สัญญาจ้างตัดต่อวิดีโอ ต้องมีอะไรบ้าง
สัญญาระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างตัดต่อวิดีโอที่กำหนดไฟล์ งานที่ส่ง รอบแก้ไข ค่าจ้าง และสิทธิใช้ผลงานไว้ชัดเจน · ระบุความยาว อัตราส่วนภาพ ความละเอียด แพลตฟอร์ม คำบรรยาย และไฟล์ที่ต้องส่งให้ชัด เพราะคำว่า “ตัดต่อเสร็จ” ตีความต่างกันได้
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อจ้างตัดต่อคลิปโฆษณา วิดีโอ YouTube คลิปสั้น รายการสัมภาษณ์ หรือวิดีโอองค์กรเป็นรายโครงการ |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | งานตัดต่อวิดีโอที่ผู้รับจ้างตกลงส่งผลงานสำเร็จเข้าลักษณะตราสาร 4 จ้างทำของ อากร 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท ผู้รับจ้างเป็นผู้เสียและขีดฆ่าแสตมป์ อากรตามค่าจ้างทั้งสิ้น (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) คู่ฉบับที่ลงนามเหมือนต้นฉบับให้ตรวจอากรลักษณะ 23 อากรคู่ฉบับที่คำนวณจากตราสารหลักคือ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) ให้ผู้ถือคู่ฉบับตรวจผู้มีหน้าที่เสียและขีดฆ่าตามลักษณะตราสารและวิธีทำฉบับจริงอีกครั้ง ถ้าค่าจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37 สำหรับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ตรวจวิธียื่นและชำระผ่านระบบที่ใช้บังคับภายในกำหนด ตราสารที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 |
| ภาษี | หากผู้ว่าจ้างเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น และการจ่ายเงินเข้าหลักเกณฑ์ค่าบริการ ให้หักภาษี ณ ที่จ่ายอัตราปกติร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้แบ่งจ่ายเป็นงวด ออกหนังสือรับรองและนำส่งตามกำหนด ตรวจอัตราปัจจุบันและฐานะของผู้จ่ายก่อนชำระ ค่าจ้าง … มีสถานะว่า (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) หากผู้รับจ้างจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อความรับผิดเกิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 และมาตรา 86 ผู้รับจ้างที่ไม่จดทะเบียนไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแบบผู้ประกอบการจดทะเบียน แยกค่าใช้จ่ายซื้อสื่อภายนอกที่ผู้ว่าจ้างชำระตรงออกจากค่าจ้างตัดต่อให้ชัด |
| แบบที่กฎหมายกำหนด | สัญญาจ้างตัดต่อวิดีโอทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงาน แต่ต้องตรวจอำนาจผู้ลงนามของนิติบุคคลและเก็บหนังสือมอบอำนาจเมื่อใช้ ให้ลงนามในสัญญา ขอบเขตงาน ตารางส่งมอบ และตารางไฟล์โครงการฉบับเดียวกันหรือแนบเป็นผนวกที่ลงชื่อกำกับ |
| มาตราที่อ้าง | ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.7, 204, 224, 383, 387, 391, 575, 587, 596–607; พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ม.4, 5, 8; พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ม.10, 15, 17; พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ม.28–29, 30–36, 37 (4), 39, 40; ประมวลรัษฎากร ม.104, 107, 113–114, 118 และบัญชีอัตราอากรลักษณะ 4, 23; คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1, 12/7, 13 และประมวลรัษฎากร ม.78, 86 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 249 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อจ้างตัดต่อคลิปโฆษณา วิดีโอ YouTube คลิปสั้น รายการสัมภาษณ์ หรือวิดีโอองค์กรเป็นรายโครงการ
