สัญญาให้บริการ SaaS ต้องมีอะไรบ้าง
สัญญาระหว่างผู้ให้บริการกับลูกค้าที่ใช้ซอฟต์แวร์ผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นรายรอบ โดยผู้ให้บริการยังเป็นเจ้าของระบบและประมวลผลข้อมูลตามคำสั่งลูกค้า · เป้าหมายความพร้อมใช้งานที่ไม่มีผลอะไรเมื่อทำไม่ได้ ไม่ใช่ SLA ต้องผูกกับส่วนลดค่าบริการที่คำนวณได้และมีเพดาน
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อขายสิทธิใช้ระบบแบบรายเดือนหรือรายปี |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | สัญญาให้บริการซอฟต์แวร์แบบบอกรับไม่มีในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากร และใบรับเงินค่าบริการก็ไม่ต้องปิด เพราะลักษณะ 28 (ใบรับ) จำกัดเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียนเท่านั้น อย่าปิดอากรเผื่อไว้ และอย่าเชื่อคำแนะนำว่าต้องติด 1 บาทต่อพัน ซึ่งเป็นอัตราของสัญญาจ้างทำของ ลักษณะ 4 คนละเรื่องกัน — สัญญาฉบับนี้ไม่มีการพัฒนาหรือส่งมอบงาน มีแต่การให้ใช้ระบบที่ผู้ให้บริการดูแลเอง ข้อยกเว้นเดียว คือถ้าสัญญาฉบับเดียวกันมีงานติดตั้ง ย้ายข้อมูล หรือพัฒนาส่วนเพิ่มให้ลูกค้าด้วย ส่วนที่เป็นสินจ้างนั้นเข้าลักษณะ 4 ต้องปิดอากร 1 บาทต่อทุก 1,000 บาท โดยผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า หนังสือมอบอำนาจที่แนบมาเข้าลักษณะ 7 ต้องปิดอากรแยกต่างหาก ตราสารที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 |
| ภาษี | ค่าบริการ SaaS เป็นค่าบริการ ไม่ใช่ค่าสิทธิและไม่ใช่ค่าจ้างทำของ ผู้ให้บริการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องเรียกเก็บ VAT และออกใบกำกับภาษี ตรวจว่าค่าบริการ … รวม VAT แล้วหรือยังตามข้อ 3.1 และดูจุดที่ความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 กับการออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86 ผู้ใช้บริการที่เป็นนิติบุคคลต้องตรวจหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ค่าบริการทั่วไปตามมาตรา 40(8) หักร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 — แต่ถ้าเนื้อหาจริงเป็นการให้สิทธิใช้ซอฟต์แวร์มากกว่าการให้บริการ อาจเข้าค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) ซึ่งอัตราเท่ากันแต่คนละประเภทเงินได้ ให้ดูสาระของข้อตกลง ไม่ใช่ชื่อสัญญา ถ้ามีค่าติดตั้งหรือค่าย้ายข้อมูลครั้งแรก แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้ เพราะส่วนนั้นเป็นจ้างทำของหักตามข้อ 8 และเป็นส่วนที่ต้องปิดอากรลักษณะ 4 ด้วย ถ้าผู้ให้บริการอยู่ต่างประเทศ มีกฎอีกชุดหนึ่งที่คนไทยพลาดกันมากที่สุด — ผู้จ่ายเงินในไทยอาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ที่จ่ายไปต่างประเทศตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ซึ่งต้องดูอนุสัญญาภาษีซ้อนประกอบ และมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ประกอบการต่างประเทศตามมาตรา 83/6 ทั้งสองอย่างนี้เกิดทุกเดือนที่จ่ายค่าบริการ และย้อนแก้ยาก ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีก่อนจ่ายรอบแรก |
| แบบที่กฎหมายกำหนด | สัญญา SaaS ไม่ต้องจดทะเบียน แต่มีเอกสารบังคับหนึ่งฉบับ คือ ผู้ให้บริการที่เก็บหรือประมวลผลข้อมูลผู้ใช้แทนลูกค้าเป็น ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลบังคับให้ต้องมีสัญญาระหว่างผู้ควบคุมกับผู้ประมวลผล ไม่ใช่ทางเลือก และถ้าไม่มี ลูกค้าเป็นฝ่ายผิดเอง เพราะลูกค้าคือผู้ควบคุมข้อมูล ในคลังของเว็บนี้มีแบบฟอร์มนั้นแยกไว้แล้ว ให้ใช้ สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุม–ผู้ประมวลผล) เป็นผนวก อย่าเขียนย่อ ๆ ลงในสัญญาหลัก เพราะรายการที่กฎหมายกำหนดมีมากกว่าหนึ่งย่อหน้า สิ่งที่ควรแนบเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาด้วย คือแผนบริการและขอบเขตฟีเจอร์ · นโยบายความเป็นส่วนตัว · รายชื่อผู้ประมวลผลช่วงพร้อมที่ตั้งข้อมูล · และมาตรการความมั่นคงปลอดภัย เพราะทั้งสี่อย่างนี้คือสิ่งที่เปลี่ยนได้ตลอดและต้องมีหลักฐานว่าตกลงอะไรกันไว้ ณ วันเซ็น |
| มาตราที่อ้าง | ป.พ.พ. ม.7, 204, 213, 215, 224, 383, 387, 391; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม.4, 5, 8; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ม.19, 24, 27, 28, 29, 30–36, 37, 39, 40; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.15, 17; ประมวลรัษฎากร ม.78, 86, 118 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ (ไม่มีลักษณะใดคลุมการให้บริการซอฟต์แวร์แบบบอกรับ); คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 349 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อขายสิทธิใช้ระบบแบบรายเดือนหรือรายปี
