สัญญาจ้างพัฒนา Chatbot หรือระบบ AI ต้องมีอะไรบ้าง

ตอบสั้น

สัญญาจ้างพัฒนาแชตบอตหรือระบบที่ทำงานบนโมเดลปัญญาประดิษฐ์ โดยวัดผลด้วยเกณฑ์ความแม่นยำ และแยกให้ชัดว่าใครจ่ายค่าโมเดลกับข้อมูลของใครห้ามนำไปฝึก · ค่าใช้งานโมเดลและค่าคลาวด์ที่ผู้พัฒนาจ่ายแทน เป็นเงินของผู้ว่าจ้างตาม ป.พ.พ. ม.810 และ ม.811 ต้องมีหลักฐานและเพดาน ห้ามบวกกำไรเงียบ

ข้อเท็จจริงที่อ้างอิงได้
ใช้เมื่อใช้เมื่อจ้างทำแชตบอตตอบลูกค้าบนเว็บไซต์ LINE หรือเพจ
อากรแสตมป์สัญญาจ้างพัฒนาระบบเป็นการจ้างทำของ เข้าลักษณะตราสาร 4 ของบัญชีอัตราอากรแสตมป์ — 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาทของสินจ้าง สัญญาฉบับนี้คำนวณได้ ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก · คู่ฉบับที่เก็บไว้อีกฝ่ายติดอากรอีก (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) (ลักษณะ 23) ผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและเป็นผู้ขีดฆ่า ทั้งสองอย่างเป็นหน้าที่ของฝ่ายเดียวกัน ต่างจากสัญญากู้ยืมที่แยกคนละฝ่าย ขีดฆ่าคือเขียนวันเดือนปีหรือลายมือชื่อคร่อมรอยต่อระหว่างแสตมป์กับเนื้อกระดาษ ติดแล้วไม่ขีดฆ่าถือว่ายังไม่บริบูรณ์ ค่าใช้งานโมเดลและค่าคลาวด์ไม่ใช่สินจ้าง จึงไม่นำมารวมคำนวณอากร เพราะเป็นเงินที่ผู้ว่าจ้างจ่ายให้ผู้ให้บริการภายนอก ไม่ใช่ค่าตอบแทนของผู้พัฒนา — เหตุผลเดียวกับที่ข้อ 2.4 แยกเงินก้อนนี้ออกจากค่าจ้าง สินจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไปต้องชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์ โดยนำตราสารไปสลักหลังก่อนทำสัญญาหรือภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันทำสัญญา ถ้าลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินผ่านแบบ อ.ส.9 บนเว็บกรมสรรพากรภายใน 15 วันเช่นกัน ติดแสตมป์ดวงไม่ได้ ไม่ปิดอากรให้บริบูรณ์ ใช้สัญญาเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรครบพร้อมเงินเพิ่ม
ภาษีค่าจ้างพัฒนาระบบเป็นการรับจ้างทำของ ผู้ว่าจ้างที่เป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8 และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้พัฒนา จุดที่สับสนกันมากที่สุดคือสัญญาแบบนี้มีเงินสามประเภทในฉบับเดียว ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้เสมอ อัตราเท่ากันทั้งสามแถวแรก แต่คนละประเภทเงินได้ ซึ่งมีผลต่อการยื่นแบบและการหักค่าใช้จ่ายของผู้รับเงิน ส่วนแถวสุดท้ายถ้าออกใบแจ้งหนี้รวมกับค่าจ้าง จะกลายเป็นรายได้ของผู้พัฒนาทั้งก้อนและถูกหักภาษีเกินจริง ถ้าจ่ายค่าโมเดลหรือค่าคลาวด์ตรงไปยังผู้ให้บริการต่างประเทศ มีกฎอีกชุดหนึ่ง ทั้งการหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ที่จ่ายไปต่างประเทศกับอนุสัญญาภาษีซ้อน และการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ประกอบการต่างประเทศ ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีก่อนจ่ายรอบแรก เพราะเป็นรายการที่เกิดทุกเดือนและย้อนแก้ยาก
แบบที่กฎหมายกำหนดสัญญาจ้างพัฒนาระบบไม่ต้องจดทะเบียนและไม่มีแบบบังคับ แต่มีเอกสารบังคับหนึ่งฉบับที่คนลืมบ่อยที่สุด คือ ถ้าผู้พัฒนาเข้าถึงหรือประมวลผลข้อมูลผู้ใช้แทนผู้ว่าจ้าง กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลบังคับให้ต้องมี สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล แนบท้าย ไม่ใช่ทางเลือก และถ้าไม่มี ผู้ว่าจ้างเป็นฝ่ายผิดเอง ไม่ใช่ผู้พัฒนา ในคลังของเว็บนี้มีแบบฟอร์มนั้นแยกไว้แล้ว ให้ใช้ สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุม–ผู้ประมวลผล) เป็นผนวก อย่าเขียนย่อ ๆ ลงในสัญญาหลัก เพราะเนื้อหาที่กฎหมายต้องการมีมากกว่าหนึ่งย่อหน้า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ ข้อผูกพันทั้งหมดในสัญญานี้จึงมาจากกฎหมายสัญญา ลิขสิทธิ์ ข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายทั่วไป ถ้ามีใครอ้างว่าต้องทำตาม "กฎหมาย AI ของไทย" ให้ขอชื่อพระราชบัญญัติและเลขมาตรา
มาตราที่อ้างป.พ.พ. ม.587, 591, 595, 600, 605, 810, 811, 204, 224, 383, 387, 391, 420; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.4(2), 9, 10, 15, 17, 18; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ม.19, 24, 27, 28, 29, 37, 40; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม.4, 5, 8; ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 4 กับ 23; คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8, 12/1
ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้349 บาท

ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร

  • ใช้เมื่อจ้างทำแชตบอตตอบลูกค้าบนเว็บไซต์ LINE หรือเพจ
  • ใช้เมื่อจ้างทำระบบที่ใช้โมเดลภาษาช่วยสรุป ค้นหา หรือจัดหมวดหมู่เอกสารภายใน
  • ใช้เมื่อต้องกำหนดว่าใครออกค่าใช้งานโมเดลหลังระบบขึ้นใช้งานจริง
  • ใช้เมื่อต้องตกลงเกณฑ์ว่าระบบตอบถูกแค่ไหนจึงถือว่าตรวจรับได้

จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง

  • ค่าใช้งานโมเดลและค่าคลาวด์ที่ผู้พัฒนาจ่ายแทน เป็นเงินของผู้ว่าจ้างตาม ป.พ.พ. ม.810 และ ม.811 ต้องมีหลักฐานและเพดาน ห้ามบวกกำไรเงียบ
  • งานที่จ้างทำ ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้าง เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10 จึงต้องเขียนให้ชัดทั้งชิ้นงาน เฟรมเวิร์กเดิมของผู้พัฒนา และโอเพนซอร์ส
  • บทสนทนาของผู้ใช้เป็นข้อมูลส่วนบุคคล ผู้พัฒนาที่เก็บหรือประมวลผลให้เป็นผู้ประมวลผล ต้องมีข้อตกลงตาม PDPA ม.40 และตรวจว่าเซิร์ฟเวอร์โมเดลอยู่ต่างประเทศหรือไม่ตาม ม.28 และ ม.29
  • ระบบที่ใช้โมเดลภาษาให้คำตอบผิดได้โดยสภาพ ต้องกำหนดเกณฑ์ความแม่นยำที่วัดได้ และกำหนดงานที่ต้องให้คนตรวจก่อนนำผลไปใช้
  • อย่าให้ระบบตอบคำถามทางการแพทย์ กฎหมาย การลงทุน หรือทำรายการที่มีผลทางการเงินโดยไม่มีคนตรวจ
  • ผู้ให้บริการโมเดลเปลี่ยนหรือยกเลิกรุ่นได้ ซึ่งทำให้ระบบเปลี่ยนพฤติกรรมเองโดยไม่มีใครแก้โค้ด ต้องตกลงล่วงหน้าว่าใครรับภาระย้ายระบบ
  • ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ ข้อผูกพันทั้งหมดจึงมาจากสัญญา ลิขสิทธิ์ ข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายทั่วไป

กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้

อากรแสตมป์

สัญญาจ้างพัฒนาระบบเป็นการจ้างทำของ เข้าลักษณะตราสาร 4 ของบัญชีอัตราอากรแสตมป์ — 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาทของสินจ้าง สัญญาฉบับนี้คำนวณได้ ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก · คู่ฉบับที่เก็บไว้อีกฝ่ายติดอากรอีก (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) (ลักษณะ 23)

ผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและเป็นผู้ขีดฆ่า ทั้งสองอย่างเป็นหน้าที่ของฝ่ายเดียวกัน ต่างจากสัญญากู้ยืมที่แยกคนละฝ่าย ขีดฆ่าคือเขียนวันเดือนปีหรือลายมือชื่อคร่อมรอยต่อระหว่างแสตมป์กับเนื้อกระดาษ ติดแล้วไม่ขีดฆ่าถือว่ายังไม่บริบูรณ์

  • ค่าใช้งานโมเดลและค่าคลาวด์ไม่ใช่สินจ้าง จึงไม่นำมารวมคำนวณอากร เพราะเป็นเงินที่ผู้ว่าจ้างจ่ายให้ผู้ให้บริการภายนอก ไม่ใช่ค่าตอบแทนของผู้พัฒนา — เหตุผลเดียวกับที่ข้อ 2.4 แยกเงินก้อนนี้ออกจากค่าจ้าง
  • สินจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไปต้องชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์ โดยนำตราสารไปสลักหลังก่อนทำสัญญาหรือภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันทำสัญญา
  • ถ้าลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินผ่านแบบ อ.ส.9 บนเว็บกรมสรรพากรภายใน 15 วันเช่นกัน ติดแสตมป์ดวงไม่ได้
  • ไม่ปิดอากรให้บริบูรณ์ ใช้สัญญาเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรครบพร้อมเงินเพิ่ม

การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด

สัญญาจ้างพัฒนาระบบไม่ต้องจดทะเบียนและไม่มีแบบบังคับ แต่มีเอกสารบังคับหนึ่งฉบับที่คนลืมบ่อยที่สุด คือ ถ้าผู้พัฒนาเข้าถึงหรือประมวลผลข้อมูลผู้ใช้แทนผู้ว่าจ้าง กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลบังคับให้ต้องมี สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล แนบท้าย ไม่ใช่ทางเลือก และถ้าไม่มี ผู้ว่าจ้างเป็นฝ่ายผิดเอง ไม่ใช่ผู้พัฒนา

ในคลังของเว็บนี้มีแบบฟอร์มนั้นแยกไว้แล้ว ให้ใช้ «สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุม–ผู้ประมวลผล)» เป็นผนวก อย่าเขียนย่อ ๆ ลงในสัญญาหลัก เพราะเนื้อหาที่กฎหมายต้องการมีมากกว่าหนึ่งย่อหน้า

ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ ข้อผูกพันทั้งหมดในสัญญานี้จึงมาจากกฎหมายสัญญา ลิขสิทธิ์ ข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายทั่วไป ถ้ามีใครอ้างว่าต้องทำตาม "กฎหมาย AI ของไทย" ให้ขอชื่อพระราชบัญญัติและเลขมาตรา

ภาษี

ค่าจ้างพัฒนาระบบเป็นการรับจ้างทำของ ผู้ว่าจ้างที่เป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8 และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้พัฒนา

จุดที่สับสนกันมากที่สุดคือสัญญาแบบนี้มีเงินสามประเภทในฉบับเดียว ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้เสมอ

