สัญญาอนุญาตใช้ซอฟต์แวร์ ต้องมีอะไรบ้าง
สัญญาระหว่างเจ้าของซอฟต์แวร์กับผู้รับสิทธิที่ติดตั้งและใช้ระบบบนโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง · ตรวจชื่อรุ่น โมดูล จำนวนผู้ใช้ เครื่อง และวิธีนับก่อนลงนาม
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อมีซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่ต้องติดตั้งหรือรันในระบบของผู้รับสิทธิ |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | การอนุญาตใช้ซอฟต์แวร์โดยแท้ไม่มีลักษณะตราสารในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่มีอากรสำหรับสัญญาหลัก และไม่มีผู้เสียหรือผู้ขีดฆ่าแสตมป์สำหรับสัญญาหลัก หากมีหนังสือมอบอำนาจหรือเอกสารจ้างติดตั้ง พัฒนา หรือบำรุงรักษาแยก ให้ตรวจอากรตามลักษณะเอกสารนั้น ผู้มีหน้าที่เสียและขีดฆ่าให้เป็นไปตามบัญชีอัตราอากร ไม่ใช้ค่าอนุญาตเป็นฐานอากรจ้างทำของโดยอัตโนมัติ ตราสารอื่นที่ต้องเสียแต่เสียไม่บริบูรณ์อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนชำระและมีเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 113–114 และ 118 |
| ภาษี | ค่าอนุญาตใช้สิทธิอาจเข้าประเภทค่าสิทธิ ผู้จ่ายที่เป็นนิติบุคคลและมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายให้ตรวจคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 อัตราปกติร้อยละ 3 ก่อนจ่าย ค่าบริการอัปเดตหรือบำรุงรักษาที่แยกจริงอาจเป็นค่าบริการตามข้อ 12/1 อัตราปกติร้อยละ 3 ต้องแยกรายการและตรวจประเภทเงินจริง ผู้อนุญาตที่จดทะเบียน VAT ให้เรียกเก็บและออกใบกำกับตามอัตราและเวลาที่มีผลจริง หากผู้รับเงินอยู่ต่างประเทศ ให้ตรวจประมวลรัษฎากร มาตรา 70 อนุสัญญาภาษีซ้อนและภาษีมูลค่าเพิ่มบริการจากต่างประเทศก่อนจ่าย |
| แบบที่กฎหมายกำหนด | การอนุญาตใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามขอบเขตนี้โดยทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียน ตรวจหลักฐานสิทธิของผู้อนุญาต ใบอนุญาตส่วนประกอบภายนอก และอำนาจผู้ลงนาม หากลงนามอิเล็กทรอนิกส์ให้เก็บหลักฐานยืนยันตัวตน การยอมรับข้อความและวันเวลาไว้ |
| มาตราที่อ้าง | ป.พ.พ. ม.7, 204, 224, 383, 387, 391; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ม.4, 5, 8; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ม.4, 15, 17, 18, 32; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ม.28–29, 37, 39, 40; ประมวลรัษฎากร ม.78, 86, 113–114, 118 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์; คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2, 12/1 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 349 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อมีซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่ต้องติดตั้งหรือรันในระบบของผู้รับสิทธิ
- ใช้เมื่อคิดค่าอนุญาตตามจำนวนผู้ใช้หรือเครื่องที่ตรวจนับได้
- ใช้เมื่อบริการดูแลและการฝากซอร์สโค้ดเป็นข้อเลือกที่ตกลงแยก
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- ตรวจชื่อรุ่น โมดูล จำนวนผู้ใช้ เครื่อง และวิธีนับก่อนลงนาม
- แยกค่าอนุญาตใช้สิทธิจากค่าบริการและค่าสร้างระบบใหม่เพื่อประเมินภาษีและอากรให้ตรงประเภท
- ตรวจส่วนประกอบภายนอกและโอเพนซอร์สที่มีเงื่อนไขเปิดซอร์สโค้ด
- เมื่อผู้อนุญาตเข้าถึงข้อมูลบุคคลของลูกค้า ต้องทำข้อตกลงผู้ประมวลผลตามมาตรา 40 เพิ่ม
- การตรวจการใช้สิทธิต้องจำกัดข้อมูลที่เข้าถึงและให้โอกาสแก้ไขก่อนเรียกค่าใช้เกิน
- ไลเซนส์แบบตลอดไปกับแบบมีกำหนดเวลาให้ผลต่างกันมาก แบบตลอดไปไม่หมดอายุแต่ก็ไม่ได้รวมอัปเดต ส่วนแบบมีกำหนดเวลาหยุดจ่ายแล้วใช้ต่อไม่ได้
- ค่าอนุญาตใช้สิทธิเป็นค่าสิทธิตามประมวลรัษฎากร ม.40(3) หักร้อยละ 3 ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 ส่วนค่าติดตั้งและค่าดูแลเป็นค่าบริการตามข้อ 12/1 ต้องแยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- ไม่เหมาะกับบริการ SaaS ที่ผู้ให้บริการโฮสต์และดำเนินระบบเอง ควรใช้สัญญาให้บริการ SaaS
