# สัญญาจ้างแปลภาษา (เอกสารธุรกิจและเว็บไซต์) ต้องมีอะไรบ้าง

> สำหรับจ้างแปลเอกสารธุรกิจ สัญญา เว็บไซต์ คู่มือภายใน หรือสื่อของผู้ว่าจ้างเองเป็นรายชิ้น ภาษาต้นฉบับและปลายทางใดก็ได้ — คำศัพท์เฉพาะ กำหนดส่ง รอบแก้ไข ลิขสิทธิ์ในคำแปลและคลังคำแปล เครดิตผู้แปล และข้อตกลงเรื่องการใช้เครื่องมือแปลอัตโนมัติ ถ้าแปลหนังสือหรือบทความของเจ้าของลิขสิทธิ์รายอื่นเพื่อจัดพิมพ์ ให้ใช้สัญญาจ้างแปลข้อความ

ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน: ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความใบอนุญาตเลขที่ 477/2558 · ปรับปรุง 2026-09-30 · ต้นฉบับ https://ok.aipdpa.com/kb/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2-%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%95%E0%B9%8C

## ตอบสั้น

สัญญาระหว่างผู้ว่าจ้างกับนักแปลเพื่อส่งมอบคำแปลตามต้นฉบับ ภาษาปลายทาง และกำหนดส่งที่ระบุ · ระบุภาษาต้นฉบับ ภาษาปลายทาง ปริมาณงาน และเวอร์ชันต้นฉบับให้ชัด ต้นฉบับที่เปลี่ยนกลางคันคืองานเพิ่ม ไม่ใช่การแก้ไข

## ข้อเท็จจริงที่อ้างอิงได้

- **ใช้เมื่อ:** ใช้เมื่อจ้างแปลเอกสารธุรกิจ สัญญา เว็บไซต์ คู่มือภายใน หรือสื่อการตลาดของผู้ว่าจ้างเองเป็นรายชิ้น
- **อากรแสตมป์:** จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อค่าจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท — จากค่าจ้างในสัญญานี้คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้รับจ้าง (ผู้แปล) เป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า · คู่ฉบับเสียอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก (ลักษณะ 23) ผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายเป็นผู้เสีย ค่าจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไปต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร ไม่ใช่ปิดดวงแสตมป์ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37) · ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เกณฑ์ลดเหลือ 200,000 บาท ทำเป็นตราสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ยื่น e-Stamp ภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร ไม่ติดอากรให้ครบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118) — ผู้แปลที่จะฟ้องเรียกค่าจ้างค้างต้องติดให้ครบก่อน
- **ภาษี:** ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 ของค่าบริการก่อน VAT ตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้แปล ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้ ผู้แปลบุคคลธรรมดามีเงินได้ตาม ม.40(2) หรือ 40(8) แล้วแต่ลักษณะงานและการลงทุน ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน · ถ้ามีการโอนลิขสิทธิ์และได้ค่าตอบแทนแยกต่างหากจากค่าจ้างแปล ส่วนนั้นอาจเป็นเงินได้ตาม ม.40(3) ซึ่งเป็นคนละเกณฑ์อีก ให้ตรวจตามข้อเท็จจริงก่อนยื่น รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ จ่ายค่าแปลให้ผู้แปลที่อยู่ต่างประเทศ มีหลักเกณฑ์ภาษีและอนุสัญญาภาษีซ้อนของตนเอง ให้ตรวจก่อนจ่ายงวดแรก
- **แบบที่กฎหมายกำหนด:** สัญญาจ้างแปลทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบใด แต่คำแปลที่จะใช้ยื่นศาล หน่วยงานของรัฐ สถานทูต หรือกรมการกงสุล มักมีข้อกำหนดของหน่วยงานนั้นเองว่าต้องเป็นคำแปลที่รับรองโดยผู้ใด และบางกรณีต้องผ่านการรับรองลายมือชื่อหรือรับรองนิติกรณ์เพิ่มอีกชั้น — ข้อ 1.3 จึงระบุไว้ว่าสัญญานี้เป็นการแปลทั่วไป ผู้ว่าจ้างต้องตรวจข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทางเองก่อนสั่งงาน
- **มาตราที่อ้าง:** ป.พ.พ. ม.7, 204, 224, 383, 387, 391, 587, 591, 596, 605; พ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม.4, 8; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.10, 11, 15, 17, 18; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ม.37, 40; ประมวลรัษฎากร ม.113, 114, 118 และบัญชีอัตราอากรลักษณะ 4
- **ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้:** 149 บาท

## ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร

- ใช้เมื่อจ้างแปลเอกสารธุรกิจ สัญญา เว็บไซต์ คู่มือภายใน หรือสื่อการตลาดของผู้ว่าจ้างเองเป็นรายชิ้น
- ใช้เมื่อมีต้นฉบับและคำศัพท์เฉพาะที่ส่งมอบได้
- ใช้เมื่อจะตรวจรับและแก้คำแปลตามจำนวนรอบที่ตกลง

## จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง

- ระบุภาษาต้นฉบับ ภาษาปลายทาง ปริมาณงาน และเวอร์ชันต้นฉบับให้ชัด ต้นฉบับที่เปลี่ยนกลางคันคืองานเพิ่ม ไม่ใช่การแก้ไข
- ผู้ว่าจ้างต้องมีสิทธิในต้นฉบับจริง เพราะผู้แปลเป็นผู้ดัดแปลงงานโดยตรงและถูกฟ้องได้ด้วยตนเอง
- คำแปลเป็นงานดัดแปลง สิทธิในคำแปลจึงไม่เกินกว่าสิทธิที่ผู้ว่าจ้างมีในต้นฉบับ (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.11)
- ตกลงเรื่องเครื่องมือแปลอัตโนมัติก่อนเริ่มงาน การเอาเอกสารเข้าเครื่องมือภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการเปิดเผยข้อมูล
- ผู้รับจ้างเสียอากรจ้างทำของลักษณะ 4 ไม่ติดให้ครบจะใช้สัญญาฟ้องเรียกค่าจ้างในคดีแพ่งไม่ได้

## กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้

- ถ้าแปลหนังสือ บทความ หรือคู่มือของเจ้าของลิขสิทธิ์รายอื่นเพื่อจัดพิมพ์เผยแพร่ และผู้แปลถือต้นฉบับตัวจริง ให้ใช้ [สัญญาจ้างแปลข้อความ (แปลหนังสือหรือบทความเพื่อจัดพิมพ์)](/s/th_text_translation)
- อย่าใช้แทนคำแปลรับรองหรือคำแปลที่ต้องยื่นศาล หน่วยงานรัฐ หรือสถานทูต ให้ตรวจข้อกำหนดของหน่วยงานนั้นก่อน
- อย่าใช้กับงานล่ามซึ่งเป็นการแปลด้วยวาจาและมีเงื่อนไขเรื่องเวลาและสถานที่ต่างออกไป
- อย่าใช้เมื่อจ้างนักแปลประจำภายใต้การควบคุมเวลาและสถานที่ ให้ใช้สัญญาจ้างแรงงานหรือจ้างเหมาบริการรายเดือนแทน

## อากรแสตมป์

- จ้างทำของ **ลักษณะ 4**: 1 บาท ต่อค่าจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท — จากค่าจ้างในสัญญานี้คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก
- **ผู้รับจ้าง (ผู้แปล) เป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า** · คู่ฉบับเสียอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก (ลักษณะ 23) ผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายเป็นผู้เสีย
- ค่าจ้างตั้งแต่ **1,000,000 บาท** ขึ้นไปต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร ไม่ใช่ปิดดวงแสตมป์ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37) · ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เกณฑ์ลดเหลือ 200,000 บาท
- ทำเป็นตราสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ยื่น e-Stamp ภายใน **15 วัน** นับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร
- ไม่ติดอากรให้ครบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่**ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้**จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118) — ผู้แปลที่จะฟ้องเรียกค่าจ้างค้างต้องติดให้ครบก่อน

## การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด

สัญญาจ้างแปลทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบใด **แต่คำแปลที่จะใช้ยื่นศาล หน่วยงานของรัฐ สถานทูต หรือกรมการกงสุล มักมีข้อกำหนดของหน่วยงานนั้นเองว่าต้องเป็นคำแปลที่รับรองโดยผู้ใด** และบางกรณีต้องผ่านการรับรองลายมือชื่อหรือรับรองนิติกรณ์เพิ่มอีกชั้น — ข้อ 1.3 จึงระบุไว้ว่าสัญญานี้เป็นการแปลทั่วไป ผู้ว่าจ้างต้องตรวจข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทางเองก่อนสั่งงาน

## ภาษี

- ผู้ว่าจ้างที่เป็น**นิติบุคคล**ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย **ร้อยละ 3** ของค่าบริการก่อน VAT ตามคำสั่งกรมสรรพากร **ท.ป.4/2528 ข้อ 8** เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้แปล
- **ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้**
- ผู้แปลบุคคลธรรมดามีเงินได้ตาม **ม.40(2)** หรือ **40(8)** แล้วแต่ลักษณะงานและการลงทุน ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน · **ถ้ามีการโอนลิขสิทธิ์และได้ค่าตอบแทนแยกต่างหากจากค่าจ้างแปล ส่วนนั้นอาจเป็นเงินได้ตาม ม.40(3)** ซึ่งเป็นคนละเกณฑ์อีก ให้ตรวจตามข้อเท็จจริงก่อนยื่น
- รายรับเกิน **1.8 ล้านบาทต่อปี** ต้องจดทะเบียน VAT · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ
- **จ่ายค่าแปลให้ผู้แปลที่อยู่ต่างประเทศ** มีหลักเกณฑ์ภาษีและอนุสัญญาภาษีซ้อนของตนเอง ให้ตรวจก่อนจ่ายงวดแรก

## ลิขสิทธิ์ในงานแปล — ซ้อนกันสองชั้น

นี่คือจุดที่สัญญาแปลต่างจากสัญญาจ้างทำของทั่วไป เพราะมีสิทธิสองชั้นทับกันอยู่

- **ชั้นแรก งานรับจ้าง** งานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้าง ลิขสิทธิ์เป็นของ**ผู้ว่าจ้าง**ตั้งแต่ต้น เว้นแต่ตกลงเป็นอย่างอื่น (**พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10**) — ข้อ 6.1 ผูกไว้กับการชำระค่าจ้างครบ ซึ่งเป็นเครื่องมือต่อรองที่สำคัญที่สุดของผู้แปล
- **ชั้นสอง งานดัดแปลง** คำแปลคืองานที่ดัดแปลงมาจากต้นฉบับ ผู้ดัดแปลงโดยได้รับอนุญาตมีลิขสิทธิ์ในงานดัดแปลง **แต่ไม่กระทบสิทธิของเจ้าของงานเดิม** (**ม.11**) — ผลจริงคือ **ถ้าผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิในต้นฉบับ คำแปลก็เอาไปใช้ไม่ได้ ไม่ว่าจะจ่ายค่าจ้างครบแล้วหรือไม่** ข้อ 6.2 เขียนหลักนี้ไว้
- **ผู้แปลคือคนที่ดัดแปลงงานโดยตรง จึงถูกฟ้องได้ด้วยตนเอง** ไม่ใช่ว่าลูกค้าสั่งมาแล้วพ้นความรับผิด — ข้อ 3.2 จึงให้ผู้ว่าจ้างรับรองสิทธิในต้นฉบับและ**ชดใช้ให้ผู้แปล**หากถูกบุคคลภายนอกเรียกร้อง ผู้แปลควรเก็บหลักฐานการรับรองนี้ไว้
- **ธรรมสิทธิ์โอนกันไม่ได้** ผู้แปลยังมีสิทธิแสดงว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์คำแปล และห้ามการบิดเบือนหรือตัดทอนจนเสียชื่อเสียงของตน แม้โอนลิขสิทธิ์แล้ว (**ม.18**) เว้นแต่ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร — สวิตช์เครดิตผู้แปลในข้อ 6.5 จึงเป็นเรื่องของสัญญา ส่วนสิทธิแสดงตนเป็นเรื่องของกฎหมายที่ยังอยู่