รายการ ประเภทเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย
ค่าจ้างพัฒนาระบบ จ้างทำของ 3% (ข้อ 8)
ค่าดูแลรายเดือนหลังส่งมอบ ค่าบริการ ม.40(8) 3% (ข้อ 12/1)
ค่าอนุญาตใช้ซอฟต์แวร์หรือเครื่องมือของผู้พัฒนา ค่าสิทธิ ม.40(3) 3% (ข้อ 3/2)
ค่าใช้งานโมเดลและคลาวด์ที่สำรองจ่ายแทน ไม่ใช่รายได้ของผู้พัฒนา ไม่หัก

อัตราเท่ากันทั้งสามแถวแรก แต่คนละประเภทเงินได้ ซึ่งมีผลต่อการยื่นแบบและการหักค่าใช้จ่ายของผู้รับเงิน ส่วนแถวสุดท้ายถ้าออกใบแจ้งหนี้รวมกับค่าจ้าง จะกลายเป็นรายได้ของผู้พัฒนาทั้งก้อนและถูกหักภาษีเกินจริง

ถ้าจ่ายค่าโมเดลหรือค่าคลาวด์ตรงไปยังผู้ให้บริการต่างประเทศ มีกฎอีกชุดหนึ่ง ทั้งการหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ที่จ่ายไปต่างประเทศกับอนุสัญญาภาษีซ้อน และการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ประกอบการต่างประเทศ ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีก่อนจ่ายรอบแรก เพราะเป็นรายการที่เกิดทุกเดือนและย้อนแก้ยาก

ค่าโทเคนเป็นเงินของใคร

นี่คือข้อที่ต่างจากสัญญาพัฒนาซอฟต์แวร์ธรรมดามากที่สุด — ระบบ AI มีค่าใช้จ่ายที่วิ่งต่อเนื่องหลังส่งมอบ และมักไม่มีใครคุยกันตอนเซ็น

เมื่อผู้พัฒนาจ่ายค่าโมเดลหรือค่าคลาวด์แทนผู้ว่าจ้าง เงินก้อนนั้นเป็นเงินที่รับไว้แทน ตามหลักของกฎหมายตัวแทน ผู้พัฒนาจึงต้องส่งมอบหลักฐานทุกรายการและคืนส่วนที่เหลือ และถ้าเอาไปใช้เพื่อการอื่นต้องเสียดอกเบี้ย ข้อ 2.4 จึงเขียนว่าห้ามบวกกำไรเงียบและห้ามหักกลบกับค่าจ้างของตัวเอง

ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือให้บัญชีอยู่ในชื่อผู้ว่าจ้างตั้งแต่วันแรก แล้วผู้พัฒนาเข้าใช้ในฐานะผู้ใช้รายบุคคล เพราะ

  • ผู้ว่าจ้างเห็นค่าใช้จ่ายจริงตลอดเวลา ไม่ต้องเชื่อใบแจ้งหนี้
  • เปลี่ยนผู้ดูแลได้โดยไม่ต้องย้ายบัญชี ซึ่งเป็นจุดที่ระบบมักพังตอนเลิกจ้าง
  • ถ้าผู้พัฒนาหายไป ระบบไม่ดับตามเพราะบัตรเครดิตที่ผูกไว้เป็นของเขา

และต้องตั้งเพดานกับการแจ้งเตือนเสมอ เพราะระบบที่ตั้งค่าผิดหรือถูกยิงถล่ม ใช้เงินหมดได้ในไม่กี่ชั่วโมง

ตรวจรับระบบที่ตอบไม่เหมือนเดิมทุกครั้ง

ซอฟต์แวร์ทั่วไปตรวจรับด้วยการทดสอบทีละฟังก์ชันว่าผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ระบบที่ใช้โมเดลภาษาตอบคำถามเดิมสองครั้งอาจได้คำตอบไม่เหมือนกัน ถ้าเขียนสัญญาว่า "ระบบต้องตอบถูกต้อง" จะไม่มีใครพิสูจน์อะไรได้เลย และกลายเป็นข้อพิพาทที่ไม่มีทางจบ

วิธีที่ใช้ได้จริงและสัญญาฉบับนี้เลือกใช้คือ ชุดคำถามทดสอบที่ตกลงกันไว้ก่อนเริ่มงาน พร้อมเกณฑ์เป็นตัวเลข

  • เขียนชุดคำถามจริงจากงานจริง ไม่ใช่คำถามที่แต่งให้บอตตอบง่าย
  • ตกลงว่า ใครเป็นคนตัดสินว่าคำตอบถูก และถูกแปลว่าอะไร
  • ใช้ชุดเดิมทุกรอบ ไม่งั้นเทียบผลกันไม่ได้
  • เกณฑ์ร้อยละ 85 ไม่ได้แปลว่ายอมรับความผิดพลาด แต่แปลว่าอีกร้อยละ 15 ต้องมีทางออก ซึ่งคือการส่งต่อให้คนตามข้อ 6.2

ข้อ 5.4 เขียนไว้ด้วยว่าผลทดสอบซ้ำที่ต่างกันเล็กน้อยไม่ถือเป็นการผิดสัญญา หากยังอยู่ในเกณฑ์ เพราะเป็นธรรมชาติของเทคโนโลยี ไม่ใช่ความบกพร่องของผู้พัฒนา

