# สัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์ ต้องมีอะไรบ้าง

> ใช้เมื่อสองแบรนด์ร่วมจัดแคมเปญการตลาดโดยต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ งบประมาณ ช่องทาง และทรัพย์สินทางปัญญาของตน กำหนดการอนุมัติสื่อ ค่าใช้จ่าย ยอดขาย ข้อมูลลูกค้า และทางออกเมื่อแคมเปญต้องหยุดได้ชัดเจน

ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน: ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความใบอนุญาตเลขที่ 477/2558 · ปรับปรุง 2026-09-30 · ต้นฉบับ https://ok.aipdpa.com/kb/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%8D%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C

## ตอบสั้น

สัญญาระหว่างสองแบรนด์ที่ร่วมออกแคมเปญ โดยแต่ละฝ่ายยังขายสินค้า รับเงิน และรับผิดในส่วนของตน · อย่าใช้บัญชีรวม รับเงินรวม หรือแบ่งกำไรขาดทุนโดยไม่ตรวจความเสี่ยงเป็นห้างหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. ม.1012 และความรับผิดไม่จำกัดตาม ม.1025

## ข้อเท็จจริงที่อ้างอิงได้

- **ใช้เมื่อ:** ใช้เมื่อสองแบรนด์ร่วมโปรโมตสินค้า ทำชุดสินค้าร่วม แจกสิทธิประโยชน์ หรือผลิตสื่อร่วมกัน
- **อากรแสตมป์:** สัญญาร่วมแคมเปญที่แต่ละฝ่ายรับผิดชอบงานและค่าใช้จ่ายของตน โดยไม่มีค่าจ้าง ตัวแทน หรือการตั้งห้างหุ้นส่วน ไม่อยู่ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์โดยชื่อของสัญญา อย่างไรก็ดี ให้ดูเนื้อหาแท้จริง หากฝ่ายหนึ่งรับจ้างอีกฝ่าย ต้องเสียอากรลักษณะ 4; หากมีมอบอำนาจ ต้องตรวจลักษณะ 7 หรือ 21; หากตกลงเข้ากันเพื่อแบ่งกำไร อาจเข้าลักษณะจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและอากรลักษณะ 27 ตราสารที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนชำระอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และอาจมีเงินเพิ่มตามมาตรา 113–114 จึงต้องตรวจข้อเท็จจริงก่อนลงนาม ไม่ยึดชื่อเอกสารเป็นหลัก
- **ภาษี:** แต่ละฝ่ายรับรู้รายได้จากยอดขายของตนตาม … และออกใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จแก่ลูกค้าของตน ค่าใช้จ่ายร่วมต้องมีหลักฐานและระบุผู้รับบริการจริง เงินคืนสำรองจ่ายที่ไม่มีส่วนเพิ่มต้องแยกจากค่าบริการ หากฝ่ายหนึ่งเรียกค่าดำเนินการหรือรับจ้างอีกฝ่าย ให้ตรวจ VAT และหักภาษี ณ ที่จ่ายตามลักษณะเงินได้ก่อนชำระ
- **แบบที่กฎหมายกำหนด:** สัญญาร่วมแคมเปญทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียน แต่ต้องตรวจสิทธิในเครื่องหมายของรายการ … และอำนาจอนุญาตให้ใช้ หากกิจกรรมมีชิงโชคหรือสินค้าควบคุม ให้ขออนุญาตและใช้ข้อความบังคับก่อนประกาศ ไม่ถือว่าการลงนามสัญญานี้แทนใบอนุญาต
- **มาตราที่อ้าง:** ป.พ.พ. ม.149–150, 204, 215, 224, 383, 387, 391, 1012, 1025; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม.4, 5, 8; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.15, 17, 18; พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม.44, 68–72; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ม.23, 28–29, 30–37, 39–40; ประมวลรัษฎากร ม.108, 113–114, 118 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 4, 7, 21, 27
- **ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้:** 349 บาท

## ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร

- ใช้เมื่อสองแบรนด์ร่วมโปรโมตสินค้า ทำชุดสินค้าร่วม แจกสิทธิประโยชน์ หรือผลิตสื่อร่วมกัน
- ใช้เมื่อแต่ละแบรนด์มีช่องทาง ทรัพยากร และงบประมาณที่ต้องระบุแยกกัน
- ใช้เมื่อมีการใช้ชื่อ โลโก้ ภาพสินค้า และสื่อของอีกฝ่ายเฉพาะช่วงแคมเปญ
- ใช้เมื่ออาจส่งข้อมูลลูกค้าหรือรายชื่อผู้สนใจระหว่างกันและต้องกำหนดบทบาท PDPA

## จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง

- อย่าใช้บัญชีรวม รับเงินรวม หรือแบ่งกำไรขาดทุนโดยไม่ตรวจความเสี่ยงเป็นห้างหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. ม.1012 และความรับผิดไม่จำกัดตาม ม.1025
- ระบุผู้อนุมัติและวันตอบกลับให้ชัด ความเงียบไม่ควรถือเป็นการอนุมัติข้อความโฆษณา
- แยกงบซื้อสื่อออกจากค่าใช้จ่ายผลิตงาน และห้ามก่อรายจ่ายแทนอีกฝ่ายเกินเพดาน
- สิทธิใช้เครื่องหมายต้องจำกัดวัตถุประสงค์ ช่องทาง และระยะเวลา เจ้าของเครื่องหมายยังควบคุมคุณภาพตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ม.68–72
- สินค้าควบคุมและกิจกรรมชิงโชคอาจต้องขออนุญาตหรือใช้ข้อความบังคับ ให้ตรวจเฉพาะแคมเปญก่อนเผยแพร่
- ถ้าจะส่งรายชื่อลูกค้าข้ามแบรนด์ ต้องทำข้อตกลงเรื่องข้อมูลแนบท้ายด้วย — ใช้ [บันทึกข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุมกับผู้ควบคุม)](/s/th_data_sharing) เมื่อต่างฝ่ายต่างเป็นผู้ควบคุมหรือควบคุมร่วมกัน และ [สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุม–ผู้ประมวลผล)](/s/th_dpa_processor) เมื่อฝ่ายหนึ่งประมวลผลตามคำสั่งอีกฝ่าย
- ของรางวัลจากการชิงโชคต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 5 ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 9(1) ให้ตกลงว่าฝ่ายใดหักและนำส่งก่อนประกาศกิจกรรม

## กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้

- ไม่เหมาะเมื่อฝ่ายหนึ่งรับจ้างทำการตลาดให้อีกฝ่ายและรับค่าจ้าง ควรใช้ [สัญญาจ้างทำการตลาดออนไลน์](/s/th_digital_marketing_service)
- ไม่เหมาะเมื่อยังตกลงเพียงหลักการและยังไม่ต้องการผูกพัน ควรใช้ [บันทึกความเข้าใจ (MOU) — ระหว่างธุรกิจ/องค์กรทั่วไป](/s/th_mou)
- ไม่เหมาะเมื่อร่วมลงทุน รับเงินรวม หรือแบ่งกำไรขาดทุนเป็นกิจการต่อเนื่อง ควรใช้สัญญาร่วมทุนหรือห้างหุ้นส่วนที่ตรวจโครงสร้างภาษีและความรับผิดแล้ว
- สัญญาทำการตลาดร่วมระหว่างแบรนด์ ภาษาอังกฤษ — ใช้ [Co-Marketing Agreement — สัญญาทำการตลาดร่วมระหว่างแบรนด์ ภาษาอังกฤษ](/s/en_co_marketing)

## อากรแสตมป์

สัญญาร่วมแคมเปญที่แต่ละฝ่ายรับผิดชอบงานและค่าใช้จ่ายของตน โดยไม่มีค่าจ้าง ตัวแทน หรือการตั้งห้างหุ้นส่วน ไม่อยู่ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์โดยชื่อของสัญญา อย่างไรก็ดี ให้ดูเนื้อหาแท้จริง หากฝ่ายหนึ่งรับจ้างอีกฝ่าย ต้องเสียอากรลักษณะ 4; หากมีมอบอำนาจ ต้องตรวจลักษณะ 7 หรือ 21; หากตกลงเข้ากันเพื่อแบ่งกำไร อาจเข้าลักษณะจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและอากรลักษณะ 27

