สัญญาจ้างเขียนบทความ ต้องมีอะไรบ้าง
สัญญาระหว่างผู้ว่าจ้างกับนักเขียนอิสระเพื่อส่งมอบบทความตามบรีฟ โดยกำหนดสิทธิในงานเขียนหลังชำระเงิน · บรีฟต้องระบุข้อเท็จจริง แหล่งข้อมูล และข้อความที่ห้ามกล่าวอ้าง มิฉะนั้นข้อโต้แย้งเรื่องงานไม่ตรงความต้องการจะแก้ยาก
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อจ้างเขียนบทความเว็บไซต์ บล็อก ข่าวประชาสัมพันธ์ หรือบทความความรู้เป็นรายชิ้น |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | สัญญาจ้างเขียนบทความเข้าลักษณะตราสาร 4 จ้างทำของ ผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่าแสตมป์ อัตรา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท ค่าจ้างตามสัญญานี้คำนวณได้ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) หากตราสารไม่ได้ปิดอากรบริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนชำระอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 หากยื่นล่าช้าอาจมีเงินเพิ่มตามมาตรา 113–114 สัญญาอิเล็กทรอนิกส์ให้ตรวจวิธีชำระอากรเป็นตัวเงินและกำหนดเวลาที่ใช้บังคับ |
| ภาษี | เมื่อผู้ว่าจ้างเป็นนิติบุคคลและจ่ายค่าจ้างทำของหรือค่าบริการที่เข้าเงื่อนไข ให้ตรวจการหักภาษี ณ ที่จ่ายอัตราปกติร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 และออกหนังสือรับรองให้ผู้รับจ้าง ตรวจอัตราและประเภทเงินได้ตามข้อเท็จจริงก่อนจ่าย ผู้รับจ้างที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออกใบกำกับภาษีตามกฎหมาย ผู้ว่าจ้างควรระบุในใบสั่งจ้างว่าค่าจ้าง … รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือไม่ และเก็บหลักฐานการชำระกับใบหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ตรงกัน |
| แบบที่กฎหมายกำหนด | สัญญาจ้างเขียนบทความทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียน ควรเก็บบรีฟ เวอร์ชันงาน วันที่ส่ง และหลักฐานตรวจรับไว้ เพราะเป็นหลักฐานขอบเขตงานและสิทธิในผลงาน |
| มาตราที่อ้าง | ป.พ.พ. ม.7, 204, 224, 383, 387, 391, 587, 605; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม.4, 5, 8; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.10, 15, 17; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ม.37, 40; ประมวลรัษฎากร ม.113, 114, 118 และบัญชีอัตราอากรลักษณะ 4 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 149 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อจ้างเขียนบทความเว็บไซต์ บล็อก ข่าวประชาสัมพันธ์ หรือบทความความรู้เป็นรายชิ้น
- ใช้เมื่อผู้ว่าจ้างมีบรีฟ หัวข้อ จำนวนคำ และกลุ่มผู้อ่านชัดเจน
- ใช้เมื่อจะให้แก้ไขงานได้ตามจำนวนรอบที่ตกลง
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- บรีฟต้องระบุข้อเท็จจริง แหล่งข้อมูล และข้อความที่ห้ามกล่าวอ้าง มิฉะนั้นข้อโต้แย้งเรื่องงานไม่ตรงความต้องการจะแก้ยาก
- สัญญาจ้างงานเขียนเข้าลักษณะจ้างทำของตาม ป.พ.พ. ม.587 และผู้รับจ้างเสียอากรแสตมป์ตามตราสารลักษณะ 4
- ลิขสิทธิ์งานรับจ้างเป็นของผู้ว่าจ้างตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10 เว้นแต่ตกลงต่างกัน แต่ควรระบุสิทธิใช้ผลงานและเวลาที่โอนให้ชัด
- ห้ามส่งข้อมูลลูกค้า ข้อมูลสุขภาพ หรือข้อมูลอ่อนไหวให้นักเขียนโดยไม่มีฐานกฎหมายและมาตรการตาม PDPA
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- ไม่เหมาะกับจ้างพนักงานเขียนงานประจำภายใต้การควบคุมเวลาและสถานที่ ควรใช้สัญญาจ้างแรงงาน
- ไม่เหมาะกับงานหนังสือทั้งเล่มหรือสิทธิแปลต่างประเทศที่ต้องเจรจาสิทธิและค่าลิขสิทธิ์ละเอียด ควรใช้สัญญาจ้างสร้างสรรค์เฉพาะงาน
อากรแสตมป์
