สัญญาจ้างจัดงานสัมมนา ต้องมีอะไรบ้าง
จ้างผู้จัดงานดำเนินการจัดสัมมนาหรือประชุมวิชาการทั้งงาน — ตั้งแต่ระบบลงทะเบียน เงินค่าบัตร วิทยากร คลิปบันทึก ข้อมูลผู้เข้าร่วม จนถึงใบรับรอง · เงินค่าบัตรที่ผู้จัดงานรับไว้เป็นของผู้ว่าจ้างตั้งแต่รับ (ป.พ.พ. ม.810) — ห้ามให้ผู้จัดงานหักค่าจ้างเองจากเงินก้อนนี้
| ใช้เมื่อ | บริษัทหรือสมาคมจ้างออร์แกไนเซอร์จัดสัมมนาเปิดขายบัตร งานประชุมวิชาการ หรืองานอบรมสาธารณะ |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | จ้างจัดงานสัมมนาเป็น จ้างทำของ (ป.พ.พ. ม.587) ตราสารลักษณะ 4: (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) — ผู้จัดงานเป็นผู้เสีย ผู้ว่าจ้างขีดฆ่า · ไม่ติด ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ (ประมวลรัษฎากร ม.118) · งานเพิ่มที่สั่งภายหลังเป็นตราสารใหม่ ต้องติดเพิ่ม เงินค่าบัตรที่ผู้จัดงานรับแทนผู้ว่าจ้างไม่ใช่สินจ้าง ไม่นับรวมในฐานอากรค่าบัตรที่ผู้ว่าจ้างเก็บเองไม่เกี่ยวกับสัญญานี้ |
| ภาษี | ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย 3% จากค่าจ้าง (ค่าบริการ ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1) · ค่าจ้างมี VAT 7% ถ้าผู้จัดงานจดทะเบียน · เงินทดรองจ่ายที่มีใบเสร็จในนามผู้ว่าจ้าง (ค่าสถานที่ ค่าอาหาร) ไม่ต้องหัก ค่าตอบแทนวิทยากร: ถ้า…เป็นผู้จ่าย ฝ่ายนั้นเป็นผู้หัก ณ ที่จ่าย — วิทยากรบุคคลธรรมดาหักตามอัตราก้าวหน้าหรือ 3% ตามลักษณะเงินได้ (ให้ฝ่ายบัญชีตรวจตามประมวลรัษฎากรส่วนภาษีเงินได้) เงินค่าบัตรเป็นรายได้ของผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ออกใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีให้ผู้เข้าร่วม ผู้จัดงานรับเงินในฐานะตัวแทน (ป.พ.พ. ม.810) ไม่ใช่รายได้ของผู้จัดงาน — ตกลงกับผู้ให้บริการรับชำระเงินให้ชัดว่าเงินเข้าบัญชีใคร |
| มาตราที่อ้าง | ป.พ.พ. ม.383, 420, 587, 810, 811; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ม.10, 15, 18; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ม.28, 37(3), 40 + ประกาศแจ้งเหตุละเมิด 2565 (72 ชั่วโมง); พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ม.4; ประมวลรัษฎากร ม.118 บัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 4; ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 349 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- บริษัทหรือสมาคมจ้างออร์แกไนเซอร์จัดสัมมนาเปิดขายบัตร งานประชุมวิชาการ หรืองานอบรมสาธารณะ
- งานที่มีผู้ลงทะเบียนหลายสิบถึงหลายร้อยคน และต้องตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะจัดหรือยกเลิกจากยอดลงทะเบียน
- จัดออนไลน์หรือไฮบริด ต้องกำหนดว่าสตรีมล่มแล้วใครรับผิดอย่างไร
- ต้องการให้ผู้จัดงานรับเงินค่าบัตรแทน โดยเงินยังเป็นของผู้ว่าจ้างและโอนคืนตามรอบ
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- เงินค่าบัตรที่ผู้จัดงานรับไว้เป็นของผู้ว่าจ้างตั้งแต่รับ (ป.พ.พ. ม.810) — ห้ามให้ผู้จัดงานหักค่าจ้างเองจากเงินก้อนนี้
- รายชื่อผู้ลงทะเบียนเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ว่าจ้าง ผู้จัดงานเป็นผู้ประมวลผลตาม ม.40 — เอาไปทำตลาดเองไม่ได้ และต้องแจ้งเหตุละเมิดทันเวลา 72 ชั่วโมง
