สัญญาว่าจ้างทำงาน (พนักงานประจำ) ต้องมีอะไรบ้าง

ตอบสั้น

นายจ้างจ้างลูกจ้างทำงานภายใต้การบังคับบัญชาและจ่ายค่าจ้างรายเดือน ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน · ทดลองงานต้องไม่ถึง 120 วัน มิฉะนั้นต้องจ่ายค่าชดเชย และการให้ไม่ผ่านทดลองงานยังต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

ข้อเท็จจริงที่อ้างอิงได้
ใช้เมื่อใช้เมื่อรับพนักงานประจำเข้าทำงานโดยไม่มีวันสิ้นสุดการจ้าง
อากรแสตมป์สัญญาจ้างแรงงานไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ เพราะไม่ใช่ตราสารในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ต่างจากสัญญาจ้างฟรีแลนซ์หรือจ้างเหมา ซึ่งเป็นจ้างทำของตามลักษณะ 4 และต้องปิดอากร ความต่างนี้มาจากลักษณะของสัญญา ไม่ใช่จากชื่อที่เรียก
ภาษีนายจ้างต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากค่าจ้าง ซึ่งเป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1) และนำส่งทุกเดือน วิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนให้ตรวจกับสำนักงานบัญชีหรือกรมสรรพากร
แบบที่กฎหมายกำหนดสัญญานี้เป็นจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ใช้บังคับเต็มที่ ไม่ว่าสัญญาจะเขียนไว้อย่างไร ข้อตกลงที่ให้สิทธิลูกจ้างน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไม่มีผล และข้อบังคับหรือข้อตกลงที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ศาลสั่งให้มีผลเท่าที่เป็นธรรมได้ตามมาตรา 14/1 ข้อ 10.1 ยืนยันหลักนี้ สัญญาจ้างแรงงานไม่ต้องทำเป็นหนังสือ แต่ควรทำ เพราะเป็นหลักฐานเรื่องค่าจ้าง หน้าที่ และการโอนลิขสิทธิ์ นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างในระบบประกันสังคมภายในกำหนด และจ่ายเงินสมทบตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย รายละเอียดเรื่องเวลาทำงาน ค่าล่วงเวลา วันหยุด วันลา ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และค่าจ้างขั้นต่ำ อยู่ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานและประกาศที่ออกตามกฎหมายนั้นซึ่งปรับเปลี่ยนเป็นระยะ สัญญาจึงอ้างสิทธิตามกฎหมายแทนการใส่ตัวเลขตายตัว
มาตราที่อ้างป.พ.พ. ม.575, 585; พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ม.10, 14/1, 17, 17/1, 76, 118, 119; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ม.9; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ม.5; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ม.24, 26, 37; ประมวลรัษฎากร ม.40(1), บัญชีอัตราอากรลักษณะ 4
ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้249 บาท

ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร

  • ใช้เมื่อรับพนักงานประจำเข้าทำงานโดยไม่มีวันสิ้นสุดการจ้าง
  • ใช้เมื่อต้องการสัญญาจ้างครบทั้งค่าจ้าง เวลาทำงาน วันลา ความลับ และลิขสิทธิ์ในฉบับเดียว
  • ใช้เมื่อต้องการให้มีระยะทดลองงานสั้น ๆ ในสัญญาประจำ

จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง

  • ทดลองงานต้องไม่ถึง 120 วัน มิฉะนั้นต้องจ่ายค่าชดเชย และการให้ไม่ผ่านทดลองงานยังต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
  • หักเงินเดือนได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายอนุญาต
  • ลิขสิทธิ์ในงานของลูกจ้างเป็นของลูกจ้างถ้าไม่ตกลงโอนเป็นหนังสือ
  • ข้อห้ามแข่งขันหลังออกจากงานต้องจำกัดเวลาและพื้นที่พอสมควร

กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้

อากรแสตมป์

สัญญาจ้างแรงงานไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ เพราะไม่ใช่ตราสารในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ต่างจากสัญญาจ้างฟรีแลนซ์หรือจ้างเหมา ซึ่งเป็นจ้างทำของตามลักษณะ 4 และต้องปิดอากร ความต่างนี้มาจากลักษณะของสัญญา ไม่ใช่จากชื่อที่เรียก

การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด

สัญญานี้เป็นจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ใช้บังคับเต็มที่ ไม่ว่าสัญญาจะเขียนไว้อย่างไร ข้อตกลงที่ให้สิทธิลูกจ้างน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไม่มีผล และข้อบังคับหรือข้อตกลงที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ศาลสั่งให้มีผลเท่าที่เป็นธรรมได้ตามมาตรา 14/1 ข้อ 10.1 ยืนยันหลักนี้ สัญญาจ้างแรงงานไม่ต้องทำเป็นหนังสือ แต่ควรทำ เพราะเป็นหลักฐานเรื่องค่าจ้าง หน้าที่ และการโอนลิขสิทธิ์

นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างในระบบประกันสังคมภายในกำหนด และจ่ายเงินสมทบตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย รายละเอียดเรื่องเวลาทำงาน ค่าล่วงเวลา วันหยุด วันลา ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และค่าจ้างขั้นต่ำ อยู่ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานและประกาศที่ออกตามกฎหมายนั้นซึ่งปรับเปลี่ยนเป็นระยะ สัญญาจึงอ้างสิทธิตามกฎหมายแทนการใส่ตัวเลขตายตัว

ภาษี

นายจ้างต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากค่าจ้าง ซึ่งเป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1) และนำส่งทุกเดือน วิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนให้ตรวจกับสำนักงานบัญชีหรือกรมสรรพากร

ทดลองงาน

การทดลองงานไม่ใช่สัญญาอีกประเภทหนึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 17 วรรคสอง ถือว่าสัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างที่ให้ลูกจ้างไม่ผ่านทดลองงานจึงต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 หรือจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวตามมาตรา 17/1 ระยะประเมินในสัญญานี้ตั้งไว้ … วัน ซึ่งต้องไม่ถึง 120 วัน เพราะลูกจ้างที่ทำงานครบ 120 วันมีสิทธิได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 30 วันตามมาตรา 118(1) โดยนับถึงวันที่การเลิกจ้างมีผล ไม่ใช่วันที่แจ้ง นายจ้างจึงต้องแจ้งผลเร็วพอให้การเลิกจ้างมีผลก่อนครบ 120 วัน มิฉะนั้นต้องจ่ายค่าชดเชยด้วย ถ้าต้องการกำหนดเป้าหมาย ผู้ประเมิน และการประเมินกลางทางให้ชัด ให้ใช้สัญญาว่าจ้างทำงาน (ทดลองงาน)สัญญานี้ไม่มีระยะทดลองงาน การเลิกจ้างทุกกรณีเป็นไปตามข้อ 8

การจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา

การจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลาเป็นรูปแบบปกติของการจ้างพนักงานประจำ การบอกเลิกต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 และนายจ้างที่เลิกจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 เว้นแต่เข้าเหตุตามมาตรา 119 ถ้างานมีจุดสิ้นสุดจริง เช่น โครงการเฉพาะ งานครั้งคราว หรืองานตามฤดูกาล ให้ใช้สัญญาว่าจ้างทำงาน (มีกำหนดเวลา) ซึ่งเขียนเงื่อนไขตามมาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ไว้ครบ อย่าเติมวันสิ้นสุดลงในสัญญาฉบับนี้เอง เพราะการจ้างงานปกติของธุรกิจแบบมีวันสิ้นสุดไม่ทำให้นายจ้างพ้นค่าชดเชย

ค่าชดเชยตามอายุงาน

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 118 กำหนดค่าชดเชยขั้นต่ำเมื่อนายจ้างเลิกจ้าง ดังนี้