- ไม่เหมาะกับงานสร้างซอฟต์แวร์เฉพาะราย ควรใช้ สัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ / ระบบสารสนเทศ หรือถ้าเป็นโปรแกรมบัญชีให้ใช้ สัญญาจ้างพัฒนาโปรแกรมบัญชี
- ไม่เหมาะกับการโอนลิขสิทธิ์และซอร์สโค้ดทั้งสิ้น ควรใช้สัญญาโอนสิทธิหรือสัญญาจ้างพัฒนาที่ระบุการโอน
- สัญญาอนุญาตให้ใช้ซอฟต์แวร์ (ติดตั้งเอง) ภาษาอังกฤษ — ใช้ Software Licence Agreement — สัญญาอนุญาตให้ใช้ซอฟต์แวร์ (ติดตั้งเอง) ภาษาอังกฤษ
- สัญญาฝากซอร์สโค้ดกับบุคคลที่สาม ภาษาอังกฤษ — ใช้ Source Code Escrow Agreement — สัญญาฝากซอร์สโค้ดกับบุคคลที่สาม ภาษาอังกฤษ
- สัญญาอนุญาตให้เชื่อมต่อและใช้ API ภาษาอังกฤษ — ใช้ API Access and Licence Agreement — สัญญาอนุญาตให้เชื่อมต่อและใช้ API ภาษาอังกฤษ
อากรแสตมป์
การอนุญาตใช้ซอฟต์แวร์โดยแท้ไม่มีลักษณะตราสารในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่มีอากรสำหรับสัญญาหลัก และไม่มีผู้เสียหรือผู้ขีดฆ่าแสตมป์สำหรับสัญญาหลัก หากมีหนังสือมอบอำนาจหรือเอกสารจ้างติดตั้ง พัฒนา หรือบำรุงรักษาแยก ให้ตรวจอากรตามลักษณะเอกสารนั้น ผู้มีหน้าที่เสียและขีดฆ่าให้เป็นไปตามบัญชีอัตราอากร ไม่ใช้ค่าอนุญาตเป็นฐานอากรจ้างทำของโดยอัตโนมัติ ตราสารอื่นที่ต้องเสียแต่เสียไม่บริบูรณ์อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนชำระและมีเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 113–114 และ 118
การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด
การอนุญาตใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามขอบเขตนี้โดยทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียน ตรวจหลักฐานสิทธิของผู้อนุญาต ใบอนุญาตส่วนประกอบภายนอก และอำนาจผู้ลงนาม หากลงนามอิเล็กทรอนิกส์ให้เก็บหลักฐานยืนยันตัวตน การยอมรับข้อความและวันเวลาไว้
ภาษี
ค่าอนุญาตใช้สิทธิอาจเข้าประเภทค่าสิทธิ ผู้จ่ายที่เป็นนิติบุคคลและมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายให้ตรวจคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 อัตราปกติร้อยละ 3 ก่อนจ่าย ค่าบริการอัปเดตหรือบำรุงรักษาที่แยกจริงอาจเป็นค่าบริการตามข้อ 12/1 อัตราปกติร้อยละ 3 ต้องแยกรายการและตรวจประเภทเงินจริง ผู้อนุญาตที่จดทะเบียน VAT ให้เรียกเก็บและออกใบกำกับตามอัตราและเวลาที่มีผลจริง หากผู้รับเงินอยู่ต่างประเทศ ให้ตรวจประมวลรัษฎากร มาตรา 70 อนุสัญญาภาษีซ้อนและภาษีมูลค่าเพิ่มบริการจากต่างประเทศก่อนจ่าย
ไลเซนส์ตลอดไป กับ ไลเซนส์มีกำหนดเวลา — คนละของกัน
สองแบบนี้ราคาใกล้กันได้แต่ให้ผลต่างกันมาก และเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจตั้งแต่ก่อนเซ็น
ตลอดไป — จ่ายครั้งเดียว ใช้รุ่นที่ได้รับมอบไปได้เรื่อย ๆ ไม่มีวันหมดอายุ แต่ไม่ได้แปลว่าได้รุ่นใหม่ฟรีตลอด ข้อ 3.1 จึงเขียนไว้ชัดว่าสิทธิตลอดไปคือสิทธิใช้รุ่นที่ส่งมอบเท่านั้น ส่วนอัปเดตและการดูแลเป็นข้อเลือกแยกเงินตามข้อ 5 ความเข้าใจผิดเรื่องนี้เป็นข้อพิพาทที่พบบ่อยที่สุดของซอฟต์แวร์ติดตั้งเอง
มีกำหนดเวลา — ถูกกว่าตอนเริ่ม แต่ หยุดจ่ายเมื่อไรใช้ต่อไม่ได้ แม้จะติดตั้งอยู่บนเครื่องตัวเองก็ตาม ข้อที่ต้องดูคู่กันคือข้อ 9 ว่าเมื่อสิทธิสิ้นสุดแล้วข้อมูลที่อยู่ในระบบจะเอาออกมาอย่างไร
ทั้งสองแบบ สัญญานี้ไม่ต่ออายุอัตโนมัติและไม่ขึ้นราคาเอง ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้รับอนุญาต ถ้าคู่สัญญาต้องการให้ต่อเอง ต้องเขียนเพิ่มพร้อมกำหนดเวลาบอกไม่ต่อ
นับผู้ใช้อย่างไร คือข้อที่ทำให้ถูกเรียกเงินย้อนหลัง
"ไม่เกิน 50 ผู้ใช้" ฟังดูชัด แต่ในทางปฏิบัติมีอย่างน้อยสามวิธีนับที่ให้ตัวเลขไม่เท่ากัน
- นับบัญชีที่สร้างไว้ — ลาออกแล้วไม่ลบบัญชี ตัวเลขโตขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่ไม่มีใครใช้
- นับคนที่ใช้พร้อมกัน — ถูกกว่า แต่ต้องมีระบบวัดที่ทั้งสองฝ่ายเชื่อถือได้
- นับตามเครื่องหรือแกนประมวลผล — ใช้กับระบบที่รันบนเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งการย้ายขึ้นคลาวด์แล้วเพิ่มเครื่องอัตโนมัติทำให้เกินโดยไม่ตั้งใจ
ช่อง วิธีนับ ในสัญญามีไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ให้เขียนเป็นประโยคที่พนักงานบัญชีอ่านแล้วนับเองได้ ไม่ใช่เขียนว่า "ตามที่ผู้อนุญาตกำหนด"