- ใช้เมื่อระบบเก็บข้อมูลลูกค้าหรือพนักงานของผู้ใช้บริการ
- ใช้เมื่อต้องกำหนดจำนวนผู้ใช้ที่อนุญาตและค่าใช้เกินสิทธิ
- ใช้เมื่อต้องกำหนดความพร้อมใช้งาน ช่องทางสนับสนุน และการส่งออกข้อมูลเมื่อเลิกใช้
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- เป้าหมายความพร้อมใช้งานที่ไม่มีผลอะไรเมื่อทำไม่ได้ ไม่ใช่ SLA ต้องผูกกับส่วนลดค่าบริการที่คำนวณได้และมีเพดาน
- การขึ้นราคาและการเปลี่ยนความสามารถของระบบฝ่ายเดียวเป็นข้อสัญญาที่เสี่ยงไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ม.4 ต้องบอกล่วงหน้าและให้สิทธิผู้ใช้บริการออก
- ผู้ให้บริการที่ประมวลผลข้อมูลแทนลูกค้าเป็นผู้ประมวลผลข้อมูล ต้องมีสัญญาตาม PDPA ม.40 แนบท้าย ไม่ใช่เขียนย่อในสัญญาหลัก
- เซิร์ฟเวอร์หรือผู้ประมวลผลช่วงที่อยู่ต่างประเทศเป็นการส่งข้อมูลข้ามแดนตาม ม.28 และ ม.29 ต้องตรวจก่อนเปิดใช้
- ข้อมูลที่นำเข้าระบบเป็นของผู้ใช้บริการ ห้ามยึดไว้ต่อรองหนี้ และต้องตกลงรูปแบบไฟล์ส่งออกไว้ล่วงหน้า
- ถ้าผู้ให้บริการอยู่ต่างประเทศ ผู้จ่ายเงินในไทยมีหน้าที่ภาษีเพิ่มทั้งการหัก ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากร ม.70 และการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทน
- ถ้าขายให้ผู้บริโภคไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจ ต้องตรวจประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเพิ่ม เพราะควบคุมเข้มกว่า
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- ไม่เหมาะกับการจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์เฉพาะลูกค้า ให้ใช้ สัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ / ระบบสารสนเทศ
- ไม่เหมาะกับการจ้างสร้างแชตบอตหรือระบบ AI ขึ้นใหม่ ให้ใช้ สัญญาจ้างพัฒนา Chatbot หรือระบบ AI
- ไม่เหมาะกับการอนุญาตให้ติดตั้งซอฟต์แวร์บนเครื่องของลูกค้าเอง ซึ่งเป็นสัญญาอนุญาตใช้ซอฟต์แวร์คนละแบบกับการให้บริการ
- สัญญาบริการซอฟต์แวร์แบบสมาชิก (SaaS) ภาษาอังกฤษ — ใช้ SaaS Subscription Agreement — สัญญาบริการซอฟต์แวร์แบบสมาชิก (SaaS) ภาษาอังกฤษ
อากรแสตมป์
สัญญาให้บริการซอฟต์แวร์แบบบอกรับไม่มีในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากร และใบรับเงินค่าบริการก็ไม่ต้องปิด เพราะลักษณะ 28 (ใบรับ) จำกัดเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียนเท่านั้น
อย่าปิดอากรเผื่อไว้ และอย่าเชื่อคำแนะนำว่าต้องติด 1 บาทต่อพัน ซึ่งเป็นอัตราของสัญญาจ้างทำของ ลักษณะ 4 คนละเรื่องกัน — สัญญาฉบับนี้ไม่มีการพัฒนาหรือส่งมอบงาน มีแต่การให้ใช้ระบบที่ผู้ให้บริการดูแลเอง ข้อยกเว้นเดียว คือถ้าสัญญาฉบับเดียวกันมีงานติดตั้ง ย้ายข้อมูล หรือพัฒนาส่วนเพิ่มให้ลูกค้าด้วย ส่วนที่เป็นสินจ้างนั้นเข้าลักษณะ 4 ต้องปิดอากร 1 บาทต่อทุก 1,000 บาท โดยผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า
หนังสือมอบอำนาจที่แนบมาเข้าลักษณะ 7 ต้องปิดอากรแยกต่างหาก ตราสารที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118
การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด
สัญญา SaaS ไม่ต้องจดทะเบียน แต่มีเอกสารบังคับหนึ่งฉบับ คือ ผู้ให้บริการที่เก็บหรือประมวลผลข้อมูลผู้ใช้แทนลูกค้าเป็น ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลบังคับให้ต้องมีสัญญาระหว่างผู้ควบคุมกับผู้ประมวลผล ไม่ใช่ทางเลือก และถ้าไม่มี ลูกค้าเป็นฝ่ายผิดเอง เพราะลูกค้าคือผู้ควบคุมข้อมูล
ในคลังของเว็บนี้มีแบบฟอร์มนั้นแยกไว้แล้ว ให้ใช้ «สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุม–ผู้ประมวลผล)» เป็นผนวก อย่าเขียนย่อ ๆ ลงในสัญญาหลัก เพราะรายการที่กฎหมายกำหนดมีมากกว่าหนึ่งย่อหน้า
สิ่งที่ควรแนบเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาด้วย คือแผนบริการและขอบเขตฟีเจอร์ · นโยบายความเป็นส่วนตัว · รายชื่อผู้ประมวลผลช่วงพร้อมที่ตั้งข้อมูล · และมาตรการความมั่นคงปลอดภัย เพราะทั้งสี่อย่างนี้คือสิ่งที่เปลี่ยนได้ตลอดและต้องมีหลักฐานว่าตกลงอะไรกันไว้ ณ วันเซ็น
ภาษี