- ใช้เมื่อผู้ว่าจ้างส่งฟุตเทจ โลโก้ เพลง สคริปต์ หรือคำสั่งงานให้ผู้รับจ้างตัดต่อ
- ใช้เมื่อมีวันส่งงาน รอบแก้ไข และเงื่อนไขรับมอบที่ต้องติดตามได้
- ใช้เมื่อผู้ว่าจ้างต้องการรับไฟล์วิดีโอขั้นสุดท้าย และอาจต้องการรับไฟล์โครงการเพื่อทำงานต่อ
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- ระบุความยาว อัตราส่วนภาพ ความละเอียด แพลตฟอร์ม คำบรรยาย และไฟล์ที่ต้องส่งให้ชัด เพราะคำว่า “ตัดต่อเสร็จ” ตีความต่างกันได้
- ตรวจสิทธิในเพลง ฟุตเทจ ภาพ ฟอนต์ โลโก้ และคำบรรยายก่อนส่งให้ผู้ตัดต่อ การซื้อสิทธิแบบใช้ส่วนตัวอาจใช้กับโฆษณาหรือช่องของบริษัทไม่ได้
- งานรับจ้างสร้างสรรค์โดยหลักผู้ว่าจ้างมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10 แต่ควรแยกให้ชัดว่าไฟล์เดิมและเครื่องมือเดิมเป็นของใคร
- หากวิดีโอมีใบหน้า เสียง ชื่อ ที่อยู่ ภาพบัตร หรือข้อมูลลูกค้า ให้เลือกข้อประมวลผลข้อมูล และอย่าส่งไฟล์ผ่านลิงก์สาธารณะโดยไม่จำเป็น
- ค่าจ้างทั้งสิ้นต้องรวมเงินดาวน์และยอดคงเหลือให้ตรง เพราะระบบใช้อ้างอิงคำนวณอากรจ้างทำของ
- การให้ผู้ว่าจ้างควบคุมเวลาและวิธีทำงานเช่นพนักงานประจำ อาจทำให้เป็นจ้างแรงงานตามข้อเท็จจริง แม้ใช้ชื่อสัญญาจ้างตัดต่อ
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- ไม่เหมาะกับการจ้างพนักงานตัดต่อประจำภายใต้การบังคับบัญชา ควรใช้สัญญาจ้างแรงงาน
- ไม่เหมาะกับการจ้างผลิตภาพยนตร์หรือโฆษณาที่มีทีมถ่ายทำ นักแสดง และงบผลิตหลายส่วน ควรใช้สัญญาผลิตสื่อเฉพาะโครงการ
- ไม่เหมาะกับงานที่ผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิในสื่อที่จะส่งให้ตัดต่อ ควรเคลียร์สิทธิหรือขอใบอนุญาตก่อน
อากรแสตมป์
งานตัดต่อวิดีโอที่ผู้รับจ้างตกลงส่งผลงานสำเร็จเข้าลักษณะตราสาร 4 จ้างทำของ อากร 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท ผู้รับจ้างเป็นผู้เสียและขีดฆ่าแสตมป์ อากรตามค่าจ้างทั้งสิ้น (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก)
คู่ฉบับที่ลงนามเหมือนต้นฉบับให้ตรวจอากรลักษณะ 23 อากรคู่ฉบับที่คำนวณจากตราสารหลักคือ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) ให้ผู้ถือคู่ฉบับตรวจผู้มีหน้าที่เสียและขีดฆ่าตามลักษณะตราสารและวิธีทำฉบับจริงอีกครั้ง
ถ้าค่าจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37 สำหรับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ตรวจวิธียื่นและชำระผ่านระบบที่ใช้บังคับภายในกำหนด ตราสารที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118
การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด
สัญญาจ้างตัดต่อวิดีโอทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงาน แต่ต้องตรวจอำนาจผู้ลงนามของนิติบุคคลและเก็บหนังสือมอบอำนาจเมื่อใช้ ให้ลงนามในสัญญา ขอบเขตงาน ตารางส่งมอบ และตารางไฟล์โครงการฉบับเดียวกันหรือแนบเป็นผนวกที่ลงชื่อกำกับ
ภาษี
หากผู้ว่าจ้างเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น และการจ่ายเงินเข้าหลักเกณฑ์ค่าบริการ ให้หักภาษี ณ ที่จ่ายอัตราปกติร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้แบ่งจ่ายเป็นงวด ออกหนังสือรับรองและนำส่งตามกำหนด ตรวจอัตราปัจจุบันและฐานะของผู้จ่ายก่อนชำระ
