สัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์ ต้องมีอะไรบ้าง

ตอบสั้น

สัญญาระหว่างสองแบรนด์ที่ร่วมออกแคมเปญ โดยแต่ละฝ่ายยังขายสินค้า รับเงิน และรับผิดในส่วนของตน · อย่าใช้บัญชีรวม รับเงินรวม หรือแบ่งกำไรขาดทุนโดยไม่ตรวจความเสี่ยงเป็นห้างหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. ม.1012 และความรับผิดไม่จำกัดตาม ม.1025

ข้อเท็จจริงที่อ้างอิงได้
ใช้เมื่อใช้เมื่อสองแบรนด์ร่วมโปรโมตสินค้า ทำชุดสินค้าร่วม แจกสิทธิประโยชน์ หรือผลิตสื่อร่วมกัน
อากรแสตมป์สัญญาร่วมแคมเปญที่แต่ละฝ่ายรับผิดชอบงานและค่าใช้จ่ายของตน โดยไม่มีค่าจ้าง ตัวแทน หรือการตั้งห้างหุ้นส่วน ไม่อยู่ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์โดยชื่อของสัญญา อย่างไรก็ดี ให้ดูเนื้อหาแท้จริง หากฝ่ายหนึ่งรับจ้างอีกฝ่าย ต้องเสียอากรลักษณะ 4; หากมีมอบอำนาจ ต้องตรวจลักษณะ 7 หรือ 21; หากตกลงเข้ากันเพื่อแบ่งกำไร อาจเข้าลักษณะจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและอากรลักษณะ 27 ตราสารที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนชำระอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และอาจมีเงินเพิ่มตามมาตรา 113–114 จึงต้องตรวจข้อเท็จจริงก่อนลงนาม ไม่ยึดชื่อเอกสารเป็นหลัก
ภาษีแต่ละฝ่ายรับรู้รายได้จากยอดขายของตนตาม … และออกใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จแก่ลูกค้าของตน ค่าใช้จ่ายร่วมต้องมีหลักฐานและระบุผู้รับบริการจริง เงินคืนสำรองจ่ายที่ไม่มีส่วนเพิ่มต้องแยกจากค่าบริการ หากฝ่ายหนึ่งเรียกค่าดำเนินการหรือรับจ้างอีกฝ่าย ให้ตรวจ VAT และหักภาษี ณ ที่จ่ายตามลักษณะเงินได้ก่อนชำระ
แบบที่กฎหมายกำหนดสัญญาร่วมแคมเปญทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียน แต่ต้องตรวจสิทธิในเครื่องหมายของรายการ … และอำนาจอนุญาตให้ใช้ หากกิจกรรมมีชิงโชคหรือสินค้าควบคุม ให้ขออนุญาตและใช้ข้อความบังคับก่อนประกาศ ไม่ถือว่าการลงนามสัญญานี้แทนใบอนุญาต
มาตราที่อ้างป.พ.พ. ม.149–150, 204, 215, 224, 383, 387, 391, 1012, 1025; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม.4, 5, 8; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.15, 17, 18; พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม.44, 68–72; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ม.23, 28–29, 30–37, 39–40; ประมวลรัษฎากร ม.108, 113–114, 118 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 4, 7, 21, 27
ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้349 บาท

ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร

  • ใช้เมื่อสองแบรนด์ร่วมโปรโมตสินค้า ทำชุดสินค้าร่วม แจกสิทธิประโยชน์ หรือผลิตสื่อร่วมกัน
  • ใช้เมื่อแต่ละแบรนด์มีช่องทาง ทรัพยากร และงบประมาณที่ต้องระบุแยกกัน
  • ใช้เมื่อมีการใช้ชื่อ โลโก้ ภาพสินค้า และสื่อของอีกฝ่ายเฉพาะช่วงแคมเปญ
  • ใช้เมื่ออาจส่งข้อมูลลูกค้าหรือรายชื่อผู้สนใจระหว่างกันและต้องกำหนดบทบาท PDPA

จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง

  • อย่าใช้บัญชีรวม รับเงินรวม หรือแบ่งกำไรขาดทุนโดยไม่ตรวจความเสี่ยงเป็นห้างหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. ม.1012 และความรับผิดไม่จำกัดตาม ม.1025
  • ระบุผู้อนุมัติและวันตอบกลับให้ชัด ความเงียบไม่ควรถือเป็นการอนุมัติข้อความโฆษณา
  • แยกงบซื้อสื่อออกจากค่าใช้จ่ายผลิตงาน และห้ามก่อรายจ่ายแทนอีกฝ่ายเกินเพดาน
  • สิทธิใช้เครื่องหมายต้องจำกัดวัตถุประสงค์ ช่องทาง และระยะเวลา เจ้าของเครื่องหมายยังควบคุมคุณภาพตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ม.68–72
  • สินค้าควบคุมและกิจกรรมชิงโชคอาจต้องขออนุญาตหรือใช้ข้อความบังคับ ให้ตรวจเฉพาะแคมเปญก่อนเผยแพร่
  • ถ้าจะส่งรายชื่อลูกค้าข้ามแบรนด์ ต้องทำข้อตกลงเรื่องข้อมูลแนบท้ายด้วย — ใช้ บันทึกข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุมกับผู้ควบคุม) เมื่อต่างฝ่ายต่างเป็นผู้ควบคุมหรือควบคุมร่วมกัน และ สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุม–ผู้ประมวลผล) เมื่อฝ่ายหนึ่งประมวลผลตามคำสั่งอีกฝ่าย
  • ของรางวัลจากการชิงโชคต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 5 ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 9(1) ให้ตกลงว่าฝ่ายใดหักและนำส่งก่อนประกาศกิจกรรม

กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้

อากรแสตมป์

สัญญาร่วมแคมเปญที่แต่ละฝ่ายรับผิดชอบงานและค่าใช้จ่ายของตน โดยไม่มีค่าจ้าง ตัวแทน หรือการตั้งห้างหุ้นส่วน ไม่อยู่ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์โดยชื่อของสัญญา อย่างไรก็ดี ให้ดูเนื้อหาแท้จริง หากฝ่ายหนึ่งรับจ้างอีกฝ่าย ต้องเสียอากรลักษณะ 4; หากมีมอบอำนาจ ต้องตรวจลักษณะ 7 หรือ 21; หากตกลงเข้ากันเพื่อแบ่งกำไร อาจเข้าลักษณะจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและอากรลักษณะ 27

ตราสารที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนชำระอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และอาจมีเงินเพิ่มตามมาตรา 113–114 จึงต้องตรวจข้อเท็จจริงก่อนลงนาม ไม่ยึดชื่อเอกสารเป็นหลัก

การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด

สัญญาร่วมแคมเปญทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียน แต่ต้องตรวจสิทธิในเครื่องหมายของรายการ … และอำนาจอนุญาตให้ใช้ หากกิจกรรมมีชิงโชคหรือสินค้าควบคุม ให้ขออนุญาตและใช้ข้อความบังคับก่อนประกาศ ไม่ถือว่าการลงนามสัญญานี้แทนใบอนุญาต

ภาษี

แต่ละฝ่ายรับรู้รายได้จากยอดขายของตนตาม … และออกใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จแก่ลูกค้าของตน ค่าใช้จ่ายร่วมต้องมีหลักฐานและระบุผู้รับบริการจริง เงินคืนสำรองจ่ายที่ไม่มีส่วนเพิ่มต้องแยกจากค่าบริการ หากฝ่ายหนึ่งเรียกค่าดำเนินการหรือรับจ้างอีกฝ่าย ให้ตรวจ VAT และหักภาษี ณ ที่จ่ายตามลักษณะเงินได้ก่อนชำระ

ร่วมแคมเปญ ต่างจากจ้างเอเจนซี และต่างจาก MOU ตรงไหน

ถ้าฝ่ายหนึ่งจ่ายเงินให้อีกฝ่ายทำงานให้ นั่นคือการจ้าง ต้องใช้สัญญาจ้างทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งมีเรื่องค่าจ้าง งบสื่อ การตรวจรับ และอากรลักษณะ 4 แตกต่างกันทั้งฉบับ ส่วนฉบับนี้ใช้เมื่อ ทั้งสองฝ่ายเป็นตัวการด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างออกทรัพยากรของตน ขายของตน เก็บเงินของตน และรับผิดในส่วนของตน

