สัญญาจัดพิมพ์หนังสือหรือ E-book ต้องมีอะไรบ้าง
สัญญาระหว่างผู้เขียนกับสำนักพิมพ์ ให้สำนักพิมพ์ทำซ้ำและจำหน่ายงานเขียนตามรูปแบบที่ตกลง โดยผู้เขียนยังเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และได้ค่าลิขสิทธิ์ตามยอดขาย · ให้สิทธิเป็นรูปแบบทีละอย่าง อย่าให้เหมารวมทุกรูปแบบทั้งที่สำนักพิมพ์ยังไม่มีแผนทำ เพราะสิทธิที่ไม่ได้ใช้จะถูกถือค้างไว้
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อสำนักพิมพ์จะพิมพ์หนังสือเล่มกระดาษของผู้เขียน |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพื่อจัดพิมพ์ไม่มีในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากร และใบรับเงินค่าลิขสิทธิ์ก็ไม่ต้องปิด เพราะลักษณะ 28 (ใบรับ) จำกัดเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียนเท่านั้น ข้อยกเว้นเดียว คือถ้าเป็นการที่ผู้เขียนหรือเจ้าของเรื่องจ้างโรงพิมพ์ให้พิมพ์เป็นเล่มโดยจ่ายค่าจ้าง ส่วนนั้นเป็นจ้างทำของ ลักษณะ 4 ต้องปิดอากร 1 บาทต่อทุก 1,000 บาทของสินจ้าง โดยผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า — แต่กรณีนั้นเป็นคนละสัญญากับฉบับนี้ ซึ่งสำนักพิมพ์เป็นผู้ลงทุนและจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ผู้เขียน ไม่ใช่ผู้เขียนจ่ายค่าจ้าง ตราสารที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 |
| ภาษี | ค่าลิขสิทธิ์และเงินล่วงหน้าค่าลิขสิทธิ์เป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(3) สำนักพิมพ์ที่เป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 ทั้งเงินล่วงหน้าและค่าลิขสิทธิ์รายงวด และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้เขียน เงินได้ประเภทค่าลิขสิทธิ์มีวิธีหักค่าใช้จ่ายต่างจากเงินได้จากการรับจ้าง ผู้เขียนควรตรวจกับผู้ทำบัญชีตอนยื่นแบบ การอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นการให้บริการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หากผู้เขียนจดทะเบียน VAT ต้องเรียกเก็บและออกใบกำกับภาษี หนังสือที่ผู้เขียนซื้อไปเองในราคาส่วนลดตามข้อ 3.4 ไม่ใช่ค่าลิขสิทธิ์ เป็นการซื้อขายสินค้าคนละรายการ และไม่นำมาคำนวณค่าลิขสิทธิ์ตามข้อ 3.4 ถ้ามีการจ้างผู้เขียนเขียนเพิ่มเติมหรือไปออกงานประชาสัมพันธ์ ส่วนนั้นเป็นค่าบริการหักตามข้อ 12/1 ให้แยกบรรทัดในเอกสาร |
| แบบที่กฎหมายกำหนด | สัญญานี้ไม่ต้องจดทะเบียน แต่ ตัวหนังสือที่พิมพ์ออกมามีหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการจดแจ้งการพิมพ์ ซึ่งเป็นภาระของผู้พิมพ์ ไม่ใช่ของผู้เขียน ข้อ 3.3 จึงกำหนดให้สำนักพิมพ์เป็นผู้ดำเนินการและออกค่าใช้จ่าย ได้แก่ ขอเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ (ISBN) และข้อมูลทางบรรณานุกรม (CIP) จากหอสมุดแห่งชาติ จดแจ้งการพิมพ์และส่งหนังสือให้หอสมุดแห่งชาติตามจำนวนและกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด แสดงชื่อผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา และข้อมูลหน้าลิขสิทธิ์ให้ครบ ให้ตรวจรายละเอียดและกำหนดเวลาปัจจุบันจากหอสมุดแห่งชาติก่อนพิมพ์ เพราะระเบียบเปลี่ยนเป็นระยะ |
| มาตราที่อ้าง | พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.4, 6, 8, 11, 15, 17, 18; ป.พ.พ. ม.204, 224, 383, 387, 391, 423; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม.4, 5, 8; ประมวลรัษฎากร ม.40(3), 118 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ (ไม่มีลักษณะใดคลุมการอนุญาตใช้ลิขสิทธิ์); คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 349 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อสำนักพิมพ์จะพิมพ์หนังสือเล่มกระดาษของผู้เขียน
- ใช้เมื่อจะทำอีบุ๊กหรือหนังสือเสียงจากต้นฉบับเดียวกัน โดยเลือกได้ว่าให้สิทธิรูปแบบใดบ้าง
- ใช้เมื่อต้องกำหนดเงินล่วงหน้า อัตราค่าลิขสิทธิ์ และรอบรายงานยอดขาย
- ใช้เมื่อต้องการให้สิทธิกลับคืนผู้เขียนถ้าหนังสือขาดตลาดหรือไม่ได้พิมพ์