ค่าจ้าง … มีสถานะว่า (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) หากผู้รับจ้างจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อความรับผิดเกิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 และมาตรา 86 ผู้รับจ้างที่ไม่จดทะเบียนไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแบบผู้ประกอบการจดทะเบียน แยกค่าใช้จ่ายซื้อสื่อภายนอกที่ผู้ว่าจ้างชำระตรงออกจากค่าจ้างตัดต่อให้ชัด
ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของคนตัดต่อ — ของที่ลูกค้าส่งมาให้ตัด
ผู้ตัดต่อไม่ได้เป็นคนถ่ายเอง จึงรับของที่ตัวเองไม่รู้ที่มา และนี่คือจุดที่ถูกดึงเข้าไปเป็นจำเลยด้วย
- เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการทำซ้ำ ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อสาธารณชน (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.15) — คนตัดต่อคือคนที่ทำซ้ำและดัดแปลงโดยตรง จึงอาจถูกฟ้องได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ว่าลูกค้าสั่งมาแล้วจะพ้นความรับผิดอัตโนมัติ
- ต้องมีข้อรับรองและการชดใช้จากลูกค้า ให้ระบุในผนวกว่าผู้ว่าจ้างรับรองว่าตนมีสิทธิในฟุตเทจ เพลง ภาพ โลโก้ และเสียงทุกชิ้นที่ส่งมา และชดใช้ความเสียหายให้ผู้รับจ้างหากมีบุคคลภายนอกเรียกร้อง ข้อ 2 วางหน้าที่ส่งมอบไว้แล้ว แต่ผู้รับจ้างควรเพิ่มข้อชดใช้นี้ให้ชัด
- เก็บหลักฐานว่าลูกค้ายืนยันสิทธิ ข้อความยืนยันทางแชตหรืออีเมลก่อนเริ่มตัด มีค่ากว่าการมาเถียงกันทีหลังมาก
- เพลงเป็นเรื่องที่พลาดกันมากที่สุด ไลเซนส์เพลงสต็อกส่วนใหญ่ผูกกับโครงการเดียวและช่องทางเดียว เพลงที่ใช้ได้บนโซเชียลไม่ได้แปลว่าใช้ในโฆษณาที่ซื้อสื่อได้ และระบบตรวจจับของแพลตฟอร์มอาจปิดกั้นหรือดึงรายได้ของคลิปแม้ซื้อสิทธิมาถูกต้อง ให้ระบุชื่อเพลง ผู้ให้บริการ และขอบเขตไลเซนส์ไว้ในผนวก
- ฟอนต์ เทมเพลต ปลั๊กอิน และเอฟเฟกต์ของผู้รับจ้างไม่โอนไปกับงาน (ข้อ 6.2 วางหลักไว้แล้ว) ถ้าผู้ว่าจ้างต้องใช้ต่อเองต้องซื้อไลเซนส์ของตัวเอง
บทกำหนดความผิดและโทษฐานละเมิดลิขสิทธิ์ ควรตรวจตัวบทฉบับปัจจุบันก่อนใช้ — ข้อความข้างต้นเขียนไว้เพื่อเตือนให้ตรวจ ไม่ใช่การยืนยันเลขมาตรา
ไฟล์โครงการ ขอบเขตการใช้ และธรรมสิทธิ์
- ไฟล์ส่งออกกับไฟล์โครงการเป็นคนละอย่าง ไฟล์โครงการที่แก้ไขต่อได้ (เช่น ไฟล์ของโปรแกรมตัดต่อพร้อมโครงสร้างเลเยอร์) โดยธรรมเนียมเป็นของแยกคิดเงิน — สวิตช์ส่งไฟล์โครงการต้องตกลงก่อนเริ่มงาน ไม่ใช่ตอนส่งมอบ และข้อ 6.3 ผูกการส่งมอบไว้กับการชำระค่าจ้างครบ ซึ่งเป็นเครื่องมือต่อรองที่สำคัญของผู้รับจ้าง
- ไฟล์โครงการที่ส่งไปแล้วยังเปิดไม่ได้ถ้าขาดฟอนต์ ปลั๊กอิน หรือฟุตเทจต้นทาง ให้ระบุในผนวกว่าจะส่งพร้อมไฟล์ประกอบใดบ้าง มิฉะนั้นได้ไฟล์ไปก็ใช้ไม่ได้จริง
- ขอบเขตการใช้ผลงานควรเขียนให้ชัด ตัดให้ลงช่องทางโซเชียลกับนำไปทำโฆษณาที่ซื้อสื่อหรือขึ้นป้าย เป็นการใช้คนละระดับและกระทบทั้งค่าสิทธิเพลงและค่าจ้าง — ถ้าจะใช้เกินที่ตกลง ควรกำหนดว่าต้องคุยกันใหม่
- ธรรมสิทธิ์โอนกันไม่ได้ ผู้สร้างสรรค์ยังมีสิทธิแสดงตนว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ และห้ามผู้รับโอนบิดเบือนหรือตัดทอนงานจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของตน แม้ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้างแล้ว (ม.18) เว้นแต่ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร — การตัดต่อทับงานจนความหมายเปลี่ยนแล้วยังใส่ชื่อผู้ตัดต่อไว้ เข้าข้อนี้ได้