ถ้ายังตกลงกันแค่หลักการ ยังไม่ลงรายละเอียดงบ ชิ้นงาน และวันเผยแพร่ ให้ใช้บันทึกความเข้าใจก่อน อย่าใช้ฉบับนี้ เพราะฉบับนี้บังคับให้กรอกสิ่งที่ยังไม่รู้

ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือกลายเป็นห้างหุ้นส่วนโดยไม่ตั้งใจ

การเขียนในสัญญาว่า "ไม่เป็นห้างหุ้นส่วน" ไม่ผูกพันเจ้าหนี้หรือบุคคลภายนอก ศาลดูพฤติการณ์จริงว่าตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรหรือไม่ ถ้าใช่ ถือเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ และ ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันในหนี้ทั้งปวงโดยไม่จำกัดจำนวน แปลว่าลูกค้าที่เสียหายจากสินค้าของอีกแบรนด์อาจมาเรียกเอาจากคุณเต็มจำนวนได้

สามอย่างที่ทำให้เสี่ยงมากที่สุดและสัญญาฉบับนี้ห้ามไว้แล้วคือ บัญชีรับเงินร่วม · เอารายได้มารวมกันแล้วแบ่งกำไรขาดทุน · แสดงต่อสาธารณะว่าเป็นกิจการเดียวกัน ถ้าแคมเปญจำเป็นต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องไปทำสัญญาร่วมทุนที่ตรวจโครงสร้างภาษีและความรับผิดมาแล้ว ไม่ใช่แก้ฉบับนี้เอง

ชิงโชคและแจกของรางวัล — จุดที่ทำผิดกันมากที่สุด

กิจกรรมที่ให้ลูกค้า "ลุ้น" รางวัลโดยอาศัยการเสี่ยงโชค ต้องขออนุญาตก่อนตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน ไม่ใช่แค่ประกาศกติกาในเพจ การอนุมัติกันเองระหว่างสองแบรนด์ไม่แทนใบอนุญาต และผู้จัดต้องตกลงให้ชัดว่า ใครเป็นผู้ขออนุญาต ใครออกรางวัล ใครรับผิดชอบภาษีของรางวัล และใครรับเรื่องร้องเรียน เพราะเมื่อเกิดปัญหา ผู้บริโภคจะร้องเรียนทั้งสองแบรนด์พร้อมกัน

กิจกรรมที่ตัดสินด้วยการใช้ความสามารถหรือให้สิทธิประโยชน์แก่ทุกคนที่ทำตามเงื่อนไข เป็นคนละเรื่องกับการเสี่ยงโชค แต่เส้นแบ่งบาง ให้ตรวจกติกาจริงก่อนประกาศทุกครั้ง

ข้อที่แบรนด์ร่วมแคมเปญพลาดบ่อย

  • ปล่อยให้ความเงียบเป็นการอนุมัติ — สัญญาฉบับนี้เขียนชัดว่าไม่ใช่ ถ้าอีกฝ่ายไม่ตอบภายในกำหนด แปลว่ายังไม่อนุมัติ ไม่ใช่อนุมัติแล้ว
  • คิดว่าอีกฝ่ายอนุมัติสื่อแล้วตัวเองพ้นผิด — การอนุมัติรับรองเฉพาะข้อมูลของฝ่ายที่อนุมัติ ส่วนที่คุณเขียนเองยังเป็นความรับผิดของคุณ
  • ใช้โลโก้อีกฝ่ายต่อหลังแคมเปญจบ — สิทธิใช้เครื่องหมายมีกำหนดเวลาของตัวเอง หมดแล้วต้องหยุดสื่อแบบชำระเงินและถอนออกจากสื่อใหม่
  • ไม่เขียนว่าไฟล์ต้นฉบับอยู่กับใคร — พอจะเอาไปรีไซเคิลปีหน้าแล้วหาไฟล์ไม่เจอ หรือเจ้าของร่วมอีกฝ่ายไม่ยอมให้ใช้ ให้ทำบัญชีรายชิ้นแนบท้ายตั้งแต่ต้น
  • ส่งรายชื่อลูกค้าข้ามแบรนด์โดยไม่มีฐานทางกฎหมาย — ลูกค้าให้ข้อมูลกับแบรนด์เดียว ไม่ได้ให้กับอีกแบรนด์ ถ้าจะส่งต่อต้องมีคำแจ้งและฐานรองรับ และต้องตกลงว่าใครรับเรื่องเมื่อเจ้าของข้อมูลใช้สิทธิหรือเกิดเหตุละเมิด
  • ไม่มีทางออกเมื่ออีกแบรนด์มีเรื่อง — ข้อ 8.3 เปิดทางให้ถอนชื่อและเครื่องหมายออกได้ทันทีทั้งสองฝ่าย โดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดบอกกล่าว

