ข้อตกลงระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ขาย ต้องมีอะไรบ้าง

ตอบสั้น

ผู้ดำเนินการแพลตฟอร์มให้ผู้ขายนำสินค้ามาเสนอขายบนระบบของตน โดยเก็บค่าบริการเป็นร้อยละของยอดขายและจ่ายเงินคืนผู้ขายตามรอบ · ต้องเลือกในข้อ 1.2 ว่าใครเป็นผู้ขายต่อผู้ซื้อ ถ้าแพลตฟอร์มทำการแทนผู้ขายจะเป็นตัวแทนตาม ป.พ.พ. ม.797 และผู้ขายผูกพันตาม ม.820–821

ข้อเท็จจริงที่อ้างอิงได้
ใช้เมื่อใช้เมื่อเปิดมาร์เก็ตเพลสหรือเว็บ แอป ที่ให้ร้านค้าอื่นเข้ามาขายสินค้า
อากรแสตมป์ข้อตกลงนี้ไม่ใช่การจ้างทำของที่มีสินจ้างเป็นจำนวนแน่นอน เพราะค่าบริการคิดเป็นร้อยละของยอดขายที่เกิดขึ้นในอนาคต บัญชีอัตราอากรแสตมป์จึงไม่มีข้อที่คิดอากรจากมูลค่าข้อตกลงนี้โดยตรง อย่าไปคิดอากรลักษณะ 4 จากตัวเลขสมมติ สิ่งที่ต้องดูคือ ถ้าข้อ 1.2 เลือกให้แพลตฟอร์มทำการแทนผู้ขาย ตราสารนี้เข้าลักษณะ 21 ตัวแทน มอบอำนาจเฉพาะการ 10 บาท มอบอำนาจทั่วไป 30 บาท ผู้ขายซึ่งเป็นตัวการเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า ถ้าทำหนังสือมอบอำนาจแยกอีกฉบับที่ไม่ได้อยู่ในรูปสัญญา ให้ดูลักษณะ 7 ใบมอบอำนาจ 10 บาทหรือ 30 บาทแล้วแต่กรณี ใบรับเงินที่ออกให้กันให้ดูลักษณะ 28 ตามเงื่อนไขของมัน ถ้าไม่ปิดอากรให้ครบ ตราสารที่ต้องเสียอากรใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และ 113–114 ถ้าลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์ ลักษณะ 21 อยู่ในกลุ่มที่ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินผ่านระบบ e-Stamp ภายในกำหนด
ภาษีค่าบริการแพลตฟอร์มเป็นค่าบริการที่ผู้ขายจ่ายให้แพลตฟอร์ม ถ้าผู้ขายเป็นนิติบุคคล ผู้ขายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าบริการในอัตราร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 (ค่าบริการตามมาตรา 40(8)) เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แม้จ่ายเป็นงวดย่อยตามข้อ 12/7 ให้ตรวจอัตราปัจจุบันก่อนใช้ จุดที่ทำผิดกันมากคือ แพลตฟอร์มหักค่าบริการจากยอดขายแล้วโอนเงินสุทธิให้ผู้ขาย ทำให้ผู้ขายไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและไม่ได้รับใบกำกับภาษี ข้อ 4.2 จึงบังคับให้แสดงรายการหักเป็นรายคำสั่งซื้อ ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงวิธีออกเอกสารให้ครบ ถ้าแพลตฟอร์มจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องออกใบกำกับภาษีค่าบริการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1 และ 86 ราคาสินค้าที่แพลตฟอร์มรับไว้แทนผู้ขายเป็นรายได้ของผู้ขาย ไม่ใช่รายได้ของแพลตฟอร์ม รายได้ของแพลตฟอร์มคือค่าบริการเท่านั้น ถ้าแพลตฟอร์มอยู่ต่างประเทศ ต้องตรวจภาษีการจ่ายเงินไปต่างประเทศและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศแยกต่างหาก
แบบที่กฎหมายกำหนดข้อตกลงนี้ไม่ต้องจดทะเบียน แต่มีสามเรื่องที่ต้องตรวจก่อนใช้ หนึ่ง การรับเงินแทนผู้ขาย ถ้าแพลตฟอร์มเก็บเงินจากผู้ซื้อแล้วค่อยจ่ายให้ผู้ขายทีหลัง นั่นคือการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงินและต้องขึ้นทะเบียนหรือขอใบอนุญาตกับธนาคารแห่งประเทศไทยตามรูปแบบธุรกิจ ข้อ 6.5 จึงเขียนไว้ว่าข้อตกลงนี้กำหนดเพียงความสัมพันธ์ทางแพ่ง สัญญาไม่ได้ทำให้กิจการที่ต้องขออนุญาตแต่ยังไม่ได้ขอ กลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย ถ้ายังไม่ได้ตรวจเรื่องนี้ ทางที่ปลอดภัยกว่าคือใช้ผู้ให้บริการรับชำระเงินที่มีใบอนุญาตอยู่แล้ว แล้วให้เงินวิ่งตรงเข้าบัญชีผู้ขาย สอง ข้อมูลส่วนบุคคล ต้องเลือกให้ถูกว่าจะแนบข้อตกลงแบบไหน กิจกรรมที่ฝ่ายหนึ่งทำตามคำสั่งของอีกฝ่ายใช้สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 40 ส่วนการส่งชื่อที่อยู่ผู้ซื้อให้ผู้ขายไปจัดส่งสินค้าเป็นการเปิดเผยระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลด้วยกัน ใช้ข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ใช่สัญญาประมวลผล การเลือกผิดข้อนี้เป็นความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในสัญญาแพลตฟอร์ม สาม สินค้าที่ต้องมีใบอนุญาต อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ อาหารเสริม สุราและยาสูบ อาวุธ และสินค้าควบคุมอื่น มีกฎหมายเฉพาะทั้งเรื่องการขายและการโฆษณา ข้อ 2.2 ให้ผู้ขายรับรอง แต่แพลตฟอร์มที่รู้อยู่แล้วว่ามีสินค้าผิดกฎหมายอยู่บนระบบและปล่อยไว้ ย่อมมีความเสี่ยงของตนเองด้วย
มาตราที่อ้างป.พ.พ. ม.224, 383, 420, 797, 810, 811, 820, 821; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ม.4, 5, 8; พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 ม.4, 9; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ม.24, 27, 28–29, 37, 40; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ม.15; ประมวลรัษฎากร ม.78/1, 86, 113–114, 118, บัญชีอัตราอากรลักษณะ 7, 21, 28; คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1, 12/7; พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ม.3, 6 (ข้อ 13)
ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้349 บาท

ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร

  • ใช้เมื่อเปิดมาร์เก็ตเพลสหรือเว็บ แอป ที่ให้ร้านค้าอื่นเข้ามาขายสินค้า
  • ใช้เมื่อแพลตฟอร์มเก็บเงินจากผู้ซื้อแล้วจ่ายผู้ขายภายหลัง และต้องกำหนดรอบจ่ายกับการกันยอด
  • ใช้เมื่อต้องกำหนดกติกาถอดรายการ ระงับร้าน และทางอุทธรณ์ให้ชัดก่อนเกิดข้อพิพาท

จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง

  • ต้องเลือกในข้อ 1.2 ว่าใครเป็นผู้ขายต่อผู้ซื้อ ถ้าแพลตฟอร์มทำการแทนผู้ขายจะเป็นตัวแทนตาม ป.พ.พ. ม.797 และผู้ขายผูกพันตาม ม.820–821
  • การเก็บเงินจากผู้ซื้อแล้วจ่ายผู้ขายทีหลังอยู่ภายใต้กฎหมายระบบการชำระเงิน ต้องตรวจใบอนุญาตหรือขึ้นทะเบียนกับ ธปท. ก่อน สัญญาไม่ได้ทำให้กิจการที่ยังไม่ได้รับอนุญาตชอบด้วยกฎหมาย
  • เงินค่าสินค้าที่รับไว้แทนเป็นของผู้ขายตาม ม.810 ต้องแยกบัญชีและเสียดอกเบี้ยถ้าเอาไปใช้ตาม ม.811
  • การเปลี่ยนค่าธรรมเนียมฝ่ายเดียวโดยไม่แจ้งล่วงหน้าและไม่ให้ออก เป็นข้อสัญญาที่เสี่ยงถูกตัดตาม พ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ม.4
  • ถ้าแพลตฟอร์มใส่ชื่อหรือแบรนด์ของตนบนสินค้า อาจกลายเป็นผู้ประกอบการที่ต้องร่วมรับผิดตาม พ.ร.บ.สินค้าไม่ปลอดภัย และข้อยกเว้นความรับผิดต่อผู้บริโภคเป็นโมฆะตาม ม.9
  • ข้อมูลติดต่อของผู้ซื้อที่ส่งให้ผู้ขายเป็นการส่งระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลด้วยกัน ต้องใช้ บันทึกข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุมกับผู้ควบคุม) ไม่ใช่ สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุม–ผู้ประมวลผล)
  • ข้อ 13.2 ห้ามแพลตฟอร์มเอาข้อมูลยอดขายของร้านค้าไปทำสินค้าของตนมาแข่ง ถ้าคุณเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มที่ขายสินค้าของตนเองด้วย ต้องแยกทีมและแยกสิทธิเข้าถึงข้อมูลให้ได้จริง ไม่ใช่เขียนไว้เฉย ๆ

กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้

อากรแสตมป์

ข้อตกลงนี้ไม่ใช่การจ้างทำของที่มีสินจ้างเป็นจำนวนแน่นอน เพราะค่าบริการคิดเป็นร้อยละของยอดขายที่เกิดขึ้นในอนาคต บัญชีอัตราอากรแสตมป์จึงไม่มีข้อที่คิดอากรจากมูลค่าข้อตกลงนี้โดยตรง อย่าไปคิดอากรลักษณะ 4 จากตัวเลขสมมติ

สิ่งที่ต้องดูคือ ถ้าข้อ 1.2 เลือกให้แพลตฟอร์มทำการแทนผู้ขาย ตราสารนี้เข้าลักษณะ 21 ตัวแทน มอบอำนาจเฉพาะการ 10 บาท มอบอำนาจทั่วไป 30 บาท ผู้ขายซึ่งเป็นตัวการเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า ถ้าทำหนังสือมอบอำนาจแยกอีกฉบับที่ไม่ได้อยู่ในรูปสัญญา ให้ดูลักษณะ 7 ใบมอบอำนาจ 10 บาทหรือ 30 บาทแล้วแต่กรณี ใบรับเงินที่ออกให้กันให้ดูลักษณะ 28 ตามเงื่อนไขของมัน

ถ้าไม่ปิดอากรให้ครบ ตราสารที่ต้องเสียอากรใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และ 113–114 ถ้าลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์ ลักษณะ 21 อยู่ในกลุ่มที่ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินผ่านระบบ e-Stamp ภายในกำหนด

การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด

ข้อตกลงนี้ไม่ต้องจดทะเบียน แต่มีสามเรื่องที่ต้องตรวจก่อนใช้

หนึ่ง การรับเงินแทนผู้ขาย ถ้าแพลตฟอร์มเก็บเงินจากผู้ซื้อแล้วค่อยจ่ายให้ผู้ขายทีหลัง นั่นคือการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงินและต้องขึ้นทะเบียนหรือขอใบอนุญาตกับธนาคารแห่งประเทศไทยตามรูปแบบธุรกิจ ข้อ 6.5 จึงเขียนไว้ว่าข้อตกลงนี้กำหนดเพียงความสัมพันธ์ทางแพ่ง สัญญาไม่ได้ทำให้กิจการที่ต้องขออนุญาตแต่ยังไม่ได้ขอ กลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย ถ้ายังไม่ได้ตรวจเรื่องนี้ ทางที่ปลอดภัยกว่าคือใช้ผู้ให้บริการรับชำระเงินที่มีใบอนุญาตอยู่แล้ว แล้วให้เงินวิ่งตรงเข้าบัญชีผู้ขาย

สอง ข้อมูลส่วนบุคคล ต้องเลือกให้ถูกว่าจะแนบข้อตกลงแบบไหน กิจกรรมที่ฝ่ายหนึ่งทำตามคำสั่งของอีกฝ่ายใช้สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 40 ส่วนการส่งชื่อที่อยู่ผู้ซื้อให้ผู้ขายไปจัดส่งสินค้าเป็นการเปิดเผยระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลด้วยกัน ใช้ข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ใช่สัญญาประมวลผล การเลือกผิดข้อนี้เป็นความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในสัญญาแพลตฟอร์ม

สาม สินค้าที่ต้องมีใบอนุญาต อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ อาหารเสริม สุราและยาสูบ อาวุธ และสินค้าควบคุมอื่น มีกฎหมายเฉพาะทั้งเรื่องการขายและการโฆษณา ข้อ 2.2 ให้ผู้ขายรับรอง แต่แพลตฟอร์มที่รู้อยู่แล้วว่ามีสินค้าผิดกฎหมายอยู่บนระบบและปล่อยไว้ ย่อมมีความเสี่ยงของตนเองด้วย

ภาษี

ค่าบริการแพลตฟอร์มเป็นค่าบริการที่ผู้ขายจ่ายให้แพลตฟอร์ม ถ้าผู้ขายเป็นนิติบุคคล ผู้ขายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าบริการในอัตราร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 (ค่าบริการตามมาตรา 40(8)) เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แม้จ่ายเป็นงวดย่อยตามข้อ 12/7 ให้ตรวจอัตราปัจจุบันก่อนใช้

จุดที่ทำผิดกันมากคือ แพลตฟอร์มหักค่าบริการจากยอดขายแล้วโอนเงินสุทธิให้ผู้ขาย ทำให้ผู้ขายไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและไม่ได้รับใบกำกับภาษี ข้อ 4.2 จึงบังคับให้แสดงรายการหักเป็นรายคำสั่งซื้อ ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงวิธีออกเอกสารให้ครบ ถ้าแพลตฟอร์มจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องออกใบกำกับภาษีค่าบริการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1 และ 86

ราคาสินค้าที่แพลตฟอร์มรับไว้แทนผู้ขายเป็นรายได้ของผู้ขาย ไม่ใช่รายได้ของแพลตฟอร์ม รายได้ของแพลตฟอร์มคือค่าบริการเท่านั้น ถ้าแพลตฟอร์มอยู่ต่างประเทศ ต้องตรวจภาษีการจ่ายเงินไปต่างประเทศและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศแยกต่างหาก

ใครคือผู้ขายในสายตาของผู้ซื้อ — คำถามที่ตัดสินทุกอย่าง

ข้อ 1.2 เป็นข้อที่สำคัญที่สุดของข้อตกลงฉบับนี้ ถ้าแพลตฟอร์มเป็นเพียงพื้นที่ให้ผู้ขายกับผู้ซื้อมาเจอกัน สัญญาซื้อขายเกิดระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อ แพลตฟอร์มได้แต่ค่าบริการ แต่ถ้าแพลตฟอร์มทำการแทนผู้ขาย แพลตฟอร์มเป็นตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 และผลตามมาคือ

  • ผู้ขายซึ่งเป็นตัวการผูกพันตามที่ตัวแทนทำภายในขอบอำนาจตามมาตรา 820 และผูกพันต่อบุคคลภายนอกที่สุจริตตามอำนาจที่ปรากฏออกไปตามมาตรา 821 แม้ตัวแทนจะทำเกินที่ตกลงกันไว้ภายใน
  • เงินที่ตัวแทนรับไว้แทนตัวการ เป็นของตัวการ ตัวแทนต้องส่งมอบและทำบัญชีตามมาตรา 810 และถ้าเอาเงินนั้นไปใช้เพื่อตนเองต้องเสียดอกเบี้ยตามมาตรา 811 นี่คือที่มาของข้อ 6.1 เรื่องแยกบัญชีเงินที่รับไว้แทน

ข้อ 1.4 เตือนอีกเรื่องหนึ่ง กฎหมายว่าด้วยความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย นับ ผู้ที่ใช้ชื่อหรือเครื่องหมายของตนกับสินค้าจนทำให้เข้าใจว่าเป็นผู้ผลิต เป็นผู้ประกอบการที่ต้องร่วมรับผิดด้วย แพลตฟอร์มที่ติดแบรนด์ตัวเองบนกล่องหรือบนสินค้าจึงไม่ได้เป็นแค่พื้นที่อีกต่อไป และข้อตกลงที่ยกเว้นความรับผิดต่อผู้บริโภคในเรื่องนี้เป็นโมฆะตามมาตรา 9 ของกฎหมายฉบับนั้น

การเปลี่ยนค่าธรรมเนียมฝ่ายเดียว คือจุดที่ข้อสัญญาไม่เป็นธรรมเกิดบ่อยที่สุด

แพลตฟอร์มเปลี่ยนค่าธรรมเนียม กติกา และเกณฑ์อันดับได้เรื่อย ๆ ข้อสัญญาที่ให้ฝ่ายเดียวเปลี่ยนเงื่อนไขทางการค้าได้ตามใจ เป็นข้อที่ศาลตัดทอนได้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 ข้อ 5 จึงวางสามอย่างคู่กันเสมอ คือ แจ้งล่วงหน้า ไม่ย้อนหลัง และออกได้โดยไม่เสียค่าปรับ ถ้าปิดสวิตช์ในข้อ 5.3 ผู้ขายไม่มีสิทธิออกทันที ซึ่งทำให้ข้อนี้เสี่ยงขึ้น ควรเปิดไว้เว้นแต่มีเหตุผลทางธุรกิจที่ชัด

ข้อ 6.4 เป็นคู่ของเรื่องนี้ การหน่วงยอดเงินที่ไม่มีข้อโต้แย้งเพื่อบีบให้ผู้ขายยอมรับเงื่อนไขใหม่ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ผู้ขายเรียกเงินพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 ได้ และถ้ามีเพดานความรับผิดตามข้อ 10.3 ความเสียหายส่วนนี้ก็อยู่นอกเพดาน