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- ให้สิทธิเป็นรูปแบบทีละอย่าง อย่าให้เหมารวมทุกรูปแบบทั้งที่สำนักพิมพ์ยังไม่มีแผนทำ เพราะสิทธิที่ไม่ได้ใช้จะถูกถือค้างไว้
- สัญญานี้เป็นการอนุญาตให้ใช้สิทธิ ไม่ใช่การโอนลิขสิทธิ์ ถ้าจะโอนต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.17 และถ้าไม่ระบุเวลา กฎหมายถือว่าโอนสิบปี
- ผู้เขียนยังมีสิทธิแสดงชื่อและห้ามการตัดทอนดัดแปลงจนเสียชื่อเสียงตาม ม.18 ขอบเขตการบรรณาธิกรณ์จึงต้องเขียนให้ชัด
- ระบุฐานคำนวณค่าลิขสิทธิ์ให้ชัดว่าคิดจากราคาปกหรือจากรายรับสุทธิของสำนักพิมพ์ เพราะตัวเลขต่างกันมาก
- ผู้เขียนต้องรับรองว่างานเป็นของตน ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่น และไม่หมิ่นประมาทบุคคลจริง
- ค่าลิขสิทธิ์เป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร ม.40(3) สำนักพิมพ์ที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- ไม่เหมาะเมื่อผู้เขียนจะขายลิขสิทธิ์ขาดให้สำนักพิมพ์ ให้ใช้ สัญญาโอนลิขสิทธิ์ผลงาน
- ไม่เหมาะเมื่อสำนักพิมพ์จ้างเขียนโดยจ่ายค่าจ้างเป็นชิ้นและเป็นเจ้าของงาน ให้ใช้ สัญญาจ้างเขียนบทความ
- ไม่เหมาะเมื่อผู้เขียนจ้างโรงพิมพ์พิมพ์เองแล้วขายเอง ซึ่งเป็นสัญญาจ้างทำของ ไม่ใช่การให้สิทธิจัดพิมพ์
- สัญญาจัดพิมพ์หนังสือระหว่างผู้เขียนกับสำนักพิมพ์ ภาษาอังกฤษ — ใช้ Publishing Agreement — สัญญาจัดพิมพ์หนังสือระหว่างผู้เขียนกับสำนักพิมพ์ ภาษาอังกฤษ
อากรแสตมป์
สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพื่อจัดพิมพ์ไม่มีในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากร และใบรับเงินค่าลิขสิทธิ์ก็ไม่ต้องปิด เพราะลักษณะ 28 (ใบรับ) จำกัดเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียนเท่านั้น
ข้อยกเว้นเดียว คือถ้าเป็นการที่ผู้เขียนหรือเจ้าของเรื่องจ้างโรงพิมพ์ให้พิมพ์เป็นเล่มโดยจ่ายค่าจ้าง ส่วนนั้นเป็นจ้างทำของ ลักษณะ 4 ต้องปิดอากร 1 บาทต่อทุก 1,000 บาทของสินจ้าง โดยผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า — แต่กรณีนั้นเป็นคนละสัญญากับฉบับนี้ ซึ่งสำนักพิมพ์เป็นผู้ลงทุนและจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ผู้เขียน ไม่ใช่ผู้เขียนจ่ายค่าจ้าง
ตราสารที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118
การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด
สัญญานี้ไม่ต้องจดทะเบียน แต่ ตัวหนังสือที่พิมพ์ออกมามีหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการจดแจ้งการพิมพ์ ซึ่งเป็นภาระของผู้พิมพ์ ไม่ใช่ของผู้เขียน ข้อ 3.3 จึงกำหนดให้สำนักพิมพ์เป็นผู้ดำเนินการและออกค่าใช้จ่าย ได้แก่
- ขอเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ (ISBN) และข้อมูลทางบรรณานุกรม (CIP) จากหอสมุดแห่งชาติ
- จดแจ้งการพิมพ์และส่งหนังสือให้หอสมุดแห่งชาติตามจำนวนและกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด
- แสดงชื่อผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา และข้อมูลหน้าลิขสิทธิ์ให้ครบ
ให้ตรวจรายละเอียดและกำหนดเวลาปัจจุบันจากหอสมุดแห่งชาติก่อนพิมพ์ เพราะระเบียบเปลี่ยนเป็นระยะ
ภาษี
ค่าลิขสิทธิ์และเงินล่วงหน้าค่าลิขสิทธิ์เป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(3) สำนักพิมพ์ที่เป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 ทั้งเงินล่วงหน้าและค่าลิขสิทธิ์รายงวด และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้เขียน
- เงินได้ประเภทค่าลิขสิทธิ์มีวิธีหักค่าใช้จ่ายต่างจากเงินได้จากการรับจ้าง ผู้เขียนควรตรวจกับผู้ทำบัญชีตอนยื่นแบบ
- การอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นการให้บริการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หากผู้เขียนจดทะเบียน VAT ต้องเรียกเก็บและออกใบกำกับภาษี
- หนังสือที่ผู้เขียนซื้อไปเองในราคาส่วนลดตามข้อ 3.4 ไม่ใช่ค่าลิขสิทธิ์ เป็นการซื้อขายสินค้าคนละรายการ และไม่นำมาคำนวณค่าลิขสิทธิ์ตามข้อ 3.4
