สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า (แบบไม่ผูกขาด) ต้องมีอะไรบ้าง
สัญญาระหว่างเจ้าของเครื่องหมายการค้ากับผู้ขอใช้ เพื่อให้นำเครื่องหมายไปใช้กับสินค้าหรือบริการที่ระบุ ภายใต้การควบคุมคุณภาพของเจ้าของ · เครื่องหมายที่จดทะเบียนแล้ว สัญญาอนุญาตต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน มิฉะนั้นไม่มีผลตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ม.68
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อให้ผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายติดแบรนด์ของเราบนสินค้าของเขา |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าไม่มีในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากร และใบรับเงินค่าตอบแทนก็ไม่ต้องปิด เพราะลักษณะ 28 (ใบรับ) จำกัดเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียนเท่านั้น สิ่งที่ต้องเสียจริงคือ ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับอากรแสตมป์ ให้ตรวจอัตราปัจจุบันจากกฎกระทรวงก่อนยื่น และถ้ามอบอำนาจให้ตัวแทนไปยื่น หนังสือมอบอำนาจเข้าลักษณะ 7 ต้องปิดอากร ตามจำนวนผู้รับมอบอำนาจและขอบเขตที่มอบ ตราสารที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 |
| ภาษี | ค่าตอบแทนการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าเป็นค่าแห่งสิทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(3) ถ้าผู้รับอนุญาตเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น และผู้อนุญาตเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 ทั้งค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าสิทธิรายงวด และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ถ้าผู้อนุญาตเป็นบุคคลธรรมดา การหักภาษีคำนวณคนละวิธี ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีก่อนจ่าย การอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นการให้บริการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หากผู้อนุญาตจดทะเบียน VAT ต้องเรียกเก็บและออกใบกำกับภาษี แยกบรรทัดให้ชัดระหว่างค่าสิทธิกับค่าอื่น ถ้าผู้อนุญาตขายสินค้าหรือวัตถุดิบให้ผู้รับอนุญาตด้วย นั่นเป็นการขายสินค้าคนละเรื่องกับค่าสิทธิ และถ้ามีการฝึกอบรมหรือบริการที่ปรึกษา ส่วนนั้นเป็นค่าบริการหักตามข้อ 12/1 จ่ายค่าสิทธิให้เจ้าของเครื่องหมายที่อยู่ต่างประเทศมีกฎคนละชุด ต้องตรวจอนุสัญญาภาษีซ้อนก่อนจ่าย |
| แบบที่กฎหมายกำหนด | ข้อนี้คือหัวใจของสัญญาทั้งฉบับ — ถ้าเครื่องหมายจดทะเบียนแล้ว กฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า มาตรา 68 บังคับว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ทำแค่เซ็นสัญญากันเองไม่พอ คำขอจดทะเบียนต้องแสดงอย่างน้อยสองเรื่องตาม ม.68 1. เงื่อนไขที่ทำให้เจ้าของควบคุมคุณภาพสินค้าของผู้ได้รับอนุญาตได้อย่างแท้จริง — นี่คือเหตุผลที่ข้อ 3 ของสัญญาเขียนมาตรฐานคุณภาพ การส่งตัวอย่างให้อนุมัติ และสิทธิเข้าตรวจไว้ละเอียด ไม่ใช่เขียนให้ดูดี แต่เป็นเงื่อนไขที่นายทะเบียนดู 2. สินค้าที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมาย — ต้องอยู่ในรายการสินค้าที่จดทะเบียนไว้ ถ้าอนุญาตให้ใช้กับสินค้าที่ไม่ได้จดไว้ ส่วนนั้นไม่มีอะไรรองรับ สองเรื่องที่ตามมา — การใช้เครื่องหมายโดยผู้ได้รับอนุญาตถือเป็นการใช้โดยเจ้าของ (ม.70) ซึ่งช่วยกันไม่ให้เครื่องหมายถูกเพิกถอนเพราะไม่ได้ใช้ และถ้าเจ้าของคุมคุณภาพไม่ได้จริง หรือการใช้ทำให้สาธารณชนสับสน นายทะเบียนสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตได้ (ม.72) การแก้ไขหรือเลิกสัญญาในภายหลังก็ต้องไปร้องขอต่อนายทะเบียนด้วย (ม.71–72) ถ้านายทะเบียนรับจดทะเบียนโดยมีเงื่อนไขหรือข้อจำกัด หรือไม่รับจดทะเบียน นายทะเบียนต้องแจ้งเหตุผล และเจ้าของหรือผู้ได้รับอนุญาตอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการได้ภายใน 60 วันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้ง (ม.69) ข้อ 4.2 ให้คู่สัญญาปฏิบัติตามเงื่อนไขที่นายทะเบียนกำหนด และระยะเวลาอนุญาตกับค่าสิทธิรายปี (ถ้ามี) เริ่มนับจากวันที่นายทะเบียนมีคำสั่งรับจดทะเบียน ไม่ใช่วันลงนาม ถ้าเครื่องหมาย ยังไม่จดทะเบียน ไม่มีหน้าที่ไปจดสัญญา แต่ต้องรู้ว่าได้ความคุ้มครองน้อยกว่ามาก และคนอื่นอาจยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกันตัดหน้าได้ ข้อ 4.2 จึงห้ามผู้รับอนุญาตไปยื่นจดในนามตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีที่คนถูกยึดแบรนด์กันมาแล้ว |