ภาษีของรางวัล — สองอัตราที่สลับกันบ่อย

แคมเปญร่วมมักมีของรางวัล และตรงนี้มีสองข้อที่คนละอัตรากัน ต้องดูว่ารางวัลนั้นเป็นแบบไหน

  • รางวัลจากการประกวด การแข่งขัน การชิงโชค หรือการอื่นทำนองเดียวกัน ผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 5 ของมูลค่ารางวัล ตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 9(1) — ข้อนี้ผูกกับ ผู้จ่ายทุกประเภท รวมทั้งบุคคลธรรมดาและคณะบุคคล ไม่ใช่เฉพาะบริษัท และหักจากผู้รับรางวัลที่เป็นลูกค้าทั่วไปด้วย
  • รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์จากการส่งเสริมการขาย ที่บริษัทจ่ายให้คู่ค้า หักร้อยละ 3 ตามข้อ 12/2 แต่ข้อนี้ไม่ใช้กับการให้แก่ผู้บริโภค หรือผู้ประกอบการที่เอาไปใช้ในกิจการตนเองโดยไม่ได้ขายต่อ

ให้ตกลงกันไว้ในเอกสารแนบว่า ฝ่ายใดเป็นผู้จ่ายรางวัล หัก นำส่ง และออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้รับรางวัล ถ้าเป็นของรางวัลที่ไม่ใช่เงิน ผู้จ่ายยังมีหน้าที่หักและนำส่งตามมูลค่า ซึ่งในทางปฏิบัติต้องบวกเผื่อไว้ในงบ และประกาศกติกาให้ผู้ร่วมกิจกรรมทราบตั้งแต่ต้นว่าภาษีคิดอย่างไร

(อัตราตามข้อ 9(1/1) และ 12/2 มีช่วงลดชั่วคราวสำหรับการนำส่งแบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้ตรวจว่ายังใช้อยู่หรือไม่ในวันจ่ายจริง)

เอกสารแนบท้ายสัญญา

  • แผนแคมเปญ … ปฏิทินเผยแพร่ ชิ้นงาน และผู้รับผิดชอบแต่ละรายการ
  • ตารางผู้อนุมัติ หลักฐานคำกล่าวอ้าง คู่มือแบรนด์ และบัญชีเครื่องหมายที่อนุญาต
  • งบประมาณ ใบเสนอราคา ค่าใช้จ่ายร่วม สัดส่วนรับผิดชอบ และวิธีรายงานยอดขาย
  • บัญชีเจ้าของลิขสิทธิ์รายชิ้น ไฟล์ต้นฉบับ ช่องทางใช้ และวันหยุดใช้
  • ข้อตกลงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งต้องเลือกให้ตรงกับบทบาทที่กรอกไว้ในข้อ 9 — ถ้าต่างฝ่ายต่างเป็นผู้ควบคุมข้อมูลของตน หรือเป็นผู้ควบคุมร่วมกัน ให้ใช้ «บันทึกข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุมกับผู้ควบคุม)» เป็นผนวก · ถ้าฝ่ายหนึ่งประมวลผลตามคำสั่งอีกฝ่าย ให้ใช้ «สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุม–ผู้ประมวลผล)» · ในผนวกต้องระบุประเภทข้อมูล ฐานกฎหมาย บทบาท คำแจ้ง ช่องทางใช้สิทธิ เหตุละเมิด ผู้รับข้อมูล ประเทศปลายทาง และวันลบรายงานผลแบบรวมที่ไม่ระบุตัวบุคคล โดยไม่มีรายชื่อลูกค้าส่งข้ามแบรนด์