- ถ้ามีการจ้างผู้เขียนเขียนเพิ่มเติมหรือไปออกงานประชาสัมพันธ์ ส่วนนั้นเป็นค่าบริการหักตามข้อ 12/1 ให้แยกบรรทัดในเอกสาร
ให้สิทธิทีละรูปแบบ — ข้อที่เปลี่ยนผลได้มากที่สุด
สัญญาจัดพิมพ์จำนวนมากเขียนว่าผู้เขียนให้สำนักพิมพ์ "จัดพิมพ์และเผยแพร่ในทุกรูปแบบ" ซึ่งแปลว่าสำนักพิมพ์ได้สิทธิอีบุ๊ก หนังสือเสียง คำแปล และการดัดแปลงเป็นซีรีส์ไปด้วย ทั้งที่อาจไม่มีแผนทำเลย ผลคือสิทธิเหล่านั้นถูกถือค้างไว้จนหมดอายุสัญญา ผู้เขียนเอาไปทำเองหรือขายให้คนอื่นไม่ได้
แบบฟอร์มนี้จึงให้ ติ๊กทีละรูปแบบ และค่าเริ่มต้นคือไม่ให้ ข้อ 2.2 เขียนชัดว่ารูปแบบที่ไม่ได้ติ๊กยังเป็นของผู้เขียนและเอาไปใช้เองได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
ถ้าสำนักพิมพ์ขอสิทธิรูปแบบที่ยังไม่พร้อมทำ ทางออกที่เป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายคือให้สิทธินั้นพร้อมกำหนดเวลาว่าต้องเริ่มทำภายในกี่เดือน ไม่งั้นสิทธิกลับคืน ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับข้อ 9.1
ฐานคำนวณค่าลิขสิทธิ์ — ตัวเลขเดียวกันแต่ได้เงินต่างกันเท่าตัว
ค่าลิขสิทธิ์คิดได้สองฐานและต้องเลือกให้ชัดตั้งแต่ต้น
- ร้อยละของราคาปก — เข้าใจง่ายและตรวจสอบง่าย ผู้เขียนรู้ได้เองจากราคาที่พิมพ์บนปกคูณจำนวนที่ขาย
- ร้อยละของรายรับสุทธิที่สำนักพิมพ์ได้รับจริง — ตัวเลขฐานจะต่ำกว่ามาก เพราะร้านค้าและผู้จัดจำหน่ายกินส่วนแบ่งไปก่อนแล้ว ร้อยละ 10 ของราคาปก กับร้อยละ 10 ของรายรับสุทธิ ต่างกันได้เกินเท่าตัว
อัตราอีบุ๊กกับหนังสือเสียงมักสูงกว่าเล่มกระดาษ เพราะไม่มีต้นทุนพิมพ์และไม่มีสินค้าคงคลัง แบบฟอร์มนี้จึงแยกช่องอัตราออกจากกัน และข้อ 4.3 บังคับให้รายงานแยกรูปแบบ ไม่ใช่รวมเป็นยอดเดียว
ข้อที่ผู้เขียนและสำนักพิมพ์พลาดบ่อย
- ไม่มีกำหนดว่าต้องพิมพ์ภายในเมื่อไร — เซ็นแล้วเงียบไปสองปี ผู้เขียนเอางานไปไหนไม่ได้เลย ข้อ 3.1 กำหนดเวลา และข้อ 9.1 ให้สิทธิกลับคืนถ้าไม่ทำ
- ไม่มีข้อคืนสิทธิเมื่อหนังสือขาดตลาด — หนังสือเลิกพิมพ์แล้วแต่สัญญายังอยู่อีกหลายปี ทั้งที่ไม่มีใครได้ประโยชน์ ข้อ 9.1 แก้จุดนี้
- ให้แก้ต้นฉบับได้ไม่จำกัด — การบรรณาธิกรณ์ปกติกับการเปลี่ยนข้อสรุปของผู้เขียนเป็นคนละเรื่อง ข้อ 5.1 แยกเส้นไว้ และธรรมสิทธิ์ตามข้อ 5.2 เป็นเพดานที่สัญญาข้ามไม่ได้
- ไม่ระบุว่ารายงานยอดขายต้องมีอะไรบ้าง — ได้ยอดรวมมาตัวเดียวแล้วตรวจอะไรไม่ได้ ข้อ 4.3 บังคับให้แยกจำนวนพิมพ์ จำนวนขาย จำนวนคืน และฐานคำนวณของแต่ละรูปแบบ
- ลืมว่าหนังสือรับคืนได้ — ธุรกิจหนังสือไทยขายฝากและรับคืนเป็นปกติ ยอดที่ส่งออกจากคลังจึงไม่ใช่ยอดขาย ข้อ 4.2 นับเฉพาะยอดที่ได้รับชำระจริงและหักยอดคืนแล้ว
- คิดว่าปกเป็นของผู้เขียนด้วย — งานออกแบบปกที่สำนักพิมพ์จ้างทำเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์ ข้อ 9.4 เขียนไว้ชัด ถ้าผู้เขียนอยากได้ปกไปใช้ต่อ ต้องตกลงกันเป็นหนังสือ
- สิทธิคำแปลกับสิทธิดัดแปลงถูกเหมารวมไปฟรี — สองสิทธินี้มีมูลค่าสูงและมักขายแยกได้ ถ้าจะให้ ควรมีวิธีแบ่งรายได้ของตัวเองตามข้อ 2.1 (ง) และ (จ)
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- ต้นฉบับงาน … ฉบับที่ตรวจรับแล้ว พร้อมวันที่และเลขรุ่นของไฟล์
- รายการงานของบุคคลอื่นที่ปรากฏในต้นฉบับ … พร้อมหนังสืออนุญาตและเงื่อนไขการใช้หนังสือยืนยันว่าต้นฉบับไม่มีงานของบุคคลอื่นที่ต้องขออนุญาต
- ตารางสิทธิที่อนุญาตแยกตามรูปแบบ เขต … และระยะเวลา สำหรับให้ทั้งสองฝ่ายตรวจก่อนทำสัญญากับร้านค้าแต่ละราย
- แบบรายงานยอดขายที่ใช้ร่วมกัน แสดงจำนวนพิมพ์ จำนวนขาย จำนวนคืน และฐานคำนวณแยกรูปแบบ
- กำหนดจ่ายเงินล่วงหน้า … และวิธีหักกลบตาม …ตารางกำหนดชำระค่าลิขสิทธิ์รายรอบ
- หลักเกณฑ์การพิมพ์ซ้ำตาม … และบันทึกการแจ้งผู้เขียนแต่ละครั้ง
วันลงนาม
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย ลงชื่อกำกับทุกหน้าและเอกสารแนบ ตรวจอำนาจลงนามและหนังสือรับรองของฝ่ายที่เป็นนิติบุคคล