| มาตราที่อ้าง | พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม.44, 68, 69, 70, 71, 72; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.15, 18 (กรณีงานออกแบบโลโก้); ป.พ.พ. ม.204, 224, 383, 387, 391; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม.4, 5, 8; พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 ม.57 (สรุปสาระ); ประมวลรัษฎากร ม.40(3), 118 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ (ไม่มีลักษณะใดคลุมการอนุญาตใช้เครื่องหมายการค้า); คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 349 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อให้ผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายติดแบรนด์ของเราบนสินค้าของเขา
- ใช้เมื่อทำสินค้าร่วมแบรนด์หรือให้ใช้ชื่อแบรนด์กับสินค้าคนละหมวดกับที่เราขาย
- ใช้เมื่อให้ใช้ชื่อแบรนด์กับบริการ เช่น สาขาที่ผู้อื่นเปิด โดยไม่ได้ให้ทั้งระบบธุรกิจ
- ใช้เมื่อต้องกำหนดมาตรฐานคุณภาพและการตรวจสอบก่อนออกสินค้า
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- เครื่องหมายที่จดทะเบียนแล้ว สัญญาอนุญาตต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน มิฉะนั้นไม่มีผลตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ม.68
- คำขอจดทะเบียนต้องแสดงเงื่อนไขที่ทำให้เจ้าของควบคุมคุณภาพสินค้าได้จริง ตาม ม.68 (1) และต้องระบุสินค้าที่อนุญาตตาม ม.68 (2)
- ถ้าเจ้าของควบคุมคุณภาพไม่ได้จริง หรือการใช้ทำให้สาธารณชนสับสน นายทะเบียนสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตได้ตาม ม.72
- การใช้เครื่องหมายโดยผู้ได้รับอนุญาตถือเป็นการใช้โดยเจ้าของตาม ม.70 จึงช่วยรักษาสิทธิไม่ให้ถูกเพิกถอนเพราะไม่ได้ใช้
- เครื่องหมายที่ยังไม่จดทะเบียนอนุญาตกันได้ตามสัญญา แต่ไม่ได้รับความคุ้มครองแบบเครื่องหมายจดทะเบียนและฟ้องบังคับได้จำกัด
- ค่าตอบแทนเป็นค่าสิทธิตามประมวลรัษฎากร ม.40(3) ผู้จ่ายที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- ถ้าต้องการให้ผู้รับอนุญาตรายเดียวใช้เครื่องหมายในเขตโดยเจ้าของไม่ใช้เองและไม่ให้ผู้อื่น มียอดขายขั้นต่ำ และเจ้าของต้องปราบปรามผู้ละเมิด ให้ใช้ สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า (แบบผูกขาดแต่ผู้เดียว)
- ไม่เหมาะเมื่อให้สิทธิผลิตตามสิทธิบัตรหรือสูตรพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและคิดค่าสิทธิตามยอดขาย ให้ใช้ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
- ไม่เหมาะเมื่อให้ทั้งระบบธุรกิจ ทำเล คู่มือปฏิบัติงาน และการฝึกอบรม ให้ใช้ สัญญาให้สิทธิทางการค้าและบริการ (แฟรนไชส์)
- ไม่เหมาะเมื่อเป็นการให้บุคคลใช้ชื่อแบรนด์ในฐานะพรีเซนเตอร์ ให้ใช้ สัญญา Brand Ambassador
- สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า ภาษาอังกฤษ — ใช้ Trademark Licence Agreement — สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า ภาษาอังกฤษ
อากรแสตมป์
สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าไม่มีในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากร และใบรับเงินค่าตอบแทนก็ไม่ต้องปิด เพราะลักษณะ 28 (ใบรับ) จำกัดเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียนเท่านั้น
สิ่งที่ต้องเสียจริงคือ ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับอากรแสตมป์ ให้ตรวจอัตราปัจจุบันจากกฎกระทรวงก่อนยื่น และถ้ามอบอำนาจให้ตัวแทนไปยื่น หนังสือมอบอำนาจเข้าลักษณะ 7 ต้องปิดอากร ตามจำนวนผู้รับมอบอำนาจและขอบเขตที่มอบ
