สัญญาร่วมสร้างคอนเทนต์และแบ่งรายได้ ต้องมีอะไรบ้าง
สัญญาระหว่างครีเอเตอร์สองฝ่ายที่ผลิตคอนเทนต์ร่วมกันลงช่องเดียวกันและแบ่งรายได้ที่เกิดขึ้น โดยแต่ละฝ่ายยังเป็นอิสระต่อกันทางภาษีและความรับผิด · งานที่สร้างร่วมกันจนแยกส่วนของแต่ละคนไม่ได้ เป็นงานที่มีผู้สร้างสรรค์ร่วมตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.4 ซึ่งโดยหลักต้องใช้สิทธิร่วมกัน
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อสองคนทำช่อง YouTube พอดแคสต์ หรือเพจร่วมกันและแบ่งรายได้ |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | สัญญาร่วมผลิตและแบ่งรายได้แบบนี้ไม่มีในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากร ตราบที่ต่างฝ่ายต่างเป็นตัวการของตนเอง ไม่ได้นำทรัพย์สินมาลงเป็นกองกลาง และไม่ได้แบ่งกำไรขาดทุนของกิจการร่วมกัน ข้อยกเว้นที่ต้องระวัง — ถ้าข้อเท็จจริงกลายเป็นการตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไร เอกสารนั้นอาจเข้าลักษณะ 27 จัดตั้งห้างหุ้นส่วน ซึ่งต้องปิดอากร 100 บาท และตามมาด้วยความรับผิดไม่จำกัดของทุกคน ให้ดูเนื้อหาจริงไม่ใช่ชื่อเอกสาร ส่วนใบรับเงินไม่ต้องปิดอากร เพราะลักษณะ 28 คลุมเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียน ถ้าฝ่ายหนึ่งจ้างอีกฝ่ายผลิตงานเป็นชิ้นโดยจ่ายค่าจ้าง ส่วนนั้นเป็นจ้างทำของ ลักษณะ 4 ต้องปิดอากร 1 บาทต่อทุก 1,000 บาทของสินจ้าง — แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น ควรใช้สัญญาจ้างแทนสัญญาฉบับนี้ ตราสารที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 |
| ภาษี | จุดที่ทำผิดกันมากที่สุดของสัญญาประเภทนี้ — รายได้จากแพลตฟอร์มเข้าบัญชีคนเดียว คนนั้นเป็นผู้มีเงินได้ ทั้งจำนวน ในทางภาษี ไม่ใช่ครึ่งเดียวตามที่ตกลงกันเอง การโอนส่วนแบ่งให้อีกฝ่ายเป็นรายการจ่ายอีกทอดหนึ่งที่ต้องมีเอกสารรองรับ ไม่งั้นฝ่ายที่รับเงินจากแพลตฟอร์มจะถูกประเมินภาษีจากยอดเต็มโดยหักอะไรไม่ได้ สิ่งที่ต้องตกลงกับผู้ทำบัญชีก่อนจ่ายงวดแรก คือ ส่วนแบ่งที่โอนให้อีกฝ่ายเป็นเงินได้ประเภทใด ซึ่งขึ้นกับข้อเท็จจริงว่าอีกฝ่ายทำอะไร ถ้าเป็นค่าตอบแทนการใช้ลิขสิทธิ์ในงานของอีกฝ่าย เป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) นิติบุคคลผู้จ่ายหักร้อยละ 3 ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 ถ้าเป็นค่าจ้างผลิตหรือค่าบริการ เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) หักร้อยละ 3 ตามข้อ 8 หรือข้อ 12/1 แล้วแต่ลักษณะ ถ้าผู้จ่ายเป็นบุคคลธรรมดา ไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในกรณีทั่วไป แต่ผู้รับยังต้องนำไปยื่นแบบเอง อีกเรื่องที่มักตกหล่น — สองคนที่หารายได้ร่วมกันโดยไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล อาจเข้าลักษณะคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ซึ่งมีหน้าที่ยื่นแบบในนามคณะบุคคลต่างหากจากภาษีส่วนตัวของแต่ละคน ข้อ 7 ของสัญญาจึงเขียนกันไว้ว่าไม่เปิดบัญชีร่วมและไม่แบ่งกำไรขาดทุน แต่ถ้ารูปแบบจริงเข้าข่าย ต้องให้ผู้ทำบัญชีตรวจ หากฝ่ายใดจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องเรียกเก็บและออกใบกำกับภาษีสำหรับส่วนที่เป็นการให้บริการตามกฎหมาย |
| แบบที่กฎหมายกำหนด | สัญญาแบบนี้ไม่ต้องจดทะเบียนและไม่มีแบบบังคับ สิ่งที่ต้องทำแทนคือ เก็บหลักฐานให้ครบตั้งแต่วันแรก เพราะเมื่อแยกทางกัน สิ่งที่พิสูจน์ยากที่สุดคือใครทำอะไรและตกลงแบ่งกันอย่างไร ภาพหน้าจอข้อตกลงและรายงานรายได้ทุกงวด ไม่ใช่เก็บเฉพาะยอดโอน บันทึกว่าใครเป็นคนสร้างบัญชี ใช้อีเมลอะไร เบอร์อะไรผูกไว้ และใครถือรหัสสำรอง ไฟล์ต้นฉบับของแต่ละฝ่าย แยกโฟลเดอร์ให้เห็นว่าวัสดุเดิมของใครคือของใคร เรื่องบัญชีช่องต้องเข้าใจข้อจำกัด — เงื่อนไขของแพลตฟอร์มส่วนใหญ่ห้ามโอนหรือแบ่งบัญชีผู้ใช้ ข้อ 2 ของสัญญาจึงผูกพันกันเองเท่านั้น ถ้าฝ่ายที่ถือบัญชีถอนสิทธิอีกฝ่ายออก แพลตฟอร์มจะไม่เข้ามาช่วย ทางแก้คือฟ้องกันตามสัญญา ซึ่งช้าและได้เป็นเงิน ไม่ได้ช่องคืน จึงควรเลือกฝ่ายที่ถือบัญชีอย่างรอบคอบตั้งแต่ต้น |
| มาตราที่อ้าง | พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.4 (ผู้สร้างสรรค์ร่วม), 6, 8, 9, 10, 11, 15, 17, 18; ป.พ.พ. ม.204, 224, 383, 387, 391, 420, 423, 1012, 1025; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม.4, 5, 8; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ม.19, 24, 37; ประมวลรัษฎากร ม.40(2), 40(3), 40(8), 118 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 27 (จัดตั้งห้างหุ้นส่วน) กับ 28; คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2, 8, 12/1 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 349 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อสองคนทำช่อง YouTube พอดแคสต์ หรือเพจร่วมกันและแบ่งรายได้