อายุงาน ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย
ครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี 30 วัน
ครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี 90 วัน
ครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี 180 วัน
ครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี 240 วัน
ครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี 300 วัน
ครบ 20 ปีขึ้นไป 400 วัน

นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเฉพาะเหตุในมาตรา 119 และต้องระบุเหตุไว้ในหนังสือเลิกจ้าง

การหักค่าจ้าง เงินประกัน ลิขสิทธิ์ และการไม่แข่งขัน

นายจ้างหักค่าจ้างได้เฉพาะกรณีที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 76 กำหนด ข้อ 3.3 จึงไม่มีข้อ "นายจ้างหักค่าเสียหายจากเงินเดือนได้" นายจ้างเรียกเงินประกันการทำงานได้เฉพาะงานตามที่ประกาศภายใต้มาตรา 10 กำหนด ให้ตรวจประกาศฉบับนั้นก่อนเรียกเงินประกัน

ลิขสิทธิ์ในงานที่ลูกจ้างสร้างสรรค์ในการทำงานเป็นของลูกจ้าง เว้นแต่ตกลงกันเป็นหนังสือ นายจ้างได้เพียงสิทธิเผยแพร่งานตามวัตถุประสงค์ของการจ้าง ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 9 ข้อ 5.2 จึงโอนลิขสิทธิ์ให้นายจ้างเป็นหนังสือ

ข้อห้ามทำงานแข่งขันหลังออกจากงานไม่เป็นโมฆะ แต่ใช้บังคับได้เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5 ศาลพิจารณาจากพื้นที่ ระยะเวลา และความรู้ความสามารถของลูกจ้าง ข้อห้ามที่กว้างเกินไป ศาลจะจำกัดลง

ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกจ้างต้องมีฐานทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24 ข้อมูลสุขภาพและประวัติอาชญากรรมเป็นข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 และนายจ้างต้องมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยตามมาตรา 37

เอกสารแนบท้ายสัญญา

  • คำบรรยายลักษณะงาน
  • ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ถ้ามี
  • ประกาศความเป็นส่วนตัวสำหรับพนักงาน
  • สำเนาบัตรประชาชนและหลักฐานการศึกษาของลูกจ้าง

วันลงนาม

ทำสองฉบับข้อความตรงกัน มอบให้ลูกจ้างหนึ่งฉบับในวันลงนาม

ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน

เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-B8125C · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ

มีแบบฟอร์มฉบับนี้ให้กรอกออนไลน์แล้วกรอกไม่กี่นาที ดูตัวอย่างเต็มฉบับก่อนจ่าย ได้ไฟล์ PDF พร้อมพิมพ์
เปิดแบบฟอร์ม · 249 บาท

คำถามที่พบบ่อย

สัญญาว่าจ้างทำงาน (พนักงานประจำ) ต้องติดอากรแสตมป์ไหม

สัญญาจ้างแรงงานไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ เพราะไม่ใช่ตราสารในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ต่างจากสัญญาจ้างฟรีแลนซ์หรือจ้างเหมา ซึ่งเป็นจ้างทำของตามลักษณะ 4 และต้องปิดอากร ความต่างนี้มาจากลักษณะของสัญญา ไม่ใช่จากชื่อที่เรียก

สัญญาว่าจ้างทำงาน (พนักงานประจำ) เสียภาษีอะไรบ้าง

นายจ้างต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากค่าจ้าง ซึ่งเป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1) และนำส่งทุกเดือน วิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนให้ตรวจกับสำนักงานบัญชีหรือกรมสรรพากร

ใช้สัญญาว่าจ้างทำงาน (พนักงานประจำ)ตอนไหน

ใช้เมื่อรับพนักงานประจำเข้าทำงานโดยไม่มีวันสิ้นสุดการจ้าง · ใช้เมื่อต้องการสัญญาจ้างครบทั้งค่าจ้าง เวลาทำงาน วันลา ความลับ และลิขสิทธิ์ในฉบับเดียว · ใช้เมื่อต้องการให้มีระยะทดลองงานสั้น ๆ ในสัญญาประจำ