ตราสารที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118
การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด
ข้อนี้คือหัวใจของสัญญาทั้งฉบับ — ถ้าเครื่องหมายจดทะเบียนแล้ว กฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า มาตรา 68 บังคับว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ทำแค่เซ็นสัญญากันเองไม่พอ
คำขอจดทะเบียนต้องแสดงอย่างน้อยสองเรื่องตาม ม.68
- เงื่อนไขที่ทำให้เจ้าของควบคุมคุณภาพสินค้าของผู้ได้รับอนุญาตได้อย่างแท้จริง — นี่คือเหตุผลที่ข้อ 3 ของสัญญาเขียนมาตรฐานคุณภาพ การส่งตัวอย่างให้อนุมัติ และสิทธิเข้าตรวจไว้ละเอียด ไม่ใช่เขียนให้ดูดี แต่เป็นเงื่อนไขที่นายทะเบียนดู
- สินค้าที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมาย — ต้องอยู่ในรายการสินค้าที่จดทะเบียนไว้ ถ้าอนุญาตให้ใช้กับสินค้าที่ไม่ได้จดไว้ ส่วนนั้นไม่มีอะไรรองรับ
สองเรื่องที่ตามมา — การใช้เครื่องหมายโดยผู้ได้รับอนุญาตถือเป็นการใช้โดยเจ้าของ (ม.70) ซึ่งช่วยกันไม่ให้เครื่องหมายถูกเพิกถอนเพราะไม่ได้ใช้ และถ้าเจ้าของคุมคุณภาพไม่ได้จริง หรือการใช้ทำให้สาธารณชนสับสน นายทะเบียนสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตได้ (ม.72) การแก้ไขหรือเลิกสัญญาในภายหลังก็ต้องไปร้องขอต่อนายทะเบียนด้วย (ม.71–72)
ถ้านายทะเบียนรับจดทะเบียนโดยมีเงื่อนไขหรือข้อจำกัด หรือไม่รับจดทะเบียน นายทะเบียนต้องแจ้งเหตุผล และเจ้าของหรือผู้ได้รับอนุญาตอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการได้ภายใน 60 วันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้ง (ม.69) ข้อ 4.2 ให้คู่สัญญาปฏิบัติตามเงื่อนไขที่นายทะเบียนกำหนด และระยะเวลาอนุญาตกับค่าสิทธิรายปี (ถ้ามี) เริ่มนับจากวันที่นายทะเบียนมีคำสั่งรับจดทะเบียน ไม่ใช่วันลงนาม
ถ้าเครื่องหมาย ยังไม่จดทะเบียน ไม่มีหน้าที่ไปจดสัญญา แต่ต้องรู้ว่าได้ความคุ้มครองน้อยกว่ามาก และคนอื่นอาจยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกันตัดหน้าได้ ข้อ 4.2 จึงห้ามผู้รับอนุญาตไปยื่นจดในนามตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีที่คนถูกยึดแบรนด์กันมาแล้ว
ภาษี
ค่าตอบแทนการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าเป็นค่าแห่งสิทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(3) ถ้าผู้รับอนุญาตเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น และผู้อนุญาตเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 ทั้งค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าสิทธิรายงวด และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ถ้าผู้อนุญาตเป็นบุคคลธรรมดา การหักภาษีคำนวณคนละวิธี ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีก่อนจ่าย
- การอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นการให้บริการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หากผู้อนุญาตจดทะเบียน VAT ต้องเรียกเก็บและออกใบกำกับภาษี
- แยกบรรทัดให้ชัดระหว่างค่าสิทธิกับค่าอื่น ถ้าผู้อนุญาตขายสินค้าหรือวัตถุดิบให้ผู้รับอนุญาตด้วย นั่นเป็นการขายสินค้าคนละเรื่องกับค่าสิทธิ และถ้ามีการฝึกอบรมหรือบริการที่ปรึกษา ส่วนนั้นเป็นค่าบริการหักตามข้อ 12/1
- จ่ายค่าสิทธิให้เจ้าของเครื่องหมายที่อยู่ต่างประเทศมีกฎคนละชุด ต้องตรวจอนุสัญญาภาษีซ้อนก่อนจ่าย
กฎหมายแข่งขันทางการค้า
ถ้าผู้อนุญาตเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดหรือมีส่วนแบ่งตลาดสูง การกำหนดเงื่อนไขที่จำกัดเสรีภาพของผู้รับอนุญาตเกินจำเป็น เช่น บังคับซื้อวัตถุดิบจากผู้อนุญาตเท่านั้น กำหนดราคาขายปลีกตายตัว หรือห้ามขายสินค้าคู่แข่งทุกชนิด อาจเข้าข่ายการใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบ สัญญาฉบับนี้จึงไม่ใส่ข้อบังคับซื้อและไม่กำหนดราคาขายปลีกไว้ ถ้าจำเป็นต้องมี ควรปรึกษาทนายความของคุณเรื่องโครงสร้างตลาดก่อน