ก่อนเซ็น ให้ไล่ดูข้อ 2.1 ทีละบรรทัดว่าติ๊กอะไรไปบ้าง เพราะทุกช่องที่ติ๊กคือสิทธิที่ผู้เขียนเอาไปใช้เองไม่ได้ตลอด … เดือน และให้จดวันที่สำนักพิมพ์ตรวจรับต้นฉบับไว้ให้ชัด เพราะเป็นวันเริ่มนับทั้งอายุสัญญาตามข้อ 2.3 และกำหนดต้องพิมพ์ออกจำหน่ายตามข้อ 3.1
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-51F78A · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาจัดพิมพ์หนังสือหรือ E-book ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพื่อจัดพิมพ์ไม่มีในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากร และใบรับเงินค่าลิขสิทธิ์ก็ไม่ต้องปิด เพราะลักษณะ 28 (ใบรับ) จำกัดเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียนเท่านั้น ข้อยกเว้นเดียว คือถ้าเป็นการที่ผู้เขียนหรือเจ้าของเรื่องจ้างโรงพิมพ์ให้พิมพ์เป็นเล่มโดยจ่ายค่าจ้าง ส่วนนั้นเป็นจ้างทำของ ลักษณะ 4 ต้องปิดอากร 1 บาทต่อทุก 1,000 บาทของสินจ้าง โดยผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า — แต่กรณีนั้นเป็นคนละสัญญากับฉบับนี้ ซึ่งสำนักพิมพ์เป็นผู้ลงทุนและจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ผู้เขียน ไม่ใช่ผู้เขียนจ่ายค่าจ้าง ตราสารที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118
สัญญาจัดพิมพ์หนังสือหรือ E-book เสียภาษีอะไรบ้าง
ค่าลิขสิทธิ์และเงินล่วงหน้าค่าลิขสิทธิ์เป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(3) สำนักพิมพ์ที่เป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 ทั้งเงินล่วงหน้าและค่าลิขสิทธิ์รายงวด และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้เขียน เงินได้ประเภทค่าลิขสิทธิ์มีวิธีหักค่าใช้จ่ายต่างจากเงินได้จากการรับจ้าง ผู้เขียนควรตรวจกับผู้ทำบัญชีตอนยื่นแบบ การอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นการให้บริการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หากผู้เขียนจดทะเบียน VAT ต้องเรียกเก็บและออกใบกำกับภาษี หนังสือที่ผู้เขียนซื้อไปเองในราคาส่วนลดตามข้อ 3.4 ไม่ใช่ค่าลิขสิทธิ์ เป็นการซื้อขายสินค้าคนละรายการ และไม่นำมาคำนวณค่าลิขสิทธิ์ตามข้อ 3.4 ถ้ามีการจ้างผู้เขียนเขียนเพิ่มเติมหรือไปออกงานประชาสัมพันธ์ ส่วนนั้นเป็นค่าบริการหักตามข้อ 12/1 ให้แยกบรรทัดในเอกสาร
ใช้สัญญาจัดพิมพ์หนังสือหรือ E-bookตอนไหน
ใช้เมื่อสำนักพิมพ์จะพิมพ์หนังสือเล่มกระดาษของผู้เขียน · ใช้เมื่อจะทำอีบุ๊กหรือหนังสือเสียงจากต้นฉบับเดียวกัน โดยเลือกได้ว่าให้สิทธิรูปแบบใดบ้าง · ใช้เมื่อต้องกำหนดเงินล่วงหน้า อัตราค่าลิขสิทธิ์ และรอบรายงานยอดขาย · ใช้เมื่อต้องการให้สิทธิกลับคืนผู้เขียนถ้าหนังสือขาดตลาดหรือไม่ได้พิมพ์
ทำสัญญาจัดพิมพ์หนังสือหรือ E-bookต้องระวังอะไร
ให้สิทธิเป็นรูปแบบทีละอย่าง อย่าให้เหมารวมทุกรูปแบบทั้งที่สำนักพิมพ์ยังไม่มีแผนทำ เพราะสิทธิที่ไม่ได้ใช้จะถูกถือค้างไว้ · สัญญานี้เป็นการอนุญาตให้ใช้สิทธิ ไม่ใช่การโอนลิขสิทธิ์ ถ้าจะโอนต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.17 และถ้าไม่ระบุเวลา กฎหมายถือว่าโอนสิบปี · ผู้เขียนยังมีสิทธิแสดงชื่อและห้ามการตัดทอนดัดแปลงจนเสียชื่อเสียงตาม ม.18 ขอบเขตการบรรณาธิกรณ์จึงต้องเขียนให้ชัด · ระบุฐานคำนวณค่าลิขสิทธิ์ให้ชัดว่าคิดจากราคาปกหรือจากรายรับสุทธิของสำนักพิมพ์ เพราะตัวเลขต่างกันมาก · ผู้เขียนต้องรับรองว่างานเป็นของตน ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่น และไม่หมิ่นประมาทบุคคลจริง · ค่าลิขสิทธิ์เป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร ม.40(3) สำนักพิมพ์ที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาจัดพิมพ์หนังสือหรือ E-book
ไม่เหมาะเมื่อผู้เขียนจะขายลิขสิทธิ์ขาดให้สำนักพิมพ์ ให้ใช้ สัญญาโอนลิขสิทธิ์ผลงาน · ไม่เหมาะเมื่อสำนักพิมพ์จ้างเขียนโดยจ่ายค่าจ้างเป็นชิ้นและเป็นเจ้าของงาน ให้ใช้ สัญญาจ้างเขียนบทความ · ไม่เหมาะเมื่อผู้เขียนจ้างโรงพิมพ์พิมพ์เองแล้วขายเอง ซึ่งเป็นสัญญาจ้างทำของ ไม่ใช่การให้สิทธิจัดพิมพ์ · สัญญาจัดพิมพ์หนังสือระหว่างผู้เขียนกับสำนักพิมพ์ ภาษาอังกฤษ — ใช้ Publishing Agreement — สัญญาจัดพิมพ์หนังสือระหว่างผู้เขียนกับสำนักพิมพ์ ภาษาอังกฤษ