- ใช้เมื่อคนหนึ่งออกหน้ากล้อง อีกคนถ่ายและตัดต่อ แล้วแบ่งรายได้กัน
- ใช้เมื่อต้องตกลงว่าบัญชีช่องเป็นของใครและใครมีสิทธิแอดมิน
- ใช้เมื่อต้องกำหนดล่วงหน้าว่าถ้าแยกทางแล้วคลิปเก่าและรายได้เก่าจะเป็นอย่างไร
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- งานที่สร้างร่วมกันจนแยกส่วนของแต่ละคนไม่ได้ เป็นงานที่มีผู้สร้างสรรค์ร่วมตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.4 ซึ่งโดยหลักต้องใช้สิทธิร่วมกัน
- อย่าเปิดบัญชีรับเงินร่วมหรือแบ่งกำไรขาดทุน เพราะอาจกลายเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญที่หุ้นส่วนทุกคนรับผิดในหนี้ทั้งปวงโดยไม่จำกัดตาม ป.พ.พ. ม.1012 และ ม.1025
- รายได้แพลตฟอร์มเข้าบัญชีคนเดียว คนนั้นเป็นผู้มีเงินได้ทั้งจำนวนในทางภาษี ต้องวางวิธีออกเอกสารให้ถูกตั้งแต่ต้น
- ระบุให้ชัดว่านับรายได้จากอะไรบ้าง ทั้งโฆษณา สปอนเซอร์ สินค้า ทิป และค่าลิขสิทธิ์จากการนำคลิปไปใช้ซ้ำ
- เงื่อนไขแพลตฟอร์มมักห้ามโอนหรือแบ่งบัญชี ข้อตกลงเรื่องแอดมินจึงผูกพันกันเองเท่านั้น ไม่ผูกพันแพลตฟอร์ม
- ผู้สร้างสรรค์ยังมีสิทธิแสดงชื่อและห้ามการบิดเบือนที่ทำลายชื่อเสียงตาม ม.18 แม้ตกลงเรื่องลิขสิทธิ์ไว้แล้ว
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- ไม่เหมาะเมื่อฝ่ายหนึ่งจ้างอีกฝ่ายผลิตงานและจ่ายค่าจ้าง ให้ใช้ สัญญาจ้างตัดต่อวิดีโอ หรือ สัญญาจ้าง UGC Creator ตามลักษณะงาน
- ไม่เหมาะเมื่อสองแบรนด์ร่วมทำแคมเปญการตลาดที่มีวันเริ่มวันจบ ให้ใช้ สัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์
- ไม่เหมาะเมื่อจะลงทุนร่วมกันเป็นกิจการต่อเนื่อง มีทรัพย์สินร่วม และแบ่งกำไรขาดทุน ควรใช้สัญญาร่วมทุนหรือจดทะเบียนนิติบุคคลหลังตรวจโครงสร้างภาษีและความรับผิดแล้ว
อากรแสตมป์
สัญญาร่วมผลิตและแบ่งรายได้แบบนี้ไม่มีในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากร ตราบที่ต่างฝ่ายต่างเป็นตัวการของตนเอง ไม่ได้นำทรัพย์สินมาลงเป็นกองกลาง และไม่ได้แบ่งกำไรขาดทุนของกิจการร่วมกัน
ข้อยกเว้นที่ต้องระวัง — ถ้าข้อเท็จจริงกลายเป็นการตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไร เอกสารนั้นอาจเข้าลักษณะ 27 จัดตั้งห้างหุ้นส่วน ซึ่งต้องปิดอากร 100 บาท และตามมาด้วยความรับผิดไม่จำกัดของทุกคน ให้ดูเนื้อหาจริงไม่ใช่ชื่อเอกสาร ส่วนใบรับเงินไม่ต้องปิดอากร เพราะลักษณะ 28 คลุมเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียน
ถ้าฝ่ายหนึ่งจ้างอีกฝ่ายผลิตงานเป็นชิ้นโดยจ่ายค่าจ้าง ส่วนนั้นเป็นจ้างทำของ ลักษณะ 4 ต้องปิดอากร 1 บาทต่อทุก 1,000 บาทของสินจ้าง — แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น ควรใช้สัญญาจ้างแทนสัญญาฉบับนี้
ตราสารที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118
การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด
สัญญาแบบนี้ไม่ต้องจดทะเบียนและไม่มีแบบบังคับ สิ่งที่ต้องทำแทนคือ เก็บหลักฐานให้ครบตั้งแต่วันแรก เพราะเมื่อแยกทางกัน สิ่งที่พิสูจน์ยากที่สุดคือใครทำอะไรและตกลงแบ่งกันอย่างไร
- ภาพหน้าจอข้อตกลงและรายงานรายได้ทุกงวด ไม่ใช่เก็บเฉพาะยอดโอน
- บันทึกว่าใครเป็นคนสร้างบัญชี ใช้อีเมลอะไร เบอร์อะไรผูกไว้ และใครถือรหัสสำรอง
- ไฟล์ต้นฉบับของแต่ละฝ่าย แยกโฟลเดอร์ให้เห็นว่าวัสดุเดิมของใครคือของใคร
เรื่องบัญชีช่องต้องเข้าใจข้อจำกัด — เงื่อนไขของแพลตฟอร์มส่วนใหญ่ห้ามโอนหรือแบ่งบัญชีผู้ใช้ ข้อ 2 ของสัญญาจึงผูกพันกันเองเท่านั้น ถ้าฝ่ายที่ถือบัญชีถอนสิทธิอีกฝ่ายออก แพลตฟอร์มจะไม่เข้ามาช่วย ทางแก้คือฟ้องกันตามสัญญา ซึ่งช้าและได้เป็นเงิน ไม่ได้ช่องคืน จึงควรเลือกฝ่ายที่ถือบัญชีอย่างรอบคอบตั้งแต่ต้น
ภาษี
จุดที่ทำผิดกันมากที่สุดของสัญญาประเภทนี้ — รายได้จากแพลตฟอร์มเข้าบัญชีคนเดียว คนนั้นเป็นผู้มีเงินได้ ทั้งจำนวน ในทางภาษี ไม่ใช่ครึ่งเดียวตามที่ตกลงกันเอง การโอนส่วนแบ่งให้อีกฝ่ายเป็นรายการจ่ายอีกทอดหนึ่งที่ต้องมีเอกสารรองรับ ไม่งั้นฝ่ายที่รับเงินจากแพลตฟอร์มจะถูกประเมินภาษีจากยอดเต็มโดยหักอะไรไม่ได้
สิ่งที่ต้องตกลงกับผู้ทำบัญชีก่อนจ่ายงวดแรก คือ ส่วนแบ่งที่โอนให้อีกฝ่ายเป็นเงินได้ประเภทใด ซึ่งขึ้นกับข้อเท็จจริงว่าอีกฝ่ายทำอะไร