ข้อที่เจ้าของแบรนด์และผู้ขอใช้พลาดบ่อย
- เซ็นสัญญาแล้วไม่ไปจดทะเบียน — ข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งของสัญญาประเภทนี้ เครื่องหมายจดทะเบียนแล้วต้องจดสัญญาอนุญาตด้วย ข้อ 4 จึงระบุว่าใครยื่น ภายในกี่วัน และใครออกค่าใช้จ่าย
- เขียนข้อควบคุมคุณภาพไว้สวยแต่ไม่เคยตรวจจริง — เป็นเหตุเพิกถอนได้ตาม ม.72 (2) และทำให้เครื่องหมายอ่อนแอลงเมื่อต้องฟ้องคนอื่น
- อนุญาตกับสินค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนไว้ — จดไว้จำพวกเสื้อผ้าแล้วอนุญาตให้ใช้กับเครื่องสำอาง ส่วนที่ไม่ได้จดไม่มีความคุ้มครองแบบเครื่องหมายจดทะเบียนรองรับ
- ลืมว่าค่าความนิยมเป็นของเจ้าของ — ผู้รับอนุญาตที่ทุ่มโฆษณาจนแบรนด์ดังขึ้น ไม่ได้สิทธิในเครื่องหมายเพิ่ม ข้อ 5.3 เขียนไว้ชัดเพื่อไม่ให้เข้าใจผิดตอนเลิกสัญญา
- ไม่มีขั้นตอนถอดแบรนด์ — พอเลิกสัญญาแล้วป้ายหน้าร้านยังอยู่ เพจยังใช้ชื่อเดิม สินค้าค้างสต๊อกยังติดโลโก้ ข้อ 9.2 แยกเวลาระบายสินค้ากับเวลาถอดแบรนด์ออกจากกัน เพราะสองอย่างนี้ไม่ควรเท่ากัน
- ผู้รับอนุญาตไปจดโดเมนหรือชื่อบริษัทด้วยชื่อแบรนด์ — ข้อ 5.2 ห้ามไว้ รวมถึงการซื้อโฆษณาด้วยคำค้นหาที่เป็นชื่อแบรนด์แข่งกับเจ้าของ
- คิดว่าเจ้าของแบรนด์ต้องรับผิดเรื่องสินค้าด้วย — ผู้รับอนุญาตเป็นผู้ผลิตหรือจัดหาสินค้าเอง จึงรับผิดชอบความปลอดภัย ฉลาก และใบอนุญาตของสินค้าแต่ผู้เดียวตามข้อ 6.1 การที่เจ้าของอนุมัติตัวอย่างไม่ได้โอนความรับผิดนั้นมา
แบบไม่ผูกขาด หมายความว่าอะไร
ผู้อนุญาตยังขายสินค้าเดียวกันเองและให้รายอื่นใช้เครื่องหมายในเขตเดียวกันได้ตามข้อ 2.3 ผู้รับอนุญาตที่จะลงทุนมากและต้องการกันคู่แข่งในเขต ควรใช้สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าแบบผูกขาดแต่ผู้เดียวแทน ซึ่งมีหน้าที่ของเจ้าของเรื่องปราบปรามผู้ละเมิดและยอดขายขั้นต่ำ
รายงาน ตัวอย่าง และสินค้าไม่ได้มาตรฐาน
- ส่งรายงานการผลิตและจำหน่ายทุกไตรมาสตามข้อ 3.5 — เป็นหลักฐานว่าเจ้าของควบคุมคุณภาพได้จริงตาม ม.68 (1) และหลักฐานการใช้เครื่องหมายตาม ม.70 ถ้าไม่ส่ง ผู้อนุญาตบอกให้แก้และเลิกสัญญาได้ตามข้อ 9.1
- ขายสินค้าไม่ได้มาตรฐานเป็นสินค้าชั้นสองโดยยังติดเครื่องหมาย (ข้อ 3.7) หรือขายให้ผู้ที่จะนำไปขายนอกเขต (ข้อ 5.4) — เป็นการใช้นอกขอบเขตที่ผู้อนุญาตระงับการใช้ได้ทันทีตามข้อ 9.1 และเรียกค่าเสียหายหรือค่าใช้เพิ่มตามข้อ 7.5 · ข้อห้ามขายนอกเขตต้องใช้เท่าที่จำเป็น ถ้าผู้อนุญาตมีอำนาจเหนือตลาดอาจเสี่ยงกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ม.57
- เมื่อสัญญาสิ้นสุด สินค้าที่ผลิตโดยชอบและได้มาตรฐานไม่ต้องทำลาย ให้ขายภายในระยะที่ตกลง แล้วถอดเครื่องหมายหรือเสนอขายให้ผู้อนุญาตตามข้อ 9.2 สินค้าที่ขายให้ผู้ซื้อไปแล้วไม่ต้องเรียกคืน
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- ภาพเครื่องหมาย … ทุกรูปแบบที่อนุญาต พร้อมไฟล์ต้นฉบับ คู่มือการใช้ สัดส่วน และสีมาตรฐาน
- สำเนาหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายเลขที่ … และรายการจำพวกสินค้า …หลักฐานการใช้เครื่องหมายมาก่อน เช่น วันเริ่มใช้ ยอดขาย และสื่อโฆษณา เพื่อใช้ยันสิทธิระหว่างยังไม่จดทะเบียน
- รายการสินค้าหรือบริการที่อนุญาต … พร้อมภาพบรรจุภัณฑ์และฉลากที่ผ่านการอนุมัติ
- มาตรฐานคุณภาพ … แบบฟอร์มส่งตัวอย่าง และแบบบันทึกผลการตรวจ
- แบบรายงานยอดขายสำหรับคำนวณค่าสิทธิ และนิยามยอดขายสุทธิที่ใช้ร่วมกันตารางค่าตอบแทนและกำหนดชำระ
- คำขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตและหนังสือมอบอำนาจ ถ้ามอบให้ตัวแทนยื่นบันทึกข้อตกลงว่าจะจดทะเบียนสัญญาอนุญาตเมื่อเครื่องหมายได้รับจดทะเบียน
วันลงนาม
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย ลงชื่อกำกับทุกหน้าและเอกสารแนบทุกชุด ตรวจอำนาจลงนามและหนังสือรับรองของฝ่ายที่เป็นนิติบุคคล