- คลิปบันทึกการบรรยายเป็นของผู้ว่าจ้างตาม ม.10 แต่ต้องได้รับความยินยอมจากวิทยากรเป็นหนังสือ และสไลด์ยังเป็นของวิทยากร
- ใบรับรองที่ผู้จัดงานออกเป็นแค่หลักฐานการเข้าร่วม การนับชั่วโมง CPD ต้องได้รับอนุมัติจากสภาวิชาชีพก่อน ห้ามโฆษณาเกินจริง
- ผู้จัดงานติดอากร 1/1,000 ของค่าจ้าง · ผู้ว่าจ้างนิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย 3%
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- จ้างจัดงานเปิดตัวสินค้า คอนเสิร์ต งานแต่ง หรือออกแบบ-ติดตั้งบูธ — ใช้ สัญญาจ้าง Organizer จัดงาน (Event / งานเปิดตัว / นิทรรศการ / บูธ)
- จ้างวิทยากรมาบรรยายหรือจัดอบรมภายในให้พนักงาน ไม่มีการจัดงานทั้งงาน — ใช้ สัญญาจ้างวิทยากรหรือจัดอบรมภายในองค์กร
- เช่าห้องประชุมหรือสถานที่จัดงานอย่างเดียว — ใช้ สัญญาเช่าสถานที่จัดกิจกรรม
อากรแสตมป์
- จ้างจัดงานสัมมนาเป็น จ้างทำของ (ป.พ.พ. ม.587) ตราสารลักษณะ 4: (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) — ผู้จัดงานเป็นผู้เสีย ผู้ว่าจ้างขีดฆ่า · ไม่ติด ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ (ประมวลรัษฎากร ม.118) · งานเพิ่มที่สั่งภายหลังเป็นตราสารใหม่ ต้องติดเพิ่ม
- เงินค่าบัตรที่ผู้จัดงานรับแทนผู้ว่าจ้างไม่ใช่สินจ้าง ไม่นับรวมในฐานอากรค่าบัตรที่ผู้ว่าจ้างเก็บเองไม่เกี่ยวกับสัญญานี้
ภาษี
- ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย 3% จากค่าจ้าง (ค่าบริการ ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1) · ค่าจ้างมี VAT 7% ถ้าผู้จัดงานจดทะเบียน · เงินทดรองจ่ายที่มีใบเสร็จในนามผู้ว่าจ้าง (ค่าสถานที่ ค่าอาหาร) ไม่ต้องหัก
- ค่าตอบแทนวิทยากร: ถ้า…เป็นผู้จ่าย ฝ่ายนั้นเป็นผู้หัก ณ ที่จ่าย — วิทยากรบุคคลธรรมดาหักตามอัตราก้าวหน้าหรือ 3% ตามลักษณะเงินได้ (ให้ฝ่ายบัญชีตรวจตามประมวลรัษฎากรส่วนภาษีเงินได้)
- เงินค่าบัตรเป็นรายได้ของผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ออกใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีให้ผู้เข้าร่วม ผู้จัดงานรับเงินในฐานะตัวแทน (ป.พ.พ. ม.810) ไม่ใช่รายได้ของผู้จัดงาน — ตกลงกับผู้ให้บริการรับชำระเงินให้ชัดว่าเงินเข้าบัญชีใคร
เงินค่าบัตรและจำนวนขั้นต่ำ — สิ่งที่สัญญาจัดงานทั่วไปไม่มี
- ข้อ 3.1 ให้เงินค่าบัตรเป็นของผู้ว่าจ้างตั้งแต่ผู้จัดงานได้รับ (ม.810) และห้ามหักค่าจ้างออกจากเงินนี้ — ถ้าผู้จัดงานหักเอง ผู้ว่าจ้างเรียกคืนได้พร้อมดอกเบี้ย (ม.811) และข้อ 10.4 ห้ามยึดเงินค่าบัตรไว้เพื่อบังคับค่าจ้างผู้ว่าจ้างเก็บค่าบัตรเอง ผู้จัดงานได้รับเฉพาะรายชื่อเพื่อจัดงาน — ถ้าภายหลังให้ผู้จัดงานรับเงินแทน ต้องแก้สัญญาเพิ่มข้อการถือเงิน
- ผู้เข้าร่วมที่จ่ายค่าบัตรเป็นผู้บริโภคของผู้ว่าจ้าง นโยบายคืนเงินต้องไม่เขียนว่า «ไม่คืนเงินทุกกรณี» (พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ม.4) — กำหนดคืนตามสัดส่วนหรือให้โอนสิทธิได้
- ข้อ 2 วันตัดสินใจ: กรอกให้ห่างจากวันงานพอที่ผู้จัดงานจะยกเลิกสถานที่และวิทยากรได้โดยเสียมัดจำน้อยที่สุด (ทั่วไป 14–21 วัน) ยกเลิกเพราะยอดไม่ถึงจ่ายอัตราต่ำสุดตามข้อ 10.2 ไม่ใช่อัตราตามวันที่เหลือ
วิทยากร การบันทึก และลิขสิทธิ์
- สไลด์ของวิทยากรเป็นของวิทยากร (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ม.15) — จะเอาไปแจกผู้เข้าร่วมหรือโพสต์ต้องได้รับอนุญาตในสัญญาวิทยากร สัญญาจ้างวิทยากรแยกทำอีกฉบับ (สัญญาจ้างวิทยากรหรือจัดอบรมภายในองค์กร)