- ถ้าเป็นค่าตอบแทนการใช้ลิขสิทธิ์ในงานของอีกฝ่าย เป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) นิติบุคคลผู้จ่ายหักร้อยละ 3 ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2
- ถ้าเป็นค่าจ้างผลิตหรือค่าบริการ เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) หักร้อยละ 3 ตามข้อ 8 หรือข้อ 12/1 แล้วแต่ลักษณะ
- ถ้าผู้จ่ายเป็นบุคคลธรรมดา ไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในกรณีทั่วไป แต่ผู้รับยังต้องนำไปยื่นแบบเอง
อีกเรื่องที่มักตกหล่น — สองคนที่หารายได้ร่วมกันโดยไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล อาจเข้าลักษณะคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ซึ่งมีหน้าที่ยื่นแบบในนามคณะบุคคลต่างหากจากภาษีส่วนตัวของแต่ละคน ข้อ 7 ของสัญญาจึงเขียนกันไว้ว่าไม่เปิดบัญชีร่วมและไม่แบ่งกำไรขาดทุน แต่ถ้ารูปแบบจริงเข้าข่าย ต้องให้ผู้ทำบัญชีตรวจ
หากฝ่ายใดจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องเรียกเก็บและออกใบกำกับภาษีสำหรับส่วนที่เป็นการให้บริการตามกฎหมาย
ลิขสิทธิ์ในงานที่ทำด้วยกัน — กฎตั้งต้นที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้
งานที่สองคนร่วมกันสร้างสรรค์จนแยกไม่ออกว่าส่วนไหนของใคร เป็นงานที่มี ผู้สร้างสรรค์ร่วม ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ผลคือโดยหลักแล้ว คนใดคนหนึ่งเอาไปใช้ฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องใช้สิทธิร่วมกัน ซึ่งฟังดูยุติธรรมแต่ในทางปฏิบัติแปลว่าถ้าทะเลาะกัน ทั้งสองคนติดล็อกพร้อมกัน ใครก็เอาคลังคอนเทนต์ไปทำอะไรไม่ได้เลย
สัญญาฉบับนี้จึงให้เลือกตั้งแต่ต้นว่าลิขสิทธิ์เป็นของร่วมกันหรือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แล้ววางกลไกสามชั้นไว้กันการล็อกกันเอง
- ข้อ 3.3 ขออนุญาตใช้นอกช่องทางได้ และอีกฝ่าย ปฏิเสธโดยไม่มีเหตุอันสมควรไม่ได้ พร้อมกำหนดวันต้องตอบ
- ข้อ 3.5 แต่ละฝ่ายใช้ภาพ เสียง และชื่อของตนเองได้เสมอ ไม่ต้องขอใคร — คนออกกล้องไม่ควรต้องขออนุญาตเพื่อเอาคลิปตัวเองไปลงพอร์ต
- ข้อ 11.1 เมื่อแยกทาง คลิปเก่าไม่ถูกลบ และยังแบ่งรายได้ตามเดิมต่อไป เพราะเป็นทรัพย์สินที่ทั้งคู่สร้างมาด้วยกัน ไม่ใช่สิ่งที่ฝ่ายถือบัญชีจะเก็บเข้ากระเป๋าคนเดียว
และไม่ว่าจะตกลงกันอย่างไร ธรรมสิทธิ์ยังติดตัวผู้สร้างสรรค์เสมอ คือสิทธิแสดงว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์ และสิทธิห้ามการบิดเบือนจนเสียชื่อเสียง ขายกันไม่ได้และสละได้เฉพาะเป็นหนังสือ
ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือกลายเป็นห้างหุ้นส่วนโดยไม่ตั้งใจ
การเขียนว่า "ไม่เป็นห้างหุ้นส่วน" ไม่ผูกพันเจ้าหนี้หรือบุคคลภายนอก ศาลดูพฤติการณ์จริงว่าตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรหรือไม่ ถ้าใช่ ถือเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ และผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนรับผิดร่วมกันในหนี้ทั้งปวงโดยไม่จำกัดจำนวน แปลว่าถ้าอีกฝ่ายไปก่อหนี้ในนามโครงการ เจ้าหนี้อาจมาเรียกเอาจากคุณเต็มจำนวน
สามอย่างที่ทำให้เสี่ยงที่สุด และข้อ 7.1 ห้ามไว้แล้ว คือ เปิดบัญชีรับเงินร่วม · นำทรัพย์สินมาลงเป็นกองกลาง · แบ่งกำไรขาดทุนของกิจการ สัญญาฉบับนี้จึงออกแบบให้เงินเข้าบัญชีฝ่ายเดียวแล้วโอนส่วนแบ่ง ซึ่งเป็นการแบ่ง รายได้ ไม่ใช่แบ่งกำไรขาดทุน ถ้าโครงการโตจนต้องมีทรัพย์สินร่วม ให้ไปจดทะเบียนนิติบุคคล ไม่ใช่แก้สัญญาฉบับนี้เอง
ข้อที่ครีเอเตอร์ที่ทำช่องร่วมกันพลาดบ่อย
- ไม่คุยเรื่องบัญชีช่องตั้งแต่วันแรก — ข้อพิพาทอันดับหนึ่ง ตอนเริ่มทุกคนสนิทกัน ใครสร้างบัญชีก็ใช้อีเมลคนนั้น พอแยกทางกลายเป็นว่าอีกฝ่ายไม่มีอะไรเลย ข้อ 2.2 จึงห้ามถอนสิทธิอีกฝ่ายและห้ามเปลี่ยนอีเมลกู้คืนฝ่ายเดียว
- นิยามรายได้แคบเกินไป — เขียนแค่ "รายได้โฆษณา" แล้วสปอนเซอร์ที่จ่ายตรงเข้ากระเป๋าคนเดียวไม่ต้องแบ่ง ข้อ 5.1 จึงไล่ทุกช่องทางตั้งแต่โฆษณา สปอนเซอร์ สมาชิก ทิป จนถึงสินค้า
- แบ่งจากยอดก่อนหักค่าธรรมเนียม — ยอดที่เห็นในหลังบ้านกับยอดที่เข้าบัญชีจริงไม่เท่ากัน ข้อ 5.1 นับเฉพาะเงินที่ได้รับจริง
- ลืมกรณีแพลตฟอร์มเรียกเงินคืน — เกิดขึ้นจริงเมื่อคลิปถูกตรวจพบว่าผิดกติกาย้อนหลัง ข้อ 5.5 บอกว่าปรับยอดงวดถัดไป และถ้าเกิดจากความผิดของใคร คนนั้นรับไปเต็ม
- ลบคลิปเก่าตอนโกรธกัน — ข้อ 11.1 ต้องได้รับความยินยอมทั้งสองฝ่าย เพราะเป็นทั้งทรัพย์สินร่วมและแหล่งรายได้ที่ยังวิ่งอยู่
- ห้ามอีกฝ่ายทำคอนเทนต์ต่อทั้งหมด — ข้อห้ามที่กว้างจนปิดอาชีพ ศาลบังคับให้ไม่ได้ ข้อ 11.4 จึงจำกัดเฉพาะการใช้ชื่อโครงการ รูปแบบรายการที่จำได้ และคลังคอนเทนต์ร่วม ไม่ห้ามทำหัวข้อเดียวกันด้วยรูปแบบของตัวเอง