ค่าบริการ SaaS เป็นค่าบริการ ไม่ใช่ค่าสิทธิและไม่ใช่ค่าจ้างทำของ
- ผู้ให้บริการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องเรียกเก็บ VAT และออกใบกำกับภาษี ตรวจว่าค่าบริการ … รวม VAT แล้วหรือยังตามข้อ 3.1 และดูจุดที่ความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 กับการออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86
- ผู้ใช้บริการที่เป็นนิติบุคคลต้องตรวจหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ค่าบริการทั่วไปตามมาตรา 40(8) หักร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 — แต่ถ้าเนื้อหาจริงเป็นการให้สิทธิใช้ซอฟต์แวร์มากกว่าการให้บริการ อาจเข้าค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) ซึ่งอัตราเท่ากันแต่คนละประเภทเงินได้ ให้ดูสาระของข้อตกลง ไม่ใช่ชื่อสัญญา
- ถ้ามีค่าติดตั้งหรือค่าย้ายข้อมูลครั้งแรก แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้ เพราะส่วนนั้นเป็นจ้างทำของหักตามข้อ 8 และเป็นส่วนที่ต้องปิดอากรลักษณะ 4 ด้วย
ถ้าผู้ให้บริการอยู่ต่างประเทศ มีกฎอีกชุดหนึ่งที่คนไทยพลาดกันมากที่สุด — ผู้จ่ายเงินในไทยอาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ที่จ่ายไปต่างประเทศตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ซึ่งต้องดูอนุสัญญาภาษีซ้อนประกอบ และมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ประกอบการต่างประเทศตามมาตรา 83/6 ทั้งสองอย่างนี้เกิดทุกเดือนที่จ่ายค่าบริการ และย้อนแก้ยาก ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีก่อนจ่ายรอบแรก
SLA ที่ไม่มีผลอะไร ไม่ใช่ SLA
สัญญา SaaS จำนวนมากเขียนว่า "ผู้ให้บริการมุ่งให้ระบบพร้อมใช้งานร้อยละ 99.9" แล้วต่อท้ายว่า "ทั้งนี้ไม่ใช่การรับประกัน" ซึ่งแปลว่าถ้าระบบล่มทั้งเดือน ลูกค้าก็ยังต้องจ่ายเต็ม ตัวเลขนั้นจึงเป็นคำโฆษณา ไม่ใช่ข้อสัญญา
สิ่งที่ทำให้ตัวเลขมีผลคือ ส่วนลดค่าบริการที่คำนวณได้ ตามข้อ 4.3 — ขาดเป้าหมายเท่าไรได้ส่วนลดเท่าไร มีเพดานเท่าไร และขอภายในกี่วัน โครงสร้างแบบนี้บังคับได้จริงเพราะเป็นการประมาณค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า และเพดานทำให้ไม่กลายเป็นเบี้ยปรับสูงเกินส่วนที่ศาลจะลดลง
ที่ต้องดูคู่กันคือ ข้อยกเว้น ในข้อ 4.2 ถ้าเขียนกว้างเกินไปจนคลุมทุกกรณี ส่วนลดก็ไม่มีวันได้ใช้ ข้อยกเว้นที่ยอมรับได้คือการบำรุงรักษาตามแผนที่แจ้งล่วงหน้า เหตุสุดวิสัย และฝั่งของลูกค้าเอง — ไม่ใช่ "เหตุขัดข้องของผู้ให้บริการภายนอก" แบบไม่มีเงื่อนไข เพราะผู้ให้บริการเป็นคนเลือกคลาวด์เอง
ข้อที่คนซื้อและคนขาย SaaS พลาดบ่อย
- ไม่กำหนดจำนวนผู้ใช้ — พอบริษัทโตขึ้นแล้วถูกเรียกเก็บย้อนหลังทีเดียวหลายเดือน ข้อ 2.3 จึงกำหนดว่าคิดตั้งแต่รอบที่แจ้ง และย้อนหลังได้ไม่เกินสองรอบ
- ต่ออายุอัตโนมัติแบบเงียบ ๆ — รู้ตัวอีกทีถูกตัดบัตรไปแล้วอีกปี ข้อ 3.3 จึงบังคับให้ผู้ให้บริการแจ้งเตือนก่อนครบกำหนด และถ้าไม่แจ้ง ลูกค้าบอกเลิกได้พร้อมรับเงินคืนตามส่วน
- ขึ้นราคากลางคัน — ข้อ 3.4 ให้ขึ้นได้เฉพาะเมื่อเริ่มรอบใหม่ ต้องบอกล่วงหน้า และถ้าลูกค้าไม่รับราคาใหม่ก็ออกได้โดยไม่ผิดสัญญา ข้อนี้คือหัวใจของความเป็นธรรมในสัญญาบอกรับ
- ผู้ให้บริการถอดฟีเจอร์ที่ลูกค้าใช้อยู่ — เกิดบ่อยมากและมักไม่มีข้อสัญญารองรับ ข้อ 5.1 จึงให้แจ้งล่วงหน้าและให้ลูกค้าออกได้ถ้าระบบไม่ตอบวัตถุประสงค์เดิมอีกต่อไป
- ไม่รู้ว่าข้อมูลอยู่ประเทศไหน — ผู้ให้บริการไทยจำนวนมากวางระบบบนคลาวด์ต่างประเทศ ซึ่งเป็นการส่งข้อมูลข้ามแดนที่ต้องมีมาตรการรองรับ ข้อ 6.3 บังคับให้ระบุและตรวจก่อนเปิดใช้
- ไม่มีรายชื่อผู้ประมวลผลช่วง — คลาวด์ อีเมล ระบบส่ง SMS ระบบวิเคราะห์ ทุกตัวคือผู้ประมวลผลช่วงที่เห็นข้อมูลลูกค้า ข้อ 6.4 บังคับให้ระบุและแจ้งก่อนเปลี่ยน
- เลิกใช้แล้วเอาข้อมูลออกไม่ได้ — ข้อพิพาทที่เจ็บที่สุด เพราะลูกค้าไม่มีทางเลือกนอกจากยอมจ่าย ข้อ 8.2 กำหนดรูปแบบไฟล์ไว้ล่วงหน้า และ ข้อ 8.3 ห้ามยึดข้อมูลไว้ต่อรองแม้กำลังมีข้อพิพาทเรื่องค่าบริการ
- เขียนเพดานความรับผิดแล้วคลุมทุกอย่าง — เพดานที่คลุมไปถึงการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและการจงใจ เสี่ยงถูกตัดทั้งข้อ ข้อ 11.3 จึงยกเว้นสี่กรณีออกจากเพดานไว้ชัด
- ขายให้ผู้บริโภคโดยใช้สัญญาแบบ B2B — ถ้าคู่สัญญาเป็นผู้บริโภคไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจ การควบคุมข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเข้มกว่ามาก ต้องตรวจประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเพิ่ม