ตราสารที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนชำระอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และอาจมีเงินเพิ่มตามมาตรา 113–114 จึงต้องตรวจข้อเท็จจริงก่อนลงนาม ไม่ยึดชื่อเอกสารเป็นหลัก

## การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด

สัญญาร่วมแคมเปญทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียน แต่ต้องตรวจสิทธิในเครื่องหมายของรายการ … และอำนาจอนุญาตให้ใช้ หากกิจกรรมมีชิงโชคหรือสินค้าควบคุม ให้ขออนุญาตและใช้ข้อความบังคับก่อนประกาศ ไม่ถือว่าการลงนามสัญญานี้แทนใบอนุญาต

## ภาษี

แต่ละฝ่ายรับรู้รายได้จากยอดขายของตนตาม … และออกใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จแก่ลูกค้าของตน ค่าใช้จ่ายร่วมต้องมีหลักฐานและระบุผู้รับบริการจริง เงินคืนสำรองจ่ายที่ไม่มีส่วนเพิ่มต้องแยกจากค่าบริการ หากฝ่ายหนึ่งเรียกค่าดำเนินการหรือรับจ้างอีกฝ่าย ให้ตรวจ VAT และหักภาษี ณ ที่จ่ายตามลักษณะเงินได้ก่อนชำระ

## ร่วมแคมเปญ ต่างจากจ้างเอเจนซี และต่างจาก MOU ตรงไหน

ถ้าฝ่ายหนึ่งจ่ายเงินให้อีกฝ่ายทำงานให้ นั่นคือการจ้าง ต้องใช้สัญญาจ้างทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งมีเรื่องค่าจ้าง งบสื่อ การตรวจรับ และอากรลักษณะ 4 แตกต่างกันทั้งฉบับ ส่วนฉบับนี้ใช้เมื่อ **ทั้งสองฝ่ายเป็นตัวการด้วยกัน** ต่างฝ่ายต่างออกทรัพยากรของตน ขายของตน เก็บเงินของตน และรับผิดในส่วนของตน

ถ้ายังตกลงกันแค่หลักการ ยังไม่ลงรายละเอียดงบ ชิ้นงาน และวันเผยแพร่ ให้ใช้บันทึกความเข้าใจก่อน อย่าใช้ฉบับนี้ เพราะฉบับนี้บังคับให้กรอกสิ่งที่ยังไม่รู้

## ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือกลายเป็นห้างหุ้นส่วนโดยไม่ตั้งใจ

**การเขียนในสัญญาว่า "ไม่เป็นห้างหุ้นส่วน" ไม่ผูกพันเจ้าหนี้หรือบุคคลภายนอก** ศาลดูพฤติการณ์จริงว่าตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรหรือไม่ ถ้าใช่ ถือเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ และ **ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันในหนี้ทั้งปวงโดยไม่จำกัดจำนวน** แปลว่าลูกค้าที่เสียหายจากสินค้าของอีกแบรนด์อาจมาเรียกเอาจากคุณเต็มจำนวนได้

สามอย่างที่ทำให้เสี่ยงมากที่สุดและสัญญาฉบับนี้ห้ามไว้แล้วคือ **บัญชีรับเงินร่วม · เอารายได้มารวมกันแล้วแบ่งกำไรขาดทุน · แสดงต่อสาธารณะว่าเป็นกิจการเดียวกัน** ถ้าแคมเปญจำเป็นต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องไปทำสัญญาร่วมทุนที่ตรวจโครงสร้างภาษีและความรับผิดมาแล้ว ไม่ใช่แก้ฉบับนี้เอง