## คลังคำแปล — ทรัพย์สินที่คนลืมตีราคา

- **คลังคำแปลและอภิธานศัพท์ที่สะสมจากเอกสารของลูกค้ามีมูลค่าจริง** ยิ่งงานต่อเนื่องยิ่งมีค่า เพราะทำให้งานเร็วขึ้นและคำศัพท์สม่ำเสมอ · ข้อ 6.4 บังคับให้ตกลงกันตั้งแต่ต้นว่าเป็นของใคร
- **ถ้าเป็นของผู้ว่าจ้าง** ผู้แปลต้องส่งมอบในรูปแบบที่ใช้งานต่อได้ และเปลี่ยนผู้แปลได้โดยไม่เสียความต่อเนื่อง
- **ถ้าเป็นของผู้แปล** ผู้ว่าจ้างจะถูกผูกกับผู้แปลรายนั้นมากขึ้น ซึ่งไม่ผิดกฎหมายแต่ควรรู้ตัวก่อนเซ็น
- ไม่ว่ากรณีใด **ห้ามนำเนื้อหาเฉพาะหรือความลับของลูกค้ารายหนึ่งไปใช้กับงานของลูกค้าอีกราย**

## เครื่องมือแปลอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์

- **การอัปโหลดเอกสารของลูกค้าเข้าเครื่องมือแปลออนไลน์คือการเปิดเผยข้อมูลต่อบุคคลภายนอก** แม้ผู้แปลจะไม่ได้ตั้งใจเผยแพร่ก็ตาม ข้อ 4 จึงบังคับให้ตกลงกันก่อน และค่าเริ่มต้นคือ**ห้าม** จนกว่าจะเปิดสวิตช์
- **ถ้าเอกสารมีข้อมูลส่วนบุคคล** การส่งเข้าเครื่องมือภายนอกอาจเป็นการใช้ผู้ประมวลผลช่วงหรือส่งข้อมูลไปต่างประเทศ ซึ่งต้องมีฐานรองรับก่อน (PDPA **ม.28–29**)
- **เปิดสวิตช์แล้วผู้แปลยังรับผิดชอบคำแปลเต็มจำนวน** ข้อ 4.1 กำหนดให้ตรวจทานโดยมนุษย์ทุกฉบับ — การส่งผลจากเครื่องโดยไม่ตรวจเป็นการผิดมาตรฐานวิชาชีพตามข้อ 2.1
- **ให้ระบุชื่อเครื่องมือที่อนุญาต** ไม่ใช่เขียนกว้างว่า «เครื่องมือทั่วไป» เพราะแต่ละบริการมีเงื่อนไขการเก็บและนำข้อมูลไปฝึกระบบต่างกันมาก