สัญญาจัดพิมพ์หนังสือหรือ E-book ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม
สัญญานี้ไม่ต้องจดทะเบียน แต่ ตัวหนังสือที่พิมพ์ออกมามีหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการจดแจ้งการพิมพ์ ซึ่งเป็นภาระของผู้พิมพ์ ไม่ใช่ของผู้เขียน ข้อ 3.3 จึงกำหนดให้สำนักพิมพ์เป็นผู้ดำเนินการและออกค่าใช้จ่าย ได้แก่ ขอเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ (ISBN) และข้อมูลทางบรรณานุกรม (CIP) จากหอสมุดแห่งชาติ จดแจ้งการพิมพ์และส่งหนังสือให้หอสมุดแห่งชาติตามจำนวนและกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด แสดงชื่อผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา และข้อมูลหน้าลิขสิทธิ์ให้ครบ ให้ตรวจรายละเอียดและกำหนดเวลาปัจจุบันจากหอสมุดแห่งชาติก่อนพิมพ์ เพราะระเบียบเปลี่ยนเป็นระยะ
ลงนามสัญญาจัดพิมพ์หนังสือหรือ E-bookต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย ลงชื่อกำกับทุกหน้าและเอกสารแนบ ตรวจอำนาจลงนามและหนังสือรับรองของฝ่ายที่เป็นนิติบุคคล ก่อนเซ็น ให้ไล่ดูข้อ 2.1 ทีละบรรทัดว่าติ๊กอะไรไปบ้าง เพราะทุกช่องที่ติ๊กคือสิทธิที่ผู้เขียนเอาไปใช้เองไม่ได้ตลอด … เดือน และให้จดวันที่สำนักพิมพ์ตรวจรับต้นฉบับไว้ให้ชัด เพราะเป็นวันเริ่มนับทั้งอายุสัญญาตามข้อ 2.3 และกำหนดต้องพิมพ์ออกจำหน่ายตามข้อ 3.1
ทำสัญญาจัดพิมพ์หนังสือหรือ E-bookต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
ต้นฉบับงาน … ฉบับที่ตรวจรับแล้ว พร้อมวันที่และเลขรุ่นของไฟล์ รายการงานของบุคคลอื่นที่ปรากฏในต้นฉบับ … พร้อมหนังสืออนุญาตและเงื่อนไขการใช้หนังสือยืนยันว่าต้นฉบับไม่มีงานของบุคคลอื่นที่ต้องขออนุญาต ตารางสิทธิที่อนุญาตแยกตามรูปแบบ เขต … และระยะเวลา สำหรับให้ทั้งสองฝ่ายตรวจก่อนทำสัญญากับร้านค้าแต่ละราย แบบรายงานยอดขายที่ใช้ร่วมกัน แสดงจำนวนพิมพ์ จำนวนขาย จำนวนคืน และฐานคำนวณแยกรูปแบบ กำหนดจ่ายเงินล่วงหน้า … และวิธีหักกลบตาม …ตารางกำหนดชำระค่าลิขสิทธิ์รายรอบ หลักเกณฑ์การพิมพ์ซ้ำตาม … และบันทึกการแจ้งผู้เขียนแต่ละครั้ง
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 18 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4
ในพระราชบัญญัตินี้ “ผู้สร้างสรรค์” หมายความว่า ผู้ทำหรือผู้ก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ “ลิขสิทธิ์” หมายความว่า สิทธิแต่ผู้เดียวที่จะทำการใด ๆ ตามพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับงาน ที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น “วรรณกรรม” หมายความว่า งานนิพนธ์ที่ทำขึ้นทุกชนิด เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ ปาฐกถา เทศนา คำปราศรัย สุนทรพจน์ และให้หมายความรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วย - 2 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา “โปรแกรมคอมพิวเตอร์” หมายความว่า คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดที่นำไปใช้กับ เครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานหรือเพื่อให้ได้รับผลอย่างหนึ่งอย่างใด ทั้งนี้ ไม่ว่า จะเป็นภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในลักษณะใด “นาฏกรรม” หมายความว่า งานเกี่ยวกับการรำ การเต้น การทำท่า หรือการแสดงที่ประกอบขึ้น เป็นเรื่องราว และให้หมายความรวมถึงการแสดงโดยวิธีใบ้ด้วย “ศิลปกรรม” หมายความว่า งานอันมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้ (1) งานจิตรกรรม ได้แก่ งานสร้างสรรค์รูปทรงที่ประกอบด้วยเส้น แสง สี หรือสิ่งอื่น อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ลงบนวัสดุอย่างเดียวหรือหลายอย่าง (2) งานประติมากรรม ได้แก่ งานสร้างสรรค์รูปทรงที่เกี่ยวกับปริมาตรที่สัมผัสและจับต้องได้ (3) งานภาพพิมพ์ ได้แก่ งานสร้างสรรค์ภาพด้วยกรรมวิธีทางการพิมพ์ และหมายความ รวมถึงแม่พิมพ์หรือแบบพิมพ์ที่ใช้ในการพิมพ์ด้วย (4) งานสถาปัตยกรรม ได้แก่ งานออกแบบอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง งานออกแบบตกแต่ง ภายในหรือภายนอก ตลอดจนบริเวณของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง หรือการสร้างสรรค์หุ่นจำลองของอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้าง (5) งานภาพถ่าย ได้แก่ งานสร้างสรรค์ภาพที่เกิดจากการใช้เครื่องมือบันทึกภาพโดยให้แสง ผ่านเลนซ์ไปยังฟิล์มหรือกระจก และล้างด้วยน้ำยาซึ่งมีสูตรเฉพาะ หรือด้วยกรรมวิธีใด ๆ อันทำให้เกิดภาพขึ้น หรือการบันทึกภาพโดยเครื่องมือหรือวิธีการอย่างอื่น (6) งานภาพประกอบ แผนที่ โครงสร้าง ภาพร่าง หรืองานสร้างสรรค์รูปทรงสามมิติ อันเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ หรือวิทยาศาสตร์ (7) งานศิลปประยุกต์ ได้แก่ งานที่นำเอางานตาม (1) ถึง (6) อย่างใดอย่างหนึ่งหรือ หลายอย่างรวมกันไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น นอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าวนั้น เช่น นำไปใช้สอย นำไปตกแต่งวัสดุหรือสิ่งของอันเป็นเครื่องใช้หรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า ทั้งนี้ ไม่ว่างานตาม (1) ถึง (7) จะมีคุณค่าทางศิลปะหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง ภาพถ่ายและแผนผังของงานดังกล่าวด้วย “ดนตรีกรรม” หมายความว่า งานเกี่ยวกับเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อบรรเลงหรือขับร้องไม่ว่าจะมี ทำนองและคำร้องหรือมีทำนองอย่างเดียว และให้หมายความรวมถึงโน้ตเพลงหรือแผนภูมิเพลงที่ได้แยก และเรียบเรียงเสียงประสานแล้ว “โสตทัศนวัสดุ” หมายความว่า งานอันประกอบด้วยลำดับของภาพโดยบันทึกลงในวัสดุ ไม่ว่าจะมีลักษณะอย่างใด อันสามารถที่จะนำมาเล่นซ้ำได้อีก โดยใช้เครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการใช้วัสดุนั้น และให้หมายความรวมถึงเสียงประกอบงานนั้นด้วย ถ้ามี “ภาพยนตร์” หมายความว่า โสตทัศนวัสดุอันประกอบด้วยลำดับของภาพ ซึ่งสามารถ นำออกฉายต่อเนื่องได้อย่างภาพยนตร์หรือสามารถบันทึกลงบนวัสดุอื่น เพื่อนำออกฉายต่อเนื่อง ได้อย่างภาพยนตร์ และให้หมายความรวมถึงเสียงประกอบภาพยนตร์นั้นด้วย ถ้ามี - 3 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา “สิ่งบันทึกเสียง” หมายความว่า งานอันประกอบด้วยลำดับของเสียงดนตรี เสียงการแสดง หรือเสียงอื่นใด โดยบันทึกลงในวัสดุไม่ว่าจะมีลักษณะใด ๆ อันสามารถที่จะนำมาเล่นซ้ำได้อีกโดยใช้เครื่องมือ ที่จำเป็นสำหรับการใช้วัสดุนั้น แต่ทั้งนี้มิให้หมายความรวมถึงเสียงประกอบภาพยนตร์หรือเสียงประกอบ โสตทัศนวัสดุอย่างอื่น “นักแสดง” หมายความว่า ผู้แสดง นักดนตรี นักร้อง นักเต้น นักรำ และผู้ซึ่งแสดงท่าทาง ร้อง กล่าว พากย์ แสดงตามบทหรือในลักษณะอื่นใด “งานแพร่เสียงแพร่ภาพ” หมายความว่า งานที่นำออกสู่สาธารณชนโดยการแพร่เสียง ทางวิทยุกระจายเสียง การแพร่เสียงและหรือภาพทางวิทยุโทรทัศน์ หรือโดยวิธีอย่างอื่นอันคล้ายคลึงกัน “ทำซ้ำ” หมายความรวมถึง คัดลอกไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ เลียนแบบ ทำสำเนา ทำแม่พิมพ์ บันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกเสียงและภาพ จากต้นฉบับ จากสำเนา หรือจากการโฆษณาในส่วนอันเป็น สาระสำคัญ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน สำหรับในส่วนที่เกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้หมายความถึง คัดลอกหรือทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากสื่อบันทึกใด ไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ โดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน “ดัดแปลง” หมายความว่า ทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปใหม่ ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม หรือจำลองงาน