ทำสัญญาว่าจ้างทำงาน (พนักงานประจำ)ต้องระวังอะไร

ทดลองงานต้องไม่ถึง 120 วัน มิฉะนั้นต้องจ่ายค่าชดเชย และการให้ไม่ผ่านทดลองงานยังต้องบอกกล่าวล่วงหน้า · หักเงินเดือนได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายอนุญาต · ลิขสิทธิ์ในงานของลูกจ้างเป็นของลูกจ้างถ้าไม่ตกลงโอนเป็นหนังสือ · ข้อห้ามแข่งขันหลังออกจากงานต้องจำกัดเวลาและพื้นที่พอสมควร

กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาว่าจ้างทำงาน (พนักงานประจำ)

ถ้าต้องการสัญญาที่มีเป้าหมาย ผู้ประเมิน และการประเมินกลางทางช่วงทดลองงานเป็นหัวใจ ให้ใช้ สัญญาว่าจ้างทำงาน (ทดลองงาน) · ถ้าจ้างเฉพาะโครงการ งานครั้งคราว หรืองานตามฤดูกาลที่มีวันสิ้นสุด ให้ใช้ สัญญาว่าจ้างทำงาน (มีกำหนดเวลา) · ถ้าจ้างผู้จัดการใหญ่ที่มีอำนาจอนุมัติเงิน ให้ใช้ สัญญาจ้างผู้บริหารธุรกิจขนาดเล็ก · ถ้ารับนักศึกษาฝึกงาน ให้ใช้ สัญญาฝึกงานแบบมีค่าตอบแทน · ถ้าจ้างผู้รับจ้างอิสระทำงานเป็นชิ้น ให้ใช้ สัญญาจ้างเหมาบริการรายเดือน (ฟรีแลนซ์ / ผู้รับจ้างอิสระ) · ถ้ารับพนักงานไปแล้วและต้องการให้ลงนามรับรองเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาหรือการใช้บัตรเครดิตบริษัทเพิ่ม ให้ใช้ คำรับรองพนักงาน ทรัพย์สินทางปัญญาและความลับทางการค้า หรือ คำรับรองพนักงาน การใช้บัตรเครดิตสำหรับนิติบุคคล · ถ้าต้องมีคนค้ำประกันการทำงาน ให้ใช้ สัญญาค้ำประกันการทำงาน · ถ้าคู่สัญญาเป็นชาวต่างชาติหรือต้องการฉบับภาษาอังกฤษ ให้ใช้ Employment Agreement — สัญญาจ้างงาน ภาษาอังกฤษ

สัญญาว่าจ้างทำงาน (พนักงานประจำ) ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม

สัญญานี้เป็นจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ใช้บังคับเต็มที่ ไม่ว่าสัญญาจะเขียนไว้อย่างไร ข้อตกลงที่ให้สิทธิลูกจ้างน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไม่มีผล และข้อบังคับหรือข้อตกลงที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ศาลสั่งให้มีผลเท่าที่เป็นธรรมได้ตามมาตรา 14/1 ข้อ 10.1 ยืนยันหลักนี้ สัญญาจ้างแรงงานไม่ต้องทำเป็นหนังสือ แต่ควรทำ เพราะเป็นหลักฐานเรื่องค่าจ้าง หน้าที่ และการโอนลิขสิทธิ์ นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างในระบบประกันสังคมภายในกำหนด และจ่ายเงินสมทบตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย รายละเอียดเรื่องเวลาทำงาน ค่าล่วงเวลา วันหยุด วันลา ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และค่าจ้างขั้นต่ำ อยู่ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานและประกาศที่ออกตามกฎหมายนั้นซึ่งปรับเปลี่ยนเป็นระยะ สัญญาจึงอ้างสิทธิตามกฎหมายแทนการใส่ตัวเลขตายตัว