- ไม่เขียนวิธีซื้อส่วนของอีกฝ่าย — เมื่อคนหนึ่งอยากไปต่อและอีกคนอยากออก ถ้าไม่มีกลไกราคาไว้ก่อน จะตกลงกันไม่ได้เลย สวิตช์ในข้อ 11.3 มีไว้สำหรับกรณีนี้
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- ตารางหน้าที่ของแต่ละฝ่ายตาม … พร้อมปฏิทินเผยแพร่และผู้รับผิดชอบรายคลิป
- รายการบัญชีและแพลตฟอร์ม … พร้อมอีเมลหลัก อีเมลกู้คืน เบอร์ที่ผูกไว้ และผู้ถือรหัสสำรองตาม …
- รายการวัสดุเดิมของแต่ละฝ่าย … พร้อมหลักฐานความเป็นเจ้าของ
- นิยามรายได้ … และแบบรายงานกระทบยอดที่ใช้ร่วมกันทุกงวด
- รายการค่าใช้จ่ายที่หักก่อนแบ่งตาม … พร้อมวงเงินที่ต้องขออนุมัติล่วงหน้า
- วิธีคิดราคาซื้อส่วนของอีกฝ่ายตาม … พร้อมตัวอย่างการคำนวณบันทึกว่าคู่สัญญายังไม่ตกลงกลไกซื้อส่วนของกัน หากต้องการให้มี ต้องทำเป็นหนังสือเพิ่มเติม
วันลงนาม
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย ลงชื่อกำกับทุกหน้าและเอกสารแนบ ตรวจอำนาจลงนามของฝ่ายที่เป็นนิติบุคคล
ทำสามอย่างนี้ในวันเดียวกับที่เซ็น — ถ่ายภาพหน้าจอการตั้งค่าสิทธิแอดมินของทุกแพลตฟอร์มเก็บไว้กับสัญญา · ตกลงกับผู้ทำบัญชีว่าส่วนแบ่งที่โอนให้กันเป็นเงินได้ประเภทใดและต้องออกเอกสารอะไร · และเปิดโฟลเดอร์กลางแยกวัสดุเดิมของแต่ละฝ่ายออกจากงานที่ทำร่วมกัน เพราะสามอย่างนี้คือสิ่งที่ย้อนกลับไปทำทีหลังไม่ได้
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-0B866C · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาร่วมสร้างคอนเทนต์และแบ่งรายได้ ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
สัญญาร่วมผลิตและแบ่งรายได้แบบนี้ไม่มีในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากร ตราบที่ต่างฝ่ายต่างเป็นตัวการของตนเอง ไม่ได้นำทรัพย์สินมาลงเป็นกองกลาง และไม่ได้แบ่งกำไรขาดทุนของกิจการร่วมกัน ข้อยกเว้นที่ต้องระวัง — ถ้าข้อเท็จจริงกลายเป็นการตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไร เอกสารนั้นอาจเข้าลักษณะ 27 จัดตั้งห้างหุ้นส่วน ซึ่งต้องปิดอากร 100 บาท และตามมาด้วยความรับผิดไม่จำกัดของทุกคน ให้ดูเนื้อหาจริงไม่ใช่ชื่อเอกสาร ส่วนใบรับเงินไม่ต้องปิดอากร เพราะลักษณะ 28 คลุมเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียน ถ้าฝ่ายหนึ่งจ้างอีกฝ่ายผลิตงานเป็นชิ้นโดยจ่ายค่าจ้าง ส่วนนั้นเป็นจ้างทำของ ลักษณะ 4 ต้องปิดอากร 1 บาทต่อทุก 1,000 บาทของสินจ้าง — แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น ควรใช้สัญญาจ้างแทนสัญญาฉบับนี้ ตราสารที่ต้องเสียอากรแต่ปิดไม่บริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118
สัญญาร่วมสร้างคอนเทนต์และแบ่งรายได้ เสียภาษีอะไรบ้าง
จุดที่ทำผิดกันมากที่สุดของสัญญาประเภทนี้ — รายได้จากแพลตฟอร์มเข้าบัญชีคนเดียว คนนั้นเป็นผู้มีเงินได้ ทั้งจำนวน ในทางภาษี ไม่ใช่ครึ่งเดียวตามที่ตกลงกันเอง การโอนส่วนแบ่งให้อีกฝ่ายเป็นรายการจ่ายอีกทอดหนึ่งที่ต้องมีเอกสารรองรับ ไม่งั้นฝ่ายที่รับเงินจากแพลตฟอร์มจะถูกประเมินภาษีจากยอดเต็มโดยหักอะไรไม่ได้ สิ่งที่ต้องตกลงกับผู้ทำบัญชีก่อนจ่ายงวดแรก คือ ส่วนแบ่งที่โอนให้อีกฝ่ายเป็นเงินได้ประเภทใด ซึ่งขึ้นกับข้อเท็จจริงว่าอีกฝ่ายทำอะไร ถ้าเป็นค่าตอบแทนการใช้ลิขสิทธิ์ในงานของอีกฝ่าย เป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) นิติบุคคลผู้จ่ายหักร้อยละ 3 ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 ถ้าเป็นค่าจ้างผลิตหรือค่าบริการ เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) หักร้อยละ 3 ตามข้อ 8 หรือข้อ 12/1 แล้วแต่ลักษณะ ถ้าผู้จ่ายเป็นบุคคลธรรมดา ไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในกรณีทั่วไป แต่ผู้รับยังต้องนำไปยื่นแบบเอง อีกเรื่องที่มักตกหล่น — สองคนที่หารายได้ร่วมกันโดยไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล อาจเข้าลักษณะคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ซึ่งมีหน้าที่ยื่นแบบในนามคณะบุคคลต่างหากจากภาษีส่วนตัวของแต่ละคน ข้อ 7 ของสัญญาจึงเขียนกันไว้ว่าไม่เปิดบัญชีร่วมและไม่แบ่งกำไรขาดทุน แต่ถ้ารูปแบบจริงเข้าข่าย ต้องให้ผู้ทำบัญชีตรวจ หากฝ่ายใดจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องเรียกเก็บและออกใบกำกับภาษีสำหรับส่วนที่เป็นการให้บริการตามกฎหมาย
ใช้สัญญาร่วมสร้างคอนเทนต์และแบ่งรายได้ตอนไหน
