สัญญาบำรุงรักษาระบบหรือเว็บไซต์ ต้องมีอะไรบ้าง
สัญญาระหว่างเจ้าของระบบหรือเว็บไซต์กับผู้รับจ้างดูแลหลังเปิดใช้งาน โดยกำหนดงานบำรุงรักษา การกู้คืน และสิทธิในบัญชี · ระบุระบบ รุ่น ส่วนเชื่อมต่อ และสิ่งที่ไม่รวมให้ครบก่อนเริ่มงาน
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อจ้างดูแลเว็บไซต์หรือระบบที่เปิดใช้งานแล้วเป็นรายเดือนหรือรายปี |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | เมื่อเนื้องานมุ่งผลสำเร็จของการบำรุงรักษาตามสัญญา เข้าลักษณะตราสาร 4 จ้างทำของ อัตรา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท ผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่าแสตมป์ สินจ้างรวมก่อนภาษีมูลค่าเพิ่มตามช่องกรอกคำนวณอากรได้ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) คู่ฉบับที่ลงนามเหมือนต้นฉบับตรวจอากรลักษณะ 23 โดยประมาณ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) และผู้ถือคู่ฉบับซึ่งเป็นอีกฝ่ายเป็นผู้เสียอากรตามบัญชี สัญญาที่สินจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไปต้องตรวจวิธีชำระเป็นตัวเงินตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 37 สัญญาอิเล็กทรอนิกส์ให้ตรวจวิธียื่นและกำหนดชำระอากรที่ใช้บังคับ ตราสารที่ติดอากรไม่บริบูรณ์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 โดยอาจมีเงินเพิ่มตามมาตรา 113–114 |
| ภาษี | กรณีผู้ว่าจ้างเป็นนิติบุคคลและจ่ายค่าจ้างทำของหรือค่าบริการที่เข้าเงื่อนไข ให้หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราปกติร้อยละ 3 ของค่าจ้างก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8 หรือข้อ 12/1 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้แบ่งจ่ายต่ำกว่าเกณฑ์ และออกหนังสือรับรองให้ผู้รับจ้าง ตรวจอัตราปัจจุบันและลักษณะเงินได้ก่อนจ่าย ผู้รับจ้างที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียกเก็บและออกใบกำกับภาษีตามกฎหมาย แยกค่าบริการบำรุงรักษาออกจากค่าโฮสติ้ง โดเมน ใบรับรองและสิทธิซอฟต์แวร์ที่ผู้ว่าจ้างจ่ายแก่บุคคลภายนอก |
| แบบที่กฎหมายกำหนด | สัญญาบำรุงรักษาไม่ต้องจดทะเบียนและไม่มีแบบบังคับ แต่มีเอกสารบังคับหนึ่งฉบับที่คนลืมบ่อยที่สุด คือ ถ้าผู้รับจ้างเข้าถึงหรือประมวลผลข้อมูลผู้ใช้ของระบบแทนผู้ว่าจ้าง กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลบังคับให้ต้องมี สัญญาระหว่างผู้ควบคุมกับผู้ประมวลผล แนบท้าย ไม่ใช่ทางเลือก และถ้าไม่มี ผู้ว่าจ้างเป็นฝ่ายผิดเอง เพราะผู้ว่าจ้างคือผู้ควบคุมข้อมูล ในคลังของเว็บนี้มีแบบฟอร์มนั้นแยกไว้แล้ว ให้ใช้ สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุม–ผู้ประมวลผล) เป็นผนวก อีกอย่างที่ไม่ใช่การจดทะเบียนแต่ต้องทำให้เรียบร้อยก่อนเริ่มงาน คือ ชื่อผู้จดทะเบียนโดเมนและเจ้าของบัญชีโฮสติ้งต้องเป็นผู้ว่าจ้าง ไม่ใช่ผู้รับจ้าง เพราะนายทะเบียนโดเมนกับผู้ให้บริการโฮสติ้งดูจากชื่อในระบบของเขาเอง ไม่ได้ดูจากสัญญาฉบับนี้ |