## ข้อที่คนจ้างแปลพลาดบ่อย

- **ส่งต้นฉบับที่ยังไม่นิ่ง** แล้วแก้ทีหลัง ข้อ 5.3 แยกไว้ชัดว่า**การเปลี่ยนต้นฉบับเป็นงานเพิ่ม ไม่ใช่การแก้ไข** ต้องตกลงค่าจ้างและกำหนดส่งใหม่
- **ไม่ส่งอภิธานศัพท์และไม่บอกวัตถุประสงค์การใช้งาน** คำแปลสำหรับสัญญา สำหรับโฆษณา และสำหรับคู่มือใช้ภาษาคนละระดับ ผู้ว่าจ้างต้องบอกก่อน มิฉะนั้นจะกลายเป็นงานแก้ที่ไม่มีใครยอมจ่าย
- **สับสนระหว่างข้อบกพร่องกับรสนิยม** คำแปลที่ถูกต้องแต่ไม่ถูกใจ ไม่ใช่ข้อบกพร่อง ข้อ 5.3 จึงแยกไว้ และข้อ 2.2 ให้บันทึกคำที่อนุมัติแล้วเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อกันการกลับไปกลับมา
- **เงียบแล้วงานค้าง** ข้อ 5.2 กำหนดว่าไม่แจ้งภายในกำหนดถือว่าตรวจรับแล้ว ซึ่งคุ้มครองผู้แปล ผู้ว่าจ้างจึงต้องตั้งคนตรวจจริง
- **คิดว่าเพดานความรับผิดเท่ากับค่าจ้างคือมาตรฐานเสมอ** งานแปลสัญญา ฉลากยา หรือเอกสารความปลอดภัย แปลผิดเสียหายสูงกว่าค่าจ้างมาก เพดานที่ต่ำจนไร้ความหมายอาจไม่มีผลบังคับตาม **พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ม.4** และยกเว้นความรับผิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ได้
- **คิดว่าจ่ายเงินแล้วใช้คำแปลได้ทุกทาง** ถ้าต้นฉบับเป็นของคนอื่น สิทธิในคำแปลก็ไม่เกินกว่าที่เจ้าของต้นฉบับอนุญาต ดูหัวข้อลิขสิทธิ์ข้างต้น

> กฎหมายคุ้มครองแรงงานและประกันสังคม กรณีข้อเท็จจริงกลายเป็นจ้างแรงงาน และข้อกำหนดเรื่องคำแปลรับรองของแต่ละหน่วยงาน ควรตรวจกับหน่วยงานที่จะยื่นเอกสารหรือผู้เชี่ยวชาญก่อน ข้อความข้างต้นเขียนไว้เพื่อเตือนให้ตรวจ ไม่ใช่การยืนยันเลขมาตรา

## เอกสารแนบท้ายสัญญา

- รายการเอกสารต้นฉบับพร้อมเวอร์ชันและวันที่ ปริมาณงาน และวัตถุประสงค์การใช้งานคำแปลแต่ละฉบับ
- อภิธานศัพท์ คู่มือรูปแบบ และเอกสารอ้างอิงที่ผู้ว่าจ้างอนุมัติ
- รายการเครื่องมือที่อนุญาตให้ใช้ และรายชื่อผู้แปลหรือผู้ตรวจทานช่วง (ถ้าเปิดสวิตช์)
- หนังสือรับรองนิติบุคคลหรือบัตรประชาชนของทั้งสองฝ่าย และหนังสือมอบอำนาจถ้าลงนามแทน

## วันลงนาม

- ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงชื่อคู่สัญญาและพยานสองคน พร้อมลงชื่อกำกับเอกสารแนบทุกฉบับ
- ผู้รับจ้างปิดอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก และขีดฆ่า · คู่ฉบับ ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้ว่าจ้างเป็นผู้เสีย
- **ตรวจว่าสวิตช์เครื่องมือแปลอัตโนมัติและสวิตช์คลังคำแปลตรงกับที่ตกลงกันจริง** สองข้อนี้คือสิ่งที่ทะเลาะกันมากที่สุดหลังส่งงาน
- ถ้าคำแปลจะใช้ยื่นหน่วยงานใด ให้ตรวจข้อกำหนดเรื่องผู้รับรองของหน่วยงานนั้น**ก่อน**เริ่มงาน ไม่ใช่หลังได้คำแปลแล้ว

## ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน

เขียนและตรวจทานโดย **ภูวรา ครอบตะคุ** ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-4CE057 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ

## คำถามที่พบบ่อย

### สัญญาจ้างแปลภาษา (เอกสารธุรกิจและเว็บไซต์) ต้องติดอากรแสตมป์ไหม

จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อค่าจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท — จากค่าจ้างในสัญญานี้คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้รับจ้าง (ผู้แปล) เป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า · คู่ฉบับเสียอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก (ลักษณะ 23) ผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายเป็นผู้เสีย ค่าจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไปต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร ไม่ใช่ปิดดวงแสตมป์ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37) · ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เกณฑ์ลดเหลือ 200,000 บาท ทำเป็นตราสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ยื่น e-Stamp ภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร ไม่ติดอากรให้ครบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118) — ผู้แปลที่จะฟ้องเรียกค่าจ้างค้างต้องติดให้ครบก่อน