สัญญาจ้างเขียนบทความเข้าลักษณะตราสาร 4 จ้างทำของ ผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่าแสตมป์ อัตรา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท ค่าจ้างตามสัญญานี้คำนวณได้ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก)
หากตราสารไม่ได้ปิดอากรบริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนชำระอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 หากยื่นล่าช้าอาจมีเงินเพิ่มตามมาตรา 113–114 สัญญาอิเล็กทรอนิกส์ให้ตรวจวิธีชำระอากรเป็นตัวเงินและกำหนดเวลาที่ใช้บังคับ
การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด
สัญญาจ้างเขียนบทความทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียน ควรเก็บบรีฟ เวอร์ชันงาน วันที่ส่ง และหลักฐานตรวจรับไว้ เพราะเป็นหลักฐานขอบเขตงานและสิทธิในผลงาน
ภาษี
เมื่อผู้ว่าจ้างเป็นนิติบุคคลและจ่ายค่าจ้างทำของหรือค่าบริการที่เข้าเงื่อนไข ให้ตรวจการหักภาษี ณ ที่จ่ายอัตราปกติร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 และออกหนังสือรับรองให้ผู้รับจ้าง ตรวจอัตราและประเภทเงินได้ตามข้อเท็จจริงก่อนจ่าย
ผู้รับจ้างที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออกใบกำกับภาษีตามกฎหมาย ผู้ว่าจ้างควรระบุในใบสั่งจ้างว่าค่าจ้าง … รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือไม่ และเก็บหลักฐานการชำระกับใบหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ตรงกัน
นามปากกาและการไม่ใส่ชื่อผู้เขียน — ข้อที่ต้องเขียน ไม่ใช่เข้าใจเอาเอง
งานรับจ้างเขียนส่วนใหญ่ลูกค้าเอาไปลงในนามแบรนด์หรือในนามผู้บริหาร ซึ่งกฎหมายไม่ได้ให้ทำได้โดยอัตโนมัติ
- ธรรมสิทธิ์โอนกันไม่ได้ ผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะแสดงว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์งาน และห้ามผู้รับโอนบิดเบือน ตัดทอน หรือดัดแปลงจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของตน แม้ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้างแล้ว (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.18) — สิทธินี้อยู่กับผู้เขียนตลอดอายุการคุ้มครองและทายาทฟ้องแทนได้
- ยกเว้นได้เฉพาะเมื่อตกลงกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษร (ม.18 ตอนท้าย) ดังนั้นถ้าจะลงในนามคนอื่นหรือไม่ใส่ชื่อผู้เขียนเลย ต้องเขียนไว้ในสัญญาหรือผนวกให้ชัด ว่าผู้เขียนตกลงไม่แสดงตนและยินยอมให้ลงในนามผู้ว่าจ้าง — สัญญาฉบับนี้ยังไม่มีข้อนี้ ให้เพิ่มในผนวกก่อนใช้กับงานลงนามแบรนด์
- การแก้ไขต้นฉบับเป็นคนละเรื่องกับการบิดเบือน ผู้ว่าจ้างแก้ไขเพื่อความเหมาะสมได้ แต่ถ้าแก้จนความหมายผิดไปแล้วยังใส่ชื่อผู้เขียนไว้ เข้าข่าย ม.18 ได้
- ถ้าจะให้เครดิต ให้ระบุรูปแบบไว้ในผนวก เช่น ชื่อจริง นามปากกา หรือไม่ใส่ชื่อ และให้ระบุด้วยว่าใช้กับช่องทางใดบ้าง
เนื้อหาที่ทำให้ถูกฟ้อง — และใครโดนบ้าง
- บทความที่พาดพิงบุคคลอื่น ผู้ที่กล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง จนเสียหายแก่ชื่อเสียงหรือทางทำมาหาได้ของผู้อื่น ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน (ป.พ.พ. ม.423) — ทั้งผู้เขียนและผู้ที่นำไปเผยแพร่อาจรับผิดได้ ไม่ใช่เฉพาะคนใดคนหนึ่ง และยังมีความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทอีกส่วนหนึ่ง
- การเปรียบเทียบกับคู่แข่งโดยตรง เป็นจุดที่เสี่ยงที่สุดของบทความการตลาด ต้องมีหลักฐานรองรับทุกข้อความที่เป็นข้อเท็จจริง
- ลอกเนื้อหาผู้อื่น ผู้เขียนคือคนที่ทำซ้ำและดัดแปลงโดยตรง จึงถูกฟ้องได้เอง (ม.15) การอ้างอิงงานของผู้อื่นทำได้เท่าที่เป็นการอ้างอิงอย่างเป็นธรรมโดยรับรู้ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ไม่ใช่คัดลอกมาทั้งย่อหน้าแล้วใส่ลิงก์
