สัญญารับชำระเงินแทนผู้ขาย ต้องมีอะไรบ้าง
ผู้รับชำระเงินแทนเก็บเงินจากลูกค้าในนามของผู้ขายแล้วส่งต่อให้ผู้ขายภายหลังหักค่าธรรมเนียม ⚠️ กิจการนี้อาจต้องขอใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนใช้สัญญานี้จริง · ⚠️ ต้องตรวจสอบกับธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนว่าธุรกิจต้องขึ้นทะเบียนหรือขอใบอนุญาตตามกฎหมายระบบการชำระเงินหรือไม่ ก่อนใช้สัญญานี้จริง
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อธุรกิจหนึ่งรับเงินจากลูกค้าแทนผู้ขายรายอื่นแล้วส่งต่อให้ภายหลัง เช่น ระบบเก็บเงินปลายทางหรือระบบรวบรวมเงินให้ร้านค้าหลายราย |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | สัญญานี้ไม่มีสินจ้างเป็นจำนวนแน่นอน ค่าธรรมเนียมคิดเป็นร้อยละของยอดเงินที่รับชำระในอนาคตซึ่งไม่แน่นอน ไม่เข้าบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะใด ไม่ต้องปิดอากร อย่างไรก็ตาม เพราะข้อ 1.2 กำหนดให้ผู้รับชำระเงินแทนเป็นตัวแทนของผู้ขาย ถ้าทำหนังสือมอบอำนาจแยกต่างหากอีกฉบับ หนังสือนั้นเข้าลักษณะ 7 ใบมอบอำนาจ หรือถ้าเขียนอยู่ในตัวสัญญาลักษณะมอบอำนาจ เข้าลักษณะ 21 ตัวแทน ให้ตรวจอัตราตามลักษณะของการมอบอำนาจที่ทำจริง |
| ภาษี | ค่าธรรมเนียมการรับชำระเงินแทนตามข้อ 4.1 เป็นรายได้ค่าบริการของผู้รับชำระเงินแทนตามมาตรา 40(8) ถ้าผู้ขายเป็นนิติบุคคลและหักค่าธรรมเนียมจากยอดที่รับไว้แทนก่อนส่งมอบ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 จากค่าธรรมเนียมนั้น และผู้รับชำระเงินแทนที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีค่าธรรมเนียม เงินค่าสินค้าหรือบริการทั้งยอดที่รับไว้แทนผู้ขาย ไม่ใช่รายได้ของผู้รับชำระเงินแทน รายได้ของผู้รับชำระเงินแทนมีเฉพาะค่าธรรมเนียมตามข้อ 4.1 เท่านั้น การปนรายได้สองก้อนนี้เข้าด้วยกันในทางบัญชีเป็นความผิดพลาดที่พบบ่อย และอาจนำไปสู่การเสียภาษีผิดฐานด้วย |
| แบบที่กฎหมายกำหนด | นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดของสัญญาฉบับนี้ ดูคำเตือนด้านบนก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด นอกจากนั้น ถ้าผู้รับชำระเงินแทนเข้าถึงข้อมูลบัตรเครดิตหรือข้อมูลการชำระเงินของลูกค้า ต้องตรวจมาตรฐานความปลอดภัยข้อมูลบัตรการชำระเงิน (PCI DSS) ที่ผู้ให้บริการเครือข่ายบัตรกำหนด ซึ่งเป็นมาตรฐานทางสัญญาของอุตสาหกรรม ไม่ใช่กฎหมาย แต่การไม่ปฏิบัติตามอาจทำให้ถูกตัดสิทธิรับบัตรได้ |
| มาตราที่อ้าง | ป.พ.พ. ม.224, 383, 797, 810, 811; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ม.4, 8; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ม.24, 27, 40; ประมวลรัษฎากร ม.78/1, 86; คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1; ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการล้มละลาย (ทรัพย์สินที่แยกไว้ไม่ตกเป็นกองทรัพย์สิน) |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 490 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อธุรกิจหนึ่งรับเงินจากลูกค้าแทนผู้ขายรายอื่นแล้วส่งต่อให้ภายหลัง เช่น ระบบเก็บเงินปลายทางหรือระบบรวบรวมเงินให้ร้านค้าหลายราย
- ใช้เมื่อต้องกำหนดการแยกบัญชีเงินลูกค้าออกจากเงินหมุนเวียนของกิจการอย่างเคร่งครัด
- ใช้เมื่อต้องคุ้มครองผู้ขายกรณีผู้รับชำระเงินแทนมีปัญหาทางการเงิน