ข้อห้ามในสัญญา และผลเมื่อฝ่าฝืน

  • ขายสินค้าต้องห้ามหรือสินค้าที่ไม่มีใบอนุญาต (ข้อ 2.2) — เป็นการผิดสัญญาที่แพลตฟอร์มถอดรายการและระงับบัญชีได้ทันทีตามข้อ 3.1 และผู้ขายต้องชดใช้ตามข้อ 10.1 นอกจากนั้นยังมีโทษตามกฎหมายเฉพาะของสินค้านั้น ซึ่งเป็นความรับผิดทางอาญาของผู้ขายเอง แยกจากสัญญา
  • โฆษณาเกินจริงหรือเป็นเท็จ (ข้อ 2.3) — มีโทษตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ส่วนโฆษณา และสินค้าที่ต้องขออนุญาตโฆษณามีโทษตามกฎหมายเฉพาะอีกชั้น
  • สร้างคำสั่งซื้อปลอมหรือรีวิวปลอม (ข้อ 2.5) — ไม่ใช่แค่ผิดสัญญา การนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น อาจเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และการหลอกลวงผู้บริโภคด้วยข้อความเท็จอาจเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนได้ ต้องตรวจข้อเท็จจริงก่อนกล่าวหา
  • แพลตฟอร์มลบรีวิวจริงเพื่อประโยชน์ทางการค้า (ข้อ 2.5) — ผิดสัญญา และทำให้ข้อมูลที่แสดงต่อผู้บริโภคบิดเบือน ซึ่งเป็นความเสี่ยงตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของแพลตฟอร์มเอง
  • ชักชวนผู้ซื้อออกไปทำรายการนอกระบบ (ข้อ 2.4) — แพลตฟอร์มเรียกค่าบริการที่ควรได้และค่าเสียหายที่พิสูจน์ได้ แต่เรียกเบี้ยปรับเกินส่วนไม่ได้ ศาลลดได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383
  • นำข้อมูลผู้ซื้อไปทำการตลาดโดยไม่มีฐานทางกฎหมาย (ข้อ 8.3) — ผู้ขายรับผิดในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลของตนเอง มีทั้งโทษปรับทางปกครองและความรับผิดต่อเจ้าของข้อมูลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

ข้อที่คนทำแพลตฟอร์มพลาดบ่อย

  • ไม่เขียนว่าใครเป็นผู้ขาย — พอเกิดเรื่องกับผู้ซื้อ ทั้งสองฝ่ายชี้ไปที่อีกฝ่าย ข้อ 1.2 บังคับให้เลือกตั้งแต่ต้น
  • เอาเงินค่าสินค้าไปปนกับเงินหมุนเวียนของบริษัท — นอกจากผิดข้อ 6.1 แล้ว ถ้าแพลตฟอร์มมีปัญหาสภาพคล่อง เงินของผู้ขายจะหายไปกับกองทรัพย์สิน
  • กันยอดเงินโดยไม่มีเหตุและไม่มีกำหนดปลด — ข้อ 6.3 กำหนดทั้งเหตุ จำนวนวัน และหน้าที่แจ้ง
  • ตัดสินถอดร้านโดยไม่บอกเหตุผลและไม่มีทางอุทธรณ์ — ข้อ 3.2 ให้เวลาอุทธรณ์และกำหนดให้คืนสถานะถ้าอุทธรณ์ฟัง
  • ขึ้นค่าธรรมเนียมแล้วคิดย้อนหลังกับออเดอร์เดือนก่อน — ข้อ 5.2 ห้ามไว้ชัด
  • ส่งข้อมูลผู้ซื้อให้ผู้ขายแบบไม่มีเอกสารอะไรเลย — แล้วผู้ขายเอาเบอร์ไปยิงโฆษณาต่อ กลายเป็นปัญหาของทั้งสองฝ่าย ข้อ 8.3 แก้จุดนี้
  • ปิดร้านแล้วผู้ขายเอาข้อมูลลูกค้าเดิมและยอดขายของตัวเองออกไม่ได้ — ข้อ 11.4 ให้สิทธิขอข้อมูลรายการและยอดขายของผู้ขายเอง

เอกสารแนบท้ายสัญญา

  • กติกาการลงรายการสินค้า รายการสินค้าต้องห้าม และมาตรฐานการให้บริการของผู้ขาย
  • ตารางค่าธรรมเนียมและวิธีคำนวณ พร้อมตัวอย่างการคำนวณต่อคำสั่งซื้อหนึ่งรายการ
  • หลักเกณฑ์การคืนสินค้า คืนเงิน และการโต้แย้งรายการ พร้อมตารางว่าฝ่ายใดรับภาระในกรณีใด
  • รอบการจ่ายเงิน เหตุที่กันยอดได้ และวิธีตรวจสอบรายการ
  • ข้อตกลงประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 40 และข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับข้อมูลผู้ซื้อที่ส่งให้ผู้ขาย
  • สำเนาใบอนุญาตหรือการจดแจ้งของสินค้าที่กฎหมายกำหนด

วันลงนาม

ทำสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ ลงชื่อกำกับเอกสารแนบทุกฉบับ โดยเฉพาะตารางค่าธรรมเนียมและหลักเกณฑ์การคืนเงิน เพราะเป็นสองเอกสารที่ถูกแก้บ่อยที่สุดภายหลัง ถ้าเลือกให้แพลตฟอร์มทำการแทนผู้ขายตามข้อ 1.2 อย่าลืมปิดอากรลักษณะ 21 และเก็บหลักฐานการชำระไว้กับสัญญา

ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน

เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-BAD61C · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ

มีแบบฟอร์มฉบับนี้ให้กรอกออนไลน์แล้วกรอกไม่กี่นาที ดูตัวอย่างเต็มฉบับก่อนจ่าย ได้ไฟล์ PDF พร้อมพิมพ์
เปิดแบบฟอร์ม · 349 บาท

คำถามที่พบบ่อย

ข้อตกลงระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ขาย ต้องติดอากรแสตมป์ไหม

ข้อตกลงนี้ไม่ใช่การจ้างทำของที่มีสินจ้างเป็นจำนวนแน่นอน เพราะค่าบริการคิดเป็นร้อยละของยอดขายที่เกิดขึ้นในอนาคต บัญชีอัตราอากรแสตมป์จึงไม่มีข้อที่คิดอากรจากมูลค่าข้อตกลงนี้โดยตรง อย่าไปคิดอากรลักษณะ 4 จากตัวเลขสมมติ สิ่งที่ต้องดูคือ ถ้าข้อ 1.2 เลือกให้แพลตฟอร์มทำการแทนผู้ขาย ตราสารนี้เข้าลักษณะ 21 ตัวแทน มอบอำนาจเฉพาะการ 10 บาท มอบอำนาจทั่วไป 30 บาท ผู้ขายซึ่งเป็นตัวการเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า ถ้าทำหนังสือมอบอำนาจแยกอีกฉบับที่ไม่ได้อยู่ในรูปสัญญา ให้ดูลักษณะ 7 ใบมอบอำนาจ 10 บาทหรือ 30 บาทแล้วแต่กรณี ใบรับเงินที่ออกให้กันให้ดูลักษณะ 28 ตามเงื่อนไขของมัน ถ้าไม่ปิดอากรให้ครบ ตราสารที่ต้องเสียอากรใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และ 113–114 ถ้าลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์ ลักษณะ 21 อยู่ในกลุ่มที่ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินผ่านระบบ e-Stamp ภายในกำหนด