| มาตราที่อ้าง | ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.7, 224, 383, 387, 391, 575, 587, 596, 605; พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ม.4, 5, 8; พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ม.28–29, 30–36, 37(4), 39, 40; พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ม.10, 15, 17; ประมวลรัษฎากร ม.113, 114, 118 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 4, 23; คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8, 12/1, 12/7 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 249 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อจ้างดูแลเว็บไซต์หรือระบบที่เปิดใช้งานแล้วเป็นรายเดือนหรือรายปี
- ใช้เมื่อมีข้อมูลในระบบที่ต้องสำรองและทดสอบกู้คืน
- ใช้เมื่อต้องให้ผู้รับจ้างเข้าถึงหลังบ้าน เซิร์ฟเวอร์ หรือฐานข้อมูลภายในสิทธิที่กำหนด
- ใช้เมื่อแยกงานดูแลประจำออกจากงานพัฒนาฟีเจอร์ใหม่
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- ระบุระบบ รุ่น ส่วนเชื่อมต่อ และสิ่งที่ไม่รวมให้ครบก่อนเริ่มงาน
- ให้เจ้าของระบบถือบัญชีหลัก โดเมน และช่องทางกู้คืนเอง และมอบสิทธิแอดมินเท่าที่จำเป็น
- กำหนดตำแหน่ง ระยะเก็บ และวิธีทดสอบสำเนาข้อมูลตามความเสี่ยงจริง
- ถ้ามีข้อมูลลูกค้าหรือพนักงาน ผู้รับจ้างเป็นผู้ประมวลผลตามคำสั่งและต้องทำข้อตกลงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ม.40
- ตรวจสินจ้างรวมตลอดสัญญาให้ตรงกับค่าจ้างรายเดือนก่อนชำระอากรลักษณะ 4
- เวลาตอบสนองที่ไม่มีผลอะไรเมื่อทำไม่ได้ ยังไม่ใช่ข้อกำหนดระดับบริการ ควรผูกกับส่วนลดค่าบริการที่คำนวณได้และมีเพดาน
- บัญชีผู้ดูแลสูงสุด โดเมน และโฮสติ้งต้องอยู่ในชื่อเจ้าของระบบเสมอ การเข้าระบบหลังหมดสัญญาเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- ไม่เหมาะกับการสร้างเว็บไซต์หรือซอฟต์แวร์ใหม่และส่งมอบโค้ดทั้งระบบ ให้ใช้ สัญญาจ้างทำเว็บไซต์ (รวมโดเมนและโฮสติ้ง) หรือ สัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ / ระบบสารสนเทศ
- ไม่เหมาะกับผู้ให้บริการที่เป็นเจ้าของระบบและให้ลูกค้าเช่าใช้ทางอินเทอร์เน็ต ให้ใช้ สัญญาให้บริการ SaaS
- ไม่เหมาะกับการดูแลลิฟต์ เครื่องจักร หรืออุปกรณ์กายภาพ ให้ใช้ สัญญาจ้างบำรุงรักษาระบบอาคารและเครื่องจักร (รายปี)
- สัญญาบำรุงรักษาและดูแลซอฟต์แวร์ ภาษาอังกฤษ — ใช้ Software Maintenance and Support Agreement — สัญญาบำรุงรักษาและดูแลซอฟต์แวร์ ภาษาอังกฤษ
อากรแสตมป์
เมื่อเนื้องานมุ่งผลสำเร็จของการบำรุงรักษาตามสัญญา เข้าลักษณะตราสาร 4 จ้างทำของ อัตรา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท ผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่าแสตมป์ สินจ้างรวมก่อนภาษีมูลค่าเพิ่มตามช่องกรอกคำนวณอากรได้ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) คู่ฉบับที่ลงนามเหมือนต้นฉบับตรวจอากรลักษณะ 23 โดยประมาณ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) และผู้ถือคู่ฉบับซึ่งเป็นอีกฝ่ายเป็นผู้เสียอากรตามบัญชี
สัญญาที่สินจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไปต้องตรวจวิธีชำระเป็นตัวเงินตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 37 สัญญาอิเล็กทรอนิกส์ให้ตรวจวิธียื่นและกำหนดชำระอากรที่ใช้บังคับ ตราสารที่ติดอากรไม่บริบูรณ์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 โดยอาจมีเงินเพิ่มตามมาตรา 113–114
การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด
สัญญาบำรุงรักษาไม่ต้องจดทะเบียนและไม่มีแบบบังคับ แต่มีเอกสารบังคับหนึ่งฉบับที่คนลืมบ่อยที่สุด คือ ถ้าผู้รับจ้างเข้าถึงหรือประมวลผลข้อมูลผู้ใช้ของระบบแทนผู้ว่าจ้าง กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลบังคับให้ต้องมี สัญญาระหว่างผู้ควบคุมกับผู้ประมวลผล แนบท้าย ไม่ใช่ทางเลือก และถ้าไม่มี ผู้ว่าจ้างเป็นฝ่ายผิดเอง เพราะผู้ว่าจ้างคือผู้ควบคุมข้อมูล
ในคลังของเว็บนี้มีแบบฟอร์มนั้นแยกไว้แล้ว ให้ใช้ «สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุม–ผู้ประมวลผล)» เป็นผนวก
อีกอย่างที่ไม่ใช่การจดทะเบียนแต่ต้องทำให้เรียบร้อยก่อนเริ่มงาน คือ ชื่อผู้จดทะเบียนโดเมนและเจ้าของบัญชีโฮสติ้งต้องเป็นผู้ว่าจ้าง ไม่ใช่ผู้รับจ้าง เพราะนายทะเบียนโดเมนกับผู้ให้บริการโฮสติ้งดูจากชื่อในระบบของเขาเอง ไม่ได้ดูจากสัญญาฉบับนี้
ภาษี
กรณีผู้ว่าจ้างเป็นนิติบุคคลและจ่ายค่าจ้างทำของหรือค่าบริการที่เข้าเงื่อนไข ให้หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราปกติร้อยละ 3 ของค่าจ้างก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8 หรือข้อ 12/1 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้แบ่งจ่ายต่ำกว่าเกณฑ์ และออกหนังสือรับรองให้ผู้รับจ้าง ตรวจอัตราปัจจุบันและลักษณะเงินได้ก่อนจ่าย
ผู้รับจ้างที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียกเก็บและออกใบกำกับภาษีตามกฎหมาย แยกค่าบริการบำรุงรักษาออกจากค่าโฮสติ้ง โดเมน ใบรับรองและสิทธิซอฟต์แวร์ที่ผู้ว่าจ้างจ่ายแก่บุคคลภายนอก
เส้นแบ่งระหว่างงานดูแลกับงานพัฒนาใหม่ — ข้อพิพาทอันดับหนึ่ง
คำว่า "ดูแลเว็บไซต์" ไม่มีความหมายตายตัว ลูกค้ามักเข้าใจว่ารวมทุกอย่างที่ขอให้ทำ ส่วนผู้รับจ้างเข้าใจว่าคือทำให้ของเดิมทำงานต่อไปได้ สองความเข้าใจนี้ชนกันทุกเดือน
ข้อ 2.2 จึงไล่รายการสิ่งที่ไม่รวมไว้ชัด — งานพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ย้ายแพลตฟอร์ม เปลี่ยนโครงสร้างฐานข้อมูล ออกแบบใหม่ และค่าบริการภายนอก วิธีใช้ให้ได้ผลคือกรอกขอบเขตในผนวก 1 ให้ละเอียดกว่าคำว่า "ดูแลระบบ" เช่น ระบุว่ารวมการแก้บั๊กของโค้ดเดิม อัปเดตปลั๊กอิน และแก้เนื้อหาไม่เกินกี่รายการต่อเดือน
เคล็ดที่ใช้ได้จริงคือกำหนดโควตาชั่วโมงหรือจำนวนรายการต่อเดือนไว้ในผนวก แล้วทุกอย่างที่เกิน คือใบเสนอราคาใหม่ วิธีนี้ทำให้ไม่ต้องเถียงกันว่า "นี่นับเป็นงานดูแลไหม" ทุกครั้ง
สำรองข้อมูลที่ไม่เคยทดสอบกู้คืน เท่ากับไม่มี
ข้อที่ทำให้สัญญาฉบับนี้ต่างจากสัญญาดูแลทั่วไปคือ ต้องทดสอบกู้คืนจริงตามรอบ ไม่ใช่แค่บอกว่าสำรองทุกวัน
เหตุที่ต้องเขียนไว้ เพราะไฟล์สำรองเสียโดยไม่มีใครรู้เป็นเรื่องปกติ ทั้งไฟล์ที่ backup ไม่ครบ ฐานข้อมูลที่ dump ระหว่างมีธุรกรรมค้าง และสำเนาที่เก็บอยู่บนเครื่องเดียวกับตัวระบบ ซึ่งพังพร้อมกัน สามอย่างนี้จะรู้ตัวก็ต่อเมื่อถึงวันที่ต้องใช้จริง
สามคำถามที่ต้องตอบได้ก่อนเซ็น — สำเนาอยู่คนละที่กับระบบหลักหรือไม่ · กู้คืนเต็มระบบใช้เวลากี่ชั่วโมง · ใครเป็นคนกดกู้คืนถ้าผู้รับจ้างติดต่อไม่ได้
บัญชีและรหัส — จุดที่กลายเป็นคดีอาญาได้