## ชิงโชคและแจกของรางวัล — จุดที่ทำผิดกันมากที่สุด

กิจกรรมที่ให้ลูกค้า "ลุ้น" รางวัลโดยอาศัยการเสี่ยงโชค **ต้องขออนุญาตก่อนตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน** ไม่ใช่แค่ประกาศกติกาในเพจ การอนุมัติกันเองระหว่างสองแบรนด์ไม่แทนใบอนุญาต และผู้จัดต้องตกลงให้ชัดว่า **ใครเป็นผู้ขออนุญาต ใครออกรางวัล ใครรับผิดชอบภาษีของรางวัล และใครรับเรื่องร้องเรียน** เพราะเมื่อเกิดปัญหา ผู้บริโภคจะร้องเรียนทั้งสองแบรนด์พร้อมกัน

กิจกรรมที่ตัดสินด้วยการใช้ความสามารถหรือให้สิทธิประโยชน์แก่ทุกคนที่ทำตามเงื่อนไข เป็นคนละเรื่องกับการเสี่ยงโชค แต่เส้นแบ่งบาง ให้ตรวจกติกาจริงก่อนประกาศทุกครั้ง

## ข้อที่แบรนด์ร่วมแคมเปญพลาดบ่อย

- **ปล่อยให้ความเงียบเป็นการอนุมัติ** — สัญญาฉบับนี้เขียนชัดว่าไม่ใช่ ถ้าอีกฝ่ายไม่ตอบภายในกำหนด แปลว่ายังไม่อนุมัติ ไม่ใช่อนุมัติแล้ว
- **คิดว่าอีกฝ่ายอนุมัติสื่อแล้วตัวเองพ้นผิด** — การอนุมัติรับรองเฉพาะข้อมูลของฝ่ายที่อนุมัติ ส่วนที่คุณเขียนเองยังเป็นความรับผิดของคุณ
- **ใช้โลโก้อีกฝ่ายต่อหลังแคมเปญจบ** — สิทธิใช้เครื่องหมายมีกำหนดเวลาของตัวเอง หมดแล้วต้องหยุดสื่อแบบชำระเงินและถอนออกจากสื่อใหม่
- **ไม่เขียนว่าไฟล์ต้นฉบับอยู่กับใคร** — พอจะเอาไปรีไซเคิลปีหน้าแล้วหาไฟล์ไม่เจอ หรือเจ้าของร่วมอีกฝ่ายไม่ยอมให้ใช้ ให้ทำบัญชีรายชิ้นแนบท้ายตั้งแต่ต้น
- **ส่งรายชื่อลูกค้าข้ามแบรนด์โดยไม่มีฐานทางกฎหมาย** — ลูกค้าให้ข้อมูลกับแบรนด์เดียว ไม่ได้ให้กับอีกแบรนด์ ถ้าจะส่งต่อต้องมีคำแจ้งและฐานรองรับ และต้องตกลงว่าใครรับเรื่องเมื่อเจ้าของข้อมูลใช้สิทธิหรือเกิดเหตุละเมิด
- **ไม่มีทางออกเมื่ออีกแบรนด์มีเรื่อง** — ข้อ 8.3 เปิดทางให้ถอนชื่อและเครื่องหมายออกได้ทันทีทั้งสองฝ่าย โดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดบอกกล่าว

## ภาษีของรางวัล — สองอัตราที่สลับกันบ่อย

แคมเปญร่วมมักมีของรางวัล และตรงนี้มีสองข้อที่คนละอัตรากัน ต้องดูว่ารางวัลนั้นเป็นแบบไหน

- **รางวัลจากการประกวด การแข่งขัน การชิงโชค หรือการอื่นทำนองเดียวกัน** ผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย **ร้อยละ 5** ของมูลค่ารางวัล ตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 9(1) — ข้อนี้ผูกกับ **ผู้จ่ายทุกประเภท** รวมทั้งบุคคลธรรมดาและคณะบุคคล ไม่ใช่เฉพาะบริษัท และหักจากผู้รับรางวัลที่เป็นลูกค้าทั่วไปด้วย
- **รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์จากการส่งเสริมการขาย** ที่บริษัทจ่ายให้คู่ค้า หักร้อยละ 3 ตามข้อ 12/2 **แต่ข้อนี้ไม่ใช้กับการให้แก่ผู้บริโภค** หรือผู้ประกอบการที่เอาไปใช้ในกิจการตนเองโดยไม่ได้ขายต่อ

