สัญญาทดลองใช้ระบบแบบ Proof of Concept ต้องมีอะไรบ้าง
ผู้ว่าจ้างจ้างผู้รับจ้างทดลองระบบในขอบเขตและเวลาจำกัด เพื่อตอบคำถามที่ตกลงกันไว้ก่อนตัดสินใจจ้างพัฒนาระบบจริง · เขียนคำถามเดียวและเกณฑ์ที่วัดได้ก่อนเริ่ม ถ้าเขียนกว้าง ๆ จะเถียงกันตอนจบว่าผ่านหรือไม่
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อยังไม่แน่ใจว่าเทคโนโลยีหรือ AI จะแก้ปัญหาได้จริง และอยากลองก่อนลงทุนเต็มโครงการ |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | สัญญานี้เป็นการจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 เพราะผู้รับจ้างต้องส่งผลงานทดลองและรายงานผล จึงเข้าบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 4 อัตรา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท ผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า จากค่าจ้าง … คำนวณอากรได้ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) คู่ฉบับ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) ค่าบริการภายนอกที่ผู้ว่าจ้างจ่ายเองหรือจ่ายคืนตามจริงไม่ใช่สินจ้าง ไม่นำมารวมคำนวณ ถ้าไม่ปิดอากรให้ครบ สัญญาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และ 113–114 ถ้าลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์ต้องชำระอากรผ่านระบบ e-Stamp ภายในกำหนด |
| ภาษี | ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าจ้างทำของร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8 จากค่าจ้างก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แม้จะแบ่งจ่ายงวดละน้อยกว่านั้นตามข้อ 12/7 ให้ตรวจอัตราปัจจุบันก่อนจ่าย ผู้รับจ้างที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออกใบกำกับภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1 และ 86 ถ้าค่าจ้างถูกนำไปหักในสัญญาพัฒนาระบบจริงตามข้อ 7.3 ให้ออกเอกสารของสัญญาใหม่เป็นยอดหลังหัก และอ้างเลขใบกำกับภาษีเดิมไว้ เพื่อไม่ให้เสียภาษีซ้ำ ค่าบริการคลาวด์หรือ AI ต่างประเทศที่ผู้ว่าจ้างจ่ายเอง ต้องตรวจภาษีการจ่ายเงินไปต่างประเทศและภาษีมูลค่าเพิ่มของบริการจากต่างประเทศแยกต่างหาก |
| แบบที่กฎหมายกำหนด | สัญญานี้ไม่ต้องจดทะเบียน แต่เพราะเลือกใช้ข้อมูลจริง ต้องลงนามข้อตกลงประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา 40 แนบท้าย ก่อน ส่งข้อมูลให้ผู้รับจ้าง ให้ใช้แม่แบบสัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลและเพราะเลือกใช้ข้อมูลสมมติ จึงไม่ต้องทำข้อตกลงประมวลผลข้อมูล แต่ต้องตรวจจริงว่าข้อมูลที่ส่งให้ระบุตัวบุคคลไม่ได้ ถ้าต่อมาจะใช้ข้อมูลจริงต้องแก้สัญญาก่อน |
| มาตราที่อ้าง | ป.พ.พ. ม.224, 383, 420, 575, 587, 605, 810, 811; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ม.4, 8; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ม.10, 18; พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ม.6; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ม.28–29, 37, 39, 40; ประมวลรัษฎากร ม.78/1, 86, 113–114, 118, บัญชีอัตราอากรลักษณะ 4; คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8, 12/7 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 249 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อยังไม่แน่ใจว่าเทคโนโลยีหรือ AI จะแก้ปัญหาได้จริง และอยากลองก่อนลงทุนเต็มโครงการ
- ใช้เมื่อผู้รับจ้างเสนอทดลองฟรีหรือราคาพิเศษ แต่จะต้องส่งข้อมูลของบริษัทให้
- ใช้เมื่อต้องการให้ค่าทดลองนำไปหักจากสัญญาจริงถ้าตัดสินใจทำต่อ
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- เขียนคำถามเดียวและเกณฑ์ที่วัดได้ก่อนเริ่ม ถ้าเขียนกว้าง ๆ จะเถียงกันตอนจบว่าผ่านหรือไม่