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- แผนบริการ … และขอบเขตความสามารถ … พร้อมสิ่งที่ต้องซื้อเพิ่ม
- จำนวนผู้ใช้ … บัญชี และข้อจำกัดการใช้งาน … พร้อมวิธีนับที่ทั้งสองฝ่ายตรวจได้
- ข้อกำหนดระดับบริการ ความพร้อมใช้งานร้อยละ … ช่วงบำรุงรักษา … และช่องทางสนับสนุน …
- สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายบังคับ พร้อมรายการข้อมูล … ที่ตั้งข้อมูล … และรายชื่อผู้ประมวลผลช่วง …
- มาตรการความมั่นคงปลอดภัย … และแผนสำรองกู้คืน …
- ขั้นตอนและรูปแบบการส่งออกข้อมูล … พร้อมผลการทดสอบส่งออกจริงก่อนเริ่มใช้
วันลงนาม
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย ลงชื่อกำกับเอกสารแนบทุกชุด ตรวจอำนาจลงนามและหนังสือรับรองของฝ่ายที่เป็นนิติบุคคล
ทดสอบการส่งออกข้อมูลจริงหนึ่งครั้งก่อนเริ่มใช้งาน อย่ารอจนถึงวันที่จะเลิกใช้ เพราะนั่นคือวันที่อำนาจต่อรองอยู่ฝั่งผู้ให้บริการทั้งหมด และให้บันทึกไว้ว่าใครเป็นผู้ดูแลบัญชีหลักของฝ่ายผู้ใช้บริการ แยกจากรหัสผ่าน เพื่อให้ยังกู้บัญชีได้เมื่อพนักงานคนนั้นลาออก
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-EFE6EC · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาให้บริการ SaaS ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
สัญญาให้บริการซอฟต์แวร์แบบบอกรับไม่มีในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากร และใบรับเงินค่าบริการก็ไม่ต้องปิด เพราะลักษณะ 28 (ใบรับ) จำกัดเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียนเท่านั้น อย่าปิดอากรเผื่อไว้ และอย่าเชื่อคำแนะนำว่าต้องติด 1 บาทต่อพัน ซึ่งเป็นอัตราของสัญญาจ้างทำของ ลักษณะ 4 คนละเรื่องกัน — สัญญาฉบับนี้ไม่มีการพัฒนาหรือส่งมอบงาน มีแต่การให้ใช้ระบบที่ผู้ให้บริการดูแลเอง ข้อยกเว้นเดียว คือถ้าสัญญาฉบับเดียวกันมีงานติดตั้ง ย้ายข้อมูล หรือพัฒนาส่วนเพิ่มให้ลูกค้าด้วย ส่วนที่เป็นสินจ้างนั้นเข้าลักษณะ 4 ต้องปิดอากร 1 บาทต่อทุก 1,000 บาท โดยผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า หนังสือมอบอำนาจที่แนบมาเข้าลักษณะ 7 ต้องปิดอากรแยกต่างหาก ตราสารที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118
สัญญาให้บริการ SaaS เสียภาษีอะไรบ้าง
ค่าบริการ SaaS เป็นค่าบริการ ไม่ใช่ค่าสิทธิและไม่ใช่ค่าจ้างทำของ ผู้ให้บริการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องเรียกเก็บ VAT และออกใบกำกับภาษี ตรวจว่าค่าบริการ … รวม VAT แล้วหรือยังตามข้อ 3.1 และดูจุดที่ความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 กับการออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86 ผู้ใช้บริการที่เป็นนิติบุคคลต้องตรวจหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ค่าบริการทั่วไปตามมาตรา 40(8) หักร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 — แต่ถ้าเนื้อหาจริงเป็นการให้สิทธิใช้ซอฟต์แวร์มากกว่าการให้บริการ อาจเข้าค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) ซึ่งอัตราเท่ากันแต่คนละประเภทเงินได้ ให้ดูสาระของข้อตกลง ไม่ใช่ชื่อสัญญา ถ้ามีค่าติดตั้งหรือค่าย้ายข้อมูลครั้งแรก แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้ เพราะส่วนนั้นเป็นจ้างทำของหักตามข้อ 8 และเป็นส่วนที่ต้องปิดอากรลักษณะ 4 ด้วย ถ้าผู้ให้บริการอยู่ต่างประเทศ มีกฎอีกชุดหนึ่งที่คนไทยพลาดกันมากที่สุด — ผู้จ่ายเงินในไทยอาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ที่จ่ายไปต่างประเทศตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ซึ่งต้องดูอนุสัญญาภาษีซ้อนประกอบ และมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ประกอบการต่างประเทศตามมาตรา 83/6 ทั้งสองอย่างนี้เกิดทุกเดือนที่จ่ายค่าบริการ และย้อนแก้ยาก ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีก่อนจ่ายรอบแรก
ใช้สัญญาให้บริการ SaaSตอนไหน
ใช้เมื่อขายสิทธิใช้ระบบแบบรายเดือนหรือรายปี · ใช้เมื่อระบบเก็บข้อมูลลูกค้าหรือพนักงานของผู้ใช้บริการ · ใช้เมื่อต้องกำหนดจำนวนผู้ใช้ที่อนุญาตและค่าใช้เกินสิทธิ · ใช้เมื่อต้องกำหนดความพร้อมใช้งาน ช่องทางสนับสนุน และการส่งออกข้อมูลเมื่อเลิกใช้
ทำสัญญาให้บริการ SaaSต้องระวังอะไร