การตรวจการใช้สิทธิ ตามข้อ 7 จำกัดไว้ปีละครั้ง ต้องแจ้งล่วงหน้า และต้องแสดงวิธีนับกับหลักฐานก่อนเรียกเงิน ซึ่งเป็นธรรมกว่าแบบที่ผู้ขายซอฟต์แวร์ต่างประเทศมักใช้ และค่าใช้เกินคิดตามสัดส่วนจริง ไม่ใช่เบี้ยปรับก้อนโต เพราะเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนศาลลดได้อยู่ดี
ถอดรหัสย้อนกลับ — ข้อห้ามที่ห้ามได้ไม่หมด
ข้อ 2.3 ห้ามถอดรหัสหรือดัดแปลงซอฟต์แวร์ แต่มีคำต่อท้ายว่า "เว้นแต่การกระทำที่กฎหมายอนุญาตโดยไม่อาจห้ามด้วยสัญญา" ซึ่งเขียนไว้โดยตั้งใจ
เหตุผลคือกฎหมายลิขสิทธิ์มีข้อยกเว้นการละเมิดอยู่ชุดหนึ่ง ที่สำคัญคือการกระทำเท่าที่จำเป็นเพื่อให้โปรแกรมทำงานร่วมกับระบบอื่นได้ สัญญาที่เขียนห้ามแบบไม่มีข้อยกเว้นจึงอาจบังคับไม่ได้ในส่วนนั้น และการเขียนกวาดไว้ทั้งหมดยังเสี่ยงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมด้วย
ฝากซอร์สโค้ด — มีไว้เพื่อวันที่ผู้ขายหายไป
สวิตช์ฝากซอร์สโค้ดในข้อ 8 ไม่ใช่การขอซอร์สโค้ดมาใช้เอง แต่คือการฝากไว้กับคนกลาง และจะปล่อยให้ผู้รับอนุญาตได้ก็ต่อเมื่อเกิดเหตุที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า
สิ่งที่ต้องเขียนให้ชัดคือเหตุปล่อย ซึ่งตามปกติได้แก่ ผู้อนุญาตเลิกกิจการหรือล้มละลาย · หยุดสนับสนุนซอฟต์แวร์เกินกำหนดที่ตกลง · หรือผิดสัญญาดูแลระบบอย่างร้ายแรงและไม่แก้ไข และต้องเขียนด้วยว่าเมื่อได้ซอร์สโค้ดมาแล้ว ใช้ได้แค่ไหน โดยทั่วไปคือใช้ดูแลระบบของตนเองต่อเท่านั้น ไม่ใช่เอาไปขายต่อ
ข้อนี้มีค่าจริงเมื่อระบบนั้นเป็นระบบหลักของกิจการ ถ้าเป็นเครื่องมือเสริมที่หาของแทนได้ง่าย ค่าบริการรับฝากอาจไม่คุ้ม
ข้อที่คนซื้อและคนขายไลเซนส์ซอฟต์แวร์พลาดบ่อย
- คิดว่าตลอดไปแปลว่าได้อัปเดตตลอด — ข้อผิดพลาดอันดับหนึ่ง ข้อ 3.1 กับข้อ 5 แยกกันชัด
- ไม่เขียนวิธีนับผู้ใช้ — แล้วมาเถียงกันตอนถูกตรวจ พร้อมบิลย้อนหลัง
- ย้ายขึ้นคลาวด์แล้วเครื่องเพิ่มเอง — ระบบที่ขยายเครื่องอัตโนมัติทำให้เกินจำนวนโดยไม่มีใครตั้งใจ ให้เขียนไว้ในวิธีนับว่านับอย่างไรในสภาพแวดล้อมแบบนั้น
- ติดตั้งเพิ่มในระบบทดสอบโดยไม่ได้นับ — ช่องสภาพแวดล้อมในสัญญามีไว้ให้ระบุว่ารวมระบบทดสอบและระบบสำรองหรือไม่
- ลืมว่าซอฟต์แวร์มีส่วนประกอบของคนอื่น — ใบอนุญาตโอเพนซอร์สบางฉบับผูกพันผู้ใช้ด้วย ข้อ 8 จึงให้ระบุรายการไว้
- ไม่ได้ตกลงว่าจะเอาข้อมูลออกอย่างไรเมื่อเลิกใช้ — ข้อ 9 กำหนดรูปแบบไฟล์และกำหนดเวลา และห้ามยึดข้อมูลไว้ต่อรองหนี้
- ออกใบแจ้งหนี้รวมค่าไลเซนส์กับค่าติดตั้ง — สองรายการนี้เป็นเงินได้คนละประเภท หักภาษี ณ ที่จ่ายคนละข้อ ต้องแยกบรรทัด
- ผู้ขายอยู่ต่างประเทศแล้วไม่คิดเรื่องภาษี — ค่าสิทธิที่จ่ายออกนอกประเทศมีหน้าที่หัก ณ ที่จ่ายและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทน ซึ่งเกิดทุกงวดและย้อนแก้ยาก
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- รายชื่อรุ่น โมดูล คู่มือ ตัวติดตั้ง และกุญแจที่ส่งมอบ พร้อมจำนวนผู้ใช้ เครื่อง และวิธีนับ
- รายชื่อส่วนประกอบภายนอกและโอเพนซอร์สพร้อมใบอนุญาตและข้อจำกัดการใช้
- เกณฑ์ทดสอบการติดตั้งและเปิดใช้ รายงานปัญหาและผลตรวจรับ
- แผนบัญชี สิทธิผู้ใช้ และขั้นตอนส่งออกข้อมูลเมื่อสิ้นสุด พร้อมขอบเขตบริการดูแลและค่าบริการ พร้อมข้อตกลงฝากซอร์สโค้ดและเหตุปล่อยฝาก
- หากผู้อนุญาตเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ให้ทำข้อตกลงผู้ประมวลผลข้อมูลแยกก่อนเริ่มเข้าถึง ตรวจสถานที่เก็บข้อมูลและการโอนต่างประเทศตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 28–29, 37 และ 40
วันลงนาม
ลงชื่อสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บฝ่ายละหนึ่งฉบับ และลงชื่อกำกับเอกสารแนบทุกชุด ทดสอบว่าส่งมอบตัวติดตั้ง กุญแจ และคู่มือได้จริง เก็บหลักฐานสถานะผู้ดูแลหลักและสิทธิระบบ ก่อนมอบบัญชีให้ยืนยันว่าผู้รับอนุญาตยังควบคุมบัญชีคลาวด์และข้อมูลของตนได้
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-8C52CE · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาอนุญาตใช้ซอฟต์แวร์ ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