ต้นฉบับในส่วนอันเป็นสาระสำคัญโดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน (1) ในส่วนที่เกี่ยวกับวรรณกรรม ให้หมายความรวมถึง แปลวรรณกรรม เปลี่ยนรูป วรรณกรรมหรือรวบรวมวรรณกรรมโดยคัดเลือกและจัดลำดับใหม่ (2) ในส่วนที่เกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ให้หมายความรวมถึง ทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปใหม่ ปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ โดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำขึ้นใหม่ (3) ในส่วนที่เกี่ยวกับนาฏกรรม ให้หมายความรวมถึง เปลี่ยนงานที่มิใช่นาฏกรรมให้เป็น นาฏกรรม หรือเปลี่ยนนาฏกรรมให้เป็นงานที่มิใช่นาฏกรรม ทั้งนี้ ไม่ว่าในภาษาเดิมหรือต่างภาษากัน (4) ในส่วนที่เกี่ยวกับศิลปกรรม ให้หมายความรวมถึง เปลี่ยนงานที่เป็นรูปสองมิติหรือ สามมิติ ให้เป็นรูปสามมิติหรือสองมิติ หรือทำหุ่นจำลองจากงานต้นฉบับ (5) ในส่วนที่เกี่ยวกับดนตรีกรรม ให้หมายความรวมถึง จัดลำดับเรียบเรียงเสียงประสานหรือ เปลี่ยนคำร้องหรือทำนองใหม่ “เผยแพร่ต่อสาธารณชน” หมายความว่า ทำให้ปรากฏต่อสาธารณชน โดยการแสดง การบรรยาย การสวด การบรรเลง การทำให้ปรากฏด้วยเสียงและหรือภาพ การก่อสร้าง การจำหน่าย หรือโดย วิธีอื่นใดซึ่งงานที่ได้จัดทำขึ้น “การโฆษณา” หมายความว่า การนำสำเนาจำลองของงานไม่ว่าในรูปหรือลักษณะอย่างใด ที่ทำขึ้นโดยความยินยอมของผู้สร้างสรรค์ออกจำหน่าย โดยสำเนาจำลองนั้นมีปรากฏต่อสาธารณชน เป็นจำนวนมากพอสมควรตามสภาพของงานนั้น แต่ทั้งนี้ไม่หมายความรวมถึง การแสดงหรือการทำให้ปรากฏ ซึ่งนาฏกรรม ดนตรีกรรม หรือภาพยนตร์ การบรรยายหรือการปาฐกถา ซึ่งวรรณกรรม การแพร่เสียงแพร่ภาพ เกี่ยวกับงานใด การนำศิลปกรรมออกแสดงและการก่อสร้างงานสถาปัตยกรรม - 4 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา “ผู้ให้บริการ” หมายความว่า ผู้ให้บริการเป็นสื่อกลางส่งผ่านข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือ ให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่นผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ และให้หมายความรวมถึงผู้ให้บริการ เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นการชั่วคราว ผู้ให้บริการรับฝากข้อมูลคอมพิวเตอร์ และผู้ให้บริการสืบค้นแหล่งที่ตั้ง ของข้อมูลคอมพิวเตอร์ด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเองหรือบุคคลอื่น หรือเพื่อประโยชน์ ของบุคคลอื่น “ผู้ใช้บริการ” หมายความว่า ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการไม่ว่าต้องเสียค่าใช้บริการหรือไม่ก็ตาม “ข้อมูลการบริหารสิทธิ” หมายความว่า ข้อมูลที่บ่งชี้ถึงผู้สร้างสรรค์ งานสร้างสรรค์ นักแสดง การแสดง เจ้าของลิขสิทธิ์ หรือระยะเวลาและเงื่อนไขการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ ตลอดจนตัวเลขหรือ รหัสแทนข้อมูลดังกล่าว โดยข้อมูลเช่นว่านี้ติดอยู่หรือปรากฏเกี่ยวข้องกับงานอันมีลิขสิทธิ์หรือสิ่งบันทึก การแสดง “มาตรการทางเทคโนโลยี” หมายความว่า เทคโนโลยีที่ใช้คุ้มครองสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ หรือสิทธิของนักแสดงตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเทคโนโลยีที่ใช้ควบคุมการเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์หรือ สิ่งบันทึกการแสดง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ “การหลบเลี่ยงมาตรการทางเทคโนโลยี” (ยกเลิก) “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งอธิบดี กรมทรัพย์สินทางปัญญามอบหมายด้วย “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการลิขสิทธิ์ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6
งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่งานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรืองานอื่นใด ในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ ของผู้สร้างสรรค์ไม่ว่างานดังกล่าวจะแสดงออกโดยวิธี หรือรูปแบบอย่างใด การคุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่คลุมถึงความคิด หรือขั้นตอน กรรมวิธีหรือระบบ หรือวิธีใช้หรือทำงาน หรือแนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 8