ข้อ 5.1 กำหนดให้ ผู้ว่าจ้างคงสิทธิผู้ดูแลสูงสุด โดเมน โฮสติ้ง และช่องทางกู้คืนไว้กับตนเสมอ ผู้รับจ้างได้สิทธิเป็นผู้ใช้รายบุคคล นี่ไม่ใช่เรื่องความไว้ใจ แต่เป็นเรื่องที่ว่าเมื่อเลิกจ้างกันแล้วยังต้องเปลี่ยนคนดูแลได้โดยไม่ต้องขอใคร
และต้องเข้าใจอีกด้านด้วยว่า การเข้าระบบหลังหมดสัญญาไม่ใช่แค่ผิดสัญญา แต่เป็นความผิดอาญาตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ทั้งฝ่ายผู้รับจ้างที่ยังเข้าไปแก้ของ และฝ่ายผู้ว่าจ้างที่เข้าบัญชีส่วนตัวของผู้รับจ้าง ข้อ 12.1 จึงห้ามยึดบัญชีไว้ต่อรอง และข้อ 13.1 กำหนดวันส่งมอบให้ชัด
ห้ามเขียนรหัสผ่านลงในสัญญาหรือเอกสารแนบเด็ดขาด ให้ส่งผ่านช่องทางที่ตกลงกันและเปลี่ยนทันทีหลังส่งมอบ
ข้อที่คนจ้างดูแลเว็บพลาดบ่อย
- จ้างดูแลแต่โดเมนอยู่ในชื่อคนทำ — พอเลิกจ้างแล้วเว็บหายไปทั้งเว็บ และตามคืนยากกว่าที่คิดมาก เพราะนายทะเบียนดูชื่อผู้จดทะเบียน ไม่ได้ดูสัญญา
- คิดว่าโฮสติ้งรวมอยู่ในค่าดูแลแล้ว — ข้อ 2.2 และ 6.1 แยกไว้ชัดว่าค่าโฮสติ้ง โดเมน ใบรับรอง และสิทธิซอฟต์แวร์ ผู้ว่าจ้างเป็นคู่สัญญาและเป็นผู้จ่าย ถ้าจะให้ผู้รับจ้างจ่ายแทน ต้องเขียนไว้และเป็นการสำรองจ่ายที่ต้องมีหลักฐาน
- ไม่กำหนดว่าอะไรคือเหตุวิกฤต — ข้อ 3.1 นิยามไว้แล้วว่าคือระบบหลักใช้ไม่ได้ ข้อมูลสูญหายหรือรั่วไหล ถ้าไม่นิยาม ทุกเรื่องจะกลายเป็นเรื่องด่วนพร้อมกันหมด
- เวลาตอบสนองที่ไม่มีผลอะไร — ข้อ 3.5 จึงผูกกับส่วนลดค่าบริการที่คำนวณได้และมีเพดาน ไม่งั้นตัวเลขชั่วโมงเป็นเพียงความตั้งใจ
- ลืมว่าใบรับรอง SSL และโดเมนหมดอายุได้ — เว็บล่มเพราะเรื่องนี้บ่อยกว่าเพราะถูกแฮ็ก ให้ใส่วันหมดอายุไว้ในผนวกและกำหนดว่าใครเตือนใคร
- แพตช์แล้วเว็บพัง — ข้อ 2.1 จึงบังคับให้สำรองสภาพก่อนเปลี่ยนและทดสอบผลกระทบเท่าที่ทำได้ ปลั๊กอินที่อัปเดตแล้วชนกันเป็นเรื่องปกติของเว็บที่ใช้ CMS
- เลิกสัญญาแล้วไม่ได้อะไรกลับมา — ข้อ 13.1 กำหนดให้ส่งมอบเอกสารระบบ รายการเปลี่ยนแปลง ซอร์สโค้ดที่มีสิทธิใช้ และสำเนาข้อมูลภายในกำหนด อย่ารอจนถึงวันนั้นค่อยถาม
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- บัญชีระบบและโดเมน สภาพแวดล้อม รุ่น ส่วนเชื่อมต่อ และขอบเขตงานที่รวม/ไม่รวม โดยไม่แนบรหัสผ่าน
- ตารางตรวจตามรอบ ช่องทางแจ้งเหตุ การจัดชั้นเหตุ และรายการผู้มีอำนาจอนุมัติการเปลี่ยนแปลง
- แผนสำรอง ระยะเก็บ ตำแหน่งสำเนา ผลทดสอบกู้คืน และขั้นตอนกู้คืนเมื่อระบบหลักเสียหาย
- รายการบัญชีหลัก สิทธิผู้รับจ้าง ผู้ประมวลผลช่วงและที่ตั้งข้อมูล พร้อมวิธีถอนสิทธิและส่งมอบ
- รายงานงานค้าง ค่าใช้จ่ายภายนอก วันหมดอายุโดเมน/โฮสติ้ง และหลักฐานการชำระเงิน
วันลงนาม
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน คู่สัญญาเก็บฝ่ายละหนึ่งฉบับ ลงนามกำกับทุกหน้าและเอกสารแนบ ตรวจอำนาจลงนามและยอดค่าจ้างรวมให้ตรงกับค่าจ้างรายเดือนคูณจำนวนเดือน ก่อนเริ่มงานให้บันทึกสภาพระบบและทดสอบว่าเจ้าของยังเข้าบัญชีหลักกับสำเนาข้อมูลได้จริง ห้ามเขียนรหัสผ่าน รหัสยืนยัน หรือรหัสกู้คืนลงในสัญญา
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-4A2CE7 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาบำรุงรักษาระบบหรือเว็บไซต์ ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