การอนุญาตใช้ซอฟต์แวร์โดยแท้ไม่มีลักษณะตราสารในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่มีอากรสำหรับสัญญาหลัก และไม่มีผู้เสียหรือผู้ขีดฆ่าแสตมป์สำหรับสัญญาหลัก หากมีหนังสือมอบอำนาจหรือเอกสารจ้างติดตั้ง พัฒนา หรือบำรุงรักษาแยก ให้ตรวจอากรตามลักษณะเอกสารนั้น ผู้มีหน้าที่เสียและขีดฆ่าให้เป็นไปตามบัญชีอัตราอากร ไม่ใช้ค่าอนุญาตเป็นฐานอากรจ้างทำของโดยอัตโนมัติ ตราสารอื่นที่ต้องเสียแต่เสียไม่บริบูรณ์อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนชำระและมีเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 113–114 และ 118
สัญญาอนุญาตใช้ซอฟต์แวร์ เสียภาษีอะไรบ้าง
ค่าอนุญาตใช้สิทธิอาจเข้าประเภทค่าสิทธิ ผู้จ่ายที่เป็นนิติบุคคลและมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายให้ตรวจคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 อัตราปกติร้อยละ 3 ก่อนจ่าย ค่าบริการอัปเดตหรือบำรุงรักษาที่แยกจริงอาจเป็นค่าบริการตามข้อ 12/1 อัตราปกติร้อยละ 3 ต้องแยกรายการและตรวจประเภทเงินจริง ผู้อนุญาตที่จดทะเบียน VAT ให้เรียกเก็บและออกใบกำกับตามอัตราและเวลาที่มีผลจริง หากผู้รับเงินอยู่ต่างประเทศ ให้ตรวจประมวลรัษฎากร มาตรา 70 อนุสัญญาภาษีซ้อนและภาษีมูลค่าเพิ่มบริการจากต่างประเทศก่อนจ่าย
ใช้สัญญาอนุญาตใช้ซอฟต์แวร์ตอนไหน
ใช้เมื่อมีซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่ต้องติดตั้งหรือรันในระบบของผู้รับสิทธิ · ใช้เมื่อคิดค่าอนุญาตตามจำนวนผู้ใช้หรือเครื่องที่ตรวจนับได้ · ใช้เมื่อบริการดูแลและการฝากซอร์สโค้ดเป็นข้อเลือกที่ตกลงแยก
ทำสัญญาอนุญาตใช้ซอฟต์แวร์ต้องระวังอะไร
ตรวจชื่อรุ่น โมดูล จำนวนผู้ใช้ เครื่อง และวิธีนับก่อนลงนาม · แยกค่าอนุญาตใช้สิทธิจากค่าบริการและค่าสร้างระบบใหม่เพื่อประเมินภาษีและอากรให้ตรงประเภท · ตรวจส่วนประกอบภายนอกและโอเพนซอร์สที่มีเงื่อนไขเปิดซอร์สโค้ด · เมื่อผู้อนุญาตเข้าถึงข้อมูลบุคคลของลูกค้า ต้องทำข้อตกลงผู้ประมวลผลตามมาตรา 40 เพิ่ม · การตรวจการใช้สิทธิต้องจำกัดข้อมูลที่เข้าถึงและให้โอกาสแก้ไขก่อนเรียกค่าใช้เกิน · ไลเซนส์แบบตลอดไปกับแบบมีกำหนดเวลาให้ผลต่างกันมาก แบบตลอดไปไม่หมดอายุแต่ก็ไม่ได้รวมอัปเดต ส่วนแบบมีกำหนดเวลาหยุดจ่ายแล้วใช้ต่อไม่ได้ · ค่าอนุญาตใช้สิทธิเป็นค่าสิทธิตามประมวลรัษฎากร ม.40(3) หักร้อยละ 3 ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 ส่วนค่าติดตั้งและค่าดูแลเป็นค่าบริการตามข้อ 12/1 ต้องแยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาอนุญาตใช้ซอฟต์แวร์
ไม่เหมาะกับบริการ SaaS ที่ผู้ให้บริการโฮสต์และดำเนินระบบเอง ควรใช้สัญญาให้บริการ SaaS · ไม่เหมาะกับงานสร้างซอฟต์แวร์เฉพาะราย ควรใช้ สัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ / ระบบสารสนเทศ หรือถ้าเป็นโปรแกรมบัญชีให้ใช้ สัญญาจ้างพัฒนาโปรแกรมบัญชี · ไม่เหมาะกับการโอนลิขสิทธิ์และซอร์สโค้ดทั้งสิ้น ควรใช้สัญญาโอนสิทธิหรือสัญญาจ้างพัฒนาที่ระบุการโอน · สัญญาอนุญาตให้ใช้ซอฟต์แวร์ (ติดตั้งเอง) ภาษาอังกฤษ — ใช้ Software Licence Agreement — สัญญาอนุญาตให้ใช้ซอฟต์แวร์ (ติดตั้งเอง) ภาษาอังกฤษ · สัญญาฝากซอร์สโค้ดกับบุคคลที่สาม ภาษาอังกฤษ — ใช้ Source Code Escrow Agreement — สัญญาฝากซอร์สโค้ดกับบุคคลที่สาม ภาษาอังกฤษ · สัญญาอนุญาตให้เชื่อมต่อและใช้ API ภาษาอังกฤษ — ใช้ API Access and Licence Agreement — สัญญาอนุญาตให้เชื่อมต่อและใช้ API ภาษาอังกฤษ
สัญญาอนุญาตใช้ซอฟต์แวร์ ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม
การอนุญาตใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามขอบเขตนี้โดยทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียน ตรวจหลักฐานสิทธิของผู้อนุญาต ใบอนุญาตส่วนประกอบภายนอก และอำนาจผู้ลงนาม หากลงนามอิเล็กทรอนิกส์ให้เก็บหลักฐานยืนยันตัวตน การยอมรับข้อความและวันเวลาไว้
ลงนามสัญญาอนุญาตใช้ซอฟต์แวร์ต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ลงชื่อสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บฝ่ายละหนึ่งฉบับ และลงชื่อกำกับเอกสารแนบทุกชุด ทดสอบว่าส่งมอบตัวติดตั้ง กุญแจ และคู่มือได้จริง เก็บหลักฐานสถานะผู้ดูแลหลักและสิทธิระบบ ก่อนมอบบัญชีให้ยืนยันว่าผู้รับอนุญาตยังควบคุมบัญชีคลาวด์และข้อมูลของตนได้
