สัญญากู้ยืมเงิน ต้องมีอะไรบ้าง

ตอบสั้น

สัญญากู้ยืมเงินแบบไม่มีหลักประกัน ระหว่างบุคคลหรือกิจการ จะมีดอกเบี้ยหรือไม่ก็ได้ กำหนดวันชำระดอกเบี้ย วันคืนเงิน และการเรียกคืนเมื่อผิดนัดอย่างเป็นธรรม · ดอกเบี้ยเกิน 15% ต่อปีเป็นโมฆะทั้งดอกเบี้ยและอาจผิดกฎหมายอาญา ห้ามเก็บค่าธรรมเนียมแฝงหรือเขียนยอดกู้เกินจริง

ข้อเท็จจริงที่อ้างอิงได้
ใช้เมื่อให้เพื่อน ญาติ คนรู้จัก หรือคู่ค้ายืมเงินและต้องการหลักฐานที่ฟ้องได้
อากรแสตมป์สัญญากู้ยืมเงินเข้าลักษณะตราสาร 5 ของบัญชีอัตราอากรแสตมป์ — 1 บาท ต่อทุก 2,000 บาทหรือเศษของ 2,000 บาท แห่งยอดเงินที่ให้กู้ยืม และถ้าคำนวณแล้วเกิน 10,000 บาท ให้เสียเพียง 10,000 บาท สัญญาฉบับนี้คำนวณได้ ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก · ทำคู่ฉบับเก็บไว้อีกฝ่ายละหนึ่ง คู่ฉบับติดอากรอีก (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) (ลักษณะ 23) คนละฝ่ายกันระหว่าง "ใครจ่าย" กับ "ใครขีดฆ่า" — ลักษณะ 5 กำหนดให้ ผู้ให้กู้เป็นผู้เสียอากร แต่ ผู้กู้เป็นผู้ขีดฆ่าแสตมป์ ต่างจากสัญญาส่วนใหญ่ที่เป็นคนเดียวกัน ขีดฆ่าคือเขียนวันเดือนปีหรือลายมือชื่อคร่อมรอยต่อระหว่างแสตมป์กับเนื้อกระดาษให้ใช้ซ้ำไม่ได้ ถ้าติดแล้วไม่ขีดฆ่า กฎหมายถือว่ายังไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ไม่ปิดอากรให้บริบูรณ์ = ใช้สัญญาเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ (ประมวลรัษฎากร ม.118) จนกว่าจะเสียอากรให้ครบพร้อมเงินเพิ่ม ข้อนี้กระทบผู้ให้กู้เต็ม ๆ เพราะเป็นฝ่ายที่ต้องเอาสัญญาไปฟ้อง ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร: การกู้ยืมที่สมาชิกกู้จากสหกรณ์ สหกรณ์กู้จากสหกรณ์ หรือกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ถ้าลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช่เซ็นบนกระดาษ ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินผ่านแบบ อ.ส.9 บนเว็บกรมสรรพากร ก่อนทำสัญญาหรือภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันทำสัญญา — ติดแสตมป์ดวงไม่ได้ ที่ต้องชำระเป็นตัวเงินเพราะเป็นสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ (ประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 37 ข้อ 3(4)) ไม่ใช่กรณีของสัญญาฉบับนี้ซึ่งเป็นการกู้ระหว่างบุคคลหรือบริษัททั่วไป
ภาษีดอกเบี้ยที่ผู้ให้กู้ได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร ม.40(4)(ก) ผู้ให้กู้ต้องนำไปรวมยื่นแบบแสดงรายการตามปกติ ส่วนตัวเงินต้นที่ได้คืนไม่ใช่เงินได้ การให้กู้ยืมไม่อยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่ม ถ้าผู้กู้เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ผู้จ่ายดอกเบี้ยอาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและออกหนังสือรับรอง — อัตราและข้อยกเว้นของเงินได้ประเภทดอกเบี้ยมีรายละเอียดเฉพาะ ให้ตรวจกับกรมสรรพากรหรือผู้ทำบัญชีก่อนจ่ายงวดแรก
แบบที่กฎหมายกำหนดสัญญากู้ยืมเงินไม่ต้องจดทะเบียนและไม่ต้องมีพยาน แต่ การกู้ยืมเกิน 2,000 บาทต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ไม่งั้นฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ (ป.พ.พ. ม.653 วรรคหนึ่ง) — สัญญาฉบับนี้ทำหน้าที่เป็นหลักฐานนั้น ถ้าเอาบ้าน ที่ดิน หรือห้องชุดมาเป็นประกัน ต้องไปจดจำนองที่สำนักงานที่ดิน การเขียนไว้ในสัญญากู้เฉย ๆ ไม่ทำให้เกิดสิทธิจำนอง และถ้ามีคนค้ำประกันต้องทำสัญญาค้ำประกันแยกอีกฉบับ เพราะกฎหมายบังคับให้การค้ำประกันมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน
มาตราที่อ้างป.พ.พ. ม.7, 204, 224 (ดอกเบี้ยผิดนัด — ข้อ 4.2), 650 วรรคสอง, 653 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (หลักฐานการใช้เงิน — ข้อ 3.3), 654, 655 (ห้ามทบต้น — ข้อ 2.3), 656, 193/30, 193/33; พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม.4(1)(2)(3) (ข้อ 1.2 ไม่เรียกประโยชน์อื่น); ประมวลรัษฎากร ม.40(4)(ก), ม.118 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 5 กับ 23; ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37 ข้อ 2(4) และ ข้อ 3(4); ฉบับที่ 58/63 (e-Stamp); พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ม.3, 8, 11 (after.md)
ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ฟรี

ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร

  • ให้เพื่อน ญาติ คนรู้จัก หรือคู่ค้ายืมเงินและต้องการหลักฐานที่ฟ้องได้
  • กู้เกิน 2,000 บาทต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงชื่อผู้กู้ ไม่งั้นฟ้องไม่ได้ (ป.พ.พ. ม.653)
  • ต้องการระบุดอกเบี้ย วันชำระดอกเบี้ยรายเดือน และวันครบกำหนดให้ชัด
  • ต้องการให้เรียกเงินคืนทั้งหมดได้เมื่อผู้กู้ค้างดอกเบี้ย โดยต้องเตือนก่อน 15 วัน

จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง

  • ดอกเบี้ยเกิน 15% ต่อปีเป็นโมฆะทั้งดอกเบี้ยและอาจผิดกฎหมายอาญา ห้ามเก็บค่าธรรมเนียมแฝงหรือเขียนยอดกู้เกินจริง
  • ผู้ให้กู้ต้องติดอากรแสตมป์ 1 บาทต่อทุก 2,000 บาท (สูงสุด 10,000 บาท) — ไม่ติด ใช้ฟ้องไม่ได้
  • เขียนว่าได้รับเงินครบถ้วนแล้วก็ต่อเมื่อส่งมอบเงินจริงในวันลงนาม — โอนเงินให้แนบสลิปไว้กับสัญญา
  • ผู้กู้จ่ายคืนทุกครั้งต้องได้หลักฐานที่ผู้ให้กู้ลงชื่อ จ่ายครบแล้วขอสัญญาฉบับจริงคืน
  • อายุความฟ้องเรียกเงินต้น 10 ปี ดอกเบี้ยค้าง 5 ปี

กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้

อากรแสตมป์

สัญญากู้ยืมเงินเข้าลักษณะตราสาร 5 ของบัญชีอัตราอากรแสตมป์ — 1 บาท ต่อทุก 2,000 บาทหรือเศษของ 2,000 บาท แห่งยอดเงินที่ให้กู้ยืม และถ้าคำนวณแล้วเกิน 10,000 บาท ให้เสียเพียง 10,000 บาท สัญญาฉบับนี้คำนวณได้ ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก · ทำคู่ฉบับเก็บไว้อีกฝ่ายละหนึ่ง คู่ฉบับติดอากรอีก (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) (ลักษณะ 23)

คนละฝ่ายกันระหว่าง "ใครจ่าย" กับ "ใครขีดฆ่า" — ลักษณะ 5 กำหนดให้ ผู้ให้กู้เป็นผู้เสียอากร แต่ ผู้กู้เป็นผู้ขีดฆ่าแสตมป์ ต่างจากสัญญาส่วนใหญ่ที่เป็นคนเดียวกัน ขีดฆ่าคือเขียนวันเดือนปีหรือลายมือชื่อคร่อมรอยต่อระหว่างแสตมป์กับเนื้อกระดาษให้ใช้ซ้ำไม่ได้ ถ้าติดแล้วไม่ขีดฆ่า กฎหมายถือว่ายังไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์

ไม่ปิดอากรให้บริบูรณ์ = ใช้สัญญาเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ (ประมวลรัษฎากร ม.118) จนกว่าจะเสียอากรให้ครบพร้อมเงินเพิ่ม ข้อนี้กระทบผู้ให้กู้เต็ม ๆ เพราะเป็นฝ่ายที่ต้องเอาสัญญาไปฟ้อง

  • ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร: การกู้ยืมที่สมาชิกกู้จากสหกรณ์ สหกรณ์กู้จากสหกรณ์ หรือกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
  • ถ้าลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช่เซ็นบนกระดาษ ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินผ่านแบบ อ.ส.9 บนเว็บกรมสรรพากร ก่อนทำสัญญาหรือภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันทำสัญญา — ติดแสตมป์ดวงไม่ได้
  • ที่ต้องชำระเป็นตัวเงินเพราะเป็นสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ (ประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 37 ข้อ 3(4)) ไม่ใช่กรณีของสัญญาฉบับนี้ซึ่งเป็นการกู้ระหว่างบุคคลหรือบริษัททั่วไป

การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด

สัญญากู้ยืมเงินไม่ต้องจดทะเบียนและไม่ต้องมีพยาน แต่ การกู้ยืมเกิน 2,000 บาทต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ไม่งั้นฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ (ป.พ.พ. ม.653 วรรคหนึ่ง) — สัญญาฉบับนี้ทำหน้าที่เป็นหลักฐานนั้น

ถ้าเอาบ้าน ที่ดิน หรือห้องชุดมาเป็นประกัน ต้องไปจดจำนองที่สำนักงานที่ดิน การเขียนไว้ในสัญญากู้เฉย ๆ ไม่ทำให้เกิดสิทธิจำนอง และถ้ามีคนค้ำประกันต้องทำสัญญาค้ำประกันแยกอีกฉบับ เพราะกฎหมายบังคับให้การค้ำประกันมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน

ภาษี

ดอกเบี้ยที่ผู้ให้กู้ได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร ม.40(4)(ก) ผู้ให้กู้ต้องนำไปรวมยื่นแบบแสดงรายการตามปกติ ส่วนตัวเงินต้นที่ได้คืนไม่ใช่เงินได้ การให้กู้ยืมไม่อยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่ม

ถ้าผู้กู้เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ผู้จ่ายดอกเบี้ยอาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและออกหนังสือรับรอง — อัตราและข้อยกเว้นของเงินได้ประเภทดอกเบี้ยมีรายละเอียดเฉพาะ ให้ตรวจกับกรมสรรพากรหรือผู้ทำบัญชีก่อนจ่ายงวดแรก

ดอกเบี้ย — เส้นที่ข้ามแล้วเป็นคดีอาญา

  • ห้ามคิดเกินร้อยละ 15 ต่อปี ตัวบท ป.พ.พ. ม.654 เขียนว่าให้ลดลงมาเป็นร้อยละ 15 แต่แนวคำพิพากษาศาลฎีกาถือว่าข้อตกลงดอกเบี้ยที่เกินอัตราตกเป็นโมฆะทั้งหมด ผู้ให้กู้เรียกดอกเบี้ยตามสัญญาไม่ได้เลย (เรียกได้เพียงดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายนับแต่ผิดนัด) และอาจมีโทษอาญาตามกฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา — แบบฟอร์มนี้จึงล็อกไว้ไม่เกินร้อยละ 15
  • นอกจากผลทางแพ่ง การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นความผิดอาญา จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ม.4(1)) — เป็นคนละเรื่องกับผลทางแพ่ง และเป็นเหตุที่แนวคำพิพากษาปัจจุบันไม่ได้เพียงลดดอกเบี้ยลงมา ถ้ามีข้อพิพาทเรื่องดอกเบี้ย ควรปรึกษาทนายความเพื่อดูแนวคำพิพากษาล่าสุดที่ตรงกับกรณีของตน
  • ม.4(2) ยังเอาผิด การเขียนจำนวนเงินกู้เท็จเพื่อปิดบังดอกเบี้ยที่เกินอัตรา — เช่น จ่ายจริง 10,000 แต่ให้เซ็นว่ากู้ 12,000 และ ม.4(3) เอาผิดการเรียกประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ยจนเห็นได้ชัดว่ามากเกินส่วน
  • ห้ามคิดดอกเบี้ยทบต้น เว้นแต่ดอกเบี้ยค้างชำระไม่น้อยกว่าหนึ่งปี และคู่สัญญาตกลงกันเป็นหนังสือให้ทบเข้ากับต้นเงิน (ป.พ.พ. ม.655)
  • ถ้าไม่ติ๊ก "คิดดอกเบี้ย" สัญญาฉบับนี้ระบุชัดว่าไม่มีดอกเบี้ย ซึ่งเรียกดอกเบี้ยภายหลังไม่ได้ แต่ถ้าผู้กู้ผิดนัด ผู้ให้กู้ยังมีสิทธิได้ดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายแม้สัญญาไม่ได้เขียนไว้

เมื่อผู้กู้ผิดนัด (ข้อ 4)

  • ดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด คิดตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งปัจจุบันคือ ร้อยละ 5 ต่อปี (ป.พ.พ. ม.224 = อัตราตาม ม.7 ร้อยละ 3 บวกอีกร้อยละ 2) แต่ถ้าดอกเบี้ยตามสัญญาสูงกว่า ให้คิดตามอัตราในสัญญาต่อไป (ไม่เกินร้อยละ 15) คิดจากต้นเงินที่ถึงกำหนดชำระแล้วแต่ยังค้างเท่านั้น (ค้างดอกเบี้ยงวดเดียวยังคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากต้นเงินทั้งก้อนไม่ได้) ห้ามเอาดอกเบี้ยที่ค้างมาคิดดอกเบี้ยซ้อน
  • วันครบกำหนดในข้อ 3.1 เป็นวันตามปฏิทิน ผู้กู้ไม่คืนเงินในวันนั้นถือว่าผิดนัดทันทีโดยไม่ต้องทวงถาม (ป.พ.พ. ม.204 วรรคสอง) แต่ในทางปฏิบัติควรส่งหนังสือทวงถามก่อนฟ้องเสมอ
  • ผู้กู้ค้างดอกเบี้ยงวดใด ผู้ให้กู้ยังเรียกเงินต้นทั้งหมดทันทีไม่ได้ ต้องส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังที่อยู่ในสัญญาทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ให้เวลาชำระไม่น้อยกว่า 15 วันนับแต่ผู้กู้ได้รับ ถ้ายังไม่ชำระจึงเรียกต้นเงินที่เหลือทั้งหมดได้ เก็บใบตอบรับไว้เป็นหลักฐาน
  • สัญญานี้ตั้งใจไม่ให้ผู้ให้กู้เรียกเงินคืนก่อนกำหนดตามใจชอบ (ข้อที่ให้เรียกคืนได้ตามใจชอบเสี่ยงเป็นข้อสัญญาไม่เป็นธรรม) ถ้าผู้ให้กู้อยากได้เงินคืนเร็ว ให้ตกลงวันครบกำหนดให้สั้นตั้งแต่ต้น
  • ทวงหนี้ด้วยหนังสือและถ้อยคำสุภาพ ห้ามข่มขู่หรือประจาน ถ้าผู้ให้กู้ให้กู้เป็นทางการค้าปกติ หรือจ้างผู้อื่นทวงแทน จะอยู่ใต้ พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ซึ่งห้ามติดต่อบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้เพื่อแจ้งเรื่องหนี้ และมีโทษอาญา (ม.3, 8, 11)