- บันทึกภาพและเสียงที่ผู้จัดงานทำขึ้นเป็นงานที่รับจ้างสร้างสรรค์ ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้าง (ม.10) ข้อ 6.1 เขียนย้ำไว้แล้ว · สิทธิที่จะได้รับการระบุชื่อและห้ามดัดแปลงจนเสียชื่อเสียง (ม.18) ยังอยู่กับผู้สร้างสรรค์ จึงมีประโยคเรื่องไม่ดัดแปลงในทางเสียหาย · วิทยากรต้องยินยอมให้บันทึกและเผยแพร่ เป็นหนังสือ (ผนวก 3) และผู้เข้าร่วมต้องรู้ก่อนเริ่มงานว่ามีการบันทึกไม่บันทึกการบรรยาย — ถ้าผู้เข้าร่วมบันทึกเอง ผู้จัดงานไม่ต้องรับผิด แต่ควรประกาศห้ามหน้างาน
- เพลงในงาน (เปิดระหว่างพัก เพลงเปิดงาน) ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิหรือองค์กรจัดเก็บ (ม.15 การเผยแพร่ต่อสาธารณชน) ข้อ 6.2 ให้ผู้จัดงานรับผิดชอบ
- ข้อ 4.2 ผู้จัดงานไม่รับผิดในเนื้อหาของวิทยากร — ผู้ว่าจ้างจึงควรขอสไลด์ล่วงหน้าและตรวจเองก่อนงาน โดยเฉพาะข้อความที่พาดพิงบุคคลหรือคู่แข่ง (ละเมิด ป.พ.พ. ม.420)
ข้อมูลผู้ลงทะเบียน (PDPA)
- ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ควบคุมข้อมูล ผู้จัดงานเป็นผู้ประมวลผล — ข้อ 7 คือข้อตกลงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ม.40 (ทำตามคำสั่ง มีมาตรการความมั่นคงปลอดภัย แจ้งเหตุละเมิด บันทึกรายการ) จึงไม่ต้องทำ DPA แยกอีกฉบับสำหรับงานนี้
- ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่แจ้งเหตุละเมิดต่อสำนักงานฯ ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ (ประกาศคณะกรรมการฯ เรื่องหลักเกณฑ์การแจ้งเหตุละเมิด พ.ศ. 2565) ข้อ 7.2 จึงบังคับผู้จัดงานแจ้งภายใน 24 ชั่วโมงเพื่อให้ผู้ว่าจ้างทัน
- ห้ามผู้จัดงานเอารายชื่อไปทำตลาดของตน (ข้อ 7.1) — ฝ่าฝืนเป็นการใช้ข้อมูลนอกวัตถุประสงค์ ผู้ว่าจ้างเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายได้ และผู้จัดงานอาจรับผิดตาม พ.ร.บ. โดยตรงในฐานะผู้ประมวลผลที่ทำนอกคำสั่ง
- ระบบลงทะเบียนของบุคคลภายนอก (แบบฟอร์ม แพลตฟอร์มจำหน่ายบัตร ระบบประชุมออนไลน์) เป็นผู้ประมวลผลช่วง — ผู้จัดงานต้องแจ้งชื่อระบบในผนวก 1 และถ้าเซิร์ฟเวอร์อยู่ต่างประเทศ ให้ผู้ว่าจ้างตรวจเรื่องการโอนข้อมูลไปต่างประเทศ (ม.28)
- … วันหลังจบงาน ผู้จัดงานต้องส่งคืนและลบข้อมูล (ข้อ 7.3 · ม.37(3)) — ผู้ว่าจ้างควรขอหนังสือยืนยันการลบเก็บไว้
ใบรับรอง ออนไลน์ และไฮบริด
- ใบรับรองที่ออกเป็นเพียง «หลักฐานการเข้าร่วม» — การนับชั่วโมง CPD/CPE ของสภาวิชาชีพ (บัญชี ทนายความ วิศวกร ฯลฯ) ต้องได้รับอนุมัติหลักสูตรจากสภานั้นก่อนตามหลักเกณฑ์ของแต่ละสภา ห้ามผู้จัดงานโฆษณาว่านับชั่วโมงได้ถ้ายังไม่ได้รับอนุมัติไม่ออกใบรับรอง — ถ้าผู้เข้าร่วมถามหา ให้ผู้ว่าจ้างตัดสินใจเอง
- งานออนไลน์/ไฮบริด: ข้อ 8.2 กำหนดว่าสตรีมล่มเกิน … นาทีต่อเนื่องแล้วผู้จัดงานตกลง… — เขียนชื่อแพลตฟอร์ม ความละเอียด และช่องทางสำรองไว้ในผนวก 1 ให้ชัด ความขัดข้องฝั่งผู้เข้าร่วมไม่ใช่ความรับผิดของผู้จัดงาน
ค่ายกเลิกและการเลื่อน
- ข้อ 10.2 เป็นเบี้ยปรับที่มีเพดาน — ศาลลดได้ถ้าสูงเกินส่วน (ป.พ.พ. ม.383) ตลาดใช้ราว 20–30% / 50% / 80–100% ตามระยะเวลาที่เหลือ
- เหตุสุดวิสัย คำสั่งราชการ โรคระบาด (ข้อ 10.3) ให้ปรึกษาเปลี่ยนเป็นออนไลน์ก่อน ยกเลิกเป็นทางสุดท้าย และจ่ายเฉพาะที่ทำแล้ว — ไม่ใช้ตารางค่ายกเลิก
