สัญญาแบ่งรายได้บนแพลตฟอร์ม ต้องมีอะไรบ้าง
แพลตฟอร์มเป็นผู้ขายเองต่อผู้ใช้ปลายทาง แล้วแบ่งส่วนหนึ่งของรายได้ให้ผู้จัดหาเนื้อหาหรือสินค้าต้นทางตามอัตราที่ตกลง · ต้องนิยามรายได้และรายการหักที่อนุญาตแบบปิด ไม่ปล่อยให้แพลตฟอร์มหักอะไรก็ได้ฝ่ายเดียว
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อแพลตฟอร์มขายคอร์สเรียน อีบุ๊ก หรือคอนเทนต์ดิจิทัลของผู้อื่นในนามแพลตฟอร์มเอง |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | สัญญานี้ไม่มีสินจ้างเป็นจำนวนแน่นอน ส่วนแบ่งรายได้ขึ้นกับยอดขายในอนาคตซึ่งไม่แน่นอน ไม่เข้าบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะใด ไม่ต้องปิดอากร |
| ภาษี | ข้อนี้คือหัวใจของสัญญาฉบับนี้ เพราะแยกตามว่าผู้ผลิตเนื้อหาหรือซัพพลายเออร์อยู่ในหรือนอกประเทศ กรณีอยู่ในประเทศไทย ส่วนแบ่งรายได้เป็นเงินได้ตามลักษณะของสิ่งที่จัดหาให้ ถ้าเป็นค่าสิทธิในงานสร้างสรรค์ เข้ามาตรา 40(3) หักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 ถ้าเป็นค่าขายสินค้าที่ซัพพลายเออร์เป็นเจ้าของสินค้าอยู่ อาจไม่มีหน้าที่หัก ณ ที่จ่ายเพราะเป็นการขายสินค้าไม่ใช่ค่าบริการหรือค่าสิทธิ ให้ตรวจลักษณะที่แท้จริงของสิ่งที่จัดหาให้กับผู้ทำบัญชีก่อนกำหนดในสัญญา กรณีอยู่ต่างประเทศ ข้อ 6.2 เตือนไว้ว่าต้องตรวจประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ซึ่งกำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้ในประเทศไทยที่จ่ายให้นิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินก่อนจ่าย เว้นแต่อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศนั้นลดหรือยกเว้นอัตราไว้ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต้องขอเอกสารรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษี (Certificate of Residence) จากผู้ผลิตเนื้อหาหรือซัพพลายเออร์ต่างประเทศก่อนจ่ายเงินงวดแรก เพื่อใช้สิทธิตามอนุสัญญา มิฉะนั้นต้องหักในอัตราปกติของกฎหมายไทยไปก่อน ถ้าผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อบริการหรือคอนเทนต์จากผู้ให้บริการต่างประเทศผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้ตรวจภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ (VAT for Electronic Service) ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 ประกอบด้วย เพราะอาจมีหน้าที่นำส่งแยกจากภาษีหัก ณ ที่จ่าย |
| แบบที่กฎหมายกำหนด | สัญญานี้ไม่ต้องจดทะเบียน แต่ข้อ 1.2 ต้องเขียนให้ชัดว่าไม่ใช่การร่วมทุนหรือหุ้นส่วน เพราะการแบ่งกำไรกันระหว่างสองฝ่ายเป็นหนึ่งในข้อเท็จจริงที่ ป.พ.พ. มาตรา 1012 ใช้ชี้ว่าอาจเป็นห้างหุ้นส่วนโดยพฤตินัย ถ้าศาลตีความว่าเป็นหุ้นส่วนจริง ทั้งสองฝ่ายอาจต้องร่วมรับผิดในหนี้ของกิจการโดยไม่จำกัดจำนวนหากเป็นหุ้นส่วนสามัญ สิ่งที่กันไว้ในสัญญาคือ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเป็นผู้รับความเสี่ยงทางการค้าแต่ผู้เดียวในฐานะผู้ขาย ไม่ใช่ร่วมลงทุนและร่วมขาดทุนกัน |
| มาตราที่อ้าง | ป.พ.พ. ม.224, 383, 1012; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ม.4, 8; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ม.15; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ม.24, 27; ประมวลรัษฎากร ม.70, 78/1, 83/6, 86; คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2, 12/1 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 349 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อแพลตฟอร์มขายคอร์สเรียน อีบุ๊ก หรือคอนเทนต์ดิจิทัลของผู้อื่นในนามแพลตฟอร์มเอง