เป้าหมายความพร้อมใช้งานที่ไม่มีผลอะไรเมื่อทำไม่ได้ ไม่ใช่ SLA ต้องผูกกับส่วนลดค่าบริการที่คำนวณได้และมีเพดาน · การขึ้นราคาและการเปลี่ยนความสามารถของระบบฝ่ายเดียวเป็นข้อสัญญาที่เสี่ยงไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ม.4 ต้องบอกล่วงหน้าและให้สิทธิผู้ใช้บริการออก · ผู้ให้บริการที่ประมวลผลข้อมูลแทนลูกค้าเป็นผู้ประมวลผลข้อมูล ต้องมีสัญญาตาม PDPA ม.40 แนบท้าย ไม่ใช่เขียนย่อในสัญญาหลัก · เซิร์ฟเวอร์หรือผู้ประมวลผลช่วงที่อยู่ต่างประเทศเป็นการส่งข้อมูลข้ามแดนตาม ม.28 และ ม.29 ต้องตรวจก่อนเปิดใช้ · ข้อมูลที่นำเข้าระบบเป็นของผู้ใช้บริการ ห้ามยึดไว้ต่อรองหนี้ และต้องตกลงรูปแบบไฟล์ส่งออกไว้ล่วงหน้า · ถ้าผู้ให้บริการอยู่ต่างประเทศ ผู้จ่ายเงินในไทยมีหน้าที่ภาษีเพิ่มทั้งการหัก ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากร ม.70 และการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทน · ถ้าขายให้ผู้บริโภคไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจ ต้องตรวจประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเพิ่ม เพราะควบคุมเข้มกว่า
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาให้บริการ SaaS
ไม่เหมาะกับการจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์เฉพาะลูกค้า ให้ใช้ สัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ / ระบบสารสนเทศ · ไม่เหมาะกับการจ้างสร้างแชตบอตหรือระบบ AI ขึ้นใหม่ ให้ใช้ สัญญาจ้างพัฒนา Chatbot หรือระบบ AI · ไม่เหมาะกับการอนุญาตให้ติดตั้งซอฟต์แวร์บนเครื่องของลูกค้าเอง ซึ่งเป็นสัญญาอนุญาตใช้ซอฟต์แวร์คนละแบบกับการให้บริการ · สัญญาบริการซอฟต์แวร์แบบสมาชิก (SaaS) ภาษาอังกฤษ — ใช้ SaaS Subscription Agreement — สัญญาบริการซอฟต์แวร์แบบสมาชิก (SaaS) ภาษาอังกฤษ
สัญญาให้บริการ SaaS ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม
สัญญา SaaS ไม่ต้องจดทะเบียน แต่มีเอกสารบังคับหนึ่งฉบับ คือ ผู้ให้บริการที่เก็บหรือประมวลผลข้อมูลผู้ใช้แทนลูกค้าเป็น ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลบังคับให้ต้องมีสัญญาระหว่างผู้ควบคุมกับผู้ประมวลผล ไม่ใช่ทางเลือก และถ้าไม่มี ลูกค้าเป็นฝ่ายผิดเอง เพราะลูกค้าคือผู้ควบคุมข้อมูล ในคลังของเว็บนี้มีแบบฟอร์มนั้นแยกไว้แล้ว ให้ใช้ สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุม–ผู้ประมวลผล) เป็นผนวก อย่าเขียนย่อ ๆ ลงในสัญญาหลัก เพราะรายการที่กฎหมายกำหนดมีมากกว่าหนึ่งย่อหน้า สิ่งที่ควรแนบเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาด้วย คือแผนบริการและขอบเขตฟีเจอร์ · นโยบายความเป็นส่วนตัว · รายชื่อผู้ประมวลผลช่วงพร้อมที่ตั้งข้อมูล · และมาตรการความมั่นคงปลอดภัย เพราะทั้งสี่อย่างนี้คือสิ่งที่เปลี่ยนได้ตลอดและต้องมีหลักฐานว่าตกลงอะไรกันไว้ ณ วันเซ็น
ลงนามสัญญาให้บริการ SaaSต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย ลงชื่อกำกับเอกสารแนบทุกชุด ตรวจอำนาจลงนามและหนังสือรับรองของฝ่ายที่เป็นนิติบุคคล ทดสอบการส่งออกข้อมูลจริงหนึ่งครั้งก่อนเริ่มใช้งาน อย่ารอจนถึงวันที่จะเลิกใช้ เพราะนั่นคือวันที่อำนาจต่อรองอยู่ฝั่งผู้ให้บริการทั้งหมด และให้บันทึกไว้ว่าใครเป็นผู้ดูแลบัญชีหลักของฝ่ายผู้ใช้บริการ แยกจากรหัสผ่าน เพื่อให้ยังกู้บัญชีได้เมื่อพนักงานคนนั้นลาออก
ทำสัญญาให้บริการ SaaSต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
แผนบริการ … และขอบเขตความสามารถ … พร้อมสิ่งที่ต้องซื้อเพิ่ม จำนวนผู้ใช้ … บัญชี และข้อจำกัดการใช้งาน … พร้อมวิธีนับที่ทั้งสองฝ่ายตรวจได้ ข้อกำหนดระดับบริการ ความพร้อมใช้งานร้อยละ … ช่วงบำรุงรักษา … และช่องทางสนับสนุน … สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายบังคับ พร้อมรายการข้อมูล … ที่ตั้งข้อมูล … และรายชื่อผู้ประมวลผลช่วง … มาตรการความมั่นคงปลอดภัย … และแผนสำรองกู้คืน … ขั้นตอนและรูปแบบการส่งออกข้อมูล … พร้อมผลการทดสอบส่งออกจริงก่อนเริ่มใช้
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 23 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7
ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี
ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204
ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213
ถ้าลูกหนี้ละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตน เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับชำระหนี้ก็ได้ เว้นแต่สภาพแห่งหนี้จะไม่เปิดช่องให้ทำเช่นนั้นได้