- ห้ามนำผลงานทดลองไปให้ลูกค้าใช้หรือเชื่อมระบบจริง ถ้าฝ่าฝืนผู้ว่าจ้างรับความเสี่ยงเอง
- ถ้าใช้ข้อมูลจริง ต้องทำข้อตกลงประมวลผลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ม.40 ก่อนส่งข้อมูล และขอหนังสือรับรองการลบเมื่อจบ
- บริการ AI ต่างประเทศอาจนำข้อมูลไปฝึกโมเดลและเป็นการโอนข้อมูลข้ามแดนตาม ม.28–29 ต้องปิดการตั้งค่าและตรวจก่อน
- ค่าบริการคลาวด์หรือ AI ต้องมีเพดาน เพราะการทดลองที่ลืมปิดทรัพยากรจะเสียเงินต่อหลังจบ
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- ถ้าตัดสินใจแล้วว่าจะพัฒนาระบบจริง ให้ใช้ สัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ / ระบบสารสนเทศ
- ถ้าจะสร้างผู้ช่วย AI เพื่อเปิดใช้งานจริง ให้ใช้ สัญญาจ้างพัฒนา Chatbot หรือระบบ AI
- ถ้าเป็นการทดลองใช้บริการสำเร็จรูปแบบสมัครสมาชิก ให้ใช้ สัญญาให้บริการ SaaS
อากรแสตมป์
สัญญานี้เป็นการจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 เพราะผู้รับจ้างต้องส่งผลงานทดลองและรายงานผล จึงเข้าบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 4 อัตรา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท ผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า จากค่าจ้าง … คำนวณอากรได้ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) คู่ฉบับ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) ค่าบริการภายนอกที่ผู้ว่าจ้างจ่ายเองหรือจ่ายคืนตามจริงไม่ใช่สินจ้าง ไม่นำมารวมคำนวณ
ถ้าไม่ปิดอากรให้ครบ สัญญาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และ 113–114 ถ้าลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์ต้องชำระอากรผ่านระบบ e-Stamp ภายในกำหนด
การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด
สัญญานี้ไม่ต้องจดทะเบียน แต่เพราะเลือกใช้ข้อมูลจริง ต้องลงนามข้อตกลงประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา 40 แนบท้าย ก่อน ส่งข้อมูลให้ผู้รับจ้าง ให้ใช้แม่แบบสัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลและเพราะเลือกใช้ข้อมูลสมมติ จึงไม่ต้องทำข้อตกลงประมวลผลข้อมูล แต่ต้องตรวจจริงว่าข้อมูลที่ส่งให้ระบุตัวบุคคลไม่ได้ ถ้าต่อมาจะใช้ข้อมูลจริงต้องแก้สัญญาก่อน
ภาษี
ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าจ้างทำของร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8 จากค่าจ้างก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แม้จะแบ่งจ่ายงวดละน้อยกว่านั้นตามข้อ 12/7 ให้ตรวจอัตราปัจจุบันก่อนจ่าย ผู้รับจ้างที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออกใบกำกับภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1 และ 86
ถ้าค่าจ้างถูกนำไปหักในสัญญาพัฒนาระบบจริงตามข้อ 7.3 ให้ออกเอกสารของสัญญาใหม่เป็นยอดหลังหัก และอ้างเลขใบกำกับภาษีเดิมไว้ เพื่อไม่ให้เสียภาษีซ้ำ ค่าบริการคลาวด์หรือ AI ต่างประเทศที่ผู้ว่าจ้างจ่ายเอง ต้องตรวจภาษีการจ่ายเงินไปต่างประเทศและภาษีมูลค่าเพิ่มของบริการจากต่างประเทศแยกต่างหาก
PoC ที่ดีต้องตอบคำถามเดียว และตกลงเกณฑ์ไว้ก่อนเริ่ม
การทดลองที่ล้มเหลวส่วนใหญ่ไม่ได้ล้มเพราะเทคโนโลยี แต่ล้มเพราะไม่มีใครเขียนไว้ก่อนว่าผลแบบไหนนับว่าสำเร็จ เมื่อจบการทดลอง ฝ่ายหนึ่งบอกว่าผ่าน อีกฝ่ายบอกว่าไม่ผ่าน และไม่มีเกณฑ์ใดให้ชี้
ข้อ 1 จึงบังคับให้เขียนคำถามเดียวและเกณฑ์ที่วัดได้ก่อนเริ่ม เช่น "ระบบอ่านใบแจ้งหนี้ 200 ใบแล้วดึงยอดเงินถูกต้องไม่น้อยกว่า 95% หรือไม่" ไม่ใช่ "ทดลองดูว่า AI ช่วยงานบัญชีได้ไหม"
ข้อ 1.3 และข้อ 6.3 แยกสองเรื่องออกจากกัน ผู้รับจ้างได้ค่าจ้างเพราะทำการทดลองและรายงานผลครบ ไม่ใช่เพราะผลออกมาดี ถ้าจ่ายเฉพาะเมื่อผลผ่าน ผู้รับจ้างจะมีแรงจูงใจตกแต่งผล ซึ่งข้อ 6.2 ห้ามไว้