ใช้เมื่อสองคนทำช่อง YouTube พอดแคสต์ หรือเพจร่วมกันและแบ่งรายได้ · ใช้เมื่อคนหนึ่งออกหน้ากล้อง อีกคนถ่ายและตัดต่อ แล้วแบ่งรายได้กัน · ใช้เมื่อต้องตกลงว่าบัญชีช่องเป็นของใครและใครมีสิทธิแอดมิน · ใช้เมื่อต้องกำหนดล่วงหน้าว่าถ้าแยกทางแล้วคลิปเก่าและรายได้เก่าจะเป็นอย่างไร
ทำสัญญาร่วมสร้างคอนเทนต์และแบ่งรายได้ต้องระวังอะไร
งานที่สร้างร่วมกันจนแยกส่วนของแต่ละคนไม่ได้ เป็นงานที่มีผู้สร้างสรรค์ร่วมตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.4 ซึ่งโดยหลักต้องใช้สิทธิร่วมกัน · อย่าเปิดบัญชีรับเงินร่วมหรือแบ่งกำไรขาดทุน เพราะอาจกลายเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญที่หุ้นส่วนทุกคนรับผิดในหนี้ทั้งปวงโดยไม่จำกัดตาม ป.พ.พ. ม.1012 และ ม.1025 · รายได้แพลตฟอร์มเข้าบัญชีคนเดียว คนนั้นเป็นผู้มีเงินได้ทั้งจำนวนในทางภาษี ต้องวางวิธีออกเอกสารให้ถูกตั้งแต่ต้น · ระบุให้ชัดว่านับรายได้จากอะไรบ้าง ทั้งโฆษณา สปอนเซอร์ สินค้า ทิป และค่าลิขสิทธิ์จากการนำคลิปไปใช้ซ้ำ · เงื่อนไขแพลตฟอร์มมักห้ามโอนหรือแบ่งบัญชี ข้อตกลงเรื่องแอดมินจึงผูกพันกันเองเท่านั้น ไม่ผูกพันแพลตฟอร์ม · ผู้สร้างสรรค์ยังมีสิทธิแสดงชื่อและห้ามการบิดเบือนที่ทำลายชื่อเสียงตาม ม.18 แม้ตกลงเรื่องลิขสิทธิ์ไว้แล้ว
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาร่วมสร้างคอนเทนต์และแบ่งรายได้
ไม่เหมาะเมื่อฝ่ายหนึ่งจ้างอีกฝ่ายผลิตงานและจ่ายค่าจ้าง ให้ใช้ สัญญาจ้างตัดต่อวิดีโอ หรือ สัญญาจ้าง UGC Creator ตามลักษณะงาน · ไม่เหมาะเมื่อสองแบรนด์ร่วมทำแคมเปญการตลาดที่มีวันเริ่มวันจบ ให้ใช้ สัญญาร่วมแคมเปญระหว่างแบรนด์ · ไม่เหมาะเมื่อจะลงทุนร่วมกันเป็นกิจการต่อเนื่อง มีทรัพย์สินร่วม และแบ่งกำไรขาดทุน ควรใช้สัญญาร่วมทุนหรือจดทะเบียนนิติบุคคลหลังตรวจโครงสร้างภาษีและความรับผิดแล้ว
สัญญาร่วมสร้างคอนเทนต์และแบ่งรายได้ ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม
สัญญาแบบนี้ไม่ต้องจดทะเบียนและไม่มีแบบบังคับ สิ่งที่ต้องทำแทนคือ เก็บหลักฐานให้ครบตั้งแต่วันแรก เพราะเมื่อแยกทางกัน สิ่งที่พิสูจน์ยากที่สุดคือใครทำอะไรและตกลงแบ่งกันอย่างไร ภาพหน้าจอข้อตกลงและรายงานรายได้ทุกงวด ไม่ใช่เก็บเฉพาะยอดโอน บันทึกว่าใครเป็นคนสร้างบัญชี ใช้อีเมลอะไร เบอร์อะไรผูกไว้ และใครถือรหัสสำรอง ไฟล์ต้นฉบับของแต่ละฝ่าย แยกโฟลเดอร์ให้เห็นว่าวัสดุเดิมของใครคือของใคร เรื่องบัญชีช่องต้องเข้าใจข้อจำกัด — เงื่อนไขของแพลตฟอร์มส่วนใหญ่ห้ามโอนหรือแบ่งบัญชีผู้ใช้ ข้อ 2 ของสัญญาจึงผูกพันกันเองเท่านั้น ถ้าฝ่ายที่ถือบัญชีถอนสิทธิอีกฝ่ายออก แพลตฟอร์มจะไม่เข้ามาช่วย ทางแก้คือฟ้องกันตามสัญญา ซึ่งช้าและได้เป็นเงิน ไม่ได้ช่องคืน จึงควรเลือกฝ่ายที่ถือบัญชีอย่างรอบคอบตั้งแต่ต้น
ลงนามสัญญาร่วมสร้างคอนเทนต์และแบ่งรายได้ต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย ลงชื่อกำกับทุกหน้าและเอกสารแนบ ตรวจอำนาจลงนามของฝ่ายที่เป็นนิติบุคคล ทำสามอย่างนี้ในวันเดียวกับที่เซ็น — ถ่ายภาพหน้าจอการตั้งค่าสิทธิแอดมินของทุกแพลตฟอร์มเก็บไว้กับสัญญา · ตกลงกับผู้ทำบัญชีว่าส่วนแบ่งที่โอนให้กันเป็นเงินได้ประเภทใดและต้องออกเอกสารอะไร · และเปิดโฟลเดอร์กลางแยกวัสดุเดิมของแต่ละฝ่ายออกจากงานที่ทำร่วมกัน เพราะสามอย่างนี้คือสิ่งที่ย้อนกลับไปทำทีหลังไม่ได้
ทำสัญญาร่วมสร้างคอนเทนต์และแบ่งรายได้ต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
ตารางหน้าที่ของแต่ละฝ่ายตาม … พร้อมปฏิทินเผยแพร่และผู้รับผิดชอบรายคลิป รายการบัญชีและแพลตฟอร์ม … พร้อมอีเมลหลัก อีเมลกู้คืน เบอร์ที่ผูกไว้ และผู้ถือรหัสสำรองตาม … รายการวัสดุเดิมของแต่ละฝ่าย … พร้อมหลักฐานความเป็นเจ้าของ นิยามรายได้ … และแบบรายงานกระทบยอดที่ใช้ร่วมกันทุกงวด รายการค่าใช้จ่ายที่หักก่อนแบ่งตาม … พร้อมวงเงินที่ต้องขออนุมัติล่วงหน้า วิธีคิดราคาซื้อส่วนของอีกฝ่ายตาม … พร้อมตัวอย่างการคำนวณบันทึกว่าคู่สัญญายังไม่ตกลงกลไกซื้อส่วนของกัน หากต้องการให้มี ต้องทำเป็นหนังสือเพิ่มเติม
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 18 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4