อย่าลืมขั้นตอนที่ทำให้สัญญานี้มีผลจริง — หลังลงนาม ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตต่อนายทะเบียนภายใน … วันตามข้อ 4 และเก็บใบรับคำขอไว้กับสัญญา อย่าเพิ่งให้ผู้รับอนุญาตผลิตสินค้าจำนวนมากก่อนรู้ผลระหว่างที่เครื่องหมายยังไม่จดทะเบียน ให้เก็บหลักฐานการใช้เครื่องหมายของทั้งสองฝ่ายไว้เป็นระบบ ทั้งวันเริ่มใช้ ภาพสินค้า ใบเสร็จ และสื่อโฆษณา เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ใช้ยันสิทธิได้เมื่อมีคนอื่นมายื่นจดทะเบียนตัดหน้า
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-7F4FD8 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า (แบบไม่ผูกขาด) ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าไม่มีในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากร และใบรับเงินค่าตอบแทนก็ไม่ต้องปิด เพราะลักษณะ 28 (ใบรับ) จำกัดเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียนเท่านั้น สิ่งที่ต้องเสียจริงคือ ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับอากรแสตมป์ ให้ตรวจอัตราปัจจุบันจากกฎกระทรวงก่อนยื่น และถ้ามอบอำนาจให้ตัวแทนไปยื่น หนังสือมอบอำนาจเข้าลักษณะ 7 ต้องปิดอากร ตามจำนวนผู้รับมอบอำนาจและขอบเขตที่มอบ ตราสารที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118
สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า (แบบไม่ผูกขาด) เสียภาษีอะไรบ้าง
ค่าตอบแทนการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าเป็นค่าแห่งสิทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(3) ถ้าผู้รับอนุญาตเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น และผู้อนุญาตเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 ทั้งค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าสิทธิรายงวด และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ถ้าผู้อนุญาตเป็นบุคคลธรรมดา การหักภาษีคำนวณคนละวิธี ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีก่อนจ่าย การอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นการให้บริการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หากผู้อนุญาตจดทะเบียน VAT ต้องเรียกเก็บและออกใบกำกับภาษี แยกบรรทัดให้ชัดระหว่างค่าสิทธิกับค่าอื่น ถ้าผู้อนุญาตขายสินค้าหรือวัตถุดิบให้ผู้รับอนุญาตด้วย นั่นเป็นการขายสินค้าคนละเรื่องกับค่าสิทธิ และถ้ามีการฝึกอบรมหรือบริการที่ปรึกษา ส่วนนั้นเป็นค่าบริการหักตามข้อ 12/1 จ่ายค่าสิทธิให้เจ้าของเครื่องหมายที่อยู่ต่างประเทศมีกฎคนละชุด ต้องตรวจอนุสัญญาภาษีซ้อนก่อนจ่าย
ใช้สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า (แบบไม่ผูกขาด)ตอนไหน
ใช้เมื่อให้ผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายติดแบรนด์ของเราบนสินค้าของเขา · ใช้เมื่อทำสินค้าร่วมแบรนด์หรือให้ใช้ชื่อแบรนด์กับสินค้าคนละหมวดกับที่เราขาย · ใช้เมื่อให้ใช้ชื่อแบรนด์กับบริการ เช่น สาขาที่ผู้อื่นเปิด โดยไม่ได้ให้ทั้งระบบธุรกิจ · ใช้เมื่อต้องกำหนดมาตรฐานคุณภาพและการตรวจสอบก่อนออกสินค้า
ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า (แบบไม่ผูกขาด)ต้องระวังอะไร
เครื่องหมายที่จดทะเบียนแล้ว สัญญาอนุญาตต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน มิฉะนั้นไม่มีผลตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ม.68 · คำขอจดทะเบียนต้องแสดงเงื่อนไขที่ทำให้เจ้าของควบคุมคุณภาพสินค้าได้จริง ตาม ม.68 (1) และต้องระบุสินค้าที่อนุญาตตาม ม.68 (2) · ถ้าเจ้าของควบคุมคุณภาพไม่ได้จริง หรือการใช้ทำให้สาธารณชนสับสน นายทะเบียนสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตได้ตาม ม.72 · การใช้เครื่องหมายโดยผู้ได้รับอนุญาตถือเป็นการใช้โดยเจ้าของตาม ม.70 จึงช่วยรักษาสิทธิไม่ให้ถูกเพิกถอนเพราะไม่ได้ใช้ · เครื่องหมายที่ยังไม่จดทะเบียนอนุญาตกันได้ตามสัญญา แต่ไม่ได้รับความคุ้มครองแบบเครื่องหมายจดทะเบียนและฟ้องบังคับได้จำกัด · ค่าตอบแทนเป็นค่าสิทธิตามประมวลรัษฎากร ม.40(3) ผู้จ่ายที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า (แบบไม่ผูกขาด)