ข้อตกลงระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ขาย เสียภาษีอะไรบ้าง

ค่าบริการแพลตฟอร์มเป็นค่าบริการที่ผู้ขายจ่ายให้แพลตฟอร์ม ถ้าผู้ขายเป็นนิติบุคคล ผู้ขายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าบริการในอัตราร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 (ค่าบริการตามมาตรา 40(8)) เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แม้จ่ายเป็นงวดย่อยตามข้อ 12/7 ให้ตรวจอัตราปัจจุบันก่อนใช้ จุดที่ทำผิดกันมากคือ แพลตฟอร์มหักค่าบริการจากยอดขายแล้วโอนเงินสุทธิให้ผู้ขาย ทำให้ผู้ขายไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและไม่ได้รับใบกำกับภาษี ข้อ 4.2 จึงบังคับให้แสดงรายการหักเป็นรายคำสั่งซื้อ ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงวิธีออกเอกสารให้ครบ ถ้าแพลตฟอร์มจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องออกใบกำกับภาษีค่าบริการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1 และ 86 ราคาสินค้าที่แพลตฟอร์มรับไว้แทนผู้ขายเป็นรายได้ของผู้ขาย ไม่ใช่รายได้ของแพลตฟอร์ม รายได้ของแพลตฟอร์มคือค่าบริการเท่านั้น ถ้าแพลตฟอร์มอยู่ต่างประเทศ ต้องตรวจภาษีการจ่ายเงินไปต่างประเทศและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศแยกต่างหาก

ใช้ข้อตกลงระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ขายตอนไหน

ใช้เมื่อเปิดมาร์เก็ตเพลสหรือเว็บ แอป ที่ให้ร้านค้าอื่นเข้ามาขายสินค้า · ใช้เมื่อแพลตฟอร์มเก็บเงินจากผู้ซื้อแล้วจ่ายผู้ขายภายหลัง และต้องกำหนดรอบจ่ายกับการกันยอด · ใช้เมื่อต้องกำหนดกติกาถอดรายการ ระงับร้าน และทางอุทธรณ์ให้ชัดก่อนเกิดข้อพิพาท

ทำข้อตกลงระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ขายต้องระวังอะไร

ต้องเลือกในข้อ 1.2 ว่าใครเป็นผู้ขายต่อผู้ซื้อ ถ้าแพลตฟอร์มทำการแทนผู้ขายจะเป็นตัวแทนตาม ป.พ.พ. ม.797 และผู้ขายผูกพันตาม ม.820–821 · การเก็บเงินจากผู้ซื้อแล้วจ่ายผู้ขายทีหลังอยู่ภายใต้กฎหมายระบบการชำระเงิน ต้องตรวจใบอนุญาตหรือขึ้นทะเบียนกับ ธปท. ก่อน สัญญาไม่ได้ทำให้กิจการที่ยังไม่ได้รับอนุญาตชอบด้วยกฎหมาย · เงินค่าสินค้าที่รับไว้แทนเป็นของผู้ขายตาม ม.810 ต้องแยกบัญชีและเสียดอกเบี้ยถ้าเอาไปใช้ตาม ม.811 · การเปลี่ยนค่าธรรมเนียมฝ่ายเดียวโดยไม่แจ้งล่วงหน้าและไม่ให้ออก เป็นข้อสัญญาที่เสี่ยงถูกตัดตาม พ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ม.4 · ถ้าแพลตฟอร์มใส่ชื่อหรือแบรนด์ของตนบนสินค้า อาจกลายเป็นผู้ประกอบการที่ต้องร่วมรับผิดตาม พ.ร.บ.สินค้าไม่ปลอดภัย และข้อยกเว้นความรับผิดต่อผู้บริโภคเป็นโมฆะตาม ม.9 · ข้อมูลติดต่อของผู้ซื้อที่ส่งให้ผู้ขายเป็นการส่งระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลด้วยกัน ต้องใช้ บันทึกข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุมกับผู้ควบคุม) ไม่ใช่ สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุม–ผู้ประมวลผล) · ข้อ 13.2 ห้ามแพลตฟอร์มเอาข้อมูลยอดขายของร้านค้าไปทำสินค้าของตนมาแข่ง ถ้าคุณเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มที่ขายสินค้าของตนเองด้วย ต้องแยกทีมและแยกสิทธิเข้าถึงข้อมูลให้ได้จริง ไม่ใช่เขียนไว้เฉย ๆ

กรณีไหนที่ไม่ควรใช้ข้อตกลงระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ขาย

ถ้าร้านซื้อสินค้ามาเป็นของตนแล้วขายต่อ ให้ใช้ ข้อตกลงรับเป็นตัวแทนจำหน่ายออนไลน์ · ถ้าเจ้าของร้านจ้างคนมาดูแลร้านของตนบน Shopee หรือ Lazada ให้ใช้ สัญญาบริหารร้านค้าใน Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop · ถ้าเจ้าของสินค้าฝากขายโดยกรรมสิทธิ์ยังเป็นของตนจนกว่าจะขายได้ ให้ใช้ สัญญาฝากขายสินค้าผ่านเพจหรือเว็บไซต์ · สัญญาผู้ขายบนตลาดออนไลน์ (มาร์เก็ตเพลส) ภาษาอังกฤษ — ใช้ Marketplace Seller Agreement — สัญญาผู้ขายบนตลาดออนไลน์ (มาร์เก็ตเพลส) ภาษาอังกฤษ

ข้อตกลงระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ขาย ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม

ข้อตกลงนี้ไม่ต้องจดทะเบียน แต่มีสามเรื่องที่ต้องตรวจก่อนใช้ หนึ่ง การรับเงินแทนผู้ขาย ถ้าแพลตฟอร์มเก็บเงินจากผู้ซื้อแล้วค่อยจ่ายให้ผู้ขายทีหลัง นั่นคือการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงินและต้องขึ้นทะเบียนหรือขอใบอนุญาตกับธนาคารแห่งประเทศไทยตามรูปแบบธุรกิจ ข้อ 6.5 จึงเขียนไว้ว่าข้อตกลงนี้กำหนดเพียงความสัมพันธ์ทางแพ่ง สัญญาไม่ได้ทำให้กิจการที่ต้องขออนุญาตแต่ยังไม่ได้ขอ กลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย ถ้ายังไม่ได้ตรวจเรื่องนี้ ทางที่ปลอดภัยกว่าคือใช้ผู้ให้บริการรับชำระเงินที่มีใบอนุญาตอยู่แล้ว แล้วให้เงินวิ่งตรงเข้าบัญชีผู้ขาย สอง ข้อมูลส่วนบุคคล ต้องเลือกให้ถูกว่าจะแนบข้อตกลงแบบไหน กิจกรรมที่ฝ่ายหนึ่งทำตามคำสั่งของอีกฝ่ายใช้สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 40 ส่วนการส่งชื่อที่อยู่ผู้ซื้อให้ผู้ขายไปจัดส่งสินค้าเป็นการเปิดเผยระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลด้วยกัน ใช้ข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ใช่สัญญาประมวลผล การเลือกผิดข้อนี้เป็นความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในสัญญาแพลตฟอร์ม สาม สินค้าที่ต้องมีใบอนุญาต อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ อาหารเสริม สุราและยาสูบ อาวุธ และสินค้าควบคุมอื่น มีกฎหมายเฉพาะทั้งเรื่องการขายและการโฆษณา ข้อ 2.2 ให้ผู้ขายรับรอง แต่แพลตฟอร์มที่รู้อยู่แล้วว่ามีสินค้าผิดกฎหมายอยู่บนระบบและปล่อยไว้ ย่อมมีความเสี่ยงของตนเองด้วย

ลงนามข้อตกลงระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ขายต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ

ทำสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ ลงชื่อกำกับเอกสารแนบทุกฉบับ โดยเฉพาะตารางค่าธรรมเนียมและหลักเกณฑ์การคืนเงิน เพราะเป็นสองเอกสารที่ถูกแก้บ่อยที่สุดภายหลัง ถ้าเลือกให้แพลตฟอร์มทำการแทนผู้ขายตามข้อ 1.2 อย่าลืมปิดอากรลักษณะ 21 และเก็บหลักฐานการชำระไว้กับสัญญา

ทำข้อตกลงระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ขายต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย

กติกาการลงรายการสินค้า รายการสินค้าต้องห้าม และมาตรฐานการให้บริการของผู้ขาย ตารางค่าธรรมเนียมและวิธีคำนวณ พร้อมตัวอย่างการคำนวณต่อคำสั่งซื้อหนึ่งรายการ หลักเกณฑ์การคืนสินค้า คืนเงิน และการโต้แย้งรายการ พร้อมตารางว่าฝ่ายใดรับภาระในกรณีใด รอบการจ่ายเงิน เหตุที่กันยอดได้ และวิธีตรวจสอบรายการ ข้อตกลงประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 40 และข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับข้อมูลผู้ซื้อที่ส่งให้ผู้ขาย สำเนาใบอนุญาตหรือการจดแจ้งของสินค้าที่กฎหมายกำหนด

กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้

ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 26 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224

หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น

ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383

ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป

หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420

ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ลักษณะ 5 ละเมิด (มาตรา 420–437)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797

อันว่าสัญญาตัวแทนนั้น คือสัญญาซึ่งให้บุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าตัวแทน มีอำนาจทำการแทนบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าตัวการ และตกลงจะทำการดังนั้น

หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810

เงินและทรัพย์สินอย่างอื่นบรรดาที่ตัวแทนได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนนั้น ท่านว่าตัวแทนต้องส่งให้แก่ตัวการจงสิ้น

หมวด 2 หน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 811

ถ้าตัวแทนเอาเงินซึ่งควรจะได้ส่งแก่ตัวการ หรือซึ่งควรจะใช้ในกิจของตัวการนั้นไปใช้สอยเป็นประโยชน์ตนเสีย ท่านว่าตัวแทนต้องเสียดอกเบี้ยในเงินนั้นนับแต่วันที่ได้เอาไปใช้

หมวด 2 หน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820

ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันตัวแทนหรือตัวแทนช่วงได้ทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน

หมวด 4 ความรับผิดของตัวการและตัวแทนต่อบุคคลภายนอก

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821

บุคคลผู้ใดเชิดบุคคลอีกคนหนึ่งออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี รู้แล้วยอมให้บุคคลอีกคนหนึ่งเชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี ท่านว่าบุคคลผู้นั้นจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าบุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเป็นตัวแทนของตน

หมวด 4 ความรับผิดของตัวการและตัวแทนต่อบุคคลภายนอก

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4

ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5

ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8

ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 มาตรา 4

ในพระราชบัญญัตินี้ “สินค้า” หมายความว่า สังหาริมทรัพย์ทุกชนิดที่ผลิตหรือนำเข้าเพื่อขาย รวมทั้งผลิตผลเกษตรกรรม และให้หมายความรวมถึงกระแสไฟฟ้า ยกเว้นสินค้าตามที่กำหนดในกฎกระทรวง “ผลิตผลเกษตรกรรม” หมายความว่า ผลิตผลอันเกิดจากเกษตรกรรมต่าง ๆ เช่น การทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงสัตว์น้ำ เลี้ยงไหม เลี้ยงครั่ง เพาะเห็ด แต่ไม่รวมถึงผลิตผลที่เกิดจากธรรมชาติ “ผลิต” หมายความว่า ทำ ผสม ปรุง แต่ง ประกอบ ประดิษฐ์ แปรสภาพ เปลี่ยนรูป ดัดแปลง คัดเลือก แบ่งบรรจุ แช่เยือกแข็ง หรือฉายรังสี รวมถึงการกระทำใด ๆ ที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน “ผู้เสียหาย” หมายความว่า ผู้ได้รับความเสียหายอันเกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย “ความเสียหาย” หมายความว่า ความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ อนามัย จิตใจ หรือทรัพย์สิน ทั้งนี้ ไม่รวมถึงความเสียหายต่อตัวสินค้าที่ไม่ปลอดภัยนั้น “ความเสียหายต่อจิตใจ” หมายความว่า ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน ความหวาดกลัว ความวิตกกังวล ความเศร้าโศกเสียใจ ความอับอาย หรือความเสียหายต่อจิตใจอย่างอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน “สินค้าที่ไม่ปลอดภัย” หมายความว่า สินค้าที่ก่อหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุจากความบกพร่องในการผลิตหรือการออกแบบ หรือไม่ได้กำหนดวิธีใช้ วิธีเก็บรักษา คำเตือน หรือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า หรือกำหนดไว้แต่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชัดเจนตามสมควร ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงสภาพของสินค้า รวมทั้งลักษณะการใช้งานและการเก็บรักษาตามปกติธรรมดาของสินค้าอันพึงคาดหมายได้ “ขาย” หมายความว่า จำหน่าย จ่าย แจก หรือแลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ทางการค้า และให้หมายความรวมถึงให้เช่า ให้เช่าซื้อ จัดหา ตลอดจนเสนอ ชักชวน หรือนำออกแสดงเพื่อการดังกล่าว “นำเข้า” หมายความว่า นำหรือสั่งสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักเพื่อขาย “ผู้ประกอบการ” หมายความว่า (1) ผู้ผลิต หรือผู้ว่าจ้างให้ผลิต (2) ผู้นำเข้า (3) ผู้ขายสินค้าที่ไม่สามารถระบุตัวผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิต หรือผู้นำเข้าได้ (4) ผู้ซึ่งใช้ชื่อ ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า เครื่องหมาย ข้อความหรือแสดงด้วยวิธีใด ๆ อันมีลักษณะที่จะทำให้เกิดความเข้าใจได้ว่าเป็นผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิตหรือผู้นำเข้า

พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551

พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 มาตรา 9

ข้อตกลงระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบการที่ได้ทำไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดความเสียหาย และประกาศหรือคำแจ้งความของผู้ประกอบการเพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ประกอบการต่อความเสียหายอันเกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้ เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้บริโภคมีความหมายเช่นเดียวกับนิยามคำว่า “ผู้บริโภค” ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค

พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24

ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ (1) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (5) เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญ น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (6) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 27

ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้ รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมได้โดยได้รับยกเว้น ไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา 24 หรือมาตรา 26 บุคคลหรือนิติบุคคลที่ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลมาจากการเปิดเผยตามวรรคหนึ่ง จะต้องไม่ใช้หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้กับผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลในการขอรับข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอ ความยินยอมตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องบันทึกการใช้หรือเปิดเผยนั้นไว้ในรายการ ตามมาตรา 39

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 28

ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลที่เพียงพอ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา 16 (5) เว้นแต่ (1) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย (2) ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึง มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เพียงพอของประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศ ที่รับข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการกระทำตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (5) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือบุคคลอื่น เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมในขณะนั้นได้ (6) เป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอของประเทศปลายทาง หรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคล ให้เสนอต่อคณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอาจขอให้ทบทวนได้เมื่อมีหลักฐานใหม่ทำให้เชื่อได้ว่าประเทศปลายทางหรือ องค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลมีการพัฒนาจนมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เพียงพอ

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

ประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1

ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการให้บริการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การให้บริการนอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (2) การให้บริการตามสัญญาที่กำหนดค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำให้ความรับผิดตามส่วนของบริการเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลง เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลงก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (3) การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ให้ความรับผิดทั้งหมดหรือบางส่วนเกิดขึ้นเมื่อได้มีการชำระราคาค่าบริการทั้งหมดหรือบางส่วน แล้วแต่กรณี (4) การให้บริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (5) และภายหลังได้มีการโอนสิทธิในบริการอันทำให้ผู้รับโอนสิทธิในบริการมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระในการยื่นแบบแสดงรายการและการชำระภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียนสำหรับการให้บริการแก่กระทรวง ทบวง กรม หรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เฉพาะการให้บริการตามสัญญาและมีการชำระราคาค่าบริการที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดความรับผิดตาม (1) และ (2) เกิดขึ้นเป็นอย่างอื่นได้

ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)

ประมวลรัษฎากร มาตรา 86

ภายใต้บังคับมาตรา 86/1 มาตรา 86/2 และมาตรา 86/8 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษีสำหรับการขายสินค้า หรือการให้บริการทุกครั้ง และต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ส่งมอบใบกำกับภาษีนั้นแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ส่วนสำเนาใบกำกับภาษีให้เก็บรักษาไว้ตามมาตรา 87/3 ผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวตามมาตรา 85/3 จะออกใบกำกับภาษีได้ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ใบกำกับภาษีให้ออกเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น การออกใบกำกับภาษีโดยตัวแทนในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)

ประมวลรัษฎากร มาตรา 113

ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้

บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)

พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 3

ในพระราชบัญญัตินี้ “ความลับทางการค้า” หมายความว่า ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไป หรือยัง เข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคลซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ใน เชิงพาณิชย์เนื่องจากการเป็นความลับ และเป็นข้อมูลที่ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการที่ เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ “ข้อมูลการค้า” หมายความว่า สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้ข้อความ เรื่องราว ข้อเท็จจริง หรือสิ่งใดไม่ว่าการสื่อความหมายนั้นจะผ่านวิธีการใด ๆ และไม่ว่าจะจัดไว้ในรูปใด ๆ และ ให้หมายความรวมถึงสูตร รูปแบบ งานที่ได้รวบรวมหรือประกอบขึ้น โปรแกรม วิธีการ เทคนิค หรือ กรรมวิธีด้วย “ผลิต” หมายความว่า ทำ ผสม ปรุงหรือแปรสภาพ และให้หมายความรวมถึง เปลี่ยนรูปหรือแบ่งบรรจุด้วย “ขาย” หมายความว่า จำหน่าย จ่าย แจก หรือแลกเปลี่ยน เพื่อประโยชน์ในทาง การค้า และให้หมายความรวมถึงการมีไว้เพื่อขายด้วย “ยา” หมายความว่า ยาตามกฎหมายว่าด้วยยา “เคมีภัณฑ์ทางการเกษตร” หมายความว่า เคมีภัณฑ์ที่ใช้เพื่อประโยชน์ใน การเกษตร และให้หมายความรวมถึงเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการฆ่าเชื้อโรค หรือกำจัดแมลง สัตว์ หรือพืชที่ อาจก่อความเสียหายแก่การเกษตรด้วย “เจ้าของความลับทางการค้า” หมายความว่า ผู้ค้นพบ คิดค้น รวบรวม หรือ สร้างสรรค์ข้อมูลการค้าที่เป็นความลับทางการค้าโดยมิได้เป็นการละเมิดสิทธิในความลับทางการค้า ของผู้อื่น หรือผู้มีสิทธิโดยชอบในผลการทดสอบหรือข้อมูลการค้าที่เป็นความลับทางการค้า และให้ หมายความรวมถึงผู้รับโอนสิทธิตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย “ผู้ควบคุมความลับทางการค้า” หมายความว่า เจ้าของความลับทางการค้า และให้ หมายความรวมถึงผู้ครอบครอง ควบคุม หรือดูแลรักษาความลับทางการค้าด้วย “ศาล” หมายความว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ตาม กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และวิธีพิจารณาคดี ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการความลับทางการค้า “กรรมการ” หมายความว่า กรรมการความลับทางการค้า “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้ “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และให้หมายความรวมถึงผู้ ซึ่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามอบหมายด้วย “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)

พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 6

การละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ การ กระทำที่เป็นการเปิดเผย เอาไป หรือใช้ซึ่งความลับทางการค้าโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของ ความลับทางการค้านั้น อันมีลักษณะขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกัน ทั้งนี้ ผู้ละเมิด จะต้องรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการขัดต่อแนวทางปฏิบัติเช่นว่านั้น การกระทำที่มีลักษณะขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกันตามวรรค หนึ่ง หมายความรวมถึงการผิดสัญญา การละเมิดหรือการกระทำในประการที่เป็นการจูงใจให้ละเมิด ความลับอันเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน การติดสินบน การข่มขู่ การฉ้อโกง การลักทรัพย์ การรับของโจร หรือการจารกรรม โดยใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใดด้วย

พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)

ประมวลรัษฎากร มาตรา 118

ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114

บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 40

ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งที่ได้รับ จากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ (2) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ รวมทั้ง แจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น (3) จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลไว้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่ปฏิบัติตาม (1) สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลใด ให้ถือว่าผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อควบคุม การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ความใน (3) อาจยกเว้นมิให้นำมาใช้บังคับกับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นกิจการ ขนาดเล็กตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เว้นแต่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือ มิใช่กิจการที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นครั้งคราว หรือมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 26

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

ประมวลรัษฎากร มาตรา 40

เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล (4) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว

ประมวลรัษฎากร — เงินได้พึงประเมิน ม.40–41

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9

เมื่อมีกิจการอันใดซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือ บุคคลผู้จะต้องทำหนังสือไม่จำเป็นต้องเขียนเอง แต่หนังสือนั้นต้องลงลายมือชื่อของบุคคลนั้น

ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

อ่านต่อในหมวดธุรกิจ / หุ้นส่วน

สัญญาจ้างนายหน้า Affiliate (แนะนำสินค้ารับค่าบำเหน็จ) ต้องมีอะไรบ้างใช้เมื่อร้านค้าหรือแบรนด์ให้คนอื่นแนะนำสินค้าผ่านลิงก์หรือรหัสส่วนลด แล้วจ่ายค่าบำเหน็จตามยอดขายจริง — กำหนดวิธีติดตามยอด ระยะเวลาระบุแหล่งที่มา รอบจ่ายเงิน การหักคืนเมื่อลูกค้าคืนสินค้า วิธีการต้องห้าม และสิทธิใช้เนื้อหาสัญญาตั้งตัวแทน (มอบหมายให้ทำการแทน มีค่าตอบแทน) ต้องมีอะไรบ้างตั้งคนหรือบริษัทให้ทำธุระแทนเป็นเรื่อง ๆ หรือต่อเนื่อง เช่น ดูแลบ้านเช่าและเก็บค่าเช่า ติดต่อราชการ ยื่นขอใบอนุญาต จัดการธุระขณะเจ้าของอยู่ต่างประเทศ — กำหนดขอบอำนาจ เรื่องที่ต้องมอบเฉพาะ วงเงินใช้จ่าย เงินที่ตัวแทนถือไว้ การเข้าถึงบัญชีออนไลน์ ค่าตอบแทน และการคืนเอกสารเมื่อเลิกสัญญาจัดพิมพ์หนังสือหรือ E-book ต้องมีอะไรบ้างใช้เมื่อผู้เขียนให้สำนักพิมพ์นำต้นฉบับไปจัดพิมพ์และจำหน่าย — แยกสิทธิเป็นรูปแบบ ทั้งเล่มกระดาษ อีบุ๊ก หนังสือเสียง คำแปล และการดัดแปลง เลือกได้ทีละอย่าง พร้อมค่าลิขสิทธิ์ เงินล่วงหน้า รอบรายงานยอดขาย จำนวนพิมพ์ครั้งแรก และการคืนสิทธิเมื่อหนังสือขาดตลาดหรือไม่ได้พิมพ์สัญญาเข้าร่วมแพลตฟอร์มจองบริการ ต้องมีอะไรบ้างสำหรับผู้ดำเนินการแพลตฟอร์มจองที่พัก ร้านอาหาร คลินิก หรือบริการที่มีความจุจำกัดและปฏิทิน กำหนดการซิงก์ปฏิทินและความรับผิดเรื่องจองซ้ำ ราคาเท่าเทียมระหว่างช่องทาง เงินมัดจำ นโยบายยกเลิก และค่าธรรมเนียมสัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์ ต้องมีอะไรบ้างใช้เมื่อสองแบรนด์ร่วมจัดแคมเปญการตลาดโดยต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ งบประมาณ ช่องทาง และทรัพย์สินทางปัญญาของตน กำหนดการอนุมัติสื่อ ค่าใช้จ่าย ยอดขาย ข้อมูลลูกค้า และทางออกเมื่อแคมเปญต้องหยุดได้ชัดเจนสัญญาฝากขายรถยนต์ ต้องมีอะไรบ้างสำหรับเจ้าของรถที่ฝากรถไว้กับเต็นท์หรือผู้รับฝากขายเพื่อหาผู้ซื้อ กำหนดราคาต่ำสุด ค่าตอบแทน ความรับผิดเมื่อรถเสียหายระหว่างฝาก การทดลองขับ รถติดไฟแนนซ์ การรับเงินค่ารถ และห้ามส่งมอบรถก่อนเจ้าของได้เงินครบ