วันลงนาม

จัดทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงนามกำกับเอกสารแนบทุกชุด ตรวจหนังสือรับรอง อำนาจลงนาม และสิทธิใช้เครื่องหมายของทั้งสองฝ่าย เก็บสำเนาสื่อที่อนุมัติ หลักฐานอนุมัติ วันเผยแพร่ และหลักฐานค่าใช้จ่ายไว้ตลอดระยะที่อาจมีข้อเรียกร้อง

ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน

เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-D93949 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ

มีแบบฟอร์มฉบับนี้ให้กรอกออนไลน์แล้วกรอกไม่กี่นาที ดูตัวอย่างเต็มฉบับก่อนจ่าย ได้ไฟล์ PDF พร้อมพิมพ์
เปิดแบบฟอร์ม · 349 บาท

คำถามที่พบบ่อย

สัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์ ต้องติดอากรแสตมป์ไหม

สัญญาร่วมแคมเปญที่แต่ละฝ่ายรับผิดชอบงานและค่าใช้จ่ายของตน โดยไม่มีค่าจ้าง ตัวแทน หรือการตั้งห้างหุ้นส่วน ไม่อยู่ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์โดยชื่อของสัญญา อย่างไรก็ดี ให้ดูเนื้อหาแท้จริง หากฝ่ายหนึ่งรับจ้างอีกฝ่าย ต้องเสียอากรลักษณะ 4; หากมีมอบอำนาจ ต้องตรวจลักษณะ 7 หรือ 21; หากตกลงเข้ากันเพื่อแบ่งกำไร อาจเข้าลักษณะจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและอากรลักษณะ 27 ตราสารที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนชำระอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และอาจมีเงินเพิ่มตามมาตรา 113–114 จึงต้องตรวจข้อเท็จจริงก่อนลงนาม ไม่ยึดชื่อเอกสารเป็นหลัก

สัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์ เสียภาษีอะไรบ้าง

แต่ละฝ่ายรับรู้รายได้จากยอดขายของตนตาม … และออกใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จแก่ลูกค้าของตน ค่าใช้จ่ายร่วมต้องมีหลักฐานและระบุผู้รับบริการจริง เงินคืนสำรองจ่ายที่ไม่มีส่วนเพิ่มต้องแยกจากค่าบริการ หากฝ่ายหนึ่งเรียกค่าดำเนินการหรือรับจ้างอีกฝ่าย ให้ตรวจ VAT และหักภาษี ณ ที่จ่ายตามลักษณะเงินได้ก่อนชำระ

ใช้สัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์ตอนไหน

ใช้เมื่อสองแบรนด์ร่วมโปรโมตสินค้า ทำชุดสินค้าร่วม แจกสิทธิประโยชน์ หรือผลิตสื่อร่วมกัน · ใช้เมื่อแต่ละแบรนด์มีช่องทาง ทรัพยากร และงบประมาณที่ต้องระบุแยกกัน · ใช้เมื่อมีการใช้ชื่อ โลโก้ ภาพสินค้า และสื่อของอีกฝ่ายเฉพาะช่วงแคมเปญ · ใช้เมื่ออาจส่งข้อมูลลูกค้าหรือรายชื่อผู้สนใจระหว่างกันและต้องกำหนดบทบาท PDPA

ทำสัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์ต้องระวังอะไร

อย่าใช้บัญชีรวม รับเงินรวม หรือแบ่งกำไรขาดทุนโดยไม่ตรวจความเสี่ยงเป็นห้างหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. ม.1012 และความรับผิดไม่จำกัดตาม ม.1025 · ระบุผู้อนุมัติและวันตอบกลับให้ชัด ความเงียบไม่ควรถือเป็นการอนุมัติข้อความโฆษณา · แยกงบซื้อสื่อออกจากค่าใช้จ่ายผลิตงาน และห้ามก่อรายจ่ายแทนอีกฝ่ายเกินเพดาน · สิทธิใช้เครื่องหมายต้องจำกัดวัตถุประสงค์ ช่องทาง และระยะเวลา เจ้าของเครื่องหมายยังควบคุมคุณภาพตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ม.68–72 · สินค้าควบคุมและกิจกรรมชิงโชคอาจต้องขออนุญาตหรือใช้ข้อความบังคับ ให้ตรวจเฉพาะแคมเปญก่อนเผยแพร่ · ถ้าจะส่งรายชื่อลูกค้าข้ามแบรนด์ ต้องทำข้อตกลงเรื่องข้อมูลแนบท้ายด้วย — ใช้ บันทึกข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุมกับผู้ควบคุม) เมื่อต่างฝ่ายต่างเป็นผู้ควบคุมหรือควบคุมร่วมกัน และ สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุม–ผู้ประมวลผล) เมื่อฝ่ายหนึ่งประมวลผลตามคำสั่งอีกฝ่าย · ของรางวัลจากการชิงโชคต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 5 ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 9(1) ให้ตกลงว่าฝ่ายใดหักและนำส่งก่อนประกาศกิจกรรม

กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์

ไม่เหมาะเมื่อฝ่ายหนึ่งรับจ้างทำการตลาดให้อีกฝ่ายและรับค่าจ้าง ควรใช้ สัญญาจ้างทำการตลาดออนไลน์ · ไม่เหมาะเมื่อยังตกลงเพียงหลักการและยังไม่ต้องการผูกพัน ควรใช้ บันทึกความเข้าใจ (MOU) — ระหว่างธุรกิจ/องค์กรทั่วไป · ไม่เหมาะเมื่อร่วมลงทุน รับเงินรวม หรือแบ่งกำไรขาดทุนเป็นกิจการต่อเนื่อง ควรใช้สัญญาร่วมทุนหรือห้างหุ้นส่วนที่ตรวจโครงสร้างภาษีและความรับผิดแล้ว · สัญญาทำการตลาดร่วมระหว่างแบรนด์ ภาษาอังกฤษ — ใช้ Co-Marketing Agreement — สัญญาทำการตลาดร่วมระหว่างแบรนด์ ภาษาอังกฤษ

สัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์ ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม

สัญญาร่วมแคมเปญทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียน แต่ต้องตรวจสิทธิในเครื่องหมายของรายการ … และอำนาจอนุญาตให้ใช้ หากกิจกรรมมีชิงโชคหรือสินค้าควบคุม ให้ขออนุญาตและใช้ข้อความบังคับก่อนประกาศ ไม่ถือว่าการลงนามสัญญานี้แทนใบอนุญาต

ลงนามสัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์ต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ

จัดทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงนามกำกับเอกสารแนบทุกชุด ตรวจหนังสือรับรอง อำนาจลงนาม และสิทธิใช้เครื่องหมายของทั้งสองฝ่าย เก็บสำเนาสื่อที่อนุมัติ หลักฐานอนุมัติ วันเผยแพร่ และหลักฐานค่าใช้จ่ายไว้ตลอดระยะที่อาจมีข้อเรียกร้อง

ทำสัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์ต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย

แผนแคมเปญ … ปฏิทินเผยแพร่ ชิ้นงาน และผู้รับผิดชอบแต่ละรายการ ตารางผู้อนุมัติ หลักฐานคำกล่าวอ้าง คู่มือแบรนด์ และบัญชีเครื่องหมายที่อนุญาต งบประมาณ ใบเสนอราคา ค่าใช้จ่ายร่วม สัดส่วนรับผิดชอบ และวิธีรายงานยอดขาย บัญชีเจ้าของลิขสิทธิ์รายชิ้น ไฟล์ต้นฉบับ ช่องทางใช้ และวันหยุดใช้ ข้อตกลงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งต้องเลือกให้ตรงกับบทบาทที่กรอกไว้ในข้อ 9 — ถ้าต่างฝ่ายต่างเป็นผู้ควบคุมข้อมูลของตน หรือเป็นผู้ควบคุมร่วมกัน ให้ใช้ บันทึกข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุมกับผู้ควบคุม) เป็นผนวก · ถ้าฝ่ายหนึ่งประมวลผลตามคำสั่งอีกฝ่าย ให้ใช้ สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุม–ผู้ประมวลผล) · ในผนวกต้องระบุประเภทข้อมูล ฐานกฎหมาย บทบาท คำแจ้ง ช่องทางใช้สิทธิ เหตุละเมิด ผู้รับข้อมูล ประเทศปลายทาง และวันลบรายงานผลแบบรวมที่ไม่ระบุตัวบุคคล โดยไม่มีรายชื่อลูกค้าส่งข้ามแบรนด์

กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้

ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 14 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149

นิติกรรม หมายความว่า การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ

หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4

ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5

ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8

ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 44

ภายใต้บังคับมาตรา 27 และมาตรา 68 เมื่อได้จดทะเบียน เครื่องหมายการค้าแล้ว ผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้

พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (เฉพาะสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า)

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68

เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วจะทำสัญญาอนุญาตให้ บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้าของตน สำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ทั้งหมดหรือบางอย่างก็ได้ สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าตามวรรคหนึ่ง ต้องทำเป็นหนังสือและจด ทะเบียนต่อนายทะเบียน การขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตดังกล่าวตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่คำขอจดทะเบียนนั้นอย่างน้อยต้องแสดงรายการดังต่อไปนี้ (1) เงื่อนไขหรือข้อกำหนดระหว่างเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น และผู้ขอจด ทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาต ที่จะทำให้เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นสามารถควบคุมคุณภาพของ สินค้าของผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาตได้อย่างแท้จริง (2) สินค้าที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้น

พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (เฉพาะสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า)

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 23

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องแจ้ง ให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลถึงรายละเอียด ดังต่อไปนี้ เว้นแต่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ทราบถึงรายละเอียดนั้นอยู่แล้ว (1) วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมเพื่อการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้หรือเปิดเผยซึ่งรวมถึง วัตถุประสงค์ตามที่มาตรา 24 ให้อำนาจในการเก็บรวบรวมได้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคล (2) แจ้งให้ทราบถึงกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปฏิบัติ ตามกฎหมายหรือสัญญาหรือมีความจำเป็นต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเข้าทำสัญญา รวมทั้งแจ้งถึง ผลกระทบที่เป็นไปได้จากการไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคล (3) ข้อมูลส่วนบุคคลที่จะมีการเก็บรวบรวมและระยะเวลาในการเก็บรวบรวมไว้ ทั้งนี้ ในกรณี ที่ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาดังกล่าวได้ชัดเจน ให้กำหนดระยะเวลาที่อาจคาดหมายได้ตามมาตรฐาน ของการเก็บรวบรวม (4) ประเภทของบุคคลหรือหน่วยงานซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมอาจจะถูกเปิดเผย (5) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อในกรณี ที่มีตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ให้แจ้งข้อมูล สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อของ ตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย (6) สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 19 วรรคห้า มาตรา 30 วรรคหนึ่ง

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 28

ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลที่เพียงพอ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา 16 (5) เว้นแต่ (1) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย (2) ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึง มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เพียงพอของประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศ ที่รับข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการกระทำตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (5) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือบุคคลอื่น เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมในขณะนั้นได้ (6) เป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอของประเทศปลายทาง หรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคล ให้เสนอต่อคณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอาจขอให้ทบทวนได้เมื่อมีหลักฐานใหม่ทำให้เชื่อได้ว่าประเทศปลายทางหรือ องค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลมีการพัฒนาจนมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เพียงพอ

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

ประมวลรัษฎากร มาตรา 108

ถ้าทำตราสารหลายลักษณะตามที่ระบุในบัญชีท้ายหมวดนี้บนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกัน เช่น เช่าและกู้ยืมรวมกันไว้ หรือทำตราสารลักษณะเดียวกันหลายเรื่องบนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกัน เช่น ขายของสิ่งหนึ่งให้แก่คนหนึ่ง และขายอีกสิ่งหนึ่งให้แก่อีกคนหนึ่ง ซึ่งตามสภาพควรจะแยกกัน ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ให้ครบทุกลักษณะหรือทุกเรื่อง โดยปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นรายตราสารแยกไว้ ให้ปรากฏว่าตราสารใดอยู่ที่ใด และแสตมป์ดวงใดสำหรับตราสารลักษณะหรือเรื่องใด

บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)

ประมวลรัษฎากร มาตรา 113

ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้

บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)