เมื่อเนื้องานมุ่งผลสำเร็จของการบำรุงรักษาตามสัญญา เข้าลักษณะตราสาร 4 จ้างทำของ อัตรา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท ผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่าแสตมป์ สินจ้างรวมก่อนภาษีมูลค่าเพิ่มตามช่องกรอกคำนวณอากรได้ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) คู่ฉบับที่ลงนามเหมือนต้นฉบับตรวจอากรลักษณะ 23 โดยประมาณ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) และผู้ถือคู่ฉบับซึ่งเป็นอีกฝ่ายเป็นผู้เสียอากรตามบัญชี สัญญาที่สินจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไปต้องตรวจวิธีชำระเป็นตัวเงินตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 37 สัญญาอิเล็กทรอนิกส์ให้ตรวจวิธียื่นและกำหนดชำระอากรที่ใช้บังคับ ตราสารที่ติดอากรไม่บริบูรณ์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 โดยอาจมีเงินเพิ่มตามมาตรา 113–114
สัญญาบำรุงรักษาระบบหรือเว็บไซต์ เสียภาษีอะไรบ้าง
กรณีผู้ว่าจ้างเป็นนิติบุคคลและจ่ายค่าจ้างทำของหรือค่าบริการที่เข้าเงื่อนไข ให้หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราปกติร้อยละ 3 ของค่าจ้างก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8 หรือข้อ 12/1 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้แบ่งจ่ายต่ำกว่าเกณฑ์ และออกหนังสือรับรองให้ผู้รับจ้าง ตรวจอัตราปัจจุบันและลักษณะเงินได้ก่อนจ่าย ผู้รับจ้างที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียกเก็บและออกใบกำกับภาษีตามกฎหมาย แยกค่าบริการบำรุงรักษาออกจากค่าโฮสติ้ง โดเมน ใบรับรองและสิทธิซอฟต์แวร์ที่ผู้ว่าจ้างจ่ายแก่บุคคลภายนอก
ใช้สัญญาบำรุงรักษาระบบหรือเว็บไซต์ตอนไหน
ใช้เมื่อจ้างดูแลเว็บไซต์หรือระบบที่เปิดใช้งานแล้วเป็นรายเดือนหรือรายปี · ใช้เมื่อมีข้อมูลในระบบที่ต้องสำรองและทดสอบกู้คืน · ใช้เมื่อต้องให้ผู้รับจ้างเข้าถึงหลังบ้าน เซิร์ฟเวอร์ หรือฐานข้อมูลภายในสิทธิที่กำหนด · ใช้เมื่อแยกงานดูแลประจำออกจากงานพัฒนาฟีเจอร์ใหม่
ทำสัญญาบำรุงรักษาระบบหรือเว็บไซต์ต้องระวังอะไร
ระบุระบบ รุ่น ส่วนเชื่อมต่อ และสิ่งที่ไม่รวมให้ครบก่อนเริ่มงาน · ให้เจ้าของระบบถือบัญชีหลัก โดเมน และช่องทางกู้คืนเอง และมอบสิทธิแอดมินเท่าที่จำเป็น · กำหนดตำแหน่ง ระยะเก็บ และวิธีทดสอบสำเนาข้อมูลตามความเสี่ยงจริง · ถ้ามีข้อมูลลูกค้าหรือพนักงาน ผู้รับจ้างเป็นผู้ประมวลผลตามคำสั่งและต้องทำข้อตกลงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ม.40 · ตรวจสินจ้างรวมตลอดสัญญาให้ตรงกับค่าจ้างรายเดือนก่อนชำระอากรลักษณะ 4 · เวลาตอบสนองที่ไม่มีผลอะไรเมื่อทำไม่ได้ ยังไม่ใช่ข้อกำหนดระดับบริการ ควรผูกกับส่วนลดค่าบริการที่คำนวณได้และมีเพดาน · บัญชีผู้ดูแลสูงสุด โดเมน และโฮสติ้งต้องอยู่ในชื่อเจ้าของระบบเสมอ การเข้าระบบหลังหมดสัญญาเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาบำรุงรักษาระบบหรือเว็บไซต์
ไม่เหมาะกับการสร้างเว็บไซต์หรือซอฟต์แวร์ใหม่และส่งมอบโค้ดทั้งระบบ ให้ใช้ สัญญาจ้างทำเว็บไซต์ (รวมโดเมนและโฮสติ้ง) หรือ สัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ / ระบบสารสนเทศ · ไม่เหมาะกับผู้ให้บริการที่เป็นเจ้าของระบบและให้ลูกค้าเช่าใช้ทางอินเทอร์เน็ต ให้ใช้ สัญญาให้บริการ SaaS · ไม่เหมาะกับการดูแลลิฟต์ เครื่องจักร หรืออุปกรณ์กายภาพ ให้ใช้ สัญญาจ้างบำรุงรักษาระบบอาคารและเครื่องจักร (รายปี) · สัญญาบำรุงรักษาและดูแลซอฟต์แวร์ ภาษาอังกฤษ — ใช้ Software Maintenance and Support Agreement — สัญญาบำรุงรักษาและดูแลซอฟต์แวร์ ภาษาอังกฤษ