ของทดลองไม่ใช่ของใช้จริง — ความเสี่ยงที่พบบ่อยที่สุด
ข้อ 3 ห้ามนำผลงานทดลองไปให้ลูกค้าใช้หรือเชื่อมเข้ากับระบบจริง เหตุผลคือโค้ดทดลองเขียนเร็ว ข้ามเรื่องความปลอดภัย และไม่ได้ทดสอบกับปริมาณงานจริง แต่เมื่อทดลองผ่าน หลายองค์กรก็ "ใช้ไปก่อน" แล้วของทดลองกลายเป็นระบบหลักโดยไม่มีใครรับผิดชอบ
ถ้าผู้ว่าจ้างฝ่าฝืนข้อ 3.2 ผู้ว่าจ้างรับความเสี่ยงเอง แต่ข้อ 3.3 ยังคงความรับผิดของผู้รับจ้างในกรณีทุจริต จงใจ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และการรั่วไหลของข้อมูลไว้ เพื่อไม่ให้ข้อ 3 กลายเป็นข้อยกเว้นความรับผิดที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8 ความรับผิดทางละเมิดต่อบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ก็ยังมีอยู่ตามปกติ
ข้อมูลจริงในการทดลอง และหนังสือรับรองการลบ
การทดลองมักใช้ข้อมูลจริงเพราะได้ผลแม่นกว่า แต่เมื่อการทดลองจบ ข้อมูลมักค้างอยู่ในเครื่องของผู้รับจ้าง ในบัญชีคลาวด์ทดลอง หรือในผู้ให้บริการ AI ข้อ 5.5 จึงบังคับให้ลบทั้งหมดรวมสำเนาสำรอง แล้วส่งหนังสือรับรองการลบ ผู้ประมวลผลมีหน้าที่ตามมาตรา 40 ที่ต้องทำตามคำสั่งและรักษาความปลอดภัย ถ้าประมวลผลนอกคำสั่งจะมีฐานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลเองตามมาตรา 40 วรรคท้าย ผู้ว่าจ้างเองก็มีหน้าที่ตามมาตรา 37 ที่ต้องดูแลให้ข้อมูลถูกลบเมื่อหมดความจำเป็น
ข้อ 5.4 ห้ามนำข้อมูลไปฝึกโมเดล AI เป็นค่าเริ่มต้น บริการ AI หลายรายใช้ข้อมูลที่ส่งเข้าไปพัฒนาโมเดลถ้าไม่ได้ปิดการตั้งค่านั้น ส่วนบริการที่อยู่ต่างประเทศต้องตรวจการโอนข้อมูลตามมาตรา 28–29 การฝ่าฝืนข้อ 5.4 ถือว่าผิดสัญญาในสาระสำคัญ ผู้ว่าจ้างบอกเลิกและเรียกค่าเสียหายได้ตามข้อ 11.1 และความเสียหายส่วนนี้อยู่นอกเพดานในข้อ 10.2
ไม่มีหน้าที่ต้องจ้างต่อ และการกักของไว้ต่อรอง
ข้อ 6.4 ระบุว่าไม่มีฝ่ายใดผูกพันต้องทำสัญญาต่อ ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร และข้อ 8.1 กำหนดว่ารายงานผลนำไปให้ผู้พัฒนารายอื่นดูได้ ถ้าเปิดสวิตช์ในข้อ 7.3 ค่าจ้างจะถูกนำไปหักในสัญญาใหม่ได้ภายในระยะที่กำหนดเท่านั้น
ข้อ 11.3 ห้ามทั้งสองฝ่ายกักของอีกฝ่ายไว้ต่อรอง ผู้รับจ้างที่กักข้อมูล บัญชี หรือรายงานไว้เพื่อเรียกเงินถือว่าผิดสัญญา การเข้าระบบหลังถูกถอนสิทธิอาจเป็นความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 5–10 แยกจากความรับผิดทางสัญญา ต้องตรวจข้อเท็จจริงก่อนกล่าวหา เงินค่าบริการที่ผู้รับจ้างสำรองจ่ายหรือรับไว้แทนต้องส่งคืนพร้อมหลักฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 810 และถ้านำไปใช้เพื่อตนเองต้องเสียดอกเบี้ยตามมาตรา 811 ส่วนผู้ว่าจ้างที่ระงับค่าจ้างส่วนที่ไม่โต้แย้งต้องเสียดอกเบี้ยผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 ผู้รับจ้างที่อ้างผลการทดลองเป็นผลงานโดยไม่ได้รับอนุญาตถือว่าผิดข้อ 9.2 และถ้าข้อมูลที่เปิดเผยเป็นความลับทางการค้า ผู้ว่าจ้างมีสิทธิตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 6 เพิ่มเติม
การเลิกก่อนวันสิ้นสุดตามข้อ 11.2 คิดค่าจ้างตามงานที่ทำจริงตาม ป.พ.พ. มาตรา 605 สัญญานี้ไม่มีเบี้ยปรับรายวัน ถ้าจะเพิ่มเบี้ยปรับ ศาลลดได้ตามมาตรา 383
เส้นแบ่งจ้างทำของ
ข้อ 2.4 เขียนว่าผู้รับจ้างเป็นผู้รับจ้างอิสระ แต่ชื่อในสัญญาไม่ได้ตัดสินเรื่องนี้ ถ้าผู้ว่าจ้างให้ผู้รับจ้างเข้าออฟฟิศตามเวลา สั่งงานรายวัน และจ่ายเป็นรายเดือน อาจกลายเป็นจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 ซึ่งทำให้มีภาระค่าชดเชยและเงินสมทบประกันสังคม การทดลองระยะสั้นที่จ่ายค่าจ้างคงที่มีความเสี่ยงเรื่องนี้ต่ำ แต่ถ้าต่ออายุหลายรอบก็เสี่ยงมากขึ้น
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- คำถามของการทดลองและเกณฑ์ความสำเร็จ พร้อมวิธีวัดผลแต่ละข้อ