- ใช้เมื่อแพลตฟอร์มซื้อมาขายไปและแบ่งกำไรคืนซัพพลายเออร์ตามยอดขายจริง
- ใช้เมื่อต้องกำหนดนิยามรายได้และรายการหักให้ชัดเพื่อลดข้อพิพาทเรื่องตัวเลข
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- ต้องนิยามรายได้และรายการหักที่อนุญาตแบบปิด ไม่ปล่อยให้แพลตฟอร์มหักอะไรก็ได้ฝ่ายเดียว
- แม้แบ่งรายได้กัน สัญญาต้องไม่ทำให้กลายเป็นหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. ม.1012 โดยไม่ตั้งใจ
- ถ้าผู้จัดหาเนื้อหาอยู่ต่างประเทศ ต้องตรวจภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 และอนุสัญญาภาษีซ้อนก่อนจ่ายเงินงวดแรก
- การหักคืนเมื่อมีการคืนเงินควรมีเพดานเวลาย้อนหลัง ไม่ใช่หักคืนได้ไม่จำกัด
- ให้สิทธิผู้จัดหาเนื้อหาตรวจสอบบัญชีของตัวเองได้ พร้อมกลไกที่ทำให้สิทธินั้นใช้ได้จริง
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- ถ้าแพลตฟอร์มเป็นเพียงพื้นที่ให้ผู้ขายขายเองโดยตรง ให้ใช้ ข้อตกลงระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ขาย
- ถ้าเป็นครีเอเตอร์สองฝ่ายเท่าเทียมกันร่วมสร้างคอนเทนต์เอง ให้ใช้ สัญญาร่วมสร้างคอนเทนต์และแบ่งรายได้
- ถ้าเป็นการจ้างขายแบบนายหน้าที่ไม่ได้เป็นผู้ขายเอง ให้ใช้ สัญญาจ้างนายหน้า Affiliate (แนะนำสินค้ารับค่าบำเหน็จ)
อากรแสตมป์
สัญญานี้ไม่มีสินจ้างเป็นจำนวนแน่นอน ส่วนแบ่งรายได้ขึ้นกับยอดขายในอนาคตซึ่งไม่แน่นอน ไม่เข้าบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะใด ไม่ต้องปิดอากร
การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด
สัญญานี้ไม่ต้องจดทะเบียน แต่ข้อ 1.2 ต้องเขียนให้ชัดว่าไม่ใช่การร่วมทุนหรือหุ้นส่วน เพราะการแบ่งกำไรกันระหว่างสองฝ่ายเป็นหนึ่งในข้อเท็จจริงที่ ป.พ.พ. มาตรา 1012 ใช้ชี้ว่าอาจเป็นห้างหุ้นส่วนโดยพฤตินัย ถ้าศาลตีความว่าเป็นหุ้นส่วนจริง ทั้งสองฝ่ายอาจต้องร่วมรับผิดในหนี้ของกิจการโดยไม่จำกัดจำนวนหากเป็นหุ้นส่วนสามัญ สิ่งที่กันไว้ในสัญญาคือ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเป็นผู้รับความเสี่ยงทางการค้าแต่ผู้เดียวในฐานะผู้ขาย ไม่ใช่ร่วมลงทุนและร่วมขาดทุนกัน
ภาษี
ข้อนี้คือหัวใจของสัญญาฉบับนี้ เพราะแยกตามว่าผู้ผลิตเนื้อหาหรือซัพพลายเออร์อยู่ในหรือนอกประเทศ
กรณีอยู่ในประเทศไทย ส่วนแบ่งรายได้เป็นเงินได้ตามลักษณะของสิ่งที่จัดหาให้ ถ้าเป็นค่าสิทธิในงานสร้างสรรค์ เข้ามาตรา 40(3) หักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 ถ้าเป็นค่าขายสินค้าที่ซัพพลายเออร์เป็นเจ้าของสินค้าอยู่ อาจไม่มีหน้าที่หัก ณ ที่จ่ายเพราะเป็นการขายสินค้าไม่ใช่ค่าบริการหรือค่าสิทธิ ให้ตรวจลักษณะที่แท้จริงของสิ่งที่จัดหาให้กับผู้ทำบัญชีก่อนกำหนดในสัญญา
กรณีอยู่ต่างประเทศ ข้อ 6.2 เตือนไว้ว่าต้องตรวจประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ซึ่งกำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้ในประเทศไทยที่จ่ายให้นิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินก่อนจ่าย เว้นแต่อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศนั้นลดหรือยกเว้นอัตราไว้ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต้องขอเอกสารรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษี (Certificate of Residence) จากผู้ผลิตเนื้อหาหรือซัพพลายเออร์ต่างประเทศก่อนจ่ายเงินงวดแรก เพื่อใช้สิทธิตามอนุสัญญา มิฉะนั้นต้องหักในอัตราปกติของกฎหมายไทยไปก่อน