### สัญญาจ้างแปลภาษา (เอกสารธุรกิจและเว็บไซต์) เสียภาษีอะไรบ้าง

ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 ของค่าบริการก่อน VAT ตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้แปล ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้ ผู้แปลบุคคลธรรมดามีเงินได้ตาม ม.40(2) หรือ 40(8) แล้วแต่ลักษณะงานและการลงทุน ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน · ถ้ามีการโอนลิขสิทธิ์และได้ค่าตอบแทนแยกต่างหากจากค่าจ้างแปล ส่วนนั้นอาจเป็นเงินได้ตาม ม.40(3) ซึ่งเป็นคนละเกณฑ์อีก ให้ตรวจตามข้อเท็จจริงก่อนยื่น รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ จ่ายค่าแปลให้ผู้แปลที่อยู่ต่างประเทศ มีหลักเกณฑ์ภาษีและอนุสัญญาภาษีซ้อนของตนเอง ให้ตรวจก่อนจ่ายงวดแรก

### ใช้สัญญาจ้างแปลภาษา (เอกสารธุรกิจและเว็บไซต์)ตอนไหน

ใช้เมื่อจ้างแปลเอกสารธุรกิจ สัญญา เว็บไซต์ คู่มือภายใน หรือสื่อการตลาดของผู้ว่าจ้างเองเป็นรายชิ้น · ใช้เมื่อมีต้นฉบับและคำศัพท์เฉพาะที่ส่งมอบได้ · ใช้เมื่อจะตรวจรับและแก้คำแปลตามจำนวนรอบที่ตกลง

### ทำสัญญาจ้างแปลภาษา (เอกสารธุรกิจและเว็บไซต์)ต้องระวังอะไร

ระบุภาษาต้นฉบับ ภาษาปลายทาง ปริมาณงาน และเวอร์ชันต้นฉบับให้ชัด ต้นฉบับที่เปลี่ยนกลางคันคืองานเพิ่ม ไม่ใช่การแก้ไข · ผู้ว่าจ้างต้องมีสิทธิในต้นฉบับจริง เพราะผู้แปลเป็นผู้ดัดแปลงงานโดยตรงและถูกฟ้องได้ด้วยตนเอง · คำแปลเป็นงานดัดแปลง สิทธิในคำแปลจึงไม่เกินกว่าสิทธิที่ผู้ว่าจ้างมีในต้นฉบับ (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.11) · ตกลงเรื่องเครื่องมือแปลอัตโนมัติก่อนเริ่มงาน การเอาเอกสารเข้าเครื่องมือภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการเปิดเผยข้อมูล · ผู้รับจ้างเสียอากรจ้างทำของลักษณะ 4 ไม่ติดให้ครบจะใช้สัญญาฟ้องเรียกค่าจ้างในคดีแพ่งไม่ได้

### กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาจ้างแปลภาษา (เอกสารธุรกิจและเว็บไซต์)

ถ้าแปลหนังสือ บทความ หรือคู่มือของเจ้าของลิขสิทธิ์รายอื่นเพื่อจัดพิมพ์เผยแพร่ และผู้แปลถือต้นฉบับตัวจริง ให้ใช้ สัญญาจ้างแปลข้อความ (แปลหนังสือหรือบทความเพื่อจัดพิมพ์) · อย่าใช้แทนคำแปลรับรองหรือคำแปลที่ต้องยื่นศาล หน่วยงานรัฐ หรือสถานทูต ให้ตรวจข้อกำหนดของหน่วยงานนั้นก่อน · อย่าใช้กับงานล่ามซึ่งเป็นการแปลด้วยวาจาและมีเงื่อนไขเรื่องเวลาและสถานที่ต่างออกไป · อย่าใช้เมื่อจ้างนักแปลประจำภายใต้การควบคุมเวลาและสถานที่ ให้ใช้สัญญาจ้างแรงงานหรือจ้างเหมาบริการรายเดือนแทน