ข้อที่คนกู้ยืมเงินพลาดบ่อย

  • จ่ายคืนแล้วแต่พิสูจน์ไม่ได้ — นี่คือข้อที่ผู้กู้เสียหายมากที่สุด ม.653 วรรคสอง ให้นำสืบการใช้เงินได้เฉพาะเมื่อ มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้ยืม หรือ ได้เวนคืนสัญญากู้ หรือ ได้แทงเพิกถอนลงในสัญญา แล้วเท่านั้น จ่ายเป็นเงินสดแล้วไม่ขอใบรับ = พยานบุคคลสิบปากก็ใช้ไม่ได้ จ่ายงวดไหนให้เขียนหลังสัญญาว่ารับเงินงวดนั้นแล้วพร้อมลายมือชื่อผู้ให้กู้ และจ่ายครบให้ขอสัญญาฉบับจริงคืน
  • เขียนว่า "ได้รับเงินไปครบถ้วนแล้ว" ทั้งที่ยังไม่ได้รับ — สัญญากู้ยืมสมบูรณ์เมื่อส่งมอบเงิน (ป.พ.พ. ม.650 วรรคสอง) เซ็นก่อนรับเงินแล้วผู้ให้กู้ไม่โอน จะเถียงทีหลังยาก ให้เซ็นวันเดียวกับที่โอนจริงและเก็บสลิปโอนไว้คู่กับสัญญา
  • โอนเข้าบัญชีคนอื่นตามที่ผู้กู้ขอ — สลิปจะไม่ตรงกับชื่อผู้กู้ ให้ระบุไว้ในสัญญาหรือแชตว่าให้โอนเข้าบัญชีใครและเก็บข้อความนั้นไว้
  • รับสิ่งของแทนเงิน — ถ้าผู้กู้รับทรัพย์สินแทนเงินกู้ หรือผู้ให้กู้รับทรัพย์สินแทนการชำระหนี้ กฎหมายให้คิดเป็นจำนวนเท่ากับ ราคาท้องตลาด ณ เวลาและสถานที่ส่งมอบ ตกลงกันขัดกับข้อนี้เป็นโมฆะ (ม.656)
  • ไม่กำหนดวันคืนเงิน — สัญญาฉบับนี้บังคับให้กรอก ซึ่งดีกว่าปล่อยว่าง เพราะวันครบกำหนดคือจุดเริ่มนับผิดนัดและนับอายุความ
  • ปล่อยกู้เป็นอาชีพ — ให้กู้หลายรายเป็นปกติธุระเข้าข่ายธุรกิจที่ต้องมีใบอนุญาตและอยู่ใต้กฎหมายเฉพาะ แบบฟอร์มนี้ทำไว้สำหรับการกู้ยืมเป็นรายกรณีระหว่างคนรู้จักหรือระหว่างกิจการ ไม่ใช่สำหรับการปล่อยสินเชื่อ

เอกสารแนบท้ายสัญญา

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของทั้งสองฝ่าย พร้อมลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง (ฝ่ายที่เป็นนิติบุคคลใช้หนังสือรับรองไม่เกิน 6 เดือนและบัตรของผู้มีอำนาจลงนาม)
  • หลักฐานการส่งมอบเงิน — สลิปโอน ภาพถ่ายการรับเงินสด หรือใบรับเงิน
  • หนังสือมอบอำนาจ ถ้าไม่ได้ลงนามด้วยตนเอง
  • สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนอง (ถ้ามี) เป็นคนละฉบับกับสัญญานี้

วันลงนาม

ทำสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ ลงลายมือชื่อให้เหมือนบัตรประจำตัวประชาชน และลงชื่อกำกับทุกหน้ารวมทั้งจุดที่มีการแก้ไขขูดลบ ผู้ให้กู้ติดอากรแสตมป์ตามจำนวนข้างต้นแล้วให้ผู้กู้ขีดฆ่า

ส่งมอบเงินในวันเดียวกับที่ลงนาม แล้วถ่ายรูปสัญญาที่ลงชื่อครบเก็บไว้ทันที ผู้ให้กู้เก็บฉบับจริงไว้ให้ดี เพราะเมื่อผู้กู้ชำระครบ ผู้กู้มีสิทธิขอรับสัญญาฉบับจริงคืนเป็นหลักฐานว่าหนี้ระงับแล้ว

ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน

เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-BB2E02 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ

มีแบบฟอร์มฉบับนี้ให้กรอกออนไลน์แล้วกรอกไม่กี่นาที ดูตัวอย่างเต็มฉบับก่อนจ่าย ได้ไฟล์ PDF พร้อมพิมพ์
ทำสัญญานี้ฟรี