การเก็บไฟล์ ความลับ และเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์
- ลูกค้าต้องมีสำเนาฟุตเทจต้นฉบับของตัวเองเสมอ อย่าใช้เครื่องของผู้รับจ้างเป็นที่เก็บถาวร ให้ระบุในผนวกว่าผู้รับจ้างเก็บไฟล์ไว้กี่วันหลังส่งมอบและลบเมื่อใด ฟุตเทจงานอีเวนต์ถ่ายซ้ำไม่ได้ ความเสียหายจึงสูงกว่างานประเภทอื่น
- ฟุตเทจที่ยังไม่เผยแพร่คือความลับทางธุรกิจ ทั้งภาพสินค้าที่ยังไม่เปิดตัวและภาพภายในองค์กร ข้อ 7 ครอบคลุมแล้ว แต่ในทางปฏิบัติต้องระวังลิงก์พรีวิวที่เปิดสาธารณะและการส่งไฟล์ผ่านช่องทางที่ไม่ปลอดภัย
- การอัปโหลดฟุตเทจของลูกค้าเข้าเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ เช่น ถอดเสียงอัตโนมัติ ขยายความละเอียด หรือสร้างภาพ อาจเป็นการเปิดเผยข้อมูลต่อบุคคลภายนอก ซึ่งขัดข้อความลับและอาจขัดหน้าที่ตามกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลถ้ามีใบหน้าหรือเสียงของบุคคล — ควรขออนุญาตเป็นหนังสือก่อนใช้ และระบุเครื่องมือที่ใช้ไว้ในผนวก
- งานส่วนที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์มีสถานะลิขสิทธิ์ไม่แน่นอน ถ้ามีการใช้ ควรเปิดเผยให้ผู้ว่าจ้างทราบเช่นเดียวกับสื่อของบุคคลภายนอก
ข้อที่คนจ้างตัดต่อพลาดบ่อย
- ไม่กำหนดรอบแก้ไขและวิธีรวบคำสั่งแก้ งานตัดต่อแก้ไม่จบง่ายกว่างานอื่น เพราะแก้ทีละวินาทีได้ไม่จำกัด ต้องระบุจำนวนรอบ ค่าแก้รอบถัดไป และให้รวบคำขอแก้ไขเป็นชุดเดียวต่อรอบ ไม่ใช่ทยอยสั่งทีละจุด
- ผู้ว่าจ้างส่งฟุตเทจช้าแล้วนับว่าผู้รับจ้างส่งงานช้า ช่องวันที่ส่งวัตถุดิบครบมีไว้ให้พิสูจน์ได้ว่าใครช้า ข้อ 2.3 ให้แจ้งผลกระทบทันทีที่ของมาไม่ครบ — ต้องแจ้งจริงและเก็บหลักฐาน
- ข้อกำหนดทางเทคนิคไม่ชัด ความละเอียด อัตราเฟรม อัตราส่วนภาพ รูปแบบไฟล์ ความยาว คำบรรยาย และเวอร์ชันสำหรับแต่ละช่องทาง ต้องอยู่ในผนวก มิฉะนั้นจะกลายเป็นงานแก้ที่ไม่มีใครยอมจ่าย
- ผู้ประสานงานหลายคนสั่งงานสวนกัน ให้ระบุผู้มีอำนาจอนุมัติเพียงคนเดียวตามช่องผู้ประสานงาน
- มัดจำก็ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ด้วย เมื่อผู้ว่าจ้างเป็นนิติบุคคล ไม่ใช่หักเฉพาะงวดสุดท้าย และค่าเพลงหรือฟอนต์ที่ซื้อแทนลูกค้าให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้พร้อมแนบใบเสร็จ
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- เอกสารขอบเขตงาน ชื่อโครงการ … รายการตัดต่อ จำนวนชิ้นงาน และมาตรฐานส่งมอบ
- รายการไฟล์ต้นฉบับที่ผู้ว่าจ้างส่งภายใน … พร้อมสคริปต์ โลโก้ เพลง ฟอนต์ สิทธิอนุญาตใช้ และผู้มีอำนาจอนุมัติ
- ตารางส่งร่างและแก้ไข: ร่างแรก … ผลงานสุดท้าย … จำนวนรอบ … รอบ พร้อมกระบวนการให้ความเห็น
- ตารางการชำระ: ค่าจ้าง … เงินดาวน์ … และยอดคงเหลือ … พร้อมหลักฐานรับเงิน
- รายการไฟล์โครงการที่ต้องส่ง … และรายการสื่อหรือใบอนุญาตที่ไม่อาจโอนให้กันได้
- ข้อตกลงประมวลผลข้อมูล: ประเภทข้อมูลในวิดีโอ มาตรการความปลอดภัย ผู้รับจ้างช่วง ระบบจัดเก็บ และขั้นตอนคืนหรือลบไฟล์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 28–29, 30–36, 37 (4), 39 และ 40
วันลงนาม
ทำสัญญาสองฉบับข้อความตรงกัน คู่สัญญาเก็บฝ่ายละฉบับ ลงชื่อกำกับทุกหน้าและผนวก ตรวจวันชำระเงินดาวน์ … และยอดคงเหลือ … ก่อนลงนาม พยานควรเห็นการลงนามและระบุตัวตนได้