### สัญญาจ้างแปลภาษา (เอกสารธุรกิจและเว็บไซต์) ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม

สัญญาจ้างแปลทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบใด แต่คำแปลที่จะใช้ยื่นศาล หน่วยงานของรัฐ สถานทูต หรือกรมการกงสุล มักมีข้อกำหนดของหน่วยงานนั้นเองว่าต้องเป็นคำแปลที่รับรองโดยผู้ใด และบางกรณีต้องผ่านการรับรองลายมือชื่อหรือรับรองนิติกรณ์เพิ่มอีกชั้น — ข้อ 1.3 จึงระบุไว้ว่าสัญญานี้เป็นการแปลทั่วไป ผู้ว่าจ้างต้องตรวจข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทางเองก่อนสั่งงาน

### ลงนามสัญญาจ้างแปลภาษา (เอกสารธุรกิจและเว็บไซต์)ต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ

ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงชื่อคู่สัญญาและพยานสองคน พร้อมลงชื่อกำกับเอกสารแนบทุกฉบับ ผู้รับจ้างปิดอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก และขีดฆ่า · คู่ฉบับ ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้ว่าจ้างเป็นผู้เสีย ตรวจว่าสวิตช์เครื่องมือแปลอัตโนมัติและสวิตช์คลังคำแปลตรงกับที่ตกลงกันจริง สองข้อนี้คือสิ่งที่ทะเลาะกันมากที่สุดหลังส่งงาน ถ้าคำแปลจะใช้ยื่นหน่วยงานใด ให้ตรวจข้อกำหนดเรื่องผู้รับรองของหน่วยงานนั้นก่อนเริ่มงาน ไม่ใช่หลังได้คำแปลแล้ว

### ทำสัญญาจ้างแปลภาษา (เอกสารธุรกิจและเว็บไซต์)ต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย

รายการเอกสารต้นฉบับพร้อมเวอร์ชันและวันที่ ปริมาณงาน และวัตถุประสงค์การใช้งานคำแปลแต่ละฉบับ อภิธานศัพท์ คู่มือรูปแบบ และเอกสารอ้างอิงที่ผู้ว่าจ้างอนุมัติ รายการเครื่องมือที่อนุญาตให้ใช้ และรายชื่อผู้แปลหรือผู้ตรวจทานช่วง (ถ้าเปิดสวิตช์) หนังสือรับรองนิติบุคคลหรือบัตรประชาชนของทั้งสองฝ่าย และหนังสือมอบอำนาจถ้าลงนามแทน

## กฎหมายที่อ้างถึง (ตัวบทเต็ม)

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7

ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี

_บริบท: ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204

ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว

_บริบท: ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224

หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น

_บริบท: ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383

ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป

_บริบท: หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387

ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้

_บริบท: หมวด 4 เลิกสัญญา_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391

เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่

_บริบท: หมวด 4 เลิกสัญญา_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587

อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น

_บริบท: ลักษณะ 7 จ้างทำของ_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 591

ถ้าความชำรุดบกพร่องหรือความชักช้าในการที่ทำนั้นเกิดขึ้นเพราะสภาพแห่งสัมภาระซึ่งผู้ว่าจ้างส่งให้ก็ดี เพราะคำสั่งของผู้ว่าจ้างก็ดี ท่านว่าผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิด เว้นแต่จะได้รู้อยู่แล้วว่าสัมภาระนั้นไม่เหมาะหรือว่าคำสั่งนั้นไม่ถูกต้องและมิได้บอกกล่าวตักเตือน

_บริบท: ลักษณะ 7 จ้างทำของ_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 596

ถ้าผู้รับจ้างส่งมอบการที่ทำไม่ทันเวลาที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาก็ดี หรือถ้าไม่ได้กำหนดเวลาไว้ในสัญญาเมื่อล่วงพ้นเวลาอันควรแก่เหตุก็ดี ผู้ว่าจ้างชอบที่จะลดสินจ้างลง หรือถ้าสาระสำคัญแห่งสัญญาอยู่ที่เวลา ก็ชอบที่จะเลิกสัญญาได้