คำถามที่พบบ่อย

สัญญากู้ยืมเงิน ต้องติดอากรแสตมป์ไหม

สัญญากู้ยืมเงินเข้าลักษณะตราสาร 5 ของบัญชีอัตราอากรแสตมป์ — 1 บาท ต่อทุก 2,000 บาทหรือเศษของ 2,000 บาท แห่งยอดเงินที่ให้กู้ยืม และถ้าคำนวณแล้วเกิน 10,000 บาท ให้เสียเพียง 10,000 บาท สัญญาฉบับนี้คำนวณได้ ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก · ทำคู่ฉบับเก็บไว้อีกฝ่ายละหนึ่ง คู่ฉบับติดอากรอีก (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) (ลักษณะ 23) คนละฝ่ายกันระหว่าง "ใครจ่าย" กับ "ใครขีดฆ่า" — ลักษณะ 5 กำหนดให้ ผู้ให้กู้เป็นผู้เสียอากร แต่ ผู้กู้เป็นผู้ขีดฆ่าแสตมป์ ต่างจากสัญญาส่วนใหญ่ที่เป็นคนเดียวกัน ขีดฆ่าคือเขียนวันเดือนปีหรือลายมือชื่อคร่อมรอยต่อระหว่างแสตมป์กับเนื้อกระดาษให้ใช้ซ้ำไม่ได้ ถ้าติดแล้วไม่ขีดฆ่า กฎหมายถือว่ายังไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ไม่ปิดอากรให้บริบูรณ์ = ใช้สัญญาเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ (ประมวลรัษฎากร ม.118) จนกว่าจะเสียอากรให้ครบพร้อมเงินเพิ่ม ข้อนี้กระทบผู้ให้กู้เต็ม ๆ เพราะเป็นฝ่ายที่ต้องเอาสัญญาไปฟ้อง ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร: การกู้ยืมที่สมาชิกกู้จากสหกรณ์ สหกรณ์กู้จากสหกรณ์ หรือกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ถ้าลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช่เซ็นบนกระดาษ ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินผ่านแบบ อ.ส.9 บนเว็บกรมสรรพากร ก่อนทำสัญญาหรือภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันทำสัญญา — ติดแสตมป์ดวงไม่ได้ ที่ต้องชำระเป็นตัวเงินเพราะเป็นสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ (ประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 37 ข้อ 3(4)) ไม่ใช่กรณีของสัญญาฉบับนี้ซึ่งเป็นการกู้ระหว่างบุคคลหรือบริษัททั่วไป

สัญญากู้ยืมเงิน เสียภาษีอะไรบ้าง

ดอกเบี้ยที่ผู้ให้กู้ได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร ม.40(4)(ก) ผู้ให้กู้ต้องนำไปรวมยื่นแบบแสดงรายการตามปกติ ส่วนตัวเงินต้นที่ได้คืนไม่ใช่เงินได้ การให้กู้ยืมไม่อยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่ม ถ้าผู้กู้เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ผู้จ่ายดอกเบี้ยอาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและออกหนังสือรับรอง — อัตราและข้อยกเว้นของเงินได้ประเภทดอกเบี้ยมีรายละเอียดเฉพาะ ให้ตรวจกับกรมสรรพากรหรือผู้ทำบัญชีก่อนจ่ายงวดแรก

ใช้สัญญากู้ยืมเงินตอนไหน

ให้เพื่อน ญาติ คนรู้จัก หรือคู่ค้ายืมเงินและต้องการหลักฐานที่ฟ้องได้ · กู้เกิน 2,000 บาทต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงชื่อผู้กู้ ไม่งั้นฟ้องไม่ได้ (ป.พ.พ. ม.653) · ต้องการระบุดอกเบี้ย วันชำระดอกเบี้ยรายเดือน และวันครบกำหนดให้ชัด · ต้องการให้เรียกเงินคืนทั้งหมดได้เมื่อผู้กู้ค้างดอกเบี้ย โดยต้องเตือนก่อน 15 วัน

ทำสัญญากู้ยืมเงินต้องระวังอะไร

ดอกเบี้ยเกิน 15% ต่อปีเป็นโมฆะทั้งดอกเบี้ยและอาจผิดกฎหมายอาญา ห้ามเก็บค่าธรรมเนียมแฝงหรือเขียนยอดกู้เกินจริง · ผู้ให้กู้ต้องติดอากรแสตมป์ 1 บาทต่อทุก 2,000 บาท (สูงสุด 10,000 บาท) — ไม่ติด ใช้ฟ้องไม่ได้ · เขียนว่าได้รับเงินครบถ้วนแล้วก็ต่อเมื่อส่งมอบเงินจริงในวันลงนาม — โอนเงินให้แนบสลิปไว้กับสัญญา · ผู้กู้จ่ายคืนทุกครั้งต้องได้หลักฐานที่ผู้ให้กู้ลงชื่อ จ่ายครบแล้วขอสัญญาฉบับจริงคืน · อายุความฟ้องเรียกเงินต้น 10 ปี ดอกเบี้ยค้าง 5 ปี

กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญากู้ยืมเงิน

ถ้าผู้กู้นำทอง นาฬิกา รถ หรือของมีค่ามาวางเป็นประกันในคราวเดียวกับที่กู้ ให้ใช้ สัญญากู้ยืมเงิน พร้อมจำนำ · ถ้ามีบุคคลค้ำประกัน ให้ทำ สัญญาค้ำประกัน (บุคคลค้ำประกันหนี้ตามสัญญา) เพิ่มอีกฉบับ · เอาบ้านหรือที่ดินเป็นประกันต้องจดจำนองที่สำนักงานที่ดิน แนบ ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนอง · ถ้าต้องการตราสารที่ผู้ให้กู้โอนต่อได้ด้วยการสลักหลัง ให้ใช้ ตั๋วสัญญาใช้เงิน (ทำคู่กับสัญญานี้ได้) · ถ้าหนี้เกิดขึ้นแล้วจากเรื่องอื่นและต้องการยอมรับหนี้พร้อมผ่อนเป็นงวด ให้ใช้ หนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาผ่อนชำระหนี้ · ถ้านายจ้างให้พนักงานกู้และหักจากค่าจ้าง ให้ใช้ สัญญากู้ยืมเงินของพนักงาน · กรรมการกับบริษัทกู้ยืมกัน ให้ใช้ สัญญากู้ยืมเงินระหว่างกรรมการกับบริษัท · ให้กู้เป็นธุรกิจ (ปล่อยกู้หลายราย) — ต้องมีใบอนุญาตและอยู่ใต้กฎหมายเฉพาะ · ถ้านายจ้างให้พนักงานกู้จากกองทุนหรือสวัสดิการ ไม่มีดอกเบี้ย ให้ใช้ สัญญากู้ยืมเงินสวัสดิการพนักงาน · ถ้าคู่สัญญาเป็นชาวต่างชาติหรือต้องการฉบับภาษาอังกฤษ ให้ใช้ Loan and Guarantee Agreement — สัญญากู้ยืมเงินและค้ำประกัน ภาษาอังกฤษ · สัญญากู้ยืมเงินระหว่างบุคคล ภาษาอังกฤษ — ใช้ Personal Loan Agreement — สัญญากู้ยืมเงินระหว่างบุคคล ภาษาอังกฤษ

สัญญากู้ยืมเงิน ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม

สัญญากู้ยืมเงินไม่ต้องจดทะเบียนและไม่ต้องมีพยาน แต่ การกู้ยืมเกิน 2,000 บาทต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ไม่งั้นฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ (ป.พ.พ. ม.653 วรรคหนึ่ง) — สัญญาฉบับนี้ทำหน้าที่เป็นหลักฐานนั้น ถ้าเอาบ้าน ที่ดิน หรือห้องชุดมาเป็นประกัน ต้องไปจดจำนองที่สำนักงานที่ดิน การเขียนไว้ในสัญญากู้เฉย ๆ ไม่ทำให้เกิดสิทธิจำนอง และถ้ามีคนค้ำประกันต้องทำสัญญาค้ำประกันแยกอีกฉบับ เพราะกฎหมายบังคับให้การค้ำประกันมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน

ลงนามสัญญากู้ยืมเงินต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ

ทำสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ ลงลายมือชื่อให้เหมือนบัตรประจำตัวประชาชน และลงชื่อกำกับทุกหน้ารวมทั้งจุดที่มีการแก้ไขขูดลบ ผู้ให้กู้ติดอากรแสตมป์ตามจำนวนข้างต้นแล้วให้ผู้กู้ขีดฆ่า ส่งมอบเงินในวันเดียวกับที่ลงนาม แล้วถ่ายรูปสัญญาที่ลงชื่อครบเก็บไว้ทันที ผู้ให้กู้เก็บฉบับจริงไว้ให้ดี เพราะเมื่อผู้กู้ชำระครบ ผู้กู้มีสิทธิขอรับสัญญาฉบับจริงคืนเป็นหลักฐานว่าหนี้ระงับแล้ว

ทำสัญญากู้ยืมเงินต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย

สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของทั้งสองฝ่าย พร้อมลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง (ฝ่ายที่เป็นนิติบุคคลใช้หนังสือรับรองไม่เกิน 6 เดือนและบัตรของผู้มีอำนาจลงนาม) หลักฐานการส่งมอบเงิน — สลิปโอน ภาพถ่ายการรับเงินสด หรือใบรับเงิน หนังสือมอบอำนาจ ถ้าไม่ได้ลงนามด้วยตนเอง สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนอง (ถ้ามี) เป็นคนละฉบับกับสัญญานี้

กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้

ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 15 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7

ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี

ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204

ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว

ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224

หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น

ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้

พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4

บุคคลใดให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินหรือกระทำการใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการอำพราง

พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560

ประมวลรัษฎากร มาตรา 40

เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล (4) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว

ประมวลรัษฎากร — เงินได้พึงประเมิน ม.40–41

ประมวลรัษฎากร มาตรา 118

ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114

บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)

พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 3

ในพระราชบัญญัตินี้ “ผู้ทวงถามหนี้” หมายความว่า เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองผู้บริโภค ผู้จัดให้มีการเล่นการพนันเป็นปกติธุระตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน และเจ้าหนี้อื่น ซึ่งมีสิทธิรับชําระหนี้อันเกิดจากการกระทําที่เป็นทางการค้าปกติหรือเป็นปกติธุระของเจ้าหนี้ ทั้งนี้ ไม่ว่าหนี้ดังกล่าวจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม และให้หมายความรวมถึง ผู้รับมอบอํานาจจากเจ้าหนี้ ดังกล่าว ผู้รับมอบอํานาจช่วงในการทวงถามหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ และผู้รับมอบอํานาจจาก ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ด้วย “ผู้ให้สินเชื่อ” หมายความว่า (1) บุคคลซึ่งให้สินเชื่อเป็นทางการค้าปกติ หรือ (2) บุคคลซึ่งรับซื้อหรือรับโอนสินเชื่อต่อไปทุกทอด “สินเชื่อ” หมายความว่า สินเชื่อที่ให้แก่บุคคลธรรมดาโดยการให้กู้ยืมเงิน การให้บริการบัตรเครดิต การให้เช่าซื้อ การให้เช่าแบบลิสซิ่ง และสินเชื่อในรูปแบบอื่นที่มีลักษณะทํานองเดียวกัน “ลูกหนี้” หมายความว่า ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และให้หมายความรวมถึงผู้ค้ําประกัน ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาด้วย “ธุรกิจทวงถามหนี้” หมายความว่า การรับจ้างทวงถามหนี้ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมเป็นปกติธุระ แต่ไม่รวมถึงการทวงถามหนี้ของทนายความซึ่งกระทําแทนลูกความของตน “ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้” หมายความว่า ที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทํางานของลูกหนี้ และให้หมายความรวมถึงหมายเลขโทรศัพท์และโทรสาร และสถานที่ติดต่อโดยจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือโดยสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่น ที่สามารถติดต่อกับลูกหนี้ได้ด้วย “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ “นายทะเบียน” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งให้เป็นผู้มีหน้าที่ รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้ง ตามการเสนอแนะของคณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558

พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 8

ห้ามผู้ทวงถามหนี้ติดต่อกับบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ลูกหนี้เพื่อการทวงถามหนี้ เว้นแต่บุคคล ซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการดังกล่าว การติดต่อกับบุคคลอื่นนอกจากบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้กระทําได้เพื่อวัตถุประสงค์ในการสอบถาม หรือยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้เท่านั้น โดยผู้ทวงถามหนี้ต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้ (1) แจ้งให้ทราบชื่อตัว ชื่อสกุล และแสดงเจตนาว่าต้องการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ ติดต่อลูกหนี้หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้ (2) ห้ามแจ้งถึงความเป็นหนี้ของลูกหนี้ เว้นแต่ในกรณีที่บุคคลอื่นนั้นเป็นสามี ภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานของลูกหนี้ และบุคคลอื่นดังกล่าวได้สอบถามผู้ทวงถามหนี้ถึงสาเหตุของการติดต่อ ให้ผู้ทวงถามหนี้ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับหนี้ได้เท่าที่จําเป็นและตามความเหมาะสม (3) ห้ามใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซองจดหมาย ในหนังสือ หรือในสื่ออื่นใดที่ใช้ในการติดต่อสอบถาม ซึ่งทําให้เข้าใจได้ว่าเป็นการติดต่อเพื่อทวงถามหนี้ ของลูกหนี้ (4) ห้ามติดต่อหรือแสดงตนที่ทําให้เข้าใจผิดเพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้ หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้

พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558

พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 11

ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทําการทวงถามหนี้ในลักษณะดังต่อไปนี้ (1) การข่มขู่ การใช้ความรุนแรง หรือการกระทําอื่นใดที่ทําให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่น (2) การใช้วาจาหรือภาษาที่เป็นการดูหมิ่นลูกหนี้หรือผู้อื่น (3) การแจ้งหรือเปิดเผยเกี่ยวกับความเป็นหนี้ของลูกหนี้ให้แก่ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทวงถามหนี้ เว้นแต่เป็นกรณีตามมาตรา 8 วรรคสอง (2) (4) การติดต่อลูกหนี้โดยไปรษณียบัตร เอกสารเปิดผนึก โทรสาร หรือสิ่งอื่นใดที่สื่อให้ทราบว่า เป็นการทวงถามหนี้อย่างชัดเจน เว้นแต่กรณีการบอกกล่าวบังคับจํานองด้วยวิธีการประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งเจ้าหนี้ไม่สามารถติดต่อลูกหนี้โดยวิธีการอื่น หรือกรณีอื่นใดตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด (5) การใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซองจดหมาย ในการติดต่อลูกหนี้ที่ทําให้เข้าใจได้ว่าเป็นการติดต่อเพื่อการทวงถามหนี้ เว้นแต่ชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้ ไม่ได้สื่อให้ทราบได้ว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ (6) การทวงถามหนี้ที่ไม่เหมาะสมในลักษณะอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด ความใน (5) มิให้นํามาใช้บังคับกับการทวงถามหนี้เป็นหนังสือเพื่อจะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล

พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653

การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

หมวด 2 ยืมใช้สิ้นเปลือง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654

ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินกว่านั้น ก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี

หมวด 2 ยืมใช้สิ้นเปลือง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4

กฎหมายนั้น ต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษร หรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ

ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 655

ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยในดอกเบี้ยที่ค้างชำระ แต่ทว่าเมื่อดอกเบี้ยค้างชำระไม่น้อยกว่าปีหนึ่ง คู่สัญญากู้ยืมจะตกลงกันให้เอาดอกเบี้ยนั้นทบเข้ากับต้นเงินแล้วให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้นก็ได้ แต่การตกลงเช่นนั้นต้องทำเป็นหนังสือ

หมวด 2 ยืมใช้สิ้นเปลือง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 650

อันว่ายืมใช้สิ้นเปลืองนั้น คือสัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไปนั้นเป็นปริมาณมีกำหนดให้ไปแก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิด และปริมาณเช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น

หมวด 2 ยืมใช้สิ้นเปลือง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656

ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นแทนจำนวนเงินนั้นไซร้ ท่านให้คิดเป็นหนี้ค้างชำระโดยจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ

หมวด 2 ยืมใช้สิ้นเปลือง

อ่านต่อในหมวดกู้ยืม / หลักประกัน

สัญญาขายลดเช็ค ต้องมีอะไรบ้างสำหรับผู้ที่ได้รับเช็คล่วงหน้าจากลูกค้า แล้วนำไปแลกเป็นเงินสดทันทีกับผู้รับซื้อลดโดยหักส่วนลด — สลักหลังและส่งมอบเช็ค ราคาขายลด หน้าที่ยื่นเช็คตรงเวลา และเมื่อเช็คเด้งผู้ขายลดต้องชดใช้เต็มหน้าเช็คพร้อมค่าธรรมเนียม · ต่างจากสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งใช้กับหนี้การค้าทั่วไปที่ไม่ใช่เช็คสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ต้องมีอะไรบ้างสำหรับเจ้าหนี้ที่โอนสิทธิรับชำระหนี้ให้บุคคลอื่น เช่น ขายลูกหนี้การค้า ชำระหนี้ของตนด้วยสิทธิเรียกร้อง หรือโอนเป็นหลักประกัน กำหนดหนี้ที่โอน ราคา คำรับรองของผู้โอน การรับประกันการชำระของลูกหนี้ การบอกกล่าวลูกหนี้พร้อมหนังสือบอกกล่าว เอกสาร ข้อมูลส่วนบุคคล และข้อจำกัดการทวงถามหนี้สัญญาค้ำประกันมีวงเงิน ต้องมีอะไรบ้างใช้เมื่อค้ำประกันหนี้ที่ลูกหนี้ก่อขึ้นกับเจ้าหนี้เป็นคราว ๆ ภายในวงเงินสูงสุด เช่น เครดิตการค้าซื้อเชื่อสินค้า เครดิตค่าบริการ หรือกู้หลายครั้งในวงเงิน — ระบุวัตถุประสงค์ ลักษณะหนี้ และข้อตกลงหลักตามกฎหมายค้ำประกันหลังแก้ไข เลือกกำหนดระยะเวลาหรือค้ำต่อเนื่องที่ผู้ค้ำบอกเลิกสำหรับหนี้ในอนาคตได้ · ถ้าค้ำหนี้ตามสัญญาฉบับเดียว ใช้สัญญาค้ำประกันทั่วไป · ถ้าค้ำผู้รับจ้างหรือผู้ขายให้ทำตามสัญญา ใช้สัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาผ่อนชำระหนี้ ต้องมีอะไรบ้างใช้เมื่อลูกหนี้ยอมรับว่าเป็นหนี้และขอผ่อนชำระเป็นรายเดือน — หนี้ค่าสินค้า เงินยืม เงินที่รับเกินไป ค่าเสียหาย — ทำให้อายุความเริ่มนับใหม่และมีเงื่อนไขเรียกหนี้ทั้งก้อนเมื่อผิดนัด รองรับโอนพร้อมเพย์พร้อมใบรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ ข้อความเตือนงวดทาง SMS/LINE ผู้ค้ำเดิมลงชื่อยินยอม และข้อยินยอมให้หักเงินเดือนหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ (หนังสือบอกกล่าวก่อนฟ้อง) ต้องมีอะไรบ้างหนังสือที่เจ้าหนี้หรือผู้รับมอบอำนาจส่งถึงลูกหนี้ที่ค้างชำระ เพื่อเตือนให้ชำระภายในกำหนดก่อนดำเนินคดี — ระบุที่มาของหนี้ ยอดต้นเงินและดอกเบี้ย ช่องทางชำระพร้อมเพย์ เชิญเจรจาผ่อนชำระ และให้ลูกหนี้โต้แย้งยอดได้ เขียนตามกรอบ พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ 2558 ไม่ข่มขู่ ไม่เกินจริงสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ต้องมีอะไรบ้างใช้เมื่อลูกหนี้ค้างชำระเงินกู้หรือหนี้การค้าและเจ้าหนี้ยอมลดเบี้ยปรับ ยืดเวลา หรือลดดอกเบี้ย เพื่อให้ผ่อนได้จริงโดยไม่ต้องฟ้อง — คงหลักประกันและผู้ค้ำเดิมไว้ มีส่วนลดแบบมีเงื่อนไขให้เลือก