- รายการบริการภายนอก ผู้เป็นเจ้าของบัญชี และเพดานค่าใช้จ่าย
- รายการข้อมูลที่ส่งให้ และวิธีลดทอนหรือแฝงข้อมูล
- ข้อตกลงประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 37, 39 และ 40 ถ้าใช้ข้อมูลจริง
- แบบหนังสือรับรองการลบข้อมูล
วันลงนาม
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ ลงชื่อกำกับเอกสารแนบทุกหน้า มีพยานหรือไม่ก็ได้ ลงนามให้เสร็จก่อนวันเริ่มทดลองและก่อนส่งข้อมูลใด ๆ ให้ผู้รับจ้าง อย่าเขียนรหัสผ่านหรือกุญแจเข้าระบบลงในสัญญาหรือเอกสารแนบ
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-1531B0 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาทดลองใช้ระบบแบบ Proof of Concept ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
สัญญานี้เป็นการจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 เพราะผู้รับจ้างต้องส่งผลงานทดลองและรายงานผล จึงเข้าบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 4 อัตรา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท ผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า จากค่าจ้าง … คำนวณอากรได้ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) คู่ฉบับ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) ค่าบริการภายนอกที่ผู้ว่าจ้างจ่ายเองหรือจ่ายคืนตามจริงไม่ใช่สินจ้าง ไม่นำมารวมคำนวณ ถ้าไม่ปิดอากรให้ครบ สัญญาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และ 113–114 ถ้าลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์ต้องชำระอากรผ่านระบบ e-Stamp ภายในกำหนด
สัญญาทดลองใช้ระบบแบบ Proof of Concept เสียภาษีอะไรบ้าง
ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าจ้างทำของร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8 จากค่าจ้างก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แม้จะแบ่งจ่ายงวดละน้อยกว่านั้นตามข้อ 12/7 ให้ตรวจอัตราปัจจุบันก่อนจ่าย ผู้รับจ้างที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออกใบกำกับภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1 และ 86 ถ้าค่าจ้างถูกนำไปหักในสัญญาพัฒนาระบบจริงตามข้อ 7.3 ให้ออกเอกสารของสัญญาใหม่เป็นยอดหลังหัก และอ้างเลขใบกำกับภาษีเดิมไว้ เพื่อไม่ให้เสียภาษีซ้ำ ค่าบริการคลาวด์หรือ AI ต่างประเทศที่ผู้ว่าจ้างจ่ายเอง ต้องตรวจภาษีการจ่ายเงินไปต่างประเทศและภาษีมูลค่าเพิ่มของบริการจากต่างประเทศแยกต่างหาก
ใช้สัญญาทดลองใช้ระบบแบบ Proof of Conceptตอนไหน
ใช้เมื่อยังไม่แน่ใจว่าเทคโนโลยีหรือ AI จะแก้ปัญหาได้จริง และอยากลองก่อนลงทุนเต็มโครงการ · ใช้เมื่อผู้รับจ้างเสนอทดลองฟรีหรือราคาพิเศษ แต่จะต้องส่งข้อมูลของบริษัทให้ · ใช้เมื่อต้องการให้ค่าทดลองนำไปหักจากสัญญาจริงถ้าตัดสินใจทำต่อ
ทำสัญญาทดลองใช้ระบบแบบ Proof of Conceptต้องระวังอะไร
เขียนคำถามเดียวและเกณฑ์ที่วัดได้ก่อนเริ่ม ถ้าเขียนกว้าง ๆ จะเถียงกันตอนจบว่าผ่านหรือไม่ · ห้ามนำผลงานทดลองไปให้ลูกค้าใช้หรือเชื่อมระบบจริง ถ้าฝ่าฝืนผู้ว่าจ้างรับความเสี่ยงเอง · ถ้าใช้ข้อมูลจริง ต้องทำข้อตกลงประมวลผลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ม.40 ก่อนส่งข้อมูล และขอหนังสือรับรองการลบเมื่อจบ · บริการ AI ต่างประเทศอาจนำข้อมูลไปฝึกโมเดลและเป็นการโอนข้อมูลข้ามแดนตาม ม.28–29 ต้องปิดการตั้งค่าและตรวจก่อน · ค่าบริการคลาวด์หรือ AI ต้องมีเพดาน เพราะการทดลองที่ลืมปิดทรัพยากรจะเสียเงินต่อหลังจบ
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาทดลองใช้ระบบแบบ Proof of Concept