ถ้าต้องการให้ผู้รับอนุญาตรายเดียวใช้เครื่องหมายในเขตโดยเจ้าของไม่ใช้เองและไม่ให้ผู้อื่น มียอดขายขั้นต่ำ และเจ้าของต้องปราบปรามผู้ละเมิด ให้ใช้ สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า (แบบผูกขาดแต่ผู้เดียว) · ไม่เหมาะเมื่อให้สิทธิผลิตตามสิทธิบัตรหรือสูตรพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและคิดค่าสิทธิตามยอดขาย ให้ใช้ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา · ไม่เหมาะเมื่อให้ทั้งระบบธุรกิจ ทำเล คู่มือปฏิบัติงาน และการฝึกอบรม ให้ใช้ สัญญาให้สิทธิทางการค้าและบริการ (แฟรนไชส์) · ไม่เหมาะเมื่อเป็นการให้บุคคลใช้ชื่อแบรนด์ในฐานะพรีเซนเตอร์ ให้ใช้ สัญญา Brand Ambassador · สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า ภาษาอังกฤษ — ใช้ Trademark Licence Agreement — สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า ภาษาอังกฤษ
สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า (แบบไม่ผูกขาด) ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม
ข้อนี้คือหัวใจของสัญญาทั้งฉบับ — ถ้าเครื่องหมายจดทะเบียนแล้ว กฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า มาตรา 68 บังคับว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ทำแค่เซ็นสัญญากันเองไม่พอ คำขอจดทะเบียนต้องแสดงอย่างน้อยสองเรื่องตาม ม.68 1. เงื่อนไขที่ทำให้เจ้าของควบคุมคุณภาพสินค้าของผู้ได้รับอนุญาตได้อย่างแท้จริง — นี่คือเหตุผลที่ข้อ 3 ของสัญญาเขียนมาตรฐานคุณภาพ การส่งตัวอย่างให้อนุมัติ และสิทธิเข้าตรวจไว้ละเอียด ไม่ใช่เขียนให้ดูดี แต่เป็นเงื่อนไขที่นายทะเบียนดู 2. สินค้าที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมาย — ต้องอยู่ในรายการสินค้าที่จดทะเบียนไว้ ถ้าอนุญาตให้ใช้กับสินค้าที่ไม่ได้จดไว้ ส่วนนั้นไม่มีอะไรรองรับ สองเรื่องที่ตามมา — การใช้เครื่องหมายโดยผู้ได้รับอนุญาตถือเป็นการใช้โดยเจ้าของ (ม.70) ซึ่งช่วยกันไม่ให้เครื่องหมายถูกเพิกถอนเพราะไม่ได้ใช้ และถ้าเจ้าของคุมคุณภาพไม่ได้จริง หรือการใช้ทำให้สาธารณชนสับสน นายทะเบียนสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตได้ (ม.72) การแก้ไขหรือเลิกสัญญาในภายหลังก็ต้องไปร้องขอต่อนายทะเบียนด้วย (ม.71–72) ถ้านายทะเบียนรับจดทะเบียนโดยมีเงื่อนไขหรือข้อจำกัด หรือไม่รับจดทะเบียน นายทะเบียนต้องแจ้งเหตุผล และเจ้าของหรือผู้ได้รับอนุญาตอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการได้ภายใน 60 วันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้ง (ม.69) ข้อ 4.2 ให้คู่สัญญาปฏิบัติตามเงื่อนไขที่นายทะเบียนกำหนด และระยะเวลาอนุญาตกับค่าสิทธิรายปี (ถ้ามี) เริ่มนับจากวันที่นายทะเบียนมีคำสั่งรับจดทะเบียน ไม่ใช่วันลงนาม ถ้าเครื่องหมาย ยังไม่จดทะเบียน ไม่มีหน้าที่ไปจดสัญญา แต่ต้องรู้ว่าได้ความคุ้มครองน้อยกว่ามาก และคนอื่นอาจยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกันตัดหน้าได้ ข้อ 4.2 จึงห้ามผู้รับอนุญาตไปยื่นจดในนามตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีที่คนถูกยึดแบรนด์กันมาแล้ว
ลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า (แบบไม่ผูกขาด)ต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย ลงชื่อกำกับทุกหน้าและเอกสารแนบทุกชุด ตรวจอำนาจลงนามและหนังสือรับรองของฝ่ายที่เป็นนิติบุคคล อย่าลืมขั้นตอนที่ทำให้สัญญานี้มีผลจริง — หลังลงนาม ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตต่อนายทะเบียนภายใน … วันตามข้อ 4 และเก็บใบรับคำขอไว้กับสัญญา อย่าเพิ่งให้ผู้รับอนุญาตผลิตสินค้าจำนวนมากก่อนรู้ผลระหว่างที่เครื่องหมายยังไม่จดทะเบียน ให้เก็บหลักฐานการใช้เครื่องหมายของทั้งสองฝ่ายไว้เป็นระบบ ทั้งวันเริ่มใช้ ภาพสินค้า ใบเสร็จ และสื่อโฆษณา เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ใช้ยันสิทธิได้เมื่อมีคนอื่นมายื่นจดทะเบียนตัดหน้า
ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า (แบบไม่ผูกขาด)ต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
ภาพเครื่องหมาย … ทุกรูปแบบที่อนุญาต พร้อมไฟล์ต้นฉบับ คู่มือการใช้ สัดส่วน และสีมาตรฐาน สำเนาหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายเลขที่ … และรายการจำพวกสินค้า …หลักฐานการใช้เครื่องหมายมาก่อน เช่น วันเริ่มใช้ ยอดขาย และสื่อโฆษณา เพื่อใช้ยันสิทธิระหว่างยังไม่จดทะเบียน รายการสินค้าหรือบริการที่อนุญาต … พร้อมภาพบรรจุภัณฑ์และฉลากที่ผ่านการอนุมัติ มาตรฐานคุณภาพ … แบบฟอร์มส่งตัวอย่าง และแบบบันทึกผลการตรวจ แบบรายงานยอดขายสำหรับคำนวณค่าสิทธิ และนิยามยอดขายสุทธิที่ใช้ร่วมกันตารางค่าตอบแทนและกำหนดชำระ คำขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตและหนังสือมอบอำนาจ ถ้ามอบให้ตัวแทนยื่นบันทึกข้อตกลงว่าจะจดทะเบียนสัญญาอนุญาตเมื่อเครื่องหมายได้รับจดทะเบียน
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 20 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 44
ภายใต้บังคับมาตรา 27 และมาตรา 68 เมื่อได้จดทะเบียน เครื่องหมายการค้าแล้ว ผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (เฉพาะสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68
เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วจะทำสัญญาอนุญาตให้ บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้าของตน สำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ทั้งหมดหรือบางอย่างก็ได้ สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าตามวรรคหนึ่ง ต้องทำเป็นหนังสือและจด ทะเบียนต่อนายทะเบียน การขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตดังกล่าวตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่คำขอจดทะเบียนนั้นอย่างน้อยต้องแสดงรายการดังต่อไปนี้ (1) เงื่อนไขหรือข้อกำหนดระหว่างเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น และผู้ขอจด ทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาต ที่จะทำให้เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นสามารถควบคุมคุณภาพของ สินค้าของผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาตได้อย่างแท้จริง (2) สินค้าที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้น
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (เฉพาะสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 69
ในกรณีที่นายทะเบียนเห็นว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า ตามมาตรา 68 จะไม่เป็นการทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิด และไม่เป็นการขัดต่อความสงบ เรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือรัฐประศาสโนบาย ให้นายทะเบียนมีคำสั่งรับจด ทะเบียนสัญญาอนุญาตดังกล่าวโดยจะมีเงื่อนไขหรือข้อจำกัดใดเพื่อประโยชน์ดังกล่าวก็ได้ แต่ถ้านาย ทะเบียนเห็นว่าสัญญาอนุญาตดังกล่าวจะเป็นการทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิด หรือเป็นการขัด ต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบาย ให้นายทะเบียนมีคำสั่ง ไม่รับจดทะเบียนสัญญาอนุญาตดังกล่าว เมื่อนายทะเบียนได้มีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดตามวรรคหนึ่งแล้วให้มีหนังสือแจ้งคำสั่ง ให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าและผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาตทราบโดยไม่ชักช้า ในกรณีที่นาย ทะเบียนได้มีคำสั่งรับจดทะเบียนโดยมีเงื่อนไขหรือข้อจำกัดหรือมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนให้แจ้งเหตุผล ให้บุคคลดังกล่าวทราบด้วย เจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาตมีสิทธิอุทธรณ์ คำสั่งของนายทะเบียนตามวรรคหนึ่งต่อคณะกรรมการภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง คำสั่งของนายทะเบียน ถ้าไม่อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าคำสั่งของนายทะเบียนเป็น ที่สุด คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการตามวรรคสามให้เป็นที่สุด