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215
เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ไซร้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387
ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่
หมวด 4 เลิกสัญญา
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5
ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 19
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะกระทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลไม่ได้หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนหรือในขณะนั้น เว้นแต่บทบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้กระทำได้ การขอความยินยอมต้องทำโดยชัดแจ้ง เป็นหนังสือหรือทำโดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ โดยสภาพไม่อาจขอความยินยอมด้วยวิธีการดังกล่าวได้ ในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้ง วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไปด้วย และการขอความยินยอมนั้น ต้องแยกส่วนออกจากข้อความอื่นอย่างชัดเจน มีแบบหรือข้อความที่เข้าถึงได้ง่ายและเข้าใจได้ รวมทั้ง ใช้ภาษาที่อ่านง่าย และไม่เป็นการหลอกลวงหรือทำให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเข้าใจผิดในวัตถุประสงค์ ดังกล่าว ทั้งนี้ คณะกรรมการจะให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามแบบและข้อความที่คณะกรรมการประกาศกำหนดก็ได้ ในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องคำนึง อย่างถึงที่สุดในความเป็นอิสระของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในการให้ความยินยอม ทั้งนี้ ในการเข้าทำสัญญา ซึ่งรวมถึงการให้บริการใด ๆ ต้องไม่มีเงื่อนไขในการให้ความยินยอมเพื่อเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่มีความจำเป็นหรือเกี่ยวข้องสำหรับการเข้าทำสัญญาซึ่งรวมถึงการให้บริการนั้น ๆ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจะถอนความยินยอมเสียเมื่อใดก็ได้โดยจะต้องถอนความยินยอมได้ง่าย เช่นเดียวกับการให้ความยินยอม เว้นแต่มีข้อจำกัดสิทธิในการถอนความยินยอมโดยกฎหมายหรือ สัญญาที่ให้ประโยชน์แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ การถอนความยินยอมย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ให้ความยินยอมไปแล้ว โดยชอบตามที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ ในกรณีที่การถอนความยินยอมส่งผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในเรื่องใด ผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงผลกระทบจากการถอนความยินยอมนั้น การขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ ไม่มีผล ผูกพันเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และไม่ทำให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสามารถทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24
ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ (1) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (5) เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญ น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (6) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 27
ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้ รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมได้โดยได้รับยกเว้น ไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา 24 หรือมาตรา 26 บุคคลหรือนิติบุคคลที่ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลมาจากการเปิดเผยตามวรรคหนึ่ง จะต้องไม่ใช้หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้กับผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลในการขอรับข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอ ความยินยอมตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องบันทึกการใช้หรือเปิดเผยนั้นไว้ในรายการ ตามมาตรา 39
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 28
ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลที่เพียงพอ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา 16 (5) เว้นแต่ (1) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย (2) ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึง มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เพียงพอของประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศ ที่รับข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการกระทำตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (5) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือบุคคลอื่น เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมในขณะนั้นได้ (6) เป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอของประเทศปลายทาง หรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคล ให้เสนอต่อคณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอาจขอให้ทบทวนได้เมื่อมีหลักฐานใหม่ทำให้เชื่อได้ว่าประเทศปลายทางหรือ องค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลมีการพัฒนาจนมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เพียงพอ
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 29
ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอยู่ ในราชอาณาจักรได้กำหนดนโยบายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคล ไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอยู่ต่างประเทศและอยู่ในเครือกิจการ หรือเครือธุรกิจเดียวกันเพื่อการประกอบกิจการหรือธุรกิจร่วมกัน หากนโยบายในการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลดังกล่าวได้รับการตรวจสอบและรับรองจากสำนักงาน การส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยัง ต่างประเทศที่เป็นไปตามนโยบายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองดังกล่าว ให้สามารถกระทำได้โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 28 นโยบายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ลักษณะของเครือกิจการหรือเครือธุรกิจเดียวกัน เพื่อการประกอบกิจการหรือธุรกิจร่วมกัน และหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบและรับรองตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ในกรณีที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการตามมาตรา 28 หรือยังไม่มีนโยบายในการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอาจส่ง หรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศได้โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 28 เมื่อผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลได้จัดให้มีมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสมสามารถบังคับ ตามสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ รวมทั้งมีมาตรการเยียวยาทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 30
เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล ที่เกี่ยวกับตนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือขอให้เปิดเผยถึงการได้มา ซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวที่ตนไม่ได้ให้ความยินยอม ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องปฏิบัติตามคำขอตามวรรคหนึ่ง จะปฏิเสธคำขอได้เฉพาะในกรณี ที่เป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล และการเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลนั้น จะส่งผลกระทบที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลปฏิเสธคำขอตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล บันทึกการปฏิเสธคำขอดังกล่าวพร้อมด้วยเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39 เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีคำขอตามวรรคหนึ่งและเป็นกรณีที่ไม่อาจปฏิเสธคำขอได้ ตามวรรคสอง ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกินสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ คณะกรรมการอาจกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถึงและการขอรับสำเนาตามวรรคหนึ่ง รวมทั้ง การขยายระยะเวลาตามวรรคสี่หรือหลักเกณฑ์อื่นตามความเหมาะสมก็ได้
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15
ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ แต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง (4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น (5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 17