ประมวลรัษฎากร มาตรา 118

ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114

บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)

อ่านต่อในหมวดธุรกิจ / หุ้นส่วน

สัญญาจ้างนายหน้า Affiliate (แนะนำสินค้ารับค่าบำเหน็จ) ต้องมีอะไรบ้างใช้เมื่อร้านค้าหรือแบรนด์ให้คนอื่นแนะนำสินค้าผ่านลิงก์หรือรหัสส่วนลด แล้วจ่ายค่าบำเหน็จตามยอดขายจริง — กำหนดวิธีติดตามยอด ระยะเวลาระบุแหล่งที่มา รอบจ่ายเงิน การหักคืนเมื่อลูกค้าคืนสินค้า วิธีการต้องห้าม และสิทธิใช้เนื้อหาสัญญาตั้งตัวแทน (มอบหมายให้ทำการแทน มีค่าตอบแทน) ต้องมีอะไรบ้างตั้งคนหรือบริษัทให้ทำธุระแทนเป็นเรื่อง ๆ หรือต่อเนื่อง เช่น ดูแลบ้านเช่าและเก็บค่าเช่า ติดต่อราชการ ยื่นขอใบอนุญาต จัดการธุระขณะเจ้าของอยู่ต่างประเทศ — กำหนดขอบอำนาจ เรื่องที่ต้องมอบเฉพาะ วงเงินใช้จ่าย เงินที่ตัวแทนถือไว้ การเข้าถึงบัญชีออนไลน์ ค่าตอบแทน และการคืนเอกสารเมื่อเลิกสัญญาจัดพิมพ์หนังสือหรือ E-book ต้องมีอะไรบ้างใช้เมื่อผู้เขียนให้สำนักพิมพ์นำต้นฉบับไปจัดพิมพ์และจำหน่าย — แยกสิทธิเป็นรูปแบบ ทั้งเล่มกระดาษ อีบุ๊ก หนังสือเสียง คำแปล และการดัดแปลง เลือกได้ทีละอย่าง พร้อมค่าลิขสิทธิ์ เงินล่วงหน้า รอบรายงานยอดขาย จำนวนพิมพ์ครั้งแรก และการคืนสิทธิเมื่อหนังสือขาดตลาดหรือไม่ได้พิมพ์สัญญาเข้าร่วมแพลตฟอร์มจองบริการ ต้องมีอะไรบ้างสำหรับผู้ดำเนินการแพลตฟอร์มจองที่พัก ร้านอาหาร คลินิก หรือบริการที่มีความจุจำกัดและปฏิทิน กำหนดการซิงก์ปฏิทินและความรับผิดเรื่องจองซ้ำ ราคาเท่าเทียมระหว่างช่องทาง เงินมัดจำ นโยบายยกเลิก และค่าธรรมเนียมสัญญาฝากขายรถยนต์ ต้องมีอะไรบ้างสำหรับเจ้าของรถที่ฝากรถไว้กับเต็นท์หรือผู้รับฝากขายเพื่อหาผู้ซื้อ กำหนดราคาต่ำสุด ค่าตอบแทน ความรับผิดเมื่อรถเสียหายระหว่างฝาก การทดลองขับ รถติดไฟแนนซ์ การรับเงินค่ารถ และห้ามส่งมอบรถก่อนเจ้าของได้เงินครบสัญญาตั้งตัวแทนค้าต่าง ต้องมีอะไรบ้างตัวการ (ผู้ผลิต ผู้นำเข้า เจ้าของแบรนด์) ตั้งผู้ค้าให้ขายสินค้าในนามของผู้ค้าเองแต่เพื่อตัวการ แลกบำเหน็จเป็นร้อยละของยอดขาย — สินค้ายังเป็นของตัวการจนขายได้ เลือกได้ว่าเป็นผู้จำหน่ายแต่ผู้เดียวในเขตพร้อมเป้า ตัวแทนรับประกันหนี้ลูกค้า (ตัวแทนฐานประกัน) และใครส่งของให้ลูกค้า · ถ้าร้านรับของไปวางขายแลกส่วนต่างราคาเป็นฝากขาย ถ้าซื้อขาดไปขายต่อเป็นตัวแทนจำหน่าย