ก่อนส่งไฟล์ ให้กำหนดลิงก์เก็บไฟล์ ผู้มีสิทธิดาวน์โหลด ระยะเวลาคงลิงก์ และวิธีสำรองไฟล์ให้ชัด ห้ามใส่รหัสผ่าน รหัสกู้คืน หรือคีย์บริการลงในสัญญาหรือไฟล์ที่ส่งต่อโดยไม่จำเป็น
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-6A7180 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาจ้างตัดต่อวิดีโอ ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
งานตัดต่อวิดีโอที่ผู้รับจ้างตกลงส่งผลงานสำเร็จเข้าลักษณะตราสาร 4 จ้างทำของ อากร 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท ผู้รับจ้างเป็นผู้เสียและขีดฆ่าแสตมป์ อากรตามค่าจ้างทั้งสิ้น (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) คู่ฉบับที่ลงนามเหมือนต้นฉบับให้ตรวจอากรลักษณะ 23 อากรคู่ฉบับที่คำนวณจากตราสารหลักคือ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) ให้ผู้ถือคู่ฉบับตรวจผู้มีหน้าที่เสียและขีดฆ่าตามลักษณะตราสารและวิธีทำฉบับจริงอีกครั้ง ถ้าค่าจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37 สำหรับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ตรวจวิธียื่นและชำระผ่านระบบที่ใช้บังคับภายในกำหนด ตราสารที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118
สัญญาจ้างตัดต่อวิดีโอ เสียภาษีอะไรบ้าง
หากผู้ว่าจ้างเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น และการจ่ายเงินเข้าหลักเกณฑ์ค่าบริการ ให้หักภาษี ณ ที่จ่ายอัตราปกติร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้แบ่งจ่ายเป็นงวด ออกหนังสือรับรองและนำส่งตามกำหนด ตรวจอัตราปัจจุบันและฐานะของผู้จ่ายก่อนชำระ ค่าจ้าง … มีสถานะว่า (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) หากผู้รับจ้างจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อความรับผิดเกิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 และมาตรา 86 ผู้รับจ้างที่ไม่จดทะเบียนไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแบบผู้ประกอบการจดทะเบียน แยกค่าใช้จ่ายซื้อสื่อภายนอกที่ผู้ว่าจ้างชำระตรงออกจากค่าจ้างตัดต่อให้ชัด
ใช้สัญญาจ้างตัดต่อวิดีโอตอนไหน
ใช้เมื่อจ้างตัดต่อคลิปโฆษณา วิดีโอ YouTube คลิปสั้น รายการสัมภาษณ์ หรือวิดีโอองค์กรเป็นรายโครงการ · ใช้เมื่อผู้ว่าจ้างส่งฟุตเทจ โลโก้ เพลง สคริปต์ หรือคำสั่งงานให้ผู้รับจ้างตัดต่อ · ใช้เมื่อมีวันส่งงาน รอบแก้ไข และเงื่อนไขรับมอบที่ต้องติดตามได้ · ใช้เมื่อผู้ว่าจ้างต้องการรับไฟล์วิดีโอขั้นสุดท้าย และอาจต้องการรับไฟล์โครงการเพื่อทำงานต่อ
ทำสัญญาจ้างตัดต่อวิดีโอต้องระวังอะไร
ระบุความยาว อัตราส่วนภาพ ความละเอียด แพลตฟอร์ม คำบรรยาย และไฟล์ที่ต้องส่งให้ชัด เพราะคำว่า “ตัดต่อเสร็จ” ตีความต่างกันได้ · ตรวจสิทธิในเพลง ฟุตเทจ ภาพ ฟอนต์ โลโก้ และคำบรรยายก่อนส่งให้ผู้ตัดต่อ การซื้อสิทธิแบบใช้ส่วนตัวอาจใช้กับโฆษณาหรือช่องของบริษัทไม่ได้ · งานรับจ้างสร้างสรรค์โดยหลักผู้ว่าจ้างมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10 แต่ควรแยกให้ชัดว่าไฟล์เดิมและเครื่องมือเดิมเป็นของใคร · หากวิดีโอมีใบหน้า เสียง ชื่อ ที่อยู่ ภาพบัตร หรือข้อมูลลูกค้า ให้เลือกข้อประมวลผลข้อมูล และอย่าส่งไฟล์ผ่านลิงก์สาธารณะโดยไม่จำเป็น · ค่าจ้างทั้งสิ้นต้องรวมเงินดาวน์และยอดคงเหลือให้ตรง เพราะระบบใช้อ้างอิงคำนวณอากรจ้างทำของ · การให้ผู้ว่าจ้างควบคุมเวลาและวิธีทำงานเช่นพนักงานประจำ อาจทำให้เป็นจ้างแรงงานตามข้อเท็จจริง แม้ใช้ชื่อสัญญาจ้างตัดต่อ