ถ้าตัดสินใจแล้วว่าจะพัฒนาระบบจริง ให้ใช้ สัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ / ระบบสารสนเทศ · ถ้าจะสร้างผู้ช่วย AI เพื่อเปิดใช้งานจริง ให้ใช้ สัญญาจ้างพัฒนา Chatbot หรือระบบ AI · ถ้าเป็นการทดลองใช้บริการสำเร็จรูปแบบสมัครสมาชิก ให้ใช้ สัญญาให้บริการ SaaS
สัญญาทดลองใช้ระบบแบบ Proof of Concept ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม
สัญญานี้ไม่ต้องจดทะเบียน แต่เพราะเลือกใช้ข้อมูลจริง ต้องลงนามข้อตกลงประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา 40 แนบท้าย ก่อน ส่งข้อมูลให้ผู้รับจ้าง ให้ใช้แม่แบบสัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลและเพราะเลือกใช้ข้อมูลสมมติ จึงไม่ต้องทำข้อตกลงประมวลผลข้อมูล แต่ต้องตรวจจริงว่าข้อมูลที่ส่งให้ระบุตัวบุคคลไม่ได้ ถ้าต่อมาจะใช้ข้อมูลจริงต้องแก้สัญญาก่อน
ลงนามสัญญาทดลองใช้ระบบแบบ Proof of Conceptต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ ลงชื่อกำกับเอกสารแนบทุกหน้า มีพยานหรือไม่ก็ได้ ลงนามให้เสร็จก่อนวันเริ่มทดลองและก่อนส่งข้อมูลใด ๆ ให้ผู้รับจ้าง อย่าเขียนรหัสผ่านหรือกุญแจเข้าระบบลงในสัญญาหรือเอกสารแนบ
ทำสัญญาทดลองใช้ระบบแบบ Proof of Conceptต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
คำถามของการทดลองและเกณฑ์ความสำเร็จ พร้อมวิธีวัดผลแต่ละข้อ รายการบริการภายนอก ผู้เป็นเจ้าของบัญชี และเพดานค่าใช้จ่าย รายการข้อมูลที่ส่งให้ และวิธีลดทอนหรือแฝงข้อมูล ข้อตกลงประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 37, 39 และ 40 ถ้าใช้ข้อมูลจริง แบบหนังสือรับรองการลบข้อมูล
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 23 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420
ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ลักษณะ 5 ละเมิด (มาตรา 420–437)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575
อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้
ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587
อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 605
ถ้าการที่จ้างยังทำไม่แล้วเสร็จอยู่ตราบใด ผู้ว่าจ้างอาจบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810
เงินและทรัพย์สินอย่างอื่นบรรดาที่ตัวแทนได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนนั้น ท่านว่าตัวแทนต้องส่งให้แก่ตัวการจงสิ้น
หมวด 2 หน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 811
ถ้าตัวแทนเอาเงินซึ่งควรจะได้ส่งแก่ตัวการ หรือซึ่งควรจะใช้ในกิจของตัวการนั้นไปใช้สอยเป็นประโยชน์ตนเสีย ท่านว่าตัวแทนต้องเสียดอกเบี้ยในเงินนั้นนับแต่วันที่ได้เอาไปใช้
หมวด 2 หน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการ
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10
งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มี ลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 18
ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิที่จะแสดงว่าตน เป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอด อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร - 8 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 6
การละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ การ กระทำที่เป็นการเปิดเผย เอาไป หรือใช้ซึ่งความลับทางการค้าโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของ ความลับทางการค้านั้น อันมีลักษณะขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกัน ทั้งนี้ ผู้ละเมิด จะต้องรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการขัดต่อแนวทางปฏิบัติเช่นว่านั้น การกระทำที่มีลักษณะขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกันตามวรรค หนึ่ง หมายความรวมถึงการผิดสัญญา การละเมิดหรือการกระทำในประการที่เป็นการจูงใจให้ละเมิด ความลับอันเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน การติดสินบน การข่มขู่ การฉ้อโกง การลักทรัพย์ การรับของโจร หรือการจารกรรม โดยใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใดด้วย
พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 28
ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลที่เพียงพอ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา 16 (5) เว้นแต่ (1) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย (2) ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึง มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เพียงพอของประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศ ที่รับข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการกระทำตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (5) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือบุคคลอื่น เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมในขณะนั้นได้ (6) เป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอของประเทศปลายทาง หรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคล ให้เสนอต่อคณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอาจขอให้ทบทวนได้เมื่อมีหลักฐานใหม่ทำให้เชื่อได้ว่าประเทศปลายทางหรือ องค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลมีการพัฒนาจนมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เพียงพอ
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1
ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการให้บริการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การให้บริการนอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (2) การให้บริการตามสัญญาที่กำหนดค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำให้ความรับผิดตามส่วนของบริการเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลง เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลงก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (3) การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ให้ความรับผิดทั้งหมดหรือบางส่วนเกิดขึ้นเมื่อได้มีการชำระราคาค่าบริการทั้งหมดหรือบางส่วน แล้วแต่กรณี (4) การให้บริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (5) และภายหลังได้มีการโอนสิทธิในบริการอันทำให้ผู้รับโอนสิทธิในบริการมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระในการยื่นแบบแสดงรายการและการชำระภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียนสำหรับการให้บริการแก่กระทรวง ทบวง กรม หรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เฉพาะการให้บริการตามสัญญาและมีการชำระราคาค่าบริการที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดความรับผิดตาม (1) และ (2) เกิดขึ้นเป็นอย่างอื่นได้
ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 86
ภายใต้บังคับมาตรา 86/1 มาตรา 86/2 และมาตรา 86/8 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษีสำหรับการขายสินค้า หรือการให้บริการทุกครั้ง และต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ส่งมอบใบกำกับภาษีนั้นแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ส่วนสำเนาใบกำกับภาษีให้เก็บรักษาไว้ตามมาตรา 87/3 ผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวตามมาตรา 85/3 จะออกใบกำกับภาษีได้ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ใบกำกับภาษีให้ออกเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น การออกใบกำกับภาษีโดยตัวแทนในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 113
ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 118
ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 40
ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งที่ได้รับ จากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ (2) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ รวมทั้ง แจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น (3) จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลไว้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่ปฏิบัติตาม (1) สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลใด ให้ถือว่าผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อควบคุม การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ความใน (3) อาจยกเว้นมิให้นำมาใช้บังคับกับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นกิจการ ขนาดเล็กตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เว้นแต่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือ มิใช่กิจการที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นครั้งคราว หรือมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 26
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวน มาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) ในกรณีที่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ (3) จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนด ระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หรือที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ได้ถอนความยินยอม เว้นแต่เก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข) การใช้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ ให้นำความใน
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28
บุคคลวิกลจริตผู้ใด ถ้าคู่สมรสก็ดี ผู้บุพการีกล่าวคือ บิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย ทวดก็ดี ผู้สืบสันดานกล่าวคือ ลูก หลาน เหลน ลื่อก็ดี ผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ก็ดี ผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคคลนั้นอยู่ก็ดี หรือพนักงานอัยการก็ดี ร้องขอต่อศาลให้สั่งให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้ความสามารถ ศาลจะสั่งให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้ความสามารถก็ได้
ความสามารถของบุคคล — ป.พ.พ. ม.19–36
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 5
ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 39
ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลบันทึกรายการ อย่างน้อยดังต่อไปนี้ เพื่อให้เจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคลและสำนักงานสามารถตรวจสอบได้ โดยจะบันทึกเป็นหนังสือหรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ ก็ได้ (1) ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการเก็บรวบรวม (2) วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลแต่ละประเภท (3) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (4) ระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล (5) สิทธิและวิธีการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งเงื่อนไขเกี่ยวกับบุคคลที่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล ส่วนบุคคลและเงื่อนไขในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลนั้น (6) การใช้หรือเปิดเผยตามมาตรา 27 วรรคสาม (7) การปฏิเสธคำขอหรือการคัดค้านตามมาตรา 30 วรรคสาม มาตรา 31 วรรคสาม
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)