ให้ผู้สร้างสรรค์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานที่ตนได้สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีที่ยังไม่ได้มีการโฆษณางาน ผู้สร้างสรรค์ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรืออยู่ใน ราชอาณาจักรหรือเป็นผู้มีสัญชาติหรืออยู่ในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย ตลอดระยะเวลาหรือเป็นส่วนใหญ่ในการสร้างสรรค์งานนั้น (2) ในกรณีที่ได้มีการโฆษณางานแล้ว การโฆษณางานนั้นในครั้งแรกได้กระทำขึ้น ในราชอาณาจักรหรือในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี อยู่ด้วย หรือในกรณีที่การโฆษณาครั้งแรกได้กระทำนอกราชอาณาจักรหรือในประเทศอื่นที่ไม่เป็นภาคี แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย หากได้มีการโฆษณางานดังกล่าว - 6 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในราชอาณาจักรหรือในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี อยู่ด้วยภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้มีการโฆษณาครั้งแรก หรือผู้สร้างสรรค์เป็นผู้มีลักษณะตามที่กำหนดไว้ ใน (1) ในขณะที่มีการโฆษณางานครั้งแรก ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย ถ้าผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล นิติบุคคลนั้นต้อง เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 11
งานใดมีลักษณะเป็นการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ให้ผู้ที่ได้ดัดแปลงนั้นมีลิขสิทธิ์ในงานที่ได้ดัดแปลงตามพระราชบัญญัตินี้ แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่มีอยู่ในงานของผู้สร้างสรรค์เดิมที่ถูกดัดแปลง
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15
ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ แต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง (4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น (5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 17
ลิขสิทธิ์นั้นย่อมโอนให้แก่กันได้ เจ้าของลิขสิทธิ์อาจโอนลิขสิทธิ์ของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลอื่นได้ และจะโอน ให้โดยมีกำหนดเวลาหรือตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ได้ การโอนลิขสิทธิ์ตามวรรคสองซึ่งมิใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอน และผู้รับโอน ถ้าไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ในสัญญาโอน ให้ถือว่าเป็นการโอนมีกำหนดระยะเวลาสิบปี
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 18
ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิที่จะแสดงว่าตน เป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอด อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร - 8 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204
ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387
ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423
ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้ ผู้ใดส่งข่าวสารอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสารนั้นมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสารเช่นนั้นหาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ลักษณะ 5 ละเมิด (มาตรา 420–437)
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5
ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
ประมวลรัษฎากร มาตรา 40
เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล (4) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว
ประมวลรัษฎากร — เงินได้พึงประเมิน ม.40–41
ประมวลรัษฎากร มาตรา 118
ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)