ถ้าผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อบริการหรือคอนเทนต์จากผู้ให้บริการต่างประเทศผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้ตรวจภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ (VAT for Electronic Service) ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 ประกอบด้วย เพราะอาจมีหน้าที่นำส่งแยกจากภาษีหัก ณ ที่จ่าย
นิยามรายได้ คือจุดที่สัญญาแบ่งรายได้ล้มเหลวบ่อยที่สุด
สัญญาแบ่งรายได้ที่เขียนกว้าง ๆ ว่า "แบ่งกำไรกันคนละครึ่ง" มักพังตอนคำนวณจริง เพราะไม่มีใครนิยามไว้ว่ากำไรคำนวณจากอะไร หักอะไรได้บ้าง ข้อ 2.2 จึงบังคับให้เขียนรายการหักที่อนุญาตแบบปิด (closed list) ไม่ใช่เปิดกว้างให้แพลตฟอร์มหักอะไรก็ได้ตามใจ เพราะแพลตฟอร์มเป็นฝ่ายควบคุมบัญชีทั้งหมด ถ้าปล่อยให้หักได้ไม่จำกัด ส่วนแบ่งที่เหลือให้ผู้ผลิตเนื้อหาก็มีความหมายน้อยลงเรื่อย ๆ โดยที่ผู้ผลิตเนื้อหาตรวจสอบไม่ได้ ข้อสัญญาลักษณะนี้เสี่ยงถูกตีความว่าไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 เพราะทำให้อีกฝ่ายเสียเปรียบเกินสมควรจากการที่ฝ่ายหนึ่งควบคุมข้อมูลทั้งหมดแต่ฝ่ายเดียว
ข้อ 2.3 ยังกันไว้อีกชั้นว่า อัตราส่วนแบ่งเปลี่ยนได้เฉพาะเมื่อทั้งสองฝ่ายลงนามยินยอม ไม่ใช่แจ้งฝ่ายเดียวเหมือนกติกาการลงเนื้อหาทั่วไปในข้อ 9 เพราะอัตราส่วนแบ่งคือสาระสำคัญที่สุดของสัญญาประเภทนี้
สิทธิตรวจสอบบัญชี — มีไว้เพื่อไม่ต้องไว้ใจกันเฉย ๆ
ข้อ 3.2 ให้สิทธิผู้ผลิตเนื้อหาหรือซัพพลายเออร์เข้าตรวจบันทึกรายได้ของตัวเองได้ และผูกภาระค่าใช้จ่ายไว้กับผลตรวจ ถ้าตรวจแล้วพบว่าแพลตฟอร์มจ่ายขาดเกินเกณฑ์ที่ตกลง แพลตฟอร์มเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายตรวจสอบเอง ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้สิทธิตรวจสอบมีความหมายจริง ไม่ใช่สิทธิที่มีไว้ในกระดาษแต่ไม่มีใครใช้เพราะแพงเกินไป
หักคืนเมื่อมีการคืนเงิน แต่ย้อนหลังได้จำกัด
ข้อ 4 เป็นข้อที่ทำให้สองฝ่ายรับความเสี่ยงร่วมกันอย่างเป็นธรรม เมื่อลูกค้าปลายทางคืนสินค้าหรือขอเงินคืนผ่านบัตร แพลตฟอร์มหักส่วนแบ่งที่เคยจ่ายเกินคืนได้ แต่ย้อนหลังได้จำกัดตามเดือนที่กำหนดในข้อ 4.2 ไม่ใช่ย้อนหลังได้ตลอดไป เพราะถ้าไม่มีเพดาน แพลตฟอร์มอาจมาหักคืนย้อนหลังหลายปีจนผู้ผลิตเนื้อหาวางแผนการเงินไม่ได้เลย ข้อยกเว้นเดียวที่ไม่มีเพดานคือกรณีทุจริตของผู้ผลิตเนื้อหาเอง เช่น ปั่นยอดขายปลอมเพื่อรับส่วนแบ่งเกินจริง
รายได้ค้างจ่ายตอนเลิกสัญญา
ข้อ 11.3 เป็นจุดที่มักถูกมองข้าม ยอดขายที่เกิดก่อนสัญญาสิ้นสุดแต่รับรู้รายได้ภายหลัง เช่น ลูกค้าสมัครสมาชิกรายปีไว้ตั้งแต่ก่อนสัญญาเลิก แต่แพลตฟอร์มรับรู้รายได้ทยอยทั้งปี ผู้ผลิตเนื้อหายังมีสิทธิได้ส่วนแบ่งจากยอดขายนั้นต่อไปจนครบ ไม่ใช่ตัดสิทธิทันทีที่สัญญาเลิก เว้นแต่ตกลงเป็นอย่างอื่น
ข้อที่คนทำสัญญาแบ่งรายได้พลาดบ่อย
- นิยามรายได้ไม่ชัด — เขียนแค่ "รายได้จากการขาย" โดยไม่บอกว่าหักค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต ภาษี หรือค่าคืนสินค้าหรือยัง