ข้อที่คนจ้างทำระบบ AI พลาดบ่อย

  • ไม่พูดเรื่องข้อมูลถูกนำไปฝึกโมเดล — บริการของผู้ให้บริการโมเดลบางรายเปิดทางเลือกนี้ไว้เป็นค่าตั้งต้น ข้อ 4.1 จึงตั้งค่าเริ่มต้นว่าห้าม และบังคับให้ผู้พัฒนาไปปิดสวิตช์นั้นในบัญชีบริการด้วย ไม่ใช่แค่สัญญากับผู้พัฒนา
  • คิดว่าบอตพูดแทนบริษัทได้เลย — คำตอบของบอตคือข้อความที่บริษัทสื่อสารออกไป ถ้าบอตบอกราคาผิดหรือรับปากเงื่อนไขที่ให้ไม่ได้ บริษัทเป็นคนอธิบายกับลูกค้า ข้อ 6.3 จึงให้ระบุงานที่ต้องมีคนตรวจก่อนเสมอ
  • ไม่ได้บอกผู้ใช้ว่าคุยกับระบบ — นอกจากเป็นเรื่องความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคแล้ว ยังทำให้บริษัทเถียงยากขึ้นมากเมื่อเกิดข้อพิพาท ข้อ 6.2 บังคับให้แสดงข้อความและต้องส่งต่อให้คนได้
  • ลืมว่าบทสนทนาคือข้อมูลส่วนบุคคล — ผู้ใช้พิมพ์ชื่อ เบอร์ เลขที่ออเดอร์ และบางครั้งเรื่องสุขภาพลงไปในแชต ข้อ 7 จึงกำหนดอายุการเก็บ การลบ และเวลาแจ้งเหตุละเมิด
  • ไม่รู้ว่าเซิร์ฟเวอร์โมเดลอยู่ประเทศไหน — ผู้ให้บริการโมเดลส่วนใหญ่ประมวลผลนอกประเทศ ซึ่งเป็นการส่งข้อมูลข้ามแดนที่ต้องมีมาตรการรองรับ ข้อ 7.2 บังคับให้ระบุและให้ตรวจก่อนเริ่มส่ง
  • จ่ายครบแล้วแต่ไม่ได้พรอมป์ — คำสั่งระบบและชุดตัวอย่างที่ปรับจูนไว้คือหัวใจของระบบ ถ้าไม่ส่งมอบ เปลี่ยนผู้ดูแลทีไรต้องเริ่มใหม่ ข้อ 4.3 และ 8.4 จึงบังคับให้ส่งมอบพร้อมระบบ
  • ไม่เตรียมรับมือตอนผู้ให้บริการเปลี่ยนรุ่นโมเดล — ระบบเปลี่ยนพฤติกรรมเองได้โดยไม่มีใครแก้โค้ด ข้อ 9 จึงแยกว่าอะไรผู้พัฒนาต้องแก้ฟรีในระยะรับประกัน และอะไรเป็นงานเพิ่มเติม
  • เขียนว่าไม่รับประกันความถูกต้องแล้วจบ — ข้อความแบบนั้นกว้างจนอาจถูกตัดทิ้งทั้งข้อในฐานะข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม สัญญาฉบับนี้จึงถ่วงด้วยเกณฑ์ที่วัดได้ในข้อ 5 และหน้าที่แก้ไขในข้อ 12 แทน

เอกสารแนบท้ายสัญญา

  • ผนวก 1 ขอบเขตงาน … และสิ่งที่ไม่อยู่ในขอบเขต … พร้อมตัวอย่างบทสนทนาที่คาดหวัง
  • ผนวก 2 ชุดคำถามทดสอบตาม … พร้อมเฉลย ผู้ตัดสิน และแบบบันทึกผลแต่ละรอบ
  • ผนวก 3 รายการฐานความรู้ … พร้อมที่มาและสิทธิใช้ของแต่ละแหล่ง
  • ผนวก 4 รายการบัญชีบริการภายนอก ผู้ถือบัญชี วิธีชำระเงิน และเพดาน … พร้อมการตั้งแจ้งเตือน
  • ผนวก 5 สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตาม … ซึ่งกฎหมายบังคับให้ต้องมีผนวก 5 บันทึกยืนยันว่าผู้พัฒนาไม่เข้าถึงข้อมูลผู้ใช้จริง พร้อมวิธีขออนุมัติเป็นรายครั้งเมื่อจำเป็นต้องเข้าถึงเพื่อแก้ปัญหา
  • ผนวก 6 รายการส่งมอบ … พร้อมแบบลงชื่อรับมอบทีละรายการ
  • ผนวก 7 ส่วนประกอบโอเพนซอร์ส … และเฟรมเวิร์กเดิมของผู้พัฒนา …

สงวนสิทธิเรียกค่าปรับ

รับงาน/ของล่าช้า ให้ทำหนังสือสงวนสิทธิเรียกค่าปรับในวันที่รับทุกครั้ง (ส่งอีเมลหรือเขียนในใบรับก็ได้) แม้สัญญาจะเขียนสงวนสิทธิไว้แล้ว — ถ้ารับไว้โดยไม่สงวนสิทธิ อาจเสียสิทธิเรียกค่าปรับ

วันลงนาม

ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย ลงชื่อกำกับทุกหน้าและเอกสารแนบทุกชุด ตรวจอำนาจลงนามและหนังสือรับรองของฝ่ายที่เป็นนิติบุคคล ผู้พัฒนาเป็นผู้ติดอากรแสตมป์และขีดฆ่า

ทำสามอย่างนี้ก่อนเริ่มงานจริง ไม่ใช่ตอนตรวจรับ — เขียนชุดคำถามทดสอบตามผนวก 2 ให้เสร็จและตกลงเฉลยกันทั้งสองฝ่าย · เปิดบัญชีผู้ให้บริการโมเดลในชื่อผู้ว่าจ้างพร้อมตั้งเพดานและแจ้งเตือน · และไปปิดสวิตช์การนำข้อมูลไปปรับปรุงบริการในบัญชีนั้นแล้วถ่ายภาพหน้าจอเก็บไว้ ทั้งสามอย่างนี้ทำทีหลังไม่ได้ผลเท่าทำก่อน

ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน

เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-3AB403 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ

มีแบบฟอร์มฉบับนี้ให้กรอกออนไลน์แล้วกรอกไม่กี่นาที ดูตัวอย่างเต็มฉบับก่อนจ่าย ได้ไฟล์ PDF พร้อมพิมพ์
เปิดแบบฟอร์ม · 349 บาท

คำถามที่พบบ่อย

สัญญาจ้างพัฒนา Chatbot หรือระบบ AI ต้องติดอากรแสตมป์ไหม

สัญญาจ้างพัฒนาระบบเป็นการจ้างทำของ เข้าลักษณะตราสาร 4 ของบัญชีอัตราอากรแสตมป์ — 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาทของสินจ้าง สัญญาฉบับนี้คำนวณได้ ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก · คู่ฉบับที่เก็บไว้อีกฝ่ายติดอากรอีก (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) (ลักษณะ 23) ผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและเป็นผู้ขีดฆ่า ทั้งสองอย่างเป็นหน้าที่ของฝ่ายเดียวกัน ต่างจากสัญญากู้ยืมที่แยกคนละฝ่าย ขีดฆ่าคือเขียนวันเดือนปีหรือลายมือชื่อคร่อมรอยต่อระหว่างแสตมป์กับเนื้อกระดาษ ติดแล้วไม่ขีดฆ่าถือว่ายังไม่บริบูรณ์ ค่าใช้งานโมเดลและค่าคลาวด์ไม่ใช่สินจ้าง จึงไม่นำมารวมคำนวณอากร เพราะเป็นเงินที่ผู้ว่าจ้างจ่ายให้ผู้ให้บริการภายนอก ไม่ใช่ค่าตอบแทนของผู้พัฒนา — เหตุผลเดียวกับที่ข้อ 2.4 แยกเงินก้อนนี้ออกจากค่าจ้าง สินจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไปต้องชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์ โดยนำตราสารไปสลักหลังก่อนทำสัญญาหรือภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันทำสัญญา ถ้าลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินผ่านแบบ อ.ส.9 บนเว็บกรมสรรพากรภายใน 15 วันเช่นกัน ติดแสตมป์ดวงไม่ได้ ไม่ปิดอากรให้บริบูรณ์ ใช้สัญญาเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรครบพร้อมเงินเพิ่ม

สัญญาจ้างพัฒนา Chatbot หรือระบบ AI เสียภาษีอะไรบ้าง

ค่าจ้างพัฒนาระบบเป็นการรับจ้างทำของ ผู้ว่าจ้างที่เป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8 และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้พัฒนา จุดที่สับสนกันมากที่สุดคือสัญญาแบบนี้มีเงินสามประเภทในฉบับเดียว ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้เสมอ อัตราเท่ากันทั้งสามแถวแรก แต่คนละประเภทเงินได้ ซึ่งมีผลต่อการยื่นแบบและการหักค่าใช้จ่ายของผู้รับเงิน ส่วนแถวสุดท้ายถ้าออกใบแจ้งหนี้รวมกับค่าจ้าง จะกลายเป็นรายได้ของผู้พัฒนาทั้งก้อนและถูกหักภาษีเกินจริง ถ้าจ่ายค่าโมเดลหรือค่าคลาวด์ตรงไปยังผู้ให้บริการต่างประเทศ มีกฎอีกชุดหนึ่ง ทั้งการหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ที่จ่ายไปต่างประเทศกับอนุสัญญาภาษีซ้อน และการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ประกอบการต่างประเทศ ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีก่อนจ่ายรอบแรก เพราะเป็นรายการที่เกิดทุกเดือนและย้อนแก้ยาก

ใช้สัญญาจ้างพัฒนา Chatbot หรือระบบ AIตอนไหน

ใช้เมื่อจ้างทำแชตบอตตอบลูกค้าบนเว็บไซต์ LINE หรือเพจ · ใช้เมื่อจ้างทำระบบที่ใช้โมเดลภาษาช่วยสรุป ค้นหา หรือจัดหมวดหมู่เอกสารภายใน · ใช้เมื่อต้องกำหนดว่าใครออกค่าใช้งานโมเดลหลังระบบขึ้นใช้งานจริง · ใช้เมื่อต้องตกลงเกณฑ์ว่าระบบตอบถูกแค่ไหนจึงถือว่าตรวจรับได้

ทำสัญญาจ้างพัฒนา Chatbot หรือระบบ AIต้องระวังอะไร

ค่าใช้งานโมเดลและค่าคลาวด์ที่ผู้พัฒนาจ่ายแทน เป็นเงินของผู้ว่าจ้างตาม ป.พ.พ. ม.810 และ ม.811 ต้องมีหลักฐานและเพดาน ห้ามบวกกำไรเงียบ · งานที่จ้างทำ ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้าง เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10 จึงต้องเขียนให้ชัดทั้งชิ้นงาน เฟรมเวิร์กเดิมของผู้พัฒนา และโอเพนซอร์ส · บทสนทนาของผู้ใช้เป็นข้อมูลส่วนบุคคล ผู้พัฒนาที่เก็บหรือประมวลผลให้เป็นผู้ประมวลผล ต้องมีข้อตกลงตาม PDPA ม.40 และตรวจว่าเซิร์ฟเวอร์โมเดลอยู่ต่างประเทศหรือไม่ตาม ม.28 และ ม.29 · ระบบที่ใช้โมเดลภาษาให้คำตอบผิดได้โดยสภาพ ต้องกำหนดเกณฑ์ความแม่นยำที่วัดได้ และกำหนดงานที่ต้องให้คนตรวจก่อนนำผลไปใช้ · อย่าให้ระบบตอบคำถามทางการแพทย์ กฎหมาย การลงทุน หรือทำรายการที่มีผลทางการเงินโดยไม่มีคนตรวจ · ผู้ให้บริการโมเดลเปลี่ยนหรือยกเลิกรุ่นได้ ซึ่งทำให้ระบบเปลี่ยนพฤติกรรมเองโดยไม่มีใครแก้โค้ด ต้องตกลงล่วงหน้าว่าใครรับภาระย้ายระบบ · ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ ข้อผูกพันทั้งหมดจึงมาจากสัญญา ลิขสิทธิ์ ข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายทั่วไป

กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาจ้างพัฒนา Chatbot หรือระบบ AI

ไม่เหมาะเมื่อจ้างพัฒนาระบบที่ทำงานแบบกำหนดผลได้แน่นอนโดยไม่มีโมเดล ให้ใช้ สัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ / ระบบสารสนเทศ · ไม่เหมาะเมื่อจ้างคนจริงมาตอบแชตลูกค้าเป็นรายเดือน ให้ใช้ สัญญาจ้างแอดมินเพจและตอบแชตลูกค้า · ไม่เหมาะเมื่อซื้อบริการแชตบอตสำเร็จรูปแบบรายเดือนที่ผู้ให้บริการโฮสต์เอง ซึ่งเป็นสัญญาให้บริการ ไม่ใช่การจ้างพัฒนา · สัญญาจ้างติดตั้งแชตบอตและระบบอัตโนมัติด้วย AI ภาษาอังกฤษ — ใช้ AI Implementation and Automation Agreement — สัญญาจ้างติดตั้งแชตบอตและระบบอัตโนมัติด้วย AI ภาษาอังกฤษ

สัญญาจ้างพัฒนา Chatbot หรือระบบ AI ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม

สัญญาจ้างพัฒนาระบบไม่ต้องจดทะเบียนและไม่มีแบบบังคับ แต่มีเอกสารบังคับหนึ่งฉบับที่คนลืมบ่อยที่สุด คือ ถ้าผู้พัฒนาเข้าถึงหรือประมวลผลข้อมูลผู้ใช้แทนผู้ว่าจ้าง กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลบังคับให้ต้องมี สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล แนบท้าย ไม่ใช่ทางเลือก และถ้าไม่มี ผู้ว่าจ้างเป็นฝ่ายผิดเอง ไม่ใช่ผู้พัฒนา ในคลังของเว็บนี้มีแบบฟอร์มนั้นแยกไว้แล้ว ให้ใช้ สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ผู้ควบคุม–ผู้ประมวลผล) เป็นผนวก อย่าเขียนย่อ ๆ ลงในสัญญาหลัก เพราะเนื้อหาที่กฎหมายต้องการมีมากกว่าหนึ่งย่อหน้า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ ข้อผูกพันทั้งหมดในสัญญานี้จึงมาจากกฎหมายสัญญา ลิขสิทธิ์ ข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายทั่วไป ถ้ามีใครอ้างว่าต้องทำตาม "กฎหมาย AI ของไทย" ให้ขอชื่อพระราชบัญญัติและเลขมาตรา

ลงนามสัญญาจ้างพัฒนา Chatbot หรือระบบ AIต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ

ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย ลงชื่อกำกับทุกหน้าและเอกสารแนบทุกชุด ตรวจอำนาจลงนามและหนังสือรับรองของฝ่ายที่เป็นนิติบุคคล ผู้พัฒนาเป็นผู้ติดอากรแสตมป์และขีดฆ่า ทำสามอย่างนี้ก่อนเริ่มงานจริง ไม่ใช่ตอนตรวจรับ — เขียนชุดคำถามทดสอบตามผนวก 2 ให้เสร็จและตกลงเฉลยกันทั้งสองฝ่าย · เปิดบัญชีผู้ให้บริการโมเดลในชื่อผู้ว่าจ้างพร้อมตั้งเพดานและแจ้งเตือน · และไปปิดสวิตช์การนำข้อมูลไปปรับปรุงบริการในบัญชีนั้นแล้วถ่ายภาพหน้าจอเก็บไว้ ทั้งสามอย่างนี้ทำทีหลังไม่ได้ผลเท่าทำก่อน

ทำสัญญาจ้างพัฒนา Chatbot หรือระบบ AIต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย

ผนวก 1 ขอบเขตงาน … และสิ่งที่ไม่อยู่ในขอบเขต … พร้อมตัวอย่างบทสนทนาที่คาดหวัง ผนวก 2 ชุดคำถามทดสอบตาม … พร้อมเฉลย ผู้ตัดสิน และแบบบันทึกผลแต่ละรอบ ผนวก 3 รายการฐานความรู้ … พร้อมที่มาและสิทธิใช้ของแต่ละแหล่ง ผนวก 4 รายการบัญชีบริการภายนอก ผู้ถือบัญชี วิธีชำระเงิน และเพดาน … พร้อมการตั้งแจ้งเตือน ผนวก 5 สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตาม … ซึ่งกฎหมายบังคับให้ต้องมีผนวก 5 บันทึกยืนยันว่าผู้พัฒนาไม่เข้าถึงข้อมูลผู้ใช้จริง พร้อมวิธีขออนุมัติเป็นรายครั้งเมื่อจำเป็นต้องเข้าถึงเพื่อแก้ปัญหา ผนวก 6 รายการส่งมอบ … พร้อมแบบลงชื่อรับมอบทีละรายการ ผนวก 7 ส่วนประกอบโอเพนซอร์ส … และเฟรมเวิร์กเดิมของผู้พัฒนา …

กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้

ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 27 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587

อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น

ลักษณะ 7 จ้างทำของ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 591

ถ้าความชำรุดบกพร่องหรือความชักช้าในการที่ทำนั้นเกิดขึ้นเพราะสภาพแห่งสัมภาระซึ่งผู้ว่าจ้างส่งให้ก็ดี เพราะคำสั่งของผู้ว่าจ้างก็ดี ท่านว่าผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิด เว้นแต่จะได้รู้อยู่แล้วว่าสัมภาระนั้นไม่เหมาะหรือว่าคำสั่งนั้นไม่ถูกต้องและมิได้บอกกล่าวตักเตือน