- ข้อ 10.4 ผู้จัดงานผิดสัญญาต้องส่งคืนรายชื่อและเงินค่าบัตรทันที ยึดหน่วงไม่ได้ — ป้องกันผู้ว่าจ้างถูกจับเป็นตัวประกันตอนใกล้วันงาน
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- ผนวก 1 ขอบเขตงาน กำหนดการ (run-down) รายชื่อวิทยากร รายการที่ผู้ว่าจ้างจัดหา ผู้รับจ้างช่วง ชื่อระบบลงทะเบียนและแพลตฟอร์มออนไลน์ · ผนวก 2 ใบเสนอราคา อัตรางานเพิ่ม/ลด อัตราค่าจ้างกรณีเปลี่ยนเป็นออนไลน์ · ผนวก 3 กรมธรรม์ประกันภัย หนังสือยินยอมของวิทยากรเรื่องการบันทึก · หนังสือรับรองนิติบุคคล/สำเนาบัตร
วันลงนาม
- 2 ฉบับ · พยาน 2 คน · ผู้จัดงานติดอากร 1/1,000 · ผู้ว่าจ้างจ่ายงวดแรกตามตาราง · ตกลงวันตัดสินใจและจำนวนขั้นต่ำให้ตรงกับแผนการตลาด · เปิดบัญชีหรือช่องทางรับชำระให้เงินเข้าในชื่อผู้ว่าจ้างถ้าทำได้ส่งรายชื่อผู้เข้าร่วมให้ผู้จัดงานตามรอบที่ตกลง
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-EFFA66 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาจ้างจัดงานสัมมนา ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
จ้างจัดงานสัมมนาเป็น จ้างทำของ (ป.พ.พ. ม.587) ตราสารลักษณะ 4: (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) — ผู้จัดงานเป็นผู้เสีย ผู้ว่าจ้างขีดฆ่า · ไม่ติด ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ (ประมวลรัษฎากร ม.118) · งานเพิ่มที่สั่งภายหลังเป็นตราสารใหม่ ต้องติดเพิ่ม เงินค่าบัตรที่ผู้จัดงานรับแทนผู้ว่าจ้างไม่ใช่สินจ้าง ไม่นับรวมในฐานอากรค่าบัตรที่ผู้ว่าจ้างเก็บเองไม่เกี่ยวกับสัญญานี้
สัญญาจ้างจัดงานสัมมนา เสียภาษีอะไรบ้าง
ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย 3% จากค่าจ้าง (ค่าบริการ ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1) · ค่าจ้างมี VAT 7% ถ้าผู้จัดงานจดทะเบียน · เงินทดรองจ่ายที่มีใบเสร็จในนามผู้ว่าจ้าง (ค่าสถานที่ ค่าอาหาร) ไม่ต้องหัก ค่าตอบแทนวิทยากร: ถ้า…เป็นผู้จ่าย ฝ่ายนั้นเป็นผู้หัก ณ ที่จ่าย — วิทยากรบุคคลธรรมดาหักตามอัตราก้าวหน้าหรือ 3% ตามลักษณะเงินได้ (ให้ฝ่ายบัญชีตรวจตามประมวลรัษฎากรส่วนภาษีเงินได้) เงินค่าบัตรเป็นรายได้ของผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ออกใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีให้ผู้เข้าร่วม ผู้จัดงานรับเงินในฐานะตัวแทน (ป.พ.พ. ม.810) ไม่ใช่รายได้ของผู้จัดงาน — ตกลงกับผู้ให้บริการรับชำระเงินให้ชัดว่าเงินเข้าบัญชีใคร
ใช้สัญญาจ้างจัดงานสัมมนาตอนไหน
บริษัทหรือสมาคมจ้างออร์แกไนเซอร์จัดสัมมนาเปิดขายบัตร งานประชุมวิชาการ หรืองานอบรมสาธารณะ · งานที่มีผู้ลงทะเบียนหลายสิบถึงหลายร้อยคน และต้องตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะจัดหรือยกเลิกจากยอดลงทะเบียน · จัดออนไลน์หรือไฮบริด ต้องกำหนดว่าสตรีมล่มแล้วใครรับผิดอย่างไร · ต้องการให้ผู้จัดงานรับเงินค่าบัตรแทน โดยเงินยังเป็นของผู้ว่าจ้างและโอนคืนตามรอบ
ทำสัญญาจ้างจัดงานสัมมนาต้องระวังอะไร