- ไม่มีรอบรายงานที่ตรวจสอบได้ — ผู้ผลิตเนื้อหาได้แค่ยอดเงินโอนเข้าบัญชี ไม่รู้ว่าคำนวณมาอย่างไร ข้อ 3.1 บังคับให้แจกแจง
- ลืมเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อซัพพลายเออร์อยู่ต่างประเทศ — โดนสรรพากรเรียกเก็บย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่มภายหลัง
- หักคืนย้อนหลังได้ไม่จำกัดเวลา — ผู้ผลิตเนื้อหาถูกหักเงินย้อนหลังจนติดลบโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- หลักเกณฑ์การคำนวณรายได้และรายการหักที่อนุญาตโดยละเอียด
- ตัวอย่างการคำนวณส่วนแบ่งจากยอดขายหนึ่งรายการ
- กติกาการลงเนื้อหาหรือสินค้าบนแพลตฟอร์ม
- เอกสารรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษี หากผู้ผลิตเนื้อหาหรือซัพพลายเออร์อยู่ต่างประเทศ
วันลงนาม
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ ลงชื่อกำกับตารางรายการหักที่อนุญาตด้วย เพราะเป็นเอกสารที่ถูกอ้างอิงบ่อยที่สุดเมื่อเกิดข้อพิพาท
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-CB9777 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาแบ่งรายได้บนแพลตฟอร์ม ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
สัญญานี้ไม่มีสินจ้างเป็นจำนวนแน่นอน ส่วนแบ่งรายได้ขึ้นกับยอดขายในอนาคตซึ่งไม่แน่นอน ไม่เข้าบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะใด ไม่ต้องปิดอากร
สัญญาแบ่งรายได้บนแพลตฟอร์ม เสียภาษีอะไรบ้าง
ข้อนี้คือหัวใจของสัญญาฉบับนี้ เพราะแยกตามว่าผู้ผลิตเนื้อหาหรือซัพพลายเออร์อยู่ในหรือนอกประเทศ กรณีอยู่ในประเทศไทย ส่วนแบ่งรายได้เป็นเงินได้ตามลักษณะของสิ่งที่จัดหาให้ ถ้าเป็นค่าสิทธิในงานสร้างสรรค์ เข้ามาตรา 40(3) หักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 ถ้าเป็นค่าขายสินค้าที่ซัพพลายเออร์เป็นเจ้าของสินค้าอยู่ อาจไม่มีหน้าที่หัก ณ ที่จ่ายเพราะเป็นการขายสินค้าไม่ใช่ค่าบริการหรือค่าสิทธิ ให้ตรวจลักษณะที่แท้จริงของสิ่งที่จัดหาให้กับผู้ทำบัญชีก่อนกำหนดในสัญญา กรณีอยู่ต่างประเทศ ข้อ 6.2 เตือนไว้ว่าต้องตรวจประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ซึ่งกำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้ในประเทศไทยที่จ่ายให้นิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินก่อนจ่าย เว้นแต่อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศนั้นลดหรือยกเว้นอัตราไว้ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต้องขอเอกสารรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษี (Certificate of Residence) จากผู้ผลิตเนื้อหาหรือซัพพลายเออร์ต่างประเทศก่อนจ่ายเงินงวดแรก เพื่อใช้สิทธิตามอนุสัญญา มิฉะนั้นต้องหักในอัตราปกติของกฎหมายไทยไปก่อน ถ้าผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อบริการหรือคอนเทนต์จากผู้ให้บริการต่างประเทศผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้ตรวจภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ (VAT for Electronic Service) ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 ประกอบด้วย เพราะอาจมีหน้าที่นำส่งแยกจากภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ใช้สัญญาแบ่งรายได้บนแพลตฟอร์มตอนไหน