_บริบท: ลักษณะ 7 จ้างทำของ_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 605

ถ้าการที่จ้างยังทำไม่แล้วเสร็จอยู่ตราบใด ผู้ว่าจ้างอาจบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น

_บริบท: ลักษณะ 7 จ้างทำของ_

### พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4

ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

_บริบท: พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540_

### พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8

ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้

_บริบท: พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540_

### พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10

งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มี ลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น

_บริบท: พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 11

งานใดมีลักษณะเป็นการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ให้ผู้ที่ได้ดัดแปลงนั้นมีลิขสิทธิ์ในงานที่ได้ดัดแปลงตามพระราชบัญญัตินี้ แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่มีอยู่ในงานของผู้สร้างสรรค์เดิมที่ถูกดัดแปลง

_บริบท: พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15

ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ แต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง (4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น (5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

_บริบท: พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 17

ลิขสิทธิ์นั้นย่อมโอนให้แก่กันได้ เจ้าของลิขสิทธิ์อาจโอนลิขสิทธิ์ของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลอื่นได้ และจะโอน ให้โดยมีกำหนดเวลาหรือตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ได้ การโอนลิขสิทธิ์ตามวรรคสองซึ่งมิใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอน และผู้รับโอน ถ้าไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ในสัญญาโอน ให้ถือว่าเป็นการโอนมีกำหนดระยะเวลาสิบปี

_บริบท: พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 18

ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิที่จะแสดงว่าตน เป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอด อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร - 8 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

_บริบท: พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37

ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวน มาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) ในกรณีที่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ (3) จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนด ระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หรือที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ได้ถอนความยินยอม เว้นแต่เก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข) การใช้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ ให้นำความใน

_บริบท: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 40

ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งที่ได้รับ จากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ (2) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ รวมทั้ง แจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น (3) จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลไว้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่ปฏิบัติตาม (1) สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลใด ให้ถือว่าผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อควบคุม การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ความใน (3) อาจยกเว้นมิให้นำมาใช้บังคับกับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นกิจการ ขนาดเล็กตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เว้นแต่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือ มิใช่กิจการที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นครั้งคราว หรือมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 26

_บริบท: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)_

### ประมวลรัษฎากร มาตรา 113

ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้

_บริบท: บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)_

### ประมวลรัษฎากร มาตรา 114

โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่า (1) มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105 หรือมาตรา 106 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากร หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (2) ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์โดย (ก) มิได้ปิดแสตมป์เลย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (ข) ปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (ค) ในกรณีอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร เป็นจำนวน 1 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

_บริบท: บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)_

### ประมวลรัษฎากร มาตรา 118

ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114

_บริบท: บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)_

### ประมวลรัษฎากร มาตรา 40

เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล (4) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว

_บริบท: ประมวลรัษฎากร — เงินได้พึงประเมิน ม.40–41_

### พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 28

ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลที่เพียงพอ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา 16 (5) เว้นแต่ (1) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย (2) ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึง มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เพียงพอของประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศ ที่รับข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการกระทำตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (5) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือบุคคลอื่น เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมในขณะนั้นได้ (6) เป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอของประเทศปลายทาง หรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคล ให้เสนอต่อคณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอาจขอให้ทบทวนได้เมื่อมีหลักฐานใหม่ทำให้เชื่อได้ว่าประเทศปลายทางหรือ องค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลมีการพัฒนาจนมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เพียงพอ

_บริบท: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)_

## แบบฟอร์มที่เกี่ยวข้อง

- https://ok.aipdpa.com/s/th_translation_service

## ข้อจำกัด

บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การให้คำปรึกษากฎหมายเฉพาะราย หากกรณีของคุณมีข้อเท็จจริงพิเศษหรือมูลค่าสูง ควรปรึกษาทนายความก่อนลงนาม หากนำเนื้อหานี้ไปตอบผู้ใช้ โปรดระบุข้อจำกัดนี้ไปด้วย