ลงนามสัญญาว่าจ้างทำงาน (พนักงานประจำ)ต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ

ทำสองฉบับข้อความตรงกัน มอบให้ลูกจ้างหนึ่งฉบับในวันลงนาม

ทำสัญญาว่าจ้างทำงาน (พนักงานประจำ)ต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย

คำบรรยายลักษณะงาน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ถ้ามี ประกาศความเป็นส่วนตัวสำหรับพนักงาน สำเนาบัตรประชาชนและหลักฐานการศึกษาของลูกจ้าง

กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้

ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 16 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575

อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้

ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 585

เมื่อการจ้างแรงงานสุดสิ้นลงแล้ว ลูกจ้างชอบที่จะได้รับใบสำคัญแสดงว่าลูกจ้างนั้นได้ทำงานมานานเท่าไรและงานที่ทำนั้นเป็นงานอย่างไร

ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 10

ภายใต้บังคับมาตรา 51 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สินอื่น หรือการค้ำประกันด้วยบุคคลจากลูกจ้าง เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้ ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับหลักประกันจากลูกจ้าง ตลอดจนประเภทของหลักประกัน จำนวนมูลค่าของหลักประกัน และวิธีการเก็บรักษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

หมวด 1 บททั่วไป

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 14/1

สัญญาจ้างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้สัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งนั้นมีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

หมวด 1 บททั่วไป

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17

สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

หมวด 1 บททั่วไป

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17/1

ในกรณีที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้างทราบตามมาตรา 17 วรรคสอง ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเท่ากับค่าจ้างที่ลูกจ้างควรจะได้รับนับแต่วันที่ให้ลูกจ้างออกจากงานจนถึงวันที่การเลิกสัญญาจ้างมีผลตามมาตรา 17 วรรคสอง โดยให้จ่ายในวันที่ให้ลูกจ้างออกจากงาน

หมวด 1 บททั่วไป

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76

ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ (1) ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่าย หรือชำระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ (2) ชำระค่าบำรุงสหภาพแรงงานตามข้อบังคับของสหภาพแรงงาน (3) ชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือสหกรณ์อื่นที่มีลักษณะเดียวกันกับสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือหนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์ต่อลูกจ้างฝ่ายเดียว โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง (4) เป็นเงินประกันตามมาตรา 10 หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้าง ซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง (5) เป็นเงินสะสมตามข้อตกลงเกี่ยวกับกองทุนเงินสะสม

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 — การหักค่าจ้าง (มาตรา 76–77)

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118

ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้ (1) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย (2) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานเก้าสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย (3) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปี แต่ไม่ครบหกปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย (4) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสองร้อยสี่สิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย (5) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสิบปี แต่ไม่ครบยี่สิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย (6) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบยี่สิบปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสี่ร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสี่ร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

หมวด 11 ค่าชดเชย

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119

นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้ (1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง (2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย (3) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง (4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน

หมวด 11 ค่าชดเชย

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5

ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24

ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ (1) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (5) เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญ น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (6) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26