เงินค่าบัตรที่ผู้จัดงานรับไว้เป็นของผู้ว่าจ้างตั้งแต่รับ (ป.พ.พ. ม.810) — ห้ามให้ผู้จัดงานหักค่าจ้างเองจากเงินก้อนนี้ · รายชื่อผู้ลงทะเบียนเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ว่าจ้าง ผู้จัดงานเป็นผู้ประมวลผลตาม ม.40 — เอาไปทำตลาดเองไม่ได้ และต้องแจ้งเหตุละเมิดทันเวลา 72 ชั่วโมง · คลิปบันทึกการบรรยายเป็นของผู้ว่าจ้างตาม ม.10 แต่ต้องได้รับความยินยอมจากวิทยากรเป็นหนังสือ และสไลด์ยังเป็นของวิทยากร · ใบรับรองที่ผู้จัดงานออกเป็นแค่หลักฐานการเข้าร่วม การนับชั่วโมง CPD ต้องได้รับอนุมัติจากสภาวิชาชีพก่อน ห้ามโฆษณาเกินจริง · ผู้จัดงานติดอากร 1/1,000 ของค่าจ้าง · ผู้ว่าจ้างนิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย 3%
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาจ้างจัดงานสัมมนา
จ้างจัดงานเปิดตัวสินค้า คอนเสิร์ต งานแต่ง หรือออกแบบ-ติดตั้งบูธ — ใช้ สัญญาจ้าง Organizer จัดงาน (Event / งานเปิดตัว / นิทรรศการ / บูธ) · จ้างวิทยากรมาบรรยายหรือจัดอบรมภายในให้พนักงาน ไม่มีการจัดงานทั้งงาน — ใช้ สัญญาจ้างวิทยากรหรือจัดอบรมภายในองค์กร · เช่าห้องประชุมหรือสถานที่จัดงานอย่างเดียว — ใช้ สัญญาเช่าสถานที่จัดกิจกรรม
ลงนามสัญญาจ้างจัดงานสัมมนาต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
2 ฉบับ · พยาน 2 คน · ผู้จัดงานติดอากร 1/1,000 · ผู้ว่าจ้างจ่ายงวดแรกตามตาราง · ตกลงวันตัดสินใจและจำนวนขั้นต่ำให้ตรงกับแผนการตลาด · เปิดบัญชีหรือช่องทางรับชำระให้เงินเข้าในชื่อผู้ว่าจ้างถ้าทำได้ส่งรายชื่อผู้เข้าร่วมให้ผู้จัดงานตามรอบที่ตกลง
ทำสัญญาจ้างจัดงานสัมมนาต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
ผนวก 1 ขอบเขตงาน กำหนดการ (run-down) รายชื่อวิทยากร รายการที่ผู้ว่าจ้างจัดหา ผู้รับจ้างช่วง ชื่อระบบลงทะเบียนและแพลตฟอร์มออนไลน์ · ผนวก 2 ใบเสนอราคา อัตรางานเพิ่ม/ลด อัตราค่าจ้างกรณีเปลี่ยนเป็นออนไลน์ · ผนวก 3 กรมธรรม์ประกันภัย หนังสือยินยอมของวิทยากรเรื่องการบันทึก · หนังสือรับรองนิติบุคคล/สำเนาบัตร
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 14 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420
ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ลักษณะ 5 ละเมิด (มาตรา 420–437)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587
อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810
เงินและทรัพย์สินอย่างอื่นบรรดาที่ตัวแทนได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนนั้น ท่านว่าตัวแทนต้องส่งให้แก่ตัวการจงสิ้น
หมวด 2 หน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 811
ถ้าตัวแทนเอาเงินซึ่งควรจะได้ส่งแก่ตัวการ หรือซึ่งควรจะใช้ในกิจของตัวการนั้นไปใช้สอยเป็นประโยชน์ตนเสีย ท่านว่าตัวแทนต้องเสียดอกเบี้ยในเงินนั้นนับแต่วันที่ได้เอาไปใช้
หมวด 2 หน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10
งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มี ลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15
ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ แต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง (4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น (5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 18
ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิที่จะแสดงว่าตน เป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอด อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร - 8 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 28
ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลที่เพียงพอ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา 16 (5) เว้นแต่ (1) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย (2) ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึง มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เพียงพอของประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศ ที่รับข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการกระทำตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (5) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือบุคคลอื่น เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมในขณะนั้นได้ (6) เป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอของประเทศปลายทาง หรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคล ให้เสนอต่อคณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอาจขอให้ทบทวนได้เมื่อมีหลักฐานใหม่ทำให้เชื่อได้ว่าประเทศปลายทางหรือ องค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลมีการพัฒนาจนมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เพียงพอ
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวน มาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) ในกรณีที่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ (3) จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนด ระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หรือที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ได้ถอนความยินยอม เว้นแต่เก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข) การใช้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ ให้นำความใน
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
ประมวลรัษฎากร มาตรา 118
ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 40
ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งที่ได้รับ จากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ (2) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ รวมทั้ง แจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น (3) จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลไว้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่ปฏิบัติตาม (1) สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลใด ให้ถือว่าผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อควบคุม การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ความใน (3) อาจยกเว้นมิให้นำมาใช้บังคับกับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นกิจการ ขนาดเล็กตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เว้นแต่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือ มิใช่กิจการที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นครั้งคราว หรือมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 26
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 37
ภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดา ได้แก่ถิ่นอันบุคคลนั้นมีสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ
ภูมิลำเนา — ป.พ.พ. ม.37–47