ลิขสิทธิ์นั้นย่อมโอนให้แก่กันได้ เจ้าของลิขสิทธิ์อาจโอนลิขสิทธิ์ของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลอื่นได้ และจะโอน ให้โดยมีกำหนดเวลาหรือตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ได้ การโอนลิขสิทธิ์ตามวรรคสองซึ่งมิใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอน และผู้รับโอน ถ้าไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ในสัญญาโอน ให้ถือว่าเป็นการโอนมีกำหนดระยะเวลาสิบปี
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 78
ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การขายสินค้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) (4) หรือ (5) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนส่งมอบสินค้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) โอนกรรมสิทธิ์สินค้า (ข) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ (ค) ได้ออกใบกำกับภาษี ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (2) การขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อหรือสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อถึงกำหนดชำระราคาตามงวดที่ถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ (ข) ได้ออกใบกำกับภาษี ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (3) การขายสินค้าโดยมีการตั้งตัวแทนเพื่อขายและได้ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนแล้ว ทั้งนี้ เฉพาะสัญญาการตั้งตัวแทนเพื่อขายตามประเภทของสินค้าและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อตัวแทนได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนการส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ตัวแทนได้โอนกรรมสิทธิ์สินค้าให้ผู้ซื้อ (ข) ตัวแทนได้รับชำระราคาสินค้า (ค) ตัวแทนได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ง) ได้มีการนำสินค้าไปใช้ไม่ว่าโดยตัวแทนหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (4) การขายสินค้าโดยส่งออกให้ความรับผิดเกิดขึ้นดังต่อไปนี้ (ก) การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณี ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร (ข)2 การส่งออกในกรณีที่นำสินค้าเข้าไปในเขตปลอดอากรตามมาตรา 77/1 (14) (ก) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่นำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตดังกล่าว (ค) การส่งออกซึ่งสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ความรับผิดเกิดขึ้นพร้อมกับความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร (5) การขายสินค้าที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (5) และภายหลังได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าอันทำให้ผู้รับโอนสินค้ามีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อโอนกรรมสิทธิ์สินค้า เพื่อเป็นการบรรเทาภาระในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียนสำหรับการขายสินค้าแก่กระทรวง ทบวง กรม หรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เฉพาะการขายสินค้าตามสัญญาและมีการชำระราคาที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดความรับผิดตาม (1) (2) และ (3) เกิดขึ้นเป็นอย่างอื่นได้
ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 86
ภายใต้บังคับมาตรา 86/1 มาตรา 86/2 และมาตรา 86/8 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษีสำหรับการขายสินค้า หรือการให้บริการทุกครั้ง และต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ส่งมอบใบกำกับภาษีนั้นแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ส่วนสำเนาใบกำกับภาษีให้เก็บรักษาไว้ตามมาตรา 87/3 ผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวตามมาตรา 85/3 จะออกใบกำกับภาษีได้ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ใบกำกับภาษีให้ออกเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น การออกใบกำกับภาษีโดยตัวแทนในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 118
ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 40
เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล (4) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว
ประมวลรัษฎากร — เงินได้พึงประเมิน ม.40–41