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- ⚠️ ต้องตรวจสอบกับธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนว่าธุรกิจต้องขึ้นทะเบียนหรือขอใบอนุญาตตามกฎหมายระบบการชำระเงินหรือไม่ ก่อนใช้สัญญานี้จริง
- พิจารณาใช้ผู้ให้บริการรับชำระเงินที่มีใบอนุญาตอยู่แล้วแทนการถือเงินเอง ถ้ายังไม่มีใบอนุญาต
- เงินที่รับจากลูกค้าต้องแยกบัญชีจากเงินหมุนเวียนของกิจการอย่างเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นผู้ขายจะสูญเสียสิทธิเรียกคืนก่อนเจ้าหนี้รายอื่นเมื่อกิจการมีปัญหา
- การกันยอดเงินต้องมีเหตุอันควรสงสัยจริงและมีกำหนดเวลา ห้ามใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- ถ้าเป็นแพลตฟอร์มที่ขายของเองและรับเงินแทนเป็นแค่ส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ ให้ใช้ ข้อตกลงระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ขาย
- ถ้าตัวแทนมีอำนาจเจรจาราคาและเงื่อนไขการขายด้วย ไม่ใช่แค่รับเงิน ให้ใช้ สัญญาจ้างตัวแทนขายสินค้าออนไลน์
- ถ้าไม่มีการถือเงินของผู้อื่นเลย เงินวิ่งตรงเข้าบัญชีผู้ขายเสมอ ไม่ต้องใช้แม่แบบนี้
- ถ้าจ้างคนไปวางบิลและรับเงินหรือเช็คจากลูกหนี้การค้าตามรอบ ให้ใช้ สัญญาจ้างให้จัดเก็บหนี้การค้า
⚠️ คำเตือนสำคัญ — อ่านก่อนใช้สัญญานี้
การรับชำระเงินจากลูกค้าแล้วส่งต่อให้ผู้ขายเป็นกิจการที่อยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงินของประเทศไทย ได้แก่ พระราชบัญญัติระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560 และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจ ผู้รับชำระเงินแทนอาจต้องขึ้นทะเบียนหรือขอรับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนประกอบกิจการ
สัญญาฉบับนี้กำหนดเพียงเงื่อนไขทางการค้าระหว่างคู่สัญญาเท่านั้น สัญญาไม่ได้และไม่อาจทำให้การประกอบกิจการที่ต้องได้รับอนุญาตแต่ยังไม่ได้รับอนุญาต กลายเป็นการชอบด้วยกฎหมาย การเซ็นสัญญาฉบับนี้ไม่ใช่การขออนุญาตและไม่ทดแทนการขออนุญาต
ก่อนใช้สัญญานี้จริง ให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
- ตรวจสอบกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ผ่านสายด่วน 1213 หรือเว็บไซต์ bot.or.th) ว่ารูปแบบธุรกิจของตนต้องขึ้นทะเบียนหรือขอใบอนุญาตประเภทใดตามกฎหมายระบบการชำระเงิน หรือ
- ปรึกษาผู้มีใบอนุญาตด้านกฎหมายการเงินก่อนเริ่มถือเงินของผู้อื่น หรือ
- ใช้ผู้ให้บริการรับชำระเงินที่มีใบอนุญาตอยู่แล้ว เช่น Payment Gateway หรือ Payment Facilitator ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง ให้เงินวิ่งผ่านบัญชีของผู้ให้บริการนั้นแทนที่จะให้เงินผ่านบัญชีของตนเองโดยตรง ซึ่งเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและใช้งานได้เร็วกว่าการขอใบอนุญาตเอง
อากรแสตมป์
สัญญานี้ไม่มีสินจ้างเป็นจำนวนแน่นอน ค่าธรรมเนียมคิดเป็นร้อยละของยอดเงินที่รับชำระในอนาคตซึ่งไม่แน่นอน ไม่เข้าบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะใด ไม่ต้องปิดอากร อย่างไรก็ตาม เพราะข้อ 1.2 กำหนดให้ผู้รับชำระเงินแทนเป็นตัวแทนของผู้ขาย ถ้าทำหนังสือมอบอำนาจแยกต่างหากอีกฉบับ หนังสือนั้นเข้าลักษณะ 7 ใบมอบอำนาจ หรือถ้าเขียนอยู่ในตัวสัญญาลักษณะมอบอำนาจ เข้าลักษณะ 21 ตัวแทน ให้ตรวจอัตราตามลักษณะของการมอบอำนาจที่ทำจริง
การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด
นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดของสัญญาฉบับนี้ ดูคำเตือนด้านบนก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด
นอกจากนั้น ถ้าผู้รับชำระเงินแทนเข้าถึงข้อมูลบัตรเครดิตหรือข้อมูลการชำระเงินของลูกค้า ต้องตรวจมาตรฐานความปลอดภัยข้อมูลบัตรการชำระเงิน (PCI DSS) ที่ผู้ให้บริการเครือข่ายบัตรกำหนด ซึ่งเป็นมาตรฐานทางสัญญาของอุตสาหกรรม ไม่ใช่กฎหมาย แต่การไม่ปฏิบัติตามอาจทำให้ถูกตัดสิทธิรับบัตรได้
ภาษี
ค่าธรรมเนียมการรับชำระเงินแทนตามข้อ 4.1 เป็นรายได้ค่าบริการของผู้รับชำระเงินแทนตามมาตรา 40(8) ถ้าผู้ขายเป็นนิติบุคคลและหักค่าธรรมเนียมจากยอดที่รับไว้แทนก่อนส่งมอบ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 จากค่าธรรมเนียมนั้น และผู้รับชำระเงินแทนที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีค่าธรรมเนียม
เงินค่าสินค้าหรือบริการทั้งยอดที่รับไว้แทนผู้ขาย ไม่ใช่รายได้ของผู้รับชำระเงินแทน รายได้ของผู้รับชำระเงินแทนมีเฉพาะค่าธรรมเนียมตามข้อ 4.1 เท่านั้น การปนรายได้สองก้อนนี้เข้าด้วยกันในทางบัญชีเป็นความผิดพลาดที่พบบ่อย และอาจนำไปสู่การเสียภาษีผิดฐานด้วย
เงินของผู้ขาย ไม่ใช่เงินของผู้รับชำระเงินแทน — หลักที่คุมทั้งสัญญา
ข้อ 2.1 วางหลักไว้ชัดว่าเงินที่รับจากลูกค้าเป็นของผู้ขายทันทีที่รับไว้ ไม่ใช่รอจนกว่าจะโอนให้ ผลตามมาตาม ป.พ.พ. คือ
- ต้องแยกบัญชี ตามมาตรา 810 ผู้รับชำระเงินแทนมีหน้าที่ส่งมอบเงินและทรัพย์สินที่ได้รับไว้เนื่องจากการเป็นตัวแทนให้แก่ตัวการ
- ห้ามใช้เงินนั้นเพื่อตนเอง ถ้าใช้ต้องเสียดอกเบี้ยตามมาตรา 811 นับแต่วันที่ใช้ ไม่ใช่นับแต่วันที่ผู้ขายทวงถาม
- เมื่อล้มละลาย เงินที่แยกบัญชีไว้ไม่ตกเป็นกองทรัพย์สิน ข้อ 7.1 เขียนหลักการนี้ไว้ แต่ข้อ 7.2 เตือนว่าหลักนี้ใช้ได้จริงเฉพาะเมื่อแยกบัญชีไว้จริงตามข้อ 2.2 ถ้าผู้รับชำระเงินแทนเอาเงินลูกค้าไปปนกับเงินหมุนเวียนของกิจการ เมื่อกิจการล้มละลาย ผู้ขายจะกลายเป็นแค่เจ้าหนี้สามัญรายหนึ่งที่ต้องรอเฉลี่ยทรัพย์กับเจ้าหนี้รายอื่น นี่คือความเสี่ยงที่แท้จริงของธุรกิจประเภทนี้เมื่อไม่มีใบอนุญาตและไม่มีการกำกับดูแลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งปกติจะบังคับให้แยกบัญชีลูกค้าอยู่แล้ว
การกันยอดเงิน ต้องมีเหตุและมีกำหนดเวลา
ข้อ 5.2 ให้กันยอดได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยจริง ไม่ใช่กันไว้ตามใจ และข้อ 5.3 ห้ามใช้การหน่วงเงินเป็นเครื่องมือต่อรองทางการค้า การฝ่าฝืนเป็นการผิดสัญญาที่ทำให้ผู้ขายเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดได้ทันทีตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 และอยู่นอกเพดานความรับผิดตามข้อ 9.2
ข้อที่คนทำระบบรับชำระเงินแทนพลาดบ่อยที่สุด
- ไม่ตรวจว่าต้องขอใบอนุญาตก่อนเริ่มทำ — นี่คือความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุด เพราะกระทบทั้งธุรกิจ ไม่ใช่แค่สัญญาฉบับนี้
- เอาเงินลูกค้าเข้าบัญชีเดียวกับเงินหมุนเวียนบริษัท — ทำให้สิทธิเรียกคืนเงินก่อนเจ้าหนี้รายอื่นเสียไปทันทีเมื่อมีปัญหา
- ไม่มีบัญชีแยกรายธุรกรรมให้ผู้ขายตรวจสอบ — พอเกิดข้อพิพาทเรื่องยอด ไม่มีใครพิสูจน์อะไรได้เลย
- กันยอดไว้นานโดยไม่มีเหตุและไม่แจ้ง — เข้าข่ายข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- หลักฐานการขึ้นทะเบียนหรือใบอนุญาตตามกฎหมายระบบการชำระเงิน (ถ้ามี) หรือหนังสือยืนยันว่าใช้ผู้ให้บริการรับชำระเงินที่มีใบอนุญาต