ทำสัญญาอนุญาตใช้ซอฟต์แวร์ต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
รายชื่อรุ่น โมดูล คู่มือ ตัวติดตั้ง และกุญแจที่ส่งมอบ พร้อมจำนวนผู้ใช้ เครื่อง และวิธีนับ รายชื่อส่วนประกอบภายนอกและโอเพนซอร์สพร้อมใบอนุญาตและข้อจำกัดการใช้ เกณฑ์ทดสอบการติดตั้งและเปิดใช้ รายงานปัญหาและผลตรวจรับ แผนบัญชี สิทธิผู้ใช้ และขั้นตอนส่งออกข้อมูลเมื่อสิ้นสุด พร้อมขอบเขตบริการดูแลและค่าบริการ พร้อมข้อตกลงฝากซอร์สโค้ดและเหตุปล่อยฝาก หากผู้อนุญาตเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ให้ทำข้อตกลงผู้ประมวลผลข้อมูลแยกก่อนเริ่มเข้าถึง ตรวจสถานที่เก็บข้อมูลและการโอนต่างประเทศตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 28–29, 37 และ 40
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 17 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7
ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี
ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204
ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387
ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่
หมวด 4 เลิกสัญญา
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5
ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4
ในพระราชบัญญัตินี้ “ผู้สร้างสรรค์” หมายความว่า ผู้ทำหรือผู้ก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ “ลิขสิทธิ์” หมายความว่า สิทธิแต่ผู้เดียวที่จะทำการใด ๆ ตามพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับงาน ที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น “วรรณกรรม” หมายความว่า งานนิพนธ์ที่ทำขึ้นทุกชนิด เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ ปาฐกถา เทศนา คำปราศรัย สุนทรพจน์ และให้หมายความรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วย - 2 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา “โปรแกรมคอมพิวเตอร์” หมายความว่า คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดที่นำไปใช้กับ เครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานหรือเพื่อให้ได้รับผลอย่างหนึ่งอย่างใด ทั้งนี้ ไม่ว่า จะเป็นภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในลักษณะใด “นาฏกรรม” หมายความว่า งานเกี่ยวกับการรำ การเต้น การทำท่า หรือการแสดงที่ประกอบขึ้น เป็นเรื่องราว และให้หมายความรวมถึงการแสดงโดยวิธีใบ้ด้วย “ศิลปกรรม” หมายความว่า งานอันมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้ (1) งานจิตรกรรม ได้แก่ งานสร้างสรรค์รูปทรงที่ประกอบด้วยเส้น แสง สี หรือสิ่งอื่น อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ลงบนวัสดุอย่างเดียวหรือหลายอย่าง (2) งานประติมากรรม ได้แก่ งานสร้างสรรค์รูปทรงที่เกี่ยวกับปริมาตรที่สัมผัสและจับต้องได้ (3) งานภาพพิมพ์ ได้แก่ งานสร้างสรรค์ภาพด้วยกรรมวิธีทางการพิมพ์ และหมายความ รวมถึงแม่พิมพ์หรือแบบพิมพ์ที่ใช้ในการพิมพ์ด้วย (4) งานสถาปัตยกรรม ได้แก่ งานออกแบบอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง งานออกแบบตกแต่ง ภายในหรือภายนอก ตลอดจนบริเวณของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง หรือการสร้างสรรค์หุ่นจำลองของอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้าง (5) งานภาพถ่าย ได้แก่ งานสร้างสรรค์ภาพที่เกิดจากการใช้เครื่องมือบันทึกภาพโดยให้แสง ผ่านเลนซ์ไปยังฟิล์มหรือกระจก และล้างด้วยน้ำยาซึ่งมีสูตรเฉพาะ หรือด้วยกรรมวิธีใด ๆ อันทำให้เกิดภาพขึ้น หรือการบันทึกภาพโดยเครื่องมือหรือวิธีการอย่างอื่น (6) งานภาพประกอบ แผนที่ โครงสร้าง ภาพร่าง หรืองานสร้างสรรค์รูปทรงสามมิติ อันเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ หรือวิทยาศาสตร์ (7) งานศิลปประยุกต์ ได้แก่ งานที่นำเอางานตาม (1) ถึง (6) อย่างใดอย่างหนึ่งหรือ หลายอย่างรวมกันไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น นอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าวนั้น เช่น นำไปใช้สอย