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาจ้างตัดต่อวิดีโอ
ไม่เหมาะกับการจ้างพนักงานตัดต่อประจำภายใต้การบังคับบัญชา ควรใช้สัญญาจ้างแรงงาน · ไม่เหมาะกับการจ้างผลิตภาพยนตร์หรือโฆษณาที่มีทีมถ่ายทำ นักแสดง และงบผลิตหลายส่วน ควรใช้สัญญาผลิตสื่อเฉพาะโครงการ · ไม่เหมาะกับงานที่ผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิในสื่อที่จะส่งให้ตัดต่อ ควรเคลียร์สิทธิหรือขอใบอนุญาตก่อน
สัญญาจ้างตัดต่อวิดีโอ ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม
สัญญาจ้างตัดต่อวิดีโอทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงาน แต่ต้องตรวจอำนาจผู้ลงนามของนิติบุคคลและเก็บหนังสือมอบอำนาจเมื่อใช้ ให้ลงนามในสัญญา ขอบเขตงาน ตารางส่งมอบ และตารางไฟล์โครงการฉบับเดียวกันหรือแนบเป็นผนวกที่ลงชื่อกำกับ
ลงนามสัญญาจ้างตัดต่อวิดีโอต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ทำสัญญาสองฉบับข้อความตรงกัน คู่สัญญาเก็บฝ่ายละฉบับ ลงชื่อกำกับทุกหน้าและผนวก ตรวจวันชำระเงินดาวน์ … และยอดคงเหลือ … ก่อนลงนาม พยานควรเห็นการลงนามและระบุตัวตนได้ ก่อนส่งไฟล์ ให้กำหนดลิงก์เก็บไฟล์ ผู้มีสิทธิดาวน์โหลด ระยะเวลาคงลิงก์ และวิธีสำรองไฟล์ให้ชัด ห้ามใส่รหัสผ่าน รหัสกู้คืน หรือคีย์บริการลงในสัญญาหรือไฟล์ที่ส่งต่อโดยไม่จำเป็น
ทำสัญญาจ้างตัดต่อวิดีโอต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
เอกสารขอบเขตงาน ชื่อโครงการ … รายการตัดต่อ จำนวนชิ้นงาน และมาตรฐานส่งมอบ รายการไฟล์ต้นฉบับที่ผู้ว่าจ้างส่งภายใน … พร้อมสคริปต์ โลโก้ เพลง ฟอนต์ สิทธิอนุญาตใช้ และผู้มีอำนาจอนุมัติ ตารางส่งร่างและแก้ไข: ร่างแรก … ผลงานสุดท้าย … จำนวนรอบ … รอบ พร้อมกระบวนการให้ความเห็น ตารางการชำระ: ค่าจ้าง … เงินดาวน์ … และยอดคงเหลือ … พร้อมหลักฐานรับเงิน รายการไฟล์โครงการที่ต้องส่ง … และรายการสื่อหรือใบอนุญาตที่ไม่อาจโอนให้กันได้ ข้อตกลงประมวลผลข้อมูล: ประเภทข้อมูลในวิดีโอ มาตรการความปลอดภัย ผู้รับจ้างช่วง ระบบจัดเก็บ และขั้นตอนคืนหรือลบไฟล์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 28–29, 30–36, 37 (4), 39 และ 40
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 23 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7
ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี
ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204
ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387
ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575
อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้
ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587
อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 596
ถ้าผู้รับจ้างส่งมอบการที่ทำไม่ทันเวลาที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาก็ดี หรือถ้าไม่ได้กำหนดเวลาไว้ในสัญญาเมื่อล่วงพ้นเวลาอันควรแก่เหตุก็ดี ผู้ว่าจ้างชอบที่จะลดสินจ้างลง หรือถ้าสาระสำคัญแห่งสัญญาอยู่ที่เวลา ก็ชอบที่จะเลิกสัญญาได้
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5
ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10
งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มี ลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15
ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ แต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง (4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น (5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 17
ลิขสิทธิ์นั้นย่อมโอนให้แก่กันได้ เจ้าของลิขสิทธิ์อาจโอนลิขสิทธิ์ของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลอื่นได้ และจะโอน ให้โดยมีกำหนดเวลาหรือตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ได้ การโอนลิขสิทธิ์ตามวรรคสองซึ่งมิใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอน และผู้รับโอน ถ้าไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ในสัญญาโอน ให้ถือว่าเป็นการโอนมีกำหนดระยะเวลาสิบปี
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 28
ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลที่เพียงพอ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา 16 (5) เว้นแต่ (1) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย (2) ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึง มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เพียงพอของประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศ ที่รับข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการกระทำตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (5) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือบุคคลอื่น เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมในขณะนั้นได้ (6) เป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอของประเทศปลายทาง หรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคล ให้เสนอต่อคณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอาจขอให้ทบทวนได้เมื่อมีหลักฐานใหม่ทำให้เชื่อได้ว่าประเทศปลายทางหรือ องค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลมีการพัฒนาจนมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เพียงพอ
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 104
ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 107
เว้นแต่ที่บัญญัติในมาตรา 111 ถ้าไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่นผู้มีหน้าที่เสียอากรและผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าให้เป็นไปตามบัญชีท้ายหมวดนี้
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 113
ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 78
ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การขายสินค้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) (4) หรือ (5) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนส่งมอบสินค้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) โอนกรรมสิทธิ์สินค้า (ข) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ (ค) ได้ออกใบกำกับภาษี ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (2) การขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อหรือสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อถึงกำหนดชำระราคาตามงวดที่ถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ (ข) ได้ออกใบกำกับภาษี ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (3) การขายสินค้าโดยมีการตั้งตัวแทนเพื่อขายและได้ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนแล้ว ทั้งนี้ เฉพาะสัญญาการตั้งตัวแทนเพื่อขายตามประเภทของสินค้าและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อตัวแทนได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนการส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ตัวแทนได้โอนกรรมสิทธิ์สินค้าให้ผู้ซื้อ (ข) ตัวแทนได้รับชำระราคาสินค้า (ค) ตัวแทนได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ง) ได้มีการนำสินค้าไปใช้ไม่ว่าโดยตัวแทนหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (4) การขายสินค้าโดยส่งออกให้ความรับผิดเกิดขึ้นดังต่อไปนี้ (ก) การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณี ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร (ข)2 การส่งออกในกรณีที่นำสินค้าเข้าไปในเขตปลอดอากรตามมาตรา 77/1 (14) (ก) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่นำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตดังกล่าว (ค) การส่งออกซึ่งสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ความรับผิดเกิดขึ้นพร้อมกับความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร (5) การขายสินค้าที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (5) และภายหลังได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าอันทำให้ผู้รับโอนสินค้ามีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อโอนกรรมสิทธิ์สินค้า เพื่อเป็นการบรรเทาภาระในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียนสำหรับการขายสินค้าแก่กระทรวง ทบวง กรม หรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เฉพาะการขายสินค้าตามสัญญาและมีการชำระราคาที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดความรับผิดตาม (1) (2) และ (3) เกิดขึ้นเป็นอย่างอื่นได้
ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 86
ภายใต้บังคับมาตรา 86/1 มาตรา 86/2 และมาตรา 86/8 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษีสำหรับการขายสินค้า หรือการให้บริการทุกครั้ง และต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ส่งมอบใบกำกับภาษีนั้นแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ส่วนสำเนาใบกำกับภาษีให้เก็บรักษาไว้ตามมาตรา 87/3 ผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวตามมาตรา 85/3 จะออกใบกำกับภาษีได้ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ใบกำกับภาษีให้ออกเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น การออกใบกำกับภาษีโดยตัวแทนในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 118
ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 18
ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิที่จะแสดงว่าตน เป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอด อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร - 8 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)