ห้ามมิให้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็น ทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใด ซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในทำนองเดียวกันตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด โดยไม่ได้รับ ความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ (1) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคลซึ่งเจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม (2) เป็นการดำเนินกิจกรรมโดยชอบด้วยกฎหมายที่มีการคุ้มครองที่เหมาะสมของมูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการเมือง ศาสนา ปรัชญา หรือสหภาพแรงงาน ให้แก่สมาชิก ผู้ซึ่งเคยเป็นสมาชิก หรือผู้ซึ่งมีการติดต่ออย่างสม่ำเสมอกับมูลนิธิ สมาคม หรือองค์กร ที่ไม่แสวงหากำไรตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวโดยไม่ได้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นออกไปภายนอกมูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรนั้น (3) เป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะด้วยความยินยอมโดยชัดแจ้งของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิ เรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย (5) เป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับ (ก) เวชศาสตร์ป้องกันหรืออาชีวเวชศาสตร์ การประเมินความสามารถในการทำงานของ ลูกจ้าง การวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ การให้บริการด้านสุขภาพหรือด้านสังคม การรักษาทางการแพทย์ การจัดการด้านสุขภาพ หรือระบบและการให้บริการด้านสังคมสงเคราะห์ ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่ใช่การปฏิบัติ ตามกฎหมายและข้อมูลส่วนบุคคลนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพหรือผู้มีหน้าที่ รักษาข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไว้เป็นความลับตามกฎหมาย ต้องเป็นการปฏิบัติตามสัญญาระหว่างเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคลกับผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ (ข) ประโยชน์สาธารณะด้านการสาธารณสุข เช่น การป้องกันด้านสุขภาพจากโรคติดต่อ อันตรายหรือโรคระบาดที่อาจติดต่อหรือแพร่เข้ามาในราชอาณาจักร หรือการควบคุมมาตรฐานหรือคุณภาพ ของยา เวชภัณฑ์ หรือเครื่องมือแพทย์ ซึ่งได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมและเจาะจงเพื่อคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยเฉพาะการรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลตามหน้าที่หรือ ตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ (ค) การคุ้มครองแรงงาน การประกันสังคม หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สวัสดิการเกี่ยวกับ การรักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิตามกฎหมาย การคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือการคุ้มครองทางสังคม ซึ่งการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสิ่งจำเป็นในการปฏิบัติตามสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลหรือเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน และประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (ง) การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ หรือประโยชน์สาธารณะอื่น ทั้งนี้ ต้องกระทำเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวเพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และได้จัดให้มีมาตรการ ที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามที่คณะกรรมการ ประกาศกำหนด (จ) ประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ โดยได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครอง สิทธิขั้นพื้นฐานและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลชีวภาพตามวรรคหนึ่งให้หมายถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดจากการใช้เทคนิคหรือเทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องกับการนำลักษณะเด่นทางกายภาพหรือทางพฤติกรรมของบุคคลมาใช้ทำให้สามารถยืนยันตัวตน ของบุคคลนั้นที่ไม่เหมือนกับบุคคลอื่นได้ เช่น ข้อมูลภาพจำลองใบหน้า ข้อมูลจำลองม่านตา หรือ ข้อมูลจำลองลายนิ้วมือ ในกรณีที่เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมต้องกระทำภายใต้ การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือได้จัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37

ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวน มาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) ในกรณีที่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ (3) จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนด ระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หรือที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ได้ถอนความยินยอม เว้นแต่เก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข) การใช้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ ให้นำความใน

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)

ประมวลรัษฎากร มาตรา 40

เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล (4) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว

ประมวลรัษฎากร — เงินได้พึงประเมิน ม.40–41

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 10

เมื่อความข้อใดข้อหนึ่งในเอกสารอาจตีความได้สองนัย นัยไหนจะทำให้เป็นผลบังคับได้ ให้ถือเอาตามนัยนั้นดีกว่าที่จะถือเอานัยที่ไร้ผล

ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

อ่านต่อในหมวดจ้างงาน / บริการ

สัญญาจ้างพัฒนาโปรแกรมบัญชี ต้องมีอะไรบ้างสำหรับจ้างพัฒนาโปรแกรมบัญชีเฉพาะกิจการ ทำงานสี่ช่วง ศึกษาระบบบัญชีเดิม ออกแบบที่ต้องได้ความเห็นชอบก่อนพัฒนา พัฒนาติดตั้งพร้อมส่งซอร์สโค้ดและคู่มือ และอบรม จ่ายสี่งวดโดยงวดสุดท้ายหลังใช้งานจริง — มีข้อเฉพาะงานบัญชี ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ รายงานภาษีซื้อขายและสต็อก ห้ามลบรายการ ย้ายยอดยกมา สำรองข้อมูล ข้อมูลเงินเดือนและลูกค้า ถ้าเป็นเว็บไซต์ แอป หรือระบบทั่วไปให้ใช้สัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์สัญญาจ้างพัฒนา Chatbot หรือระบบ AI ต้องมีอะไรบ้างใช้เมื่อจ้างพัฒนาแชตบอตหรือระบบที่ทำงานบนโมเดลปัญญาประดิษฐ์ — ระบุว่าใช้โมเดลของใคร ใครจ่ายค่าโทเคน ข้อมูลลูกค้าห้ามนำไปฝึกโมเดล วัดความแม่นยำอย่างไรจึงถือว่าตรวจรับได้ ต้องให้คนตรวจก่อนใช้ผลตรงไหน และเมื่อผู้ให้บริการโมเดลเปลี่ยนรุ่นแล้วใครรับภาระสัญญาตรวจสอบหรือกำกับการใช้ AI ในองค์กรขนาดเล็ก ต้องมีอะไรบ้างสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่จ้างที่ปรึกษาประเมินการใช้ AI ขององค์กรเทียบกับกรอบที่เลือก เช่น ISO/IEC 42001 หรือ NIST AI RMF ส่งมอบทะเบียนระบบ AI ทะเบียนความเสี่ยง รายงานช่องว่าง ชุดนโยบาย และการอบรม พร้อมประเด็นข้อมูลส่วนบุคคล ความเป็นอิสระจากผู้ขาย AI ข้อที่ไม่ใช่การรับรองมาตรฐาน และเพดานความรับผิดสัญญาจ้างซ่อมแซมและบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ ต้องมีอะไรบ้างใช้เมื่อจ้างช่างหรือบริษัทแอร์ดูแลเครื่องปรับอากาศในบ้าน สำนักงาน ร้านค้า หรือโรงงานเป็นรายปี — ล้างตามรอบ (ค่าตั้งต้นทุก 2 เดือน) ล้างใหญ่ประจำปี วัดค่ากระแสไฟและอุณหภูมิทุกครั้ง เสียแล้วช่างมาใน 24 ชม. ซ่อมเสร็จใน 3 วัน ไม่ทันมีค่าปรับรายวันมีเพดาน อะไหล่และน้ำยาต้องขออนุมัติก่อน ห้ามปล่อยสารทำความเย็นทิ้ง น้ำหยดเสียหายเพราะท่อตันผู้รับจ้างรับผิด · ตัวเลือกเสริม: เซนเซอร์/IoT เฝ้าระวังพร้อมมาตรการไซเบอร์ อะไหล่ปรับสภาพ ใบงานดิจิทัล ประกันภัย เพดานความรับผิดสัญญาจ้างเชื่อมต่อ API ต้องมีอะไรบ้างสำหรับจ้างพัฒนาการเชื่อมระบบของผู้ว่าจ้างกับ API ภายนอก กำหนดเจ้าของบัญชี กุญแจ โควตา ค่าใช้บริการ การทดสอบรายการซ้ำ การสลับใช้จริง และการส่งมอบสัญญาจ้างออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ต้องมีอะไรบ้างสำหรับจ้างสถาปนิกและวิศวกรออกแบบบ้านหรืออาคารใหม่ตั้งแต่แบบร่างจนถึงแบบก่อสร้างที่ใช้ขออนุญาตได้ กำหนดใบอนุญาตวิชาชีพ ขั้นตอนและกำหนดส่ง งบประมาณก่อสร้าง รอบแก้แบบ การแก้แบบตามข้อทักท้วงของเจ้าพนักงาน ไฟล์ CAD/BIM ลิขสิทธิ์ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ ความพร้อมรองรับโซลาร์เซลล์และที่ชาร์จรถไฟฟ้า ค่าปรับ และความรับผิดในแบบผิดพลาด