นำไปตกแต่งวัสดุหรือสิ่งของอันเป็นเครื่องใช้หรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า ทั้งนี้ ไม่ว่างานตาม (1) ถึง (7) จะมีคุณค่าทางศิลปะหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง ภาพถ่ายและแผนผังของงานดังกล่าวด้วย “ดนตรีกรรม” หมายความว่า งานเกี่ยวกับเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อบรรเลงหรือขับร้องไม่ว่าจะมี ทำนองและคำร้องหรือมีทำนองอย่างเดียว และให้หมายความรวมถึงโน้ตเพลงหรือแผนภูมิเพลงที่ได้แยก และเรียบเรียงเสียงประสานแล้ว “โสตทัศนวัสดุ” หมายความว่า งานอันประกอบด้วยลำดับของภาพโดยบันทึกลงในวัสดุ ไม่ว่าจะมีลักษณะอย่างใด อันสามารถที่จะนำมาเล่นซ้ำได้อีก โดยใช้เครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการใช้วัสดุนั้น และให้หมายความรวมถึงเสียงประกอบงานนั้นด้วย ถ้ามี “ภาพยนตร์” หมายความว่า โสตทัศนวัสดุอันประกอบด้วยลำดับของภาพ ซึ่งสามารถ นำออกฉายต่อเนื่องได้อย่างภาพยนตร์หรือสามารถบันทึกลงบนวัสดุอื่น เพื่อนำออกฉายต่อเนื่อง ได้อย่างภาพยนตร์ และให้หมายความรวมถึงเสียงประกอบภาพยนตร์นั้นด้วย ถ้ามี - 3 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา “สิ่งบันทึกเสียง” หมายความว่า งานอันประกอบด้วยลำดับของเสียงดนตรี เสียงการแสดง หรือเสียงอื่นใด โดยบันทึกลงในวัสดุไม่ว่าจะมีลักษณะใด ๆ อันสามารถที่จะนำมาเล่นซ้ำได้อีกโดยใช้เครื่องมือ ที่จำเป็นสำหรับการใช้วัสดุนั้น แต่ทั้งนี้มิให้หมายความรวมถึงเสียงประกอบภาพยนตร์หรือเสียงประกอบ โสตทัศนวัสดุอย่างอื่น “นักแสดง” หมายความว่า ผู้แสดง นักดนตรี นักร้อง นักเต้น นักรำ และผู้ซึ่งแสดงท่าทาง ร้อง กล่าว พากย์ แสดงตามบทหรือในลักษณะอื่นใด “งานแพร่เสียงแพร่ภาพ” หมายความว่า งานที่นำออกสู่สาธารณชนโดยการแพร่เสียง ทางวิทยุกระจายเสียง การแพร่เสียงและหรือภาพทางวิทยุโทรทัศน์ หรือโดยวิธีอย่างอื่นอันคล้ายคลึงกัน “ทำซ้ำ” หมายความรวมถึง คัดลอกไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ เลียนแบบ ทำสำเนา ทำแม่พิมพ์ บันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกเสียงและภาพ จากต้นฉบับ จากสำเนา หรือจากการโฆษณาในส่วนอันเป็น สาระสำคัญ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน สำหรับในส่วนที่เกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้หมายความถึง คัดลอกหรือทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากสื่อบันทึกใด ไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ โดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน “ดัดแปลง” หมายความว่า ทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปใหม่ ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม หรือจำลองงาน ต้นฉบับในส่วนอันเป็นสาระสำคัญโดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน (1) ในส่วนที่เกี่ยวกับวรรณกรรม ให้หมายความรวมถึง แปลวรรณกรรม เปลี่ยนรูป วรรณกรรมหรือรวบรวมวรรณกรรมโดยคัดเลือกและจัดลำดับใหม่ (2) ในส่วนที่เกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ให้หมายความรวมถึง ทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปใหม่ ปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ โดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำขึ้นใหม่ (3) ในส่วนที่เกี่ยวกับนาฏกรรม ให้หมายความรวมถึง เปลี่ยนงานที่มิใช่นาฏกรรมให้เป็น นาฏกรรม หรือเปลี่ยนนาฏกรรมให้เป็นงานที่มิใช่นาฏกรรม ทั้งนี้ ไม่ว่าในภาษาเดิมหรือต่างภาษากัน (4) ในส่วนที่เกี่ยวกับศิลปกรรม ให้หมายความรวมถึง เปลี่ยนงานที่เป็นรูปสองมิติหรือ สามมิติ ให้เป็นรูปสามมิติหรือสองมิติ หรือทำหุ่นจำลองจากงานต้นฉบับ (5) ในส่วนที่เกี่ยวกับดนตรีกรรม ให้หมายความรวมถึง จัดลำดับเรียบเรียงเสียงประสานหรือ เปลี่ยนคำร้องหรือทำนองใหม่ “เผยแพร่ต่อสาธารณชน” หมายความว่า ทำให้ปรากฏต่อสาธารณชน โดยการแสดง การบรรยาย การสวด การบรรเลง การทำให้ปรากฏด้วยเสียงและหรือภาพ การก่อสร้าง การจำหน่าย หรือโดย วิธีอื่นใดซึ่งงานที่ได้จัดทำขึ้น “การโฆษณา” หมายความว่า การนำสำเนาจำลองของงานไม่ว่าในรูปหรือลักษณะอย่างใด ที่ทำขึ้นโดยความยินยอมของผู้สร้างสรรค์ออกจำหน่าย