็นรายชิ้น · ใช้เมื่อมีต้นฉบับและคำศัพท์เฉพาะที่ส่งมอบได้ · ใช้เมื่อจะตรวจรับและแก้คำแปลตามจำนวนรอบที่ตกลง
ทำสัญญาจ้างแปลภาษา (เอกสารธุรกิจและเว็บไซต์)ต้องระวังอะไร
ระบุภาษาต้นฉบับ ภาษาปลายทาง ปริมาณงาน และเวอร์ชันต้นฉบับให้ชัด ต้นฉบับที่เปลี่ยนกลางคันคืองานเพิ่ม ไม่ใช่การแก้ไข · ผู้ว่าจ้างต้องมีสิทธิในต้นฉบับจริง เพราะผู้แปลเป็นผู้ดัดแปลงงานโดยตรงและถูกฟ้องได้ด้วยตนเอง · คำแปลเป็นงานดัดแปลง สิทธิในคำแปลจึงไม่เกินกว่าสิทธิที่ผู้ว่าจ้างมีในต้นฉบับ (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.11) · ตกลงเรื่องเครื่องมือแปลอัตโนมัติก่อนเริ่มงาน การเอาเอกสารเข้าเครื่องมือภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการเปิดเผยข้อมูล · ผู้รับจ้างเสียอากรจ้างทำของลักษณะ 4 ไม่ติดให้ครบจะใช้สัญญาฟ้องเรียกค่าจ้างในคดีแพ่งไม่ได้
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาจ้างแปลภาษา (เอกสารธุรกิจและเว็บไซต์)
ถ้าแปลหนังสือ บทความ หรือคู่มือของเจ้าของลิขสิทธิ์รายอื่นเพื่อจัดพิมพ์เผยแพร่ และผู้แปลถือต้นฉบับตัวจริง ให้ใช้ สัญญาจ้างแปลข้อความ (แปลหนังสือหรือบทความเพื่อจัดพิมพ์) · อย่าใช้แทนคำแปลรับรองหรือคำแปลที่ต้องยื่นศาล หน่วยงานรัฐ หรือสถานทูต ให้ตรวจข้อกำหนดของหน่วยงานนั้นก่อน · อย่าใช้กับงานล่ามซึ่งเป็นการแปลด้วยวาจาและมีเงื่อนไขเรื่องเวลาและสถานที่ต่างออกไป · อย่าใช้เมื่อจ้างนักแปลประจำภายใต้การควบคุมเวลาและสถานที่ ให้ใช้สัญญาจ้างแรงงานหรือจ้างเหมาบริการรายเดือนแทน
สัญญาจ้างแปลภาษา (เอกสารธุรกิจและเว็บไซต์) ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม
สัญญาจ้างแปลทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบใด แต่คำแปลที่จะใช้ยื่นศาล หน่วยงานของรัฐ สถานทูต หรือกรมการกงสุล มักมีข้อกำหนดของหน่วยงานนั้นเองว่าต้องเป็นคำแปลที่รับรองโดยผู้ใด และบางกรณีต้องผ่านการรับรองลายมือชื่อหรือรับรองนิติกรณ์เพิ่มอีกชั้น — ข้อ 1.3 จึงระบุไว้ว่าสัญญานี้เป็นการแปลทั่วไป ผู้ว่าจ้างต้องตรวจข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทางเองก่อนสั่งงาน
ลงนามสัญญาจ้างแปลภาษา (เอกสารธุรกิจและเว็บไซต์)ต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงชื่อคู่สัญญาและพยานสองคน พร้อมลงชื่อกำกับเอกสารแนบทุกฉบับ ผู้รับจ้างปิดอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก และขีดฆ่า · คู่ฉบับ ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้ว่าจ้างเป็นผู้เสีย ตรวจว่าสวิตช์เครื่องมือแปลอัตโนมัติและสวิตช์คลังคำแปลตรงกับที่ตกลงกันจริง สองข้อนี้คือสิ่งที่ทะเลาะกันมากที่สุดหลังส่งงาน ถ้าคำแปลจะใช้ยื่นหน่วยงานใด ให้ตรวจข้อกำหนดเรื่องผู้รับรองของหน่วยงานนั้นก่อนเริ่มงาน ไม่ใช่หลังได้คำแปลแล้ว
ทำสัญญาจ้างแปลภาษา (เอกสารธุรกิจและเว็บไซต์)ต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
รายการเอกสารต้นฉบับพร้อมเวอร์ชันและวันที่ ปริมาณงาน และวัตถุประสงค์การใช้งานคำแปลแต่ละฉบับ อภิธานศัพท์ คู่มือรูปแบบ และเอกสารอ้างอิงที่ผู้ว่าจ้างอนุมัติ รายการเครื่องมือที่อนุญาตให้ใช้ และรายชื่อผู้แปลหรือผู้ตรวจทานช่วง (ถ้าเปิดสวิตช์) หนังสือรับรองนิติบุคคลหรือบัตรประชาชนของทั้งสองฝ่าย และหนังสือมอบอำนาจถ้าลงนามแทน
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 24 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7
ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี
ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204
ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387
ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587
อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 591
ถ้าความชำรุดบกพร่องหรือความชักช้าในการที่ทำนั้นเกิดขึ้นเพราะสภาพแห่งสัมภาระซึ่งผู้ว่าจ้างส่งให้ก็ดี เพราะคำสั่งของผู้ว่าจ้างก็ดี ท่านว่าผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิด เว้นแต่จะได้รู้อยู่แล้วว่าสัมภาระนั้นไม่เหมาะหรือว่าคำสั่งนั้นไม่ถูกต้องและมิได้บอกกล่าวตักเตือน
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 596
ถ้าผู้รับจ้างส่งมอบการที่ทำไม่ทันเวลาที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาก็ดี หรือถ้าไม่ได้กำหนดเวลาไว้ในสัญญาเมื่อล่วงพ้นเวลาอันควรแก่เหตุก็ดี ผู้ว่าจ้างชอบที่จะลดสินจ้างลง หรือถ้าสาระสำคัญแห่งสัญญาอยู่ที่เวลา ก็ชอบที่จะเลิกสัญญาได้
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 605
ถ้าการที่จ้างยังทำไม่แล้วเสร็จอยู่ตราบใด ผู้ว่าจ้างอาจบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10
งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มี ลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 11
งานใดมีลักษณะเป็นการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ให้ผู้ที่ได้ดัดแปลงนั้นมีลิขสิทธิ์ในงานที่ได้ดัดแปลงตามพระราชบัญญัตินี้ แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่มีอยู่ในงานของผู้สร้างสรรค์เดิมที่ถูกดัดแปลง
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15
ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ แต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง (4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น (5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 17
ลิขสิทธิ์นั้นย่อมโอนให้แก่กันได้ เจ้าของลิขสิทธิ์อาจโอนลิขสิทธิ์ของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลอื่นได้ และจะโอน ให้โดยมีกำหนดเวลาหรือตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ได้ การโอนลิขสิทธิ์ตามวรรคสองซึ่งมิใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอน และผู้รับโอน ถ้าไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ในสัญญาโอน ให้ถือว่าเป็นการโอนมีกำหนดระยะเวลาสิบปี
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 18
ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิที่จะแสดงว่าตน เป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอด อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร - 8 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวน มาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) ในกรณีที่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ (3) จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนด ระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หรือที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ได้ถอนความยินยอม เว้นแต่เก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข) การใช้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ ให้นำความใน
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 40
ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งที่ได้รับ จากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ (2) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ รวมทั้ง แจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น (3) จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลไว้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่ปฏิบัติตาม (1) สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลใด ให้ถือว่าผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อควบคุม การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ความใน (3) อาจยกเว้นมิให้นำมาใช้บังคับกับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นกิจการ ขนาดเล็กตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เว้นแต่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือ มิใช่กิจการที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นครั้งคราว หรือมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 26
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 113
ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 114
โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่า (1) มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105 หรือมาตรา 106 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากร หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (2) ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์โดย (ก) มิได้ปิดแสตมป์เลย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (ข) ปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (ค) ในกรณีอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร เป็นจำนวน 1 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 118
ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 40
เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล (4) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว
ประมวลรัษฎากร — เงินได้พึงประเมิน ม.40–41
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 28
ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลที่เพียงพอ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา 16 (5) เว้นแต่ (1) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย (2) ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึง มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เพียงพอของประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศ ที่รับข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการกระทำตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (5) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือบุคคลอื่น เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมในขณะนั้นได้ (6) เป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอของประเทศปลายทาง หรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคล ให้เสนอต่อคณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอาจขอให้ทบทวนได้เมื่อมีหลักฐานใหม่ทำให้เชื่อได้ว่าประเทศปลายทางหรือ องค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลมีการพัฒนาจนมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เพียงพอ
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)