ในพระราชบัญญัตินี้ “ผู้สร้างสรรค์” หมายความว่า ผู้ทำหรือผู้ก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ “ลิขสิทธิ์” หมายความว่า สิทธิแต่ผู้เดียวที่จะทำการใด ๆ ตามพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับงาน ที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น “วรรณกรรม” หมายความว่า งานนิพนธ์ที่ทำขึ้นทุกชนิด เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ ปาฐกถา เทศนา คำปราศรัย สุนทรพจน์ และให้หมายความรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วย - 2 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา “โปรแกรมคอมพิวเตอร์” หมายความว่า คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดที่นำไปใช้กับ เครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานหรือเพื่อให้ได้รับผลอย่างหนึ่งอย่างใด ทั้งนี้ ไม่ว่า จะเป็นภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในลักษณะใด “นาฏกรรม” หมายความว่า งานเกี่ยวกับการรำ การเต้น การทำท่า หรือการแสดงที่ประกอบขึ้น เป็นเรื่องราว และให้หมายความรวมถึงการแสดงโดยวิธีใบ้ด้วย “ศิลปกรรม” หมายความว่า งานอันมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้ (1) งานจิตรกรรม ได้แก่ งานสร้างสรรค์รูปทรงที่ประกอบด้วยเส้น แสง สี หรือสิ่งอื่น อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ลงบนวัสดุอย่างเดียวหรือหลายอย่าง (2) งานประติมากรรม ได้แก่ งานสร้างสรรค์รูปทรงที่เกี่ยวกับปริมาตรที่สัมผัสและจับต้องได้ (3) งานภาพพิมพ์ ได้แก่ งานสร้างสรรค์ภาพด้วยกรรมวิธีทางการพิมพ์ และหมายความ รวมถึงแม่พิมพ์หรือแบบพิมพ์ที่ใช้ในการพิมพ์ด้วย (4) งานสถาปัตยกรรม ได้แก่ งานออกแบบอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง งานออกแบบตกแต่ง ภายในหรือภายนอก ตลอดจนบริเวณของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง หรือการสร้างสรรค์หุ่นจำลองของอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้าง (5) งานภาพถ่าย ได้แก่ งานสร้างสรรค์ภาพที่เกิดจากการใช้เครื่องมือบันทึกภาพโดยให้แสง ผ่านเลนซ์ไปยังฟิล์มหรือกระจก และล้างด้วยน้ำยาซึ่งมีสูตรเฉพาะ หรือด้วยกรรมวิธีใด ๆ อันทำให้เกิดภาพขึ้น หรือการบันทึกภาพโดยเครื่องมือหรือวิธีการอย่างอื่น (6) งานภาพประกอบ แผนที่ โครงสร้าง ภาพร่าง หรืองานสร้างสรรค์รูปทรงสามมิติ อันเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ หรือวิทยาศาสตร์ (7) งานศิลปประยุกต์ ได้แก่ งานที่นำเอางานตาม (1) ถึง (6) อย่างใดอย่างหนึ่งหรือ หลายอย่างรวมกันไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น นอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าวนั้น เช่น นำไปใช้สอย นำไปตกแต่งวัสดุหรือสิ่งของอันเป็นเครื่องใช้หรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า ทั้งนี้ ไม่ว่างานตาม (1) ถึง (7) จะมีคุณค่าทางศิลปะหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง ภาพถ่ายและแผนผังของงานดังกล่าวด้วย “ดนตรีกรรม” หมายความว่า งานเกี่ยวกับเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อบรรเลงหรือขับร้องไม่ว่าจะมี ทำนองและคำร้องหรือมีทำนองอย่างเดียว และให้หมายความรวมถึงโน้ตเพลงหรือแผนภูมิเพลงที่ได้แยก และเรียบเรียงเสียงประสานแล้ว “โสตทัศนวัสดุ” หมายความว่า งานอันประกอบด้วยลำดับของภาพโดยบันทึกลงในวัสดุ ไม่ว่าจะมีลักษณะอย่างใด อันสามารถที่จะนำมาเล่นซ้ำได้อีก โดยใช้เครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการใช้วัสดุนั้น และให้หมายความรวมถึงเสียงประกอบงานนั้นด้วย ถ้ามี “ภาพยนตร์” หมายความว่า โสตทัศนวัสดุอันประกอบด้วยลำดับของภาพ ซึ่งสามารถ นำออกฉายต่อเนื่องได้อย่างภาพยนตร์หรือสามารถบันทึกลงบนวัสดุอื่น เพื่อนำออกฉายต่อเนื่อง ได้อย่างภาพยนตร์ และให้หมายความรวมถึงเสียงประกอบภาพยนตร์นั้นด้วย ถ้ามี - 3 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา “สิ่งบันทึกเสียง” หมายความว่า งานอันประกอบด้วยลำดับของเสียงดนตรี เสียงการแสดง หรือเสียงอื่นใด โดยบันทึกลงในวัสดุไม่ว่าจะมีลักษณะใด ๆ อันสามารถที่จะนำมาเล่นซ้ำได้อีกโดยใช้เครื่องมือ ที่จำเป็นสำหรับการใช้วัสดุนั้น แต่ทั้งนี้มิให้หมายความรวมถึงเสียงประกอบภาพยนตร์หรือเสียงประกอบ โสตทัศนวัสดุอย่างอื่น “นักแสดง” หมายความว่า ผู้แสดง นักดนตรี นักร้อง นักเต้น นักรำ และผู้ซึ่งแสดงท่าทาง ร้อง กล่าว พากย์ แสดงตามบทหรือในลักษณะอื่นใด “งานแพร่เสียงแพร่ภาพ” หมายความว่า งานที่นำออกสู่สาธารณชนโดยการแพร่เสียง ทางวิทยุกระจายเสียง การแพร่เสียงและหรือภาพทางวิทยุโทรทัศน์ หรือโดยวิธีอย่างอื่นอันคล้ายคลึงกัน “ทำซ้ำ” หมายความรวมถึง คัดลอกไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ เลียนแบบ ทำสำเนา ทำแม่พิมพ์ บันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกเสียงและภาพ จากต้นฉบับ จากสำเนา หรือจากการโฆษณาในส่วนอันเป็น สาระสำคัญ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน สำหรับในส่วนที่เกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้หมายความถึง คัดลอกหรือทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากสื่อบันทึกใด ไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ โดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน “ดัดแปลง” หมายความว่า ทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปใหม่ ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม หรือจำลองงาน ต้นฉบับในส่วนอันเป็นสาระสำคัญโดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน (1) ในส่วนที่เกี่ยวกับวรรณกรรม ให้หมายความรวมถึง แปลวรรณกรรม เปลี่ยนรูป วรรณกรรมหรือรวบรวมวรรณกรรมโดยคัดเลือกและจัดลำดับใหม่ (2) ในส่วนที่เกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ให้หมายความรวมถึง ทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปใหม่ ปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ โดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำขึ้นใหม่ (3) ในส่วนที่เกี่ยวกับนาฏกรรม ให้หมายความรวมถึง เปลี่ยนงานที่มิใช่นาฏกรรมให้เป็น นาฏกรรม หรือเปลี่ยนนาฏกรรมให้เป็นงานที่มิใช่นาฏกรรม ทั้งนี้ ไม่ว่าในภาษาเดิมหรือต่างภาษากัน (4) ในส่วนที่เกี่ยวกับศิลปกรรม ให้หมายความรวมถึง เปลี่ยนงานที่เป็นรูปสองมิติหรือ สามมิติ ให้เป็นรูปสามมิติหรือสองมิติ หรือทำหุ่นจำลองจากงานต้นฉบับ (5) ในส่วนที่เกี่ยวกับดนตรีกรรม ให้หมายความรวมถึง จัดลำดับเรียบเรียงเสียงประสานหรือ เปลี่ยนคำร้องหรือทำนองใหม่ “เผยแพร่ต่อสาธารณชน” หมายความว่า ทำให้ปรากฏต่อสาธารณชน โดยการแสดง การบรรยาย การสวด การบรรเลง การทำให้ปรากฏด้วยเสียงและหรือภาพ การก่อสร้าง การจำหน่าย หรือโดย วิธีอื่นใดซึ่งงานที่ได้จัดทำขึ้น “การโฆษณา” หมายความว่า การนำสำเนาจำลองของงานไม่ว่าในรูปหรือลักษณะอย่างใด ที่ทำขึ้นโดยความยินยอมของผู้สร้างสรรค์ออกจำหน่าย โดยสำเนาจำลองนั้นมีปรากฏต่อสาธารณชน เป็นจำนวนมากพอสมควรตามสภาพของงานนั้น แต่ทั้งนี้ไม่หมายความรวมถึง การแสดงหรือการทำให้ปรากฏ ซึ่งนาฏกรรม ดนตรีกรรม หรือภาพยนตร์ การบรรยายหรือการปาฐกถา ซึ่งวรรณกรรม การแพร่เสียงแพร่ภาพ เกี่ยวกับงานใด การนำศิลปกรรมออกแสดงและการก่อสร้างงานสถาปัตยกรรม - 4 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา “ผู้ให้บริการ” หมายความว่า ผู้ให้บริการเป็นสื่อกลางส่งผ่านข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือ ให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่นผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ และให้หมายความรวมถึงผู้ให้บริการ เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นการชั่วคราว ผู้ให้บริการรับฝากข้อมูลคอมพิวเตอร์ และผู้ให้บริการสืบค้นแหล่งที่ตั้ง ของข้อมูลคอมพิวเตอร์ด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเองหรือบุคคลอื่น หรือเพื่อประโยชน์ ของบุคคลอื่น “ผู้ใช้บริการ” หมายความว่า ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการไม่ว่าต้องเสียค่าใช้บริการหรือไม่ก็ตาม “ข้อมูลการบริหารสิทธิ” หมายความว่า ข้อมูลที่บ่งชี้ถึงผู้สร้างสรรค์ งานสร้างสรรค์ นักแสดง การแสดง เจ้าของลิขสิทธิ์ หรือระยะเวลาและเงื่อนไขการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ ตลอดจนตัวเลขหรือ รหัสแทนข้อมูลดังกล่าว โดยข้อมูลเช่นว่านี้ติดอยู่หรือปรากฏเกี่ยวข้องกับงานอันมีลิขสิทธิ์หรือสิ่งบันทึก การแสดง “มาตรการทางเทคโนโลยี” หมายความว่า เทคโนโลยีที่ใช้คุ้มครองสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ หรือสิทธิของนักแสดงตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเทคโนโลยีที่ใช้ควบคุมการเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์หรือ สิ่งบันทึกการแสดง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ “การหลบเลี่ยงมาตรการทางเทคโนโลยี” (ยกเลิก) “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งอธิบดี กรมทรัพย์สินทางปัญญามอบหมายด้วย “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการลิขสิทธิ์ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204
ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387
ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420
ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ลักษณะ 5 ละเมิด (มาตรา 420–437)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423
ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้ ผู้ใดส่งข่าวสารอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสารนั้นมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสารเช่นนั้นหาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ลักษณะ 5 ละเมิด (มาตรา 420–437)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012
อันว่าสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น
ห้างหุ้นส่วนและบริษัท — ป.พ.พ. ม.1012–1076
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1025
อันว่าห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น คือห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด
ห้างหุ้นส่วนและบริษัท — ป.พ.พ. ม.1012–1076
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5
ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 19
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะกระทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลไม่ได้หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนหรือในขณะนั้น เว้นแต่บทบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้กระทำได้ การขอความยินยอมต้องทำโดยชัดแจ้ง เป็นหนังสือหรือทำโดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ โดยสภาพไม่อาจขอความยินยอมด้วยวิธีการดังกล่าวได้ ในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้ง วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไปด้วย และการขอความยินยอมนั้น ต้องแยกส่วนออกจากข้อความอื่นอย่างชัดเจน มีแบบหรือข้อความที่เข้าถึงได้ง่ายและเข้าใจได้ รวมทั้ง ใช้ภาษาที่อ่านง่าย และไม่เป็นการหลอกลวงหรือทำให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเข้าใจผิดในวัตถุประสงค์ ดังกล่าว ทั้งนี้ คณะกรรมการจะให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามแบบและข้อความที่คณะกรรมการประกาศกำหนดก็ได้ ในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องคำนึง อย่างถึงที่สุดในความเป็นอิสระของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในการให้ความยินยอม ทั้งนี้ ในการเข้าทำสัญญา ซึ่งรวมถึงการให้บริการใด ๆ ต้องไม่มีเงื่อนไขในการให้ความยินยอมเพื่อเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่มีความจำเป็นหรือเกี่ยวข้องสำหรับการเข้าทำสัญญาซึ่งรวมถึงการให้บริการนั้น ๆ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจะถอนความยินยอมเสียเมื่อใดก็ได้โดยจะต้องถอนความยินยอมได้ง่าย เช่นเดียวกับการให้ความยินยอม เว้นแต่มีข้อจำกัดสิทธิในการถอนความยินยอมโดยกฎหมายหรือ สัญญาที่ให้ประโยชน์แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ การถอนความยินยอมย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ให้ความยินยอมไปแล้ว โดยชอบตามที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ ในกรณีที่การถอนความยินยอมส่งผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในเรื่องใด ผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงผลกระทบจากการถอนความยินยอมนั้น การขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ ไม่มีผล ผูกพันเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และไม่ทำให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสามารถทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24
ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ (1) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (5) เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญ น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (6) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวน มาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) ในกรณีที่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ (3) จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนด ระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หรือที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ได้ถอนความยินยอม เว้นแต่เก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข) การใช้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ ให้นำความใน
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 40
เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล (4) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว
ประมวลรัษฎากร — เงินได้พึงประเมิน ม.40–41
ประมวลรัษฎากร มาตรา 118
ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)