โดยสำเนาจำลองนั้นมีปรากฏต่อสาธารณชน เป็นจำนวนมากพอสมควรตามสภาพของงานนั้น แต่ทั้งนี้ไม่หมายความรวมถึง การแสดงหรือการทำให้ปรากฏ ซึ่งนาฏกรรม ดนตรีกรรม หรือภาพยนตร์ การบรรยายหรือการปาฐกถา ซึ่งวรรณกรรม การแพร่เสียงแพร่ภาพ เกี่ยวกับงานใด การนำศิลปกรรมออกแสดงและการก่อสร้างงานสถาปัตยกรรม - 4 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา “ผู้ให้บริการ” หมายความว่า ผู้ให้บริการเป็นสื่อกลางส่งผ่านข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือ ให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่นผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ และให้หมายความรวมถึงผู้ให้บริการ เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นการชั่วคราว ผู้ให้บริการรับฝากข้อมูลคอมพิวเตอร์ และผู้ให้บริการสืบค้นแหล่งที่ตั้ง ของข้อมูลคอมพิวเตอร์ด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเองหรือบุคคลอื่น หรือเพื่อประโยชน์ ของบุคคลอื่น “ผู้ใช้บริการ” หมายความว่า ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการไม่ว่าต้องเสียค่าใช้บริการหรือไม่ก็ตาม “ข้อมูลการบริหารสิทธิ” หมายความว่า ข้อมูลที่บ่งชี้ถึงผู้สร้างสรรค์ งานสร้างสรรค์ นักแสดง การแสดง เจ้าของลิขสิทธิ์ หรือระยะเวลาและเงื่อนไขการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ ตลอดจนตัวเลขหรือ รหัสแทนข้อมูลดังกล่าว โดยข้อมูลเช่นว่านี้ติดอยู่หรือปรากฏเกี่ยวข้องกับงานอันมีลิขสิทธิ์หรือสิ่งบันทึก การแสดง “มาตรการทางเทคโนโลยี” หมายความว่า เทคโนโลยีที่ใช้คุ้มครองสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ หรือสิทธิของนักแสดงตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเทคโนโลยีที่ใช้ควบคุมการเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์หรือ สิ่งบันทึกการแสดง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ “การหลบเลี่ยงมาตรการทางเทคโนโลยี” (ยกเลิก) “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งอธิบดี กรมทรัพย์สินทางปัญญามอบหมายด้วย “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการลิขสิทธิ์ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15
ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ แต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง (4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น (5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 17
ลิขสิทธิ์นั้นย่อมโอนให้แก่กันได้ เจ้าของลิขสิทธิ์อาจโอนลิขสิทธิ์ของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลอื่นได้ และจะโอน ให้โดยมีกำหนดเวลาหรือตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ได้ การโอนลิขสิทธิ์ตามวรรคสองซึ่งมิใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอน และผู้รับโอน ถ้าไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ในสัญญาโอน ให้ถือว่าเป็นการโอนมีกำหนดระยะเวลาสิบปี
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 18
ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิที่จะแสดงว่าตน เป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอด อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร - 8 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 28
ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลที่เพียงพอ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา 16 (5) เว้นแต่ (1) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย (2) ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึง มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เพียงพอของประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศ ที่รับข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการกระทำตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (5) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือบุคคลอื่น เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมในขณะนั้นได้ (6) เป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอของประเทศปลายทาง หรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคล ให้เสนอต่อคณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอาจขอให้ทบทวนได้เมื่อมีหลักฐานใหม่ทำให้เชื่อได้ว่าประเทศปลายทางหรือ องค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลมีการพัฒนาจนมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เพียงพอ