ลักษณะ 7 จ้างทำของ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 595

ถ้าผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาสัมภาระไซร้ ความรับผิดของผู้รับจ้างในการบกพร่องนั้น ท่านให้บังคับด้วยบทแห่งประมวลกฎหมายนี้ ลักษณะซื้อขาย

ลักษณะ 7 จ้างทำของ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 600

ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาไซร้ ท่านว่าผู้รับจ้างจะต้องรับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องเพียงแต่ที่ปรากฏขึ้นภายในปีหนึ่งนับแต่วันส่งมอบ หรือที่ปรากฏขึ้นภายในห้าปี ถ้าการที่ทำนั้นเป็นสิ่งปลูกสร้างกับพื้นดิน นอกจากเรือนโรงทำด้วยเครื่องไม้

ลักษณะ 7 จ้างทำของ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 605

ถ้าการที่จ้างยังทำไม่แล้วเสร็จอยู่ตราบใด ผู้ว่าจ้างอาจบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น

ลักษณะ 7 จ้างทำของ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810

เงินและทรัพย์สินอย่างอื่นบรรดาที่ตัวแทนได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนนั้น ท่านว่าตัวแทนต้องส่งให้แก่ตัวการจงสิ้น

หมวด 2 หน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 811

ถ้าตัวแทนเอาเงินซึ่งควรจะได้ส่งแก่ตัวการ หรือซึ่งควรจะใช้ในกิจของตัวการนั้นไปใช้สอยเป็นประโยชน์ตนเสีย ท่านว่าตัวแทนต้องเสียดอกเบี้ยในเงินนั้นนับแต่วันที่ได้เอาไปใช้

หมวด 2 หน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204

ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว

ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224

หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น

ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383

ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป

หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387

ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้

หมวด 4 เลิกสัญญา

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391

เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่

หมวด 4 เลิกสัญญา

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420

ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ลักษณะ 5 ละเมิด (มาตรา 420–437)

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 19

ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะกระทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลไม่ได้หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนหรือในขณะนั้น เว้นแต่บทบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้กระทำได้ การขอความยินยอมต้องทำโดยชัดแจ้ง เป็นหนังสือหรือทำโดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ โดยสภาพไม่อาจขอความยินยอมด้วยวิธีการดังกล่าวได้ ในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้ง วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไปด้วย และการขอความยินยอมนั้น ต้องแยกส่วนออกจากข้อความอื่นอย่างชัดเจน มีแบบหรือข้อความที่เข้าถึงได้ง่ายและเข้าใจได้ รวมทั้ง ใช้ภาษาที่อ่านง่าย และไม่เป็นการหลอกลวงหรือทำให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเข้าใจผิดในวัตถุประสงค์ ดังกล่าว ทั้งนี้ คณะกรรมการจะให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามแบบและข้อความที่คณะกรรมการประกาศกำหนดก็ได้ ในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องคำนึง อย่างถึงที่สุดในความเป็นอิสระของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในการให้ความยินยอม ทั้งนี้ ในการเข้าทำสัญญา ซึ่งรวมถึงการให้บริการใด ๆ ต้องไม่มีเงื่อนไขในการให้ความยินยอมเพื่อเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่มีความจำเป็นหรือเกี่ยวข้องสำหรับการเข้าทำสัญญาซึ่งรวมถึงการให้บริการนั้น ๆ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจะถอนความยินยอมเสียเมื่อใดก็ได้โดยจะต้องถอนความยินยอมได้ง่าย เช่นเดียวกับการให้ความยินยอม เว้นแต่มีข้อจำกัดสิทธิในการถอนความยินยอมโดยกฎหมายหรือ สัญญาที่ให้ประโยชน์แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ การถอนความยินยอมย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ให้ความยินยอมไปแล้ว โดยชอบตามที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ ในกรณีที่การถอนความยินยอมส่งผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในเรื่องใด ผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงผลกระทบจากการถอนความยินยอมนั้น การขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ ไม่มีผล ผูกพันเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และไม่ทำให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสามารถทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24

ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ (1) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (5) เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญ น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (6) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 27

ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้ รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมได้โดยได้รับยกเว้น ไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา 24 หรือมาตรา 26 บุคคลหรือนิติบุคคลที่ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลมาจากการเปิดเผยตามวรรคหนึ่ง จะต้องไม่ใช้หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้กับผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลในการขอรับข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอ ความยินยอมตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องบันทึกการใช้หรือเปิดเผยนั้นไว้ในรายการ ตามมาตรา 39

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 28

ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลที่เพียงพอ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา 16 (5) เว้นแต่ (1) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย (2) ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึง มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เพียงพอของประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศ ที่รับข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการกระทำตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (5) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือบุคคลอื่น เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมในขณะนั้นได้ (6) เป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอของประเทศปลายทาง หรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคล ให้เสนอต่อคณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอาจขอให้ทบทวนได้เมื่อมีหลักฐานใหม่ทำให้เชื่อได้ว่าประเทศปลายทางหรือ องค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลมีการพัฒนาจนมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เพียงพอ

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 29

ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอยู่ ในราชอาณาจักรได้กำหนดนโยบายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคล ไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอยู่ต่างประเทศและอยู่ในเครือกิจการ หรือเครือธุรกิจเดียวกันเพื่อการประกอบกิจการหรือธุรกิจร่วมกัน หากนโยบายในการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลดังกล่าวได้รับการตรวจสอบและรับรองจากสำนักงาน การส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยัง ต่างประเทศที่เป็นไปตามนโยบายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองดังกล่าว ให้สามารถกระทำได้โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 28 นโยบายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ลักษณะของเครือกิจการหรือเครือธุรกิจเดียวกัน เพื่อการประกอบกิจการหรือธุรกิจร่วมกัน และหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบและรับรองตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ในกรณีที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการตามมาตรา 28 หรือยังไม่มีนโยบายในการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอาจส่ง หรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศได้โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 28 เมื่อผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลได้จัดให้มีมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสมสามารถบังคับ ตามสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ รวมทั้งมีมาตรการเยียวยาทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37

ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวน มาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) ในกรณีที่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ (3) จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนด ระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หรือที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ได้ถอนความยินยอม เว้นแต่เก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข) การใช้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ ให้นำความใน

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 40

ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งที่ได้รับ จากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ (2) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ รวมทั้ง แจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น (3) จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลไว้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่ปฏิบัติตาม (1) สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลใด ให้ถือว่าผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อควบคุม การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ความใน (3) อาจยกเว้นมิให้นำมาใช้บังคับกับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นกิจการ ขนาดเล็กตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เว้นแต่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือ มิใช่กิจการที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นครั้งคราว หรือมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 26

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4

ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5

ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8

ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

ประมวลรัษฎากร มาตรา 113

ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้

บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)

ประมวลรัษฎากร มาตรา 40

เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล (4) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว

ประมวลรัษฎากร — เงินได้พึงประเมิน ม.40–41

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 40

บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นผู้ไม่มีที่อยู่ปกติเป็นหลักแหล่ง หรือเป็นผู้ครองชีพในการเดินทางไปมาปราศจากหลักแหล่งที่ทำการงาน พบตัวในถิ่นไหนให้ถือว่าถิ่นนั้นเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น

ภูมิลำเนา — ป.พ.พ. ม.37–47

อ่านต่อในหมวดจ้างงาน / บริการ

สัญญาจ้างพัฒนาโปรแกรมบัญชี ต้องมีอะไรบ้างสำหรับจ้างพัฒนาโปรแกรมบัญชีเฉพาะกิจการ ทำงานสี่ช่วง ศึกษาระบบบัญชีเดิม ออกแบบที่ต้องได้ความเห็นชอบก่อนพัฒนา พัฒนาติดตั้งพร้อมส่งซอร์สโค้ดและคู่มือ และอบรม จ่ายสี่งวดโดยงวดสุดท้ายหลังใช้งานจริง — มีข้อเฉพาะงานบัญชี ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ รายงานภาษีซื้อขายและสต็อก ห้ามลบรายการ ย้ายยอดยกมา สำรองข้อมูล ข้อมูลเงินเดือนและลูกค้า ถ้าเป็นเว็บไซต์ แอป หรือระบบทั่วไปให้ใช้สัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์สัญญาตรวจสอบหรือกำกับการใช้ AI ในองค์กรขนาดเล็ก ต้องมีอะไรบ้างสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่จ้างที่ปรึกษาประเมินการใช้ AI ขององค์กรเทียบกับกรอบที่เลือก เช่น ISO/IEC 42001 หรือ NIST AI RMF ส่งมอบทะเบียนระบบ AI ทะเบียนความเสี่ยง รายงานช่องว่าง ชุดนโยบาย และการอบรม พร้อมประเด็นข้อมูลส่วนบุคคล ความเป็นอิสระจากผู้ขาย AI ข้อที่ไม่ใช่การรับรองมาตรฐาน และเพดานความรับผิดสัญญาจ้างซ่อมแซมและบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ ต้องมีอะไรบ้างใช้เมื่อจ้างช่างหรือบริษัทแอร์ดูแลเครื่องปรับอากาศในบ้าน สำนักงาน ร้านค้า หรือโรงงานเป็นรายปี — ล้างตามรอบ (ค่าตั้งต้นทุก 2 เดือน) ล้างใหญ่ประจำปี วัดค่ากระแสไฟและอุณหภูมิทุกครั้ง เสียแล้วช่างมาใน 24 ชม. ซ่อมเสร็จใน 3 วัน ไม่ทันมีค่าปรับรายวันมีเพดาน อะไหล่และน้ำยาต้องขออนุมัติก่อน ห้ามปล่อยสารทำความเย็นทิ้ง น้ำหยดเสียหายเพราะท่อตันผู้รับจ้างรับผิด · ตัวเลือกเสริม: เซนเซอร์/IoT เฝ้าระวังพร้อมมาตรการไซเบอร์ อะไหล่ปรับสภาพ ใบงานดิจิทัล ประกันภัย เพดานความรับผิดสัญญาจ้างเชื่อมต่อ API ต้องมีอะไรบ้างสำหรับจ้างพัฒนาการเชื่อมระบบของผู้ว่าจ้างกับ API ภายนอก กำหนดเจ้าของบัญชี กุญแจ โควตา ค่าใช้บริการ การทดสอบรายการซ้ำ การสลับใช้จริง และการส่งมอบสัญญาจ้างออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ต้องมีอะไรบ้างสำหรับจ้างสถาปนิกและวิศวกรออกแบบบ้านหรืออาคารใหม่ตั้งแต่แบบร่างจนถึงแบบก่อสร้างที่ใช้ขออนุญาตได้ กำหนดใบอนุญาตวิชาชีพ ขั้นตอนและกำหนดส่ง งบประมาณก่อสร้าง รอบแก้แบบ การแก้แบบตามข้อทักท้วงของเจ้าพนักงาน ไฟล์ CAD/BIM ลิขสิทธิ์ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ ความพร้อมรองรับโซลาร์เซลล์และที่ชาร์จรถไฟฟ้า ค่าปรับ และความรับผิดในแบบผิดพลาดสัญญาจ้างเขียนบทความ ต้องมีอะไรบ้างใช้เมื่อว่าจ้างนักเขียนอิสระเขียนบทความตามหัวข้อและกำหนดส่งที่ตกลง กำหนดจำนวนคำ รอบแก้ไข ค่าจ้าง ลิขสิทธิ์ และการใช้ข้อมูลอ้างอิงได้ในฉบับเดียว