สัญญาบำรุงรักษาระบบหรือเว็บไซต์ ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม
สัญญาบำรุงรักษาไม่ต้องจดทะเบียนและไม่มีแบบบังคับ แต่มีเอกสารบังคับหนึ่งฉบับที่คนลืมบ่อยที่สุด คือ ถ้าผู้รับจ้างเข้าถึงหรือประมวลผลข้อมูลผู้ใช้ของระบบแทนผู้ว่าจ้าง กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลบังคับให้ต้องมี สัญญาระหว่างผู้ควบคุมกับผู้ประมวลผล แนบท้าย ไม่ใช่ทางเลือก และถ้าไม่มี ผู้ว่าจ้างเป็นฝ่ายผิดเอง เพราะผู้ว่าจ้างคือผู้ควบคุมข้อมูล ในคลังของเว็บนี้มีแบบฟอร์มนั้นแยกไว้แล้ว ให้ใช้ สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุม–ผู้ประมวลผล) เป็นผนวก อีกอย่างที่ไม่ใช่การจดทะเบียนแต่ต้องทำให้เรียบร้อยก่อนเริ่มงาน คือ ชื่อผู้จดทะเบียนโดเมนและเจ้าของบัญชีโฮสติ้งต้องเป็นผู้ว่าจ้าง ไม่ใช่ผู้รับจ้าง เพราะนายทะเบียนโดเมนกับผู้ให้บริการโฮสติ้งดูจากชื่อในระบบของเขาเอง ไม่ได้ดูจากสัญญาฉบับนี้
ลงนามสัญญาบำรุงรักษาระบบหรือเว็บไซต์ต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน คู่สัญญาเก็บฝ่ายละหนึ่งฉบับ ลงนามกำกับทุกหน้าและเอกสารแนบ ตรวจอำนาจลงนามและยอดค่าจ้างรวมให้ตรงกับค่าจ้างรายเดือนคูณจำนวนเดือน ก่อนเริ่มงานให้บันทึกสภาพระบบและทดสอบว่าเจ้าของยังเข้าบัญชีหลักกับสำเนาข้อมูลได้จริง ห้ามเขียนรหัสผ่าน รหัสยืนยัน หรือรหัสกู้คืนลงในสัญญา
ทำสัญญาบำรุงรักษาระบบหรือเว็บไซต์ต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
บัญชีระบบและโดเมน สภาพแวดล้อม รุ่น ส่วนเชื่อมต่อ และขอบเขตงานที่รวม/ไม่รวม โดยไม่แนบรหัสผ่าน ตารางตรวจตามรอบ ช่องทางแจ้งเหตุ การจัดชั้นเหตุ และรายการผู้มีอำนาจอนุมัติการเปลี่ยนแปลง แผนสำรอง ระยะเก็บ ตำแหน่งสำเนา ผลทดสอบกู้คืน และขั้นตอนกู้คืนเมื่อระบบหลักเสียหาย รายการบัญชีหลัก สิทธิผู้รับจ้าง ผู้ประมวลผลช่วงและที่ตั้งข้อมูล พร้อมวิธีถอนสิทธิและส่งมอบ รายงานงานค้าง ค่าใช้จ่ายภายนอก วันหมดอายุโดเมน/โฮสติ้ง และหลักฐานการชำระเงิน
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 19 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7
ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี
ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387
ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575
อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้
ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587
อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 596
ถ้าผู้รับจ้างส่งมอบการที่ทำไม่ทันเวลาที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาก็ดี หรือถ้าไม่ได้กำหนดเวลาไว้ในสัญญาเมื่อล่วงพ้นเวลาอันควรแก่เหตุก็ดี ผู้ว่าจ้างชอบที่จะลดสินจ้างลง หรือถ้าสาระสำคัญแห่งสัญญาอยู่ที่เวลา ก็ชอบที่จะเลิกสัญญาได้
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 605