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 78
ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การขายสินค้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) (4) หรือ (5) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนส่งมอบสินค้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) โอนกรรมสิทธิ์สินค้า (ข) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ (ค) ได้ออกใบกำกับภาษี ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (2) การขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อหรือสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อถึงกำหนดชำระราคาตามงวดที่ถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ (ข) ได้ออกใบกำกับภาษี ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (3) การขายสินค้าโดยมีการตั้งตัวแทนเพื่อขายและได้ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนแล้ว ทั้งนี้ เฉพาะสัญญาการตั้งตัวแทนเพื่อขายตามประเภทของสินค้าและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อตัวแทนได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนการส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ตัวแทนได้โอนกรรมสิทธิ์สินค้าให้ผู้ซื้อ (ข) ตัวแทนได้รับชำระราคาสินค้า (ค) ตัวแทนได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ง) ได้มีการนำสินค้าไปใช้ไม่ว่าโดยตัวแทนหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (4) การขายสินค้าโดยส่งออกให้ความรับผิดเกิดขึ้นดังต่อไปนี้ (ก) การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณี ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร (ข)2 การส่งออกในกรณีที่นำสินค้าเข้าไปในเขตปลอดอากรตามมาตรา 77/1 (14) (ก) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่นำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตดังกล่าว (ค) การส่งออกซึ่งสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ความรับผิดเกิดขึ้นพร้อมกับความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร (5) การขายสินค้าที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (5) และภายหลังได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าอันทำให้ผู้รับโอนสินค้ามีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อโอนกรรมสิทธิ์สินค้า เพื่อเป็นการบรรเทาภาระในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียนสำหรับการขายสินค้าแก่กระทรวง ทบวง กรม หรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เฉพาะการขายสินค้าตามสัญญาและมีการชำระราคาที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดความรับผิดตาม (1) (2) และ (3) เกิดขึ้นเป็นอย่างอื่นได้
ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 86
ภายใต้บังคับมาตรา 86/1 มาตรา 86/2 และมาตรา 86/8 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษีสำหรับการขายสินค้า หรือการให้บริการทุกครั้ง และต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ส่งมอบใบกำกับภาษีนั้นแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ส่วนสำเนาใบกำกับภาษีให้เก็บรักษาไว้ตามมาตรา 87/3 ผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวตามมาตรา 85/3 จะออกใบกำกับภาษีได้ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ใบกำกับภาษีให้ออกเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น การออกใบกำกับภาษีโดยตัวแทนในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 113
ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)