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (เฉพาะสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 70
การใช้เครื่องหมายการค้าโดยผู้ได้รับอนุญาตสำหรับสินค้าในการ ประกอบธุรกิจของตนตามที่ได้รับอนุญาตไว้ ให้ถือว่าเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าโดยเจ้าของ เครื่องหมายการค้านั้น
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (เฉพาะสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 71
เจ้าของเครื่องหมายการค้าและผู้ได้รับอนุญาตอาจร่วมกันร้องขอต่อ นายทะเบียนให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าใน ส่วนที่เกี่ยวกับสินค้าที่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้น หรือในส่วนที่เกี่ยวกับเงื่อนไขหรือ ข้อจำกัดที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าได้กำหนดไว้ในสัญญาอนุญาตดังกล่าวได้ และให้นำมาตรา 69 มาใช้บังคับโดยอนุโลม การขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตตามวรรคหนึ่งให้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (เฉพาะสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 72
เจ้าของเครื่องหมายการค้าและผู้ได้รับอนุญาตอาจร่วมกันร้องขอต่อ นายทะเบียนให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าได้ เจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือผู้ได้รับอนุญาต□□ายหนึ่ง□□ายใด อาจร้องขอต่อนาย ทะเบียนให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า หากแสดงได้ว่าสัญญา อนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว ผู้มีส่วนได้เสียหรือนายทะเบียนอาจร้องขอต่อคณะกรรมการให้สั่งเพิกถอนการจด ทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าได้ หากแสดงได้ว่า (1) การใช้เครื่องหมายการค้าโดยผู้ได้รับอนุญาตนั้นทำให้สาธารณชนสับสนหรือ หลงผิดหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือรัฐประศาสโนบาย หรือ (2) เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นไม่อาจควบคุมคุณภาพของสินค้าที่ใช้เครื่องหมาย การค้านั้นได้อย่างแท้จริงอีกต่อไป การขอเพิกถอนการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (เฉพาะสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15
ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ แต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง (4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น (5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 18
ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิที่จะแสดงว่าตน เป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอด อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร - 8 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204
ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387
ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่
หมวด 4 เลิกสัญญา
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5
ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 57
ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทำการใด ๆ อันเป็นผลให้เกิดความเสียหายแก่
พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560
ประมวลรัษฎากร มาตรา 40
เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล (4) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว
ประมวลรัษฎากร — เงินได้พึงประเมิน ม.40–41
ประมวลรัษฎากร มาตรา 118
ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 57
ในคำสั่งตั้งผู้จัดการทรัพย์สิน ศาลจะกำหนดบำเหน็จให้แก่ผู้จัดการทรัพย์สินโดยจ่ายจากทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่นั้นก็ได้ ถ้าศาลมิได้กำหนด ผู้จัดการทรัพย์สินจะร้องขอต่อศาลให้กำหนดบำเหน็จในภายหลังก็ได้
สาบสูญ — ป.พ.พ. ม.48–64