ถ้าการที่จ้างยังทำไม่แล้วเสร็จอยู่ตราบใด ผู้ว่าจ้างอาจบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5
ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 28
ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลที่เพียงพอ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา 16 (5) เว้นแต่ (1) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย (2) ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึง มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เพียงพอของประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศ ที่รับข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการกระทำตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (5) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือบุคคลอื่น เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมในขณะนั้นได้ (6) เป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอของประเทศปลายทาง หรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคล ให้เสนอต่อคณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอาจขอให้ทบทวนได้เมื่อมีหลักฐานใหม่ทำให้เชื่อได้ว่าประเทศปลายทางหรือ องค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลมีการพัฒนาจนมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เพียงพอ
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10
งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มี ลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15
ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ แต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง (4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น (5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 17
ลิขสิทธิ์นั้นย่อมโอนให้แก่กันได้ เจ้าของลิขสิทธิ์อาจโอนลิขสิทธิ์ของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลอื่นได้ และจะโอน ให้โดยมีกำหนดเวลาหรือตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ได้ การโอนลิขสิทธิ์ตามวรรคสองซึ่งมิใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอน และผู้รับโอน ถ้าไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ในสัญญาโอน ให้ถือว่าเป็นการโอนมีกำหนดระยะเวลาสิบปี
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 113
ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 114
โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่า (1) มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105 หรือมาตรา 106 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากร หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (2) ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์โดย (ก) มิได้ปิดแสตมป์เลย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (ข) ปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (ค) ในกรณีอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร เป็นจำนวน 1 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 118
ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)