- นโยบายการตรวจสอบตัวตนลูกค้าและป้องกันการฟอกเงิน
- รูปแบบรายงานกระทบยอดที่ผู้ขายตรวจสอบได้
วันลงนาม
อย่าลงนามสัญญานี้จนกว่าจะตรวจสอบเรื่องใบอนุญาตตามคำเตือนด้านบนแล้ว ทำสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-D97745 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญารับชำระเงินแทนผู้ขาย ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
สัญญานี้ไม่มีสินจ้างเป็นจำนวนแน่นอน ค่าธรรมเนียมคิดเป็นร้อยละของยอดเงินที่รับชำระในอนาคตซึ่งไม่แน่นอน ไม่เข้าบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะใด ไม่ต้องปิดอากร อย่างไรก็ตาม เพราะข้อ 1.2 กำหนดให้ผู้รับชำระเงินแทนเป็นตัวแทนของผู้ขาย ถ้าทำหนังสือมอบอำนาจแยกต่างหากอีกฉบับ หนังสือนั้นเข้าลักษณะ 7 ใบมอบอำนาจ หรือถ้าเขียนอยู่ในตัวสัญญาลักษณะมอบอำนาจ เข้าลักษณะ 21 ตัวแทน ให้ตรวจอัตราตามลักษณะของการมอบอำนาจที่ทำจริง
สัญญารับชำระเงินแทนผู้ขาย เสียภาษีอะไรบ้าง
ค่าธรรมเนียมการรับชำระเงินแทนตามข้อ 4.1 เป็นรายได้ค่าบริการของผู้รับชำระเงินแทนตามมาตรา 40(8) ถ้าผู้ขายเป็นนิติบุคคลและหักค่าธรรมเนียมจากยอดที่รับไว้แทนก่อนส่งมอบ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 จากค่าธรรมเนียมนั้น และผู้รับชำระเงินแทนที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีค่าธรรมเนียม เงินค่าสินค้าหรือบริการทั้งยอดที่รับไว้แทนผู้ขาย ไม่ใช่รายได้ของผู้รับชำระเงินแทน รายได้ของผู้รับชำระเงินแทนมีเฉพาะค่าธรรมเนียมตามข้อ 4.1 เท่านั้น การปนรายได้สองก้อนนี้เข้าด้วยกันในทางบัญชีเป็นความผิดพลาดที่พบบ่อย และอาจนำไปสู่การเสียภาษีผิดฐานด้วย
ใช้สัญญารับชำระเงินแทนผู้ขายตอนไหน
ใช้เมื่อธุรกิจหนึ่งรับเงินจากลูกค้าแทนผู้ขายรายอื่นแล้วส่งต่อให้ภายหลัง เช่น ระบบเก็บเงินปลายทางหรือระบบรวบรวมเงินให้ร้านค้าหลายราย · ใช้เมื่อต้องกำหนดการแยกบัญชีเงินลูกค้าออกจากเงินหมุนเวียนของกิจการอย่างเคร่งครัด · ใช้เมื่อต้องคุ้มครองผู้ขายกรณีผู้รับชำระเงินแทนมีปัญหาทางการเงิน
ทำสัญญารับชำระเงินแทนผู้ขายต้องระวังอะไร
⚠️ ต้องตรวจสอบกับธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนว่าธุรกิจต้องขึ้นทะเบียนหรือขอใบอนุญาตตามกฎหมายระบบการชำระเงินหรือไม่ ก่อนใช้สัญญานี้จริง · พิจารณาใช้ผู้ให้บริการรับชำระเงินที่มีใบอนุญาตอยู่แล้วแทนการถือเงินเอง ถ้ายังไม่มีใบอนุญาต · เงินที่รับจากลูกค้าต้องแยกบัญชีจากเงินหมุนเวียนของกิจการอย่างเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นผู้ขายจะสูญเสียสิทธิเรียกคืนก่อนเจ้าหนี้รายอื่นเมื่อกิจการมีปัญหา · การกันยอดเงินต้องมีเหตุอันควรสงสัยจริงและมีกำหนดเวลา ห้ามใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญารับชำระเงินแทนผู้ขาย
ถ้าเป็นแพลตฟอร์มที่ขายของเองและรับเงินแทนเป็นแค่ส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ ให้ใช้ ข้อตกลงระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ขาย · ถ้าตัวแทนมีอำนาจเจรจาราคาและเงื่อนไขการขายด้วย ไม่ใช่แค่รับเงิน ให้ใช้ สัญญาจ้างตัวแทนขายสินค้าออนไลน์ · ถ้าไม่มีการถือเงินของผู้อื่นเลย เงินวิ่งตรงเข้าบัญชีผู้ขายเสมอ ไม่ต้องใช้แม่แบบนี้ · ถ้าจ้างคนไปวางบิลและรับเงินหรือเช็คจากลูกหนี้การค้าตามรอบ ให้ใช้ สัญญาจ้างให้จัดเก็บหนี้การค้า
สัญญารับชำระเงินแทนผู้ขาย ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม
นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดของสัญญาฉบับนี้ ดูคำเตือนด้านบนก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด นอกจากนั้น ถ้าผู้รับชำระเงินแทนเข้าถึงข้อมูลบัตรเครดิตหรือข้อมูลการชำระเงินของลูกค้า ต้องตรวจมาตรฐานความปลอดภัยข้อมูลบัตรการชำระเงิน (PCI DSS) ที่ผู้ให้บริการเครือข่ายบัตรกำหนด ซึ่งเป็นมาตรฐานทางสัญญาของอุตสาหกรรม ไม่ใช่กฎหมาย แต่การไม่ปฏิบัติตามอาจทำให้ถูกตัดสิทธิรับบัตรได้
ลงนามสัญญารับชำระเงินแทนผู้ขายต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
อย่าลงนามสัญญานี้จนกว่าจะตรวจสอบเรื่องใบอนุญาตตามคำเตือนด้านบนแล้ว ทำสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ
ทำสัญญารับชำระเงินแทนผู้ขายต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
หลักฐานการขึ้นทะเบียนหรือใบอนุญาตตามกฎหมายระบบการชำระเงิน (ถ้ามี) หรือหนังสือยืนยันว่าใช้ผู้ให้บริการรับชำระเงินที่มีใบอนุญาต นโยบายการตรวจสอบตัวตนลูกค้าและป้องกันการฟอกเงิน รูปแบบรายงานกระทบยอดที่ผู้ขายตรวจสอบได้
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 13 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797
อันว่าสัญญาตัวแทนนั้น คือสัญญาซึ่งให้บุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าตัวแทน มีอำนาจทำการแทนบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าตัวการ และตกลงจะทำการดังนั้น
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810
เงินและทรัพย์สินอย่างอื่นบรรดาที่ตัวแทนได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนนั้น ท่านว่าตัวแทนต้องส่งให้แก่ตัวการจงสิ้น
หมวด 2 หน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 811
ถ้าตัวแทนเอาเงินซึ่งควรจะได้ส่งแก่ตัวการ หรือซึ่งควรจะใช้ในกิจของตัวการนั้นไปใช้สอยเป็นประโยชน์ตนเสีย ท่านว่าตัวแทนต้องเสียดอกเบี้ยในเงินนั้นนับแต่วันที่ได้เอาไปใช้
หมวด 2 หน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการ
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24
ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ (1) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (5) เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญ น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (6) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 27
ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้ รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมได้โดยได้รับยกเว้น ไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา 24 หรือมาตรา 26 บุคคลหรือนิติบุคคลที่ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลมาจากการเปิดเผยตามวรรคหนึ่ง จะต้องไม่ใช้หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้กับผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลในการขอรับข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอ ความยินยอมตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องบันทึกการใช้หรือเปิดเผยนั้นไว้ในรายการ ตามมาตรา 39
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 40
ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งที่ได้รับ จากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ (2) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ รวมทั้ง แจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น (3) จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลไว้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่ปฏิบัติตาม (1) สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลใด ให้ถือว่าผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อควบคุม การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ความใน (3) อาจยกเว้นมิให้นำมาใช้บังคับกับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นกิจการ ขนาดเล็กตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เว้นแต่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือ มิใช่กิจการที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นครั้งคราว หรือมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 26
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1
ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการให้บริการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การให้บริการนอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (2) การให้บริการตามสัญญาที่กำหนดค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำให้ความรับผิดตามส่วนของบริการเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลง เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลงก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (3) การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ให้ความรับผิดทั้งหมดหรือบางส่วนเกิดขึ้นเมื่อได้มีการชำระราคาค่าบริการทั้งหมดหรือบางส่วน แล้วแต่กรณี (4) การให้บริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (5) และภายหลังได้มีการโอนสิทธิในบริการอันทำให้ผู้รับโอนสิทธิในบริการมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระในการยื่นแบบแสดงรายการและการชำระภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียนสำหรับการให้บริการแก่กระทรวง ทบวง กรม หรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เฉพาะการให้บริการตามสัญญาและมีการชำระราคาค่าบริการที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดความรับผิดตาม (1) และ (2) เกิดขึ้นเป็นอย่างอื่นได้
ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 86
ภายใต้บังคับมาตรา 86/1 มาตรา 86/2 และมาตรา 86/8 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษีสำหรับการขายสินค้า หรือการให้บริการทุกครั้ง และต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ส่งมอบใบกำกับภาษีนั้นแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ส่วนสำเนาใบกำกับภาษีให้เก็บรักษาไว้ตามมาตรา 87/3 ผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวตามมาตรา 85/3 จะออกใบกำกับภาษีได้ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ใบกำกับภาษีให้ออกเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น การออกใบกำกับภาษีโดยตัวแทนในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 40
เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล (4) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว
ประมวลรัษฎากร — เงินได้พึงประเมิน ม.40–41