ใช้เมื่อแพลตฟอร์มขายคอร์สเรียน อีบุ๊ก หรือคอนเทนต์ดิจิทัลของผู้อื่นในนามแพลตฟอร์มเอง · ใช้เมื่อแพลตฟอร์มซื้อมาขายไปและแบ่งกำไรคืนซัพพลายเออร์ตามยอดขายจริง · ใช้เมื่อต้องกำหนดนิยามรายได้และรายการหักให้ชัดเพื่อลดข้อพิพาทเรื่องตัวเลข
ทำสัญญาแบ่งรายได้บนแพลตฟอร์มต้องระวังอะไร
ต้องนิยามรายได้และรายการหักที่อนุญาตแบบปิด ไม่ปล่อยให้แพลตฟอร์มหักอะไรก็ได้ฝ่ายเดียว · แม้แบ่งรายได้กัน สัญญาต้องไม่ทำให้กลายเป็นหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. ม.1012 โดยไม่ตั้งใจ · ถ้าผู้จัดหาเนื้อหาอยู่ต่างประเทศ ต้องตรวจภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 และอนุสัญญาภาษีซ้อนก่อนจ่ายเงินงวดแรก · การหักคืนเมื่อมีการคืนเงินควรมีเพดานเวลาย้อนหลัง ไม่ใช่หักคืนได้ไม่จำกัด · ให้สิทธิผู้จัดหาเนื้อหาตรวจสอบบัญชีของตัวเองได้ พร้อมกลไกที่ทำให้สิทธินั้นใช้ได้จริง
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาแบ่งรายได้บนแพลตฟอร์ม
ถ้าแพลตฟอร์มเป็นเพียงพื้นที่ให้ผู้ขายขายเองโดยตรง ให้ใช้ ข้อตกลงระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ขาย · ถ้าเป็นครีเอเตอร์สองฝ่ายเท่าเทียมกันร่วมสร้างคอนเทนต์เอง ให้ใช้ สัญญาร่วมสร้างคอนเทนต์และแบ่งรายได้ · ถ้าเป็นการจ้างขายแบบนายหน้าที่ไม่ได้เป็นผู้ขายเอง ให้ใช้ สัญญาจ้างนายหน้า Affiliate (แนะนำสินค้ารับค่าบำเหน็จ)
สัญญาแบ่งรายได้บนแพลตฟอร์ม ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม
สัญญานี้ไม่ต้องจดทะเบียน แต่ข้อ 1.2 ต้องเขียนให้ชัดว่าไม่ใช่การร่วมทุนหรือหุ้นส่วน เพราะการแบ่งกำไรกันระหว่างสองฝ่ายเป็นหนึ่งในข้อเท็จจริงที่ ป.พ.พ. มาตรา 1012 ใช้ชี้ว่าอาจเป็นห้างหุ้นส่วนโดยพฤตินัย ถ้าศาลตีความว่าเป็นหุ้นส่วนจริง ทั้งสองฝ่ายอาจต้องร่วมรับผิดในหนี้ของกิจการโดยไม่จำกัดจำนวนหากเป็นหุ้นส่วนสามัญ สิ่งที่กันไว้ในสัญญาคือ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเป็นผู้รับความเสี่ยงทางการค้าแต่ผู้เดียวในฐานะผู้ขาย ไม่ใช่ร่วมลงทุนและร่วมขาดทุนกัน
ลงนามสัญญาแบ่งรายได้บนแพลตฟอร์มต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ ลงชื่อกำกับตารางรายการหักที่อนุญาตด้วย เพราะเป็นเอกสารที่ถูกอ้างอิงบ่อยที่สุดเมื่อเกิดข้อพิพาท
ทำสัญญาแบ่งรายได้บนแพลตฟอร์มต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
หลักเกณฑ์การคำนวณรายได้และรายการหักที่อนุญาตโดยละเอียด ตัวอย่างการคำนวณส่วนแบ่งจากยอดขายหนึ่งรายการ กติกาการลงเนื้อหาหรือสินค้าบนแพลตฟอร์ม เอกสารรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษี หากผู้ผลิตเนื้อหาหรือซัพพลายเออร์อยู่ต่างประเทศ
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 11 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012
อันว่าสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น
ห้างหุ้นส่วนและบริษัท — ป.พ.พ. ม.1012–1076
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15
ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ แต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง (4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น (5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24
ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ (1) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (5) เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญ น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (6) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 27
ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้ รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมได้โดยได้รับยกเว้น ไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา 24 หรือมาตรา 26 บุคคลหรือนิติบุคคลที่ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลมาจากการเปิดเผยตามวรรคหนึ่ง จะต้องไม่ใช้หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้กับผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลในการขอรับข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอ ความยินยอมตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องบันทึกการใช้หรือเปิดเผยนั้นไว้ในรายการ ตามมาตรา 39
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1
ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการให้บริการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การให้บริการนอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (2) การให้บริการตามสัญญาที่กำหนดค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำให้ความรับผิดตามส่วนของบริการเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลง เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลงก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (3) การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ให้ความรับผิดทั้งหมดหรือบางส่วนเกิดขึ้นเมื่อได้มีการชำระราคาค่าบริการทั้งหมดหรือบางส่วน แล้วแต่กรณี (4) การให้บริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (5) และภายหลังได้มีการโอนสิทธิในบริการอันทำให้ผู้รับโอนสิทธิในบริการมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระในการยื่นแบบแสดงรายการและการชำระภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียนสำหรับการให้บริการแก่กระทรวง ทบวง กรม หรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เฉพาะการให้บริการตามสัญญาและมีการชำระราคาค่าบริการที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดความรับผิดตาม (1) และ (2) เกิดขึ้นเป็นอย่างอื่นได้
ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 86
ภายใต้บังคับมาตรา 86/1 มาตรา 86/2 และมาตรา 86/8 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษีสำหรับการขายสินค้า หรือการให้บริการทุกครั้ง และต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ส่งมอบใบกำกับภาษีนั้นแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ส่วนสำเนาใบกำกับภาษีให้เก็บรักษาไว้ตามมาตรา 87/3 ผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวตามมาตรา 85/3 จะออกใบกำกับภาษีได้ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ใบกำกับภาษีให้ออกเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น การออกใบกำกับภาษีโดยตัวแทนในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 40
เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล (4) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว
ประมวลรัษฎากร — เงินได้พึงประเมิน ม.40–41