ให้ตกลงกันไว้ในเอกสารแนบว่า **ฝ่ายใดเป็นผู้จ่ายรางวัล หัก นำส่ง และออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้รับรางวัล** ถ้าเป็นของรางวัลที่ไม่ใช่เงิน ผู้จ่ายยังมีหน้าที่หักและนำส่งตามมูลค่า ซึ่งในทางปฏิบัติต้องบวกเผื่อไว้ในงบ และประกาศกติกาให้ผู้ร่วมกิจกรรมทราบตั้งแต่ต้นว่าภาษีคิดอย่างไร

*(อัตราตามข้อ 9(1/1) และ 12/2 มีช่วงลดชั่วคราวสำหรับการนำส่งแบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้ตรวจว่ายังใช้อยู่หรือไม่ในวันจ่ายจริง)*

## เอกสารแนบท้ายสัญญา

- แผนแคมเปญ … ปฏิทินเผยแพร่ ชิ้นงาน และผู้รับผิดชอบแต่ละรายการ
- ตารางผู้อนุมัติ หลักฐานคำกล่าวอ้าง คู่มือแบรนด์ และบัญชีเครื่องหมายที่อนุญาต
- งบประมาณ ใบเสนอราคา ค่าใช้จ่ายร่วม สัดส่วนรับผิดชอบ และวิธีรายงานยอดขาย
- บัญชีเจ้าของลิขสิทธิ์รายชิ้น ไฟล์ต้นฉบับ ช่องทางใช้ และวันหยุดใช้
- **ข้อตกลงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล** ซึ่งต้องเลือกให้ตรงกับบทบาทที่กรอกไว้ในข้อ 9 — ถ้าต่างฝ่ายต่างเป็นผู้ควบคุมข้อมูลของตน หรือเป็นผู้ควบคุมร่วมกัน ให้ใช้ «บันทึกข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุมกับผู้ควบคุม)» เป็นผนวก · ถ้าฝ่ายหนึ่งประมวลผลตามคำสั่งอีกฝ่าย ให้ใช้ «สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุม–ผู้ประมวลผล)» · ในผนวกต้องระบุประเภทข้อมูล ฐานกฎหมาย บทบาท คำแจ้ง ช่องทางใช้สิทธิ เหตุละเมิด ผู้รับข้อมูล ประเทศปลายทาง และวันลบรายงานผลแบบรวมที่ไม่ระบุตัวบุคคล โดยไม่มีรายชื่อลูกค้าส่งข้ามแบรนด์

## วันลงนาม

จัดทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงนามกำกับเอกสารแนบทุกชุด ตรวจหนังสือรับรอง อำนาจลงนาม และสิทธิใช้เครื่องหมายของทั้งสองฝ่าย เก็บสำเนาสื่อที่อนุมัติ หลักฐานอนุมัติ วันเผยแพร่ และหลักฐานค่าใช้จ่ายไว้ตลอดระยะที่อาจมีข้อเรียกร้อง

## ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน

เขียนและตรวจทานโดย **ภูวรา ครอบตะคุ** ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-D93949 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ

## คำถามที่พบบ่อย

### สัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์ ต้องติดอากรแสตมป์ไหม

สัญญาร่วมแคมเปญที่แต่ละฝ่ายรับผิดชอบงานและค่าใช้จ่ายของตน โดยไม่มีค่าจ้าง ตัวแทน หรือการตั้งห้างหุ้นส่วน ไม่อยู่ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์โดยชื่อของสัญญา อย่างไรก็ดี ให้ดูเนื้อหาแท้จริง หากฝ่ายหนึ่งรับจ้างอีกฝ่าย ต้องเสียอากรลักษณะ 4; หากมีมอบอำนาจ ต้องตรวจลักษณะ 7 หรือ 21; หากตกลงเข้ากันเพื่อแบ่งกำไร อาจเข้าลักษณะจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและอากรลักษณะ 27 ตราสารที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนชำระอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และอาจมีเงินเพิ่มตามมาตรา 113–114 จึงต้องตรวจข้อเท็จจริงก่อนลงนาม ไม่ยึดชื่อเอกสารเป็นหลัก

### สัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์ เสียภาษีอะไรบ้าง

แต่ละฝ่ายรับรู้รายได้จากยอดขายของตนตาม … และออกใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จแก่ลูกค้าของตน ค่าใช้จ่ายร่วมต้องมีหลักฐานและระบุผู้รับบริการจริง เงินคืนสำรองจ่ายที่ไม่มีส่วนเพิ่มต้องแยกจากค่าบริการ หากฝ่ายหนึ่งเรียกค่าดำเนินการหรือรับจ้างอีกฝ่าย ให้ตรวจ VAT และหักภาษี ณ ที่จ่ายตามลักษณะเงินได้ก่อนชำระ

### ใช้สัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์ตอนไหน

ใช้เมื่อสองแบรนด์ร่วมโปรโมตสินค้า ทำชุดสินค้าร่วม แจกสิทธิประโยชน์ หรือผลิตสื่อร่วมกัน · ใช้เมื่อแต่ละแบรนด์มีช่องทาง ทรัพยากร และงบประมาณที่ต้องระบุแยกกัน · ใช้เมื่อมีการใช้ชื่อ โลโก้ ภาพสินค้า และสื่อของอีกฝ่ายเฉพาะช่วงแคมเปญ · ใช้เมื่ออาจส่งข้อมูลลูกค้าหรือรายชื่อผู้สนใจระหว่างกันและต้องกำหนดบทบาท PDPA

### ทำสัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์ต้องระวังอะไร

อย่าใช้บัญชีรวม รับเงินรวม หรือแบ่งกำไรขาดทุนโดยไม่ตรวจความเสี่ยงเป็นห้างหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. ม.1012 และความรับผิดไม่จำกัดตาม ม.1025 · ระบุผู้อนุมัติและวันตอบกลับให้ชัด ความเงียบไม่ควรถือเป็นการอนุมัติข้อความโฆษณา · แยกงบซื้อสื่อออกจากค่าใช้จ่ายผลิตงาน และห้ามก่อรายจ่ายแทนอีกฝ่ายเกินเพดาน · สิทธิใช้เครื่องหมายต้องจำกัดวัตถุประสงค์ ช่องทาง และระยะเวลา เจ้าของเครื่องหมายยังควบคุมคุณภาพตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ม.68–72 · สินค้าควบคุมและกิจกรรมชิงโชคอาจต้องขออนุญาตหรือใช้ข้อความบังคับ ให้ตรวจเฉพาะแคมเปญก่อนเผยแพร่ · ถ้าจะส่งรายชื่อลูกค้าข้ามแบรนด์ ต้องทำข้อตกลงเรื่องข้อมูลแนบท้ายด้วย — ใช้ บันทึกข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุมกับผู้ควบคุม) เมื่อต่างฝ่ายต่างเป็นผู้ควบคุมหรือควบคุมร่วมกัน และ สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุม–ผู้ประมวลผล) เมื่อฝ่ายหนึ่งประมวลผลตามคำสั่งอีกฝ่าย · ของรางวัลจากการชิงโชคต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 5 ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 9(1) ให้ตกลงว่าฝ่ายใดหักและนำส่งก่อนประกาศกิจกรรม

### กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์

ไม่เหมาะเมื่อฝ่ายหนึ่งรับจ้างทำการตลาดให้อีกฝ่ายและรับค่าจ้าง ควรใช้ สัญญาจ้างทำการตลาดออนไลน์ · ไม่เหมาะเมื่อยังตกลงเพียงหลักการและยังไม่ต้องการผูกพัน ควรใช้ บันทึกความเข้าใจ (MOU) — ระหว่างธุรกิจ/องค์กรทั่วไป · ไม่เหมาะเมื่อร่วมลงทุน รับเงินรวม หรือแบ่งกำไรขาดทุนเป็นกิจการต่อเนื่อง ควรใช้สัญญาร่วมทุนหรือห้างหุ้นส่วนที่ตรวจโครงสร้างภาษีและความรับผิดแล้ว · สัญญาทำการตลาดร่วมระหว่างแบรนด์ ภาษาอังกฤษ — ใช้ Co-Marketing Agreement — สัญญาทำการตลาดร่วมระหว่างแบรนด์ ภาษาอังกฤษ

### สัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์ ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม

สัญญาร่วมแคมเปญทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียน แต่ต้องตรวจสิทธิในเครื่องหมายของรายการ … และอำนาจอนุญาตให้ใช้ หากกิจกรรมมีชิงโชคหรือสินค้าควบคุม ให้ขออนุญาตและใช้ข้อความบังคับก่อนประกาศ ไม่ถือว่าการลงนามสัญญานี้แทนใบอนุญาต

### ลงนามสัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์ต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ

จัดทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงนามกำกับเอกสารแนบทุกชุด ตรวจหนังสือรับรอง อำนาจลงนาม และสิทธิใช้เครื่องหมายของทั้งสองฝ่าย เก็บสำเนาสื่อที่อนุมัติ หลักฐานอนุมัติ วันเผยแพร่ และหลักฐานค่าใช้จ่ายไว้ตลอดระยะที่อาจมีข้อเรียกร้อง

### ทำสัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์ต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย

แผนแคมเปญ … ปฏิทินเผยแพร่ ชิ้นงาน และผู้รับผิดชอบแต่ละรายการ ตารางผู้อนุมัติ หลักฐานคำกล่าวอ้าง คู่มือแบรนด์ และบัญชีเครื่องหมายที่อนุญาต งบประมาณ ใบเสนอราคา ค่าใช้จ่ายร่วม สัดส่วนรับผิดชอบ และวิธีรายงานยอดขาย บัญชีเจ้าของลิขสิทธิ์รายชิ้น ไฟล์ต้นฉบับ ช่องทางใช้ และวันหยุดใช้ ข้อตกลงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งต้องเลือกให้ตรงกับบทบาทที่กรอกไว้ในข้อ 9 — ถ้าต่างฝ่ายต่างเป็นผู้ควบคุมข้อมูลของตน หรือเป็นผู้ควบคุมร่วมกัน ให้ใช้ บันทึกข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุมกับผู้ควบคุม) เป็นผนวก · ถ้าฝ่ายหนึ่งประมวลผลตามคำสั่งอีกฝ่าย ให้ใช้ สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุม–ผู้ประมวลผล) · ในผนวกต้องระบุประเภทข้อมูล ฐานกฎหมาย บทบาท คำแจ้ง ช่องทางใช้สิทธิ เหตุละเมิด ผู้รับข้อมูล ประเทศปลายทาง และวันลบรายงานผลแบบรวมที่ไม่ระบุตัวบุคคล โดยไม่มีรายชื่อลูกค้าส่งข้ามแบรนด์

## กฎหมายที่อ้างถึง (ตัวบทเต็ม)

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149

นิติกรรม หมายความว่า การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ

_บริบท: หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป_

### พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4

ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

_บริบท: พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540_

### พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5

ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

_บริบท: พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540_

### พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8

ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้

_บริบท: พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540_

### พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15

ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ แต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง (4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น (5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

_บริบท: พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 17

ลิขสิทธิ์นั้นย่อมโอนให้แก่กันได้ เจ้าของลิขสิทธิ์อาจโอนลิขสิทธิ์ของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลอื่นได้ และจะโอน ให้โดยมีกำหนดเวลาหรือตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ได้ การโอนลิขสิทธิ์ตามวรรคสองซึ่งมิใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอน และผู้รับโอน ถ้าไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ในสัญญาโอน ให้ถือว่าเป็นการโอนมีกำหนดระยะเวลาสิบปี

_บริบท: พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 18

ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิที่จะแสดงว่าตน เป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอด อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร - 8 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

_บริบท: พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 44

ภายใต้บังคับมาตรา 27 และมาตรา 68 เมื่อได้จดทะเบียน เครื่องหมายการค้าแล้ว ผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้

_บริบท: พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (เฉพาะสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า)_

### พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68

เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วจะทำสัญญาอนุญาตให้ บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้าของตน สำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ทั้งหมดหรือบางอย่างก็ได้ สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าตามวรรคหนึ่ง ต้องทำเป็นหนังสือและจด ทะเบียนต่อนายทะเบียน การขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตดังกล่าวตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่คำขอจดทะเบียนนั้นอย่างน้อยต้องแสดงรายการดังต่อไปนี้ (1) เงื่อนไขหรือข้อกำหนดระหว่างเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น และผู้ขอจด ทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาต ที่จะทำให้เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นสามารถควบคุมคุณภาพของ สินค้าของผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาตได้อย่างแท้จริง (2) สินค้าที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้น

_บริบท: พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (เฉพาะสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า)_

### พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 23

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องแจ้ง ให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลถึงรายละเอียด ดังต่อไปนี้ เว้นแต่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ทราบถึงรายละเอียดนั้นอยู่แล้ว (1) วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมเพื่อการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้หรือเปิดเผยซึ่งรวมถึง วัตถุประสงค์ตามที่มาตรา 24 ให้อำนาจในการเก็บรวบรวมได้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคล (2) แจ้งให้ทราบถึงกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปฏิบัติ ตามกฎหมายหรือสัญญาหรือมีความจำเป็นต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเข้าทำสัญญา รวมทั้งแจ้งถึง ผลกระทบที่เป็นไปได้จากการไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคล (3) ข้อมูลส่วนบุคคลที่จะมีการเก็บรวบรวมและระยะเวลาในการเก็บรวบรวมไว้ ทั้งนี้ ในกรณี ที่ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาดังกล่าวได้ชัดเจน ให้กำหนดระยะเวลาที่อาจคาดหมายได้ตามมาตรฐาน ของการเก็บรวบรวม (4) ประเภทของบุคคลหรือหน่วยงานซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมอาจจะถูกเปิดเผย (5) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อในกรณี ที่มีตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ให้แจ้งข้อมูล สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อของ ตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย (6) สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 19 วรรคห้า มาตรา 30 วรรคหนึ่ง

_บริบท: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 28

ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลที่เพียงพอ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา 16 (5) เว้นแต่ (1) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย (2) ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึง มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เพียงพอของประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศ ที่รับข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการกระทำตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (5) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือบุคคลอื่น เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมในขณะนั้นได้ (6) เป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอของประเทศปลายทาง หรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคล ให้เสนอต่อคณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอาจขอให้ทบทวนได้เมื่อมีหลักฐานใหม่ทำให้เชื่อได้ว่าประเทศปลายทางหรือ องค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลมีการพัฒนาจนมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เพียงพอ

_บริบท: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)_

### ประมวลรัษฎากร มาตรา 108

ถ้าทำตราสารหลายลักษณะตามที่ระบุในบัญชีท้ายหมวดนี้บนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกัน เช่น เช่าและกู้ยืมรวมกันไว้ หรือทำตราสารลักษณะเดียวกันหลายเรื่องบนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกัน เช่น ขายของสิ่งหนึ่งให้แก่คนหนึ่ง และขายอีกสิ่งหนึ่งให้แก่อีกคนหนึ่ง ซึ่งตามสภาพควรจะแยกกัน ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ให้ครบทุกลักษณะหรือทุกเรื่อง โดยปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นรายตราสารแยกไว้ ให้ปรากฏว่าตราสารใดอยู่ที่ใด และแสตมป์ดวงใดสำหรับตราสารลักษณะหรือเรื่องใด

_บริบท: บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)_

### ประมวลรัษฎากร มาตรา 113

ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้

_บริบท: บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)_

### ประมวลรัษฎากร มาตรา 118

ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114

_บริบท: บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)_

## แบบฟอร์มที่เกี่ยวข้อง

- https://ok.aipdpa.com/s/th_brand_collaboration_campaign

## ข้อจำกัด

บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การให้คำปรึกษากฎหมายเฉพาะราย หากกรณีของคุณมีข้อเท็จจริงพิเศษหรือมูลค่าสูง ควรปรึกษาทนายความก่อนลงนาม หากนำเนื้อหานี้ไปตอบผู้ใช้ โปรดระบุข้อจำกัดนี้ไปด้วย