- ภาพประกอบบทความก็มีลิขสิทธิ์ ภาพจากการค้นหาในอินเทอร์เน็ตใช้ไม่ได้ ต้องเป็นภาพที่ซื้อสิทธิหรือมีสัญญาอนุญาตรองรับ และต้องระบุว่าใครเป็นคนจัดหา
บทความเชิงโฆษณาและสินค้าที่มีกฎหมายเฉพาะ
- บทความรีวิวหรือบทความที่ได้รับค่าตอบแทนควรเปิดเผยว่าเป็นเนื้อหาที่ได้รับการสนับสนุน การเขียนให้เข้าใจว่าเป็นความเห็นอิสระทั้งที่รับเงินมา อาจเข้าข่ายข้อความโฆษณาที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
- สินค้าที่ต้องขออนุญาตโฆษณา เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ข้อความโฆษณาต้องอยู่ในขอบเขตที่ได้รับอนุญาต ห้ามอวดอ้างสรรพคุณรักษาโรค — ผู้ว่าจ้างต้องเป็นผู้ให้ข้อความที่ได้รับอนุญาตและรับผิดชอบส่วนนี้ ให้ระบุไว้ในผนวก
- ห้ามโฆษณาสุราและยาสูบ และเนื้อหาเกี่ยวกับการลงทุนหรือสินทรัพย์ดิจิทัลมีกฎเฉพาะของตนเอง
กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคส่วนโฆษณา กฎหมายเฉพาะของสินค้าควบคุม และข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการอ้างอิงอย่างเป็นธรรม ควรตรวจฉบับปัจจุบันก่อนใช้ ข้อความในส่วนนี้เป็นคำเตือนให้ตรวจ ไม่ใช่การยืนยันเลขมาตรา
ข้อที่คนจ้างเขียนบทความพลาดบ่อย
- ปัญญาประดิษฐ์เป็นเรื่องที่ต้องตกลงกันก่อน ผู้ว่าจ้างจำนวนมากห้ามใช้ หรืออนุญาตเฉพาะขั้นตอนค้นข้อมูล ขณะที่งานส่วนที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ยังมีสถานะลิขสิทธิ์ไม่แน่นอน จึงอาจกระทบข้อ 5.1 ที่โอนลิขสิทธิ์ให้ผู้ว่าจ้าง — ให้ระบุในผนวกว่าอนุญาตหรือไม่ และถ้าอนุญาตให้เปิดเผยขอบเขตที่ใช้
- ไม่กำหนดจำนวนรอบแก้และเกณฑ์ว่างานเสร็จ บทความแก้ได้ไม่รู้จบเพราะเป็นเรื่องรสนิยม ผนวกต้องระบุจำนวนคำ โครงเรื่องที่อนุมัติแล้ว น้ำเสียง จำนวนรอบแก้ และค่าแก้รอบถัดไป · ควรอนุมัติโครงเรื่องก่อนลงมือเขียนเต็ม จะลดรอบแก้ได้มากที่สุด
- ไม่ระบุขอบเขตการใช้ผลงาน บทความเดียวนำไปลงหลายเว็บ แปลเป็นภาษาอื่น หรือดัดแปลงเป็นคลิป เป็นการใช้คนละระดับ ถ้าโอนลิขสิทธิ์ตามข้อ 5.1 แล้วผู้ว่าจ้างทำได้ทั้งหมด — ผู้เขียนที่ต้องการสงวนสิทธิต้องตกลงตั้งแต่ต้นและเขียนขอบเขตไว้ในผนวก
- ห้ามรับประกันอันดับการค้นหา อันดับขึ้นกับอัลกอริทึมของผู้ให้บริการค้นหาซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุม รับประกันได้เฉพาะคุณภาพงานตามเกณฑ์ในผนวก
- บทความที่ยังไม่เผยแพร่เป็นความลับ ผู้เขียนนำไปใช้เป็นตัวอย่างผลงานก่อนลูกค้าเผยแพร่ไม่ได้ และถ้าจะใช้หลังเผยแพร่ ต้องดูว่าขัดกับข้อตกลงเรื่องไม่แสดงตนหรือไม่
- มัดจำก็ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ด้วย เมื่อผู้ว่าจ้างเป็นนิติบุคคล และถ้ามีค่าโอนลิขสิทธิ์แยกต่างหากจากค่าจ้างเขียน อาจเป็นเงินได้คนละประเภทซึ่งหักค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน ให้ตรวจก่อนยื่น
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- บรีฟหัวข้อ … กลุ่มผู้อ่าน โครงร่าง และข้อห้ามกล่าวอ้าง
- เอกสารอ้างอิง … พร้อมสิทธิใช้ภาพ เครื่องหมาย หรือข้อมูลของบุคคลอื่น
- เกณฑ์ตรวจรับ รูปแบบ … กำหนดส่ง … และประวัติการแก้ไข
- หลักฐานส่งมอบ ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ และหลักฐานชำระเงิน
วันลงนาม
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงชื่อกำกับบรีฟและเอกสารแนบทุกชุด ตรวจอำนาจผู้ลงนามและชื่อผู้รับจ้างให้ตรงกับบัญชีรับเงิน จัดเก็บเวอร์ชันสุดท้ายและหลักฐานชำระเงิน เพราะลิขสิทธิ์โอนเมื่อชำระค่าจ้างครบตามข้อ 5
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-C938D6 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาจ้างเขียนบทความ ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
สัญญาจ้างเขียนบทความเข้าลักษณะตราสาร 4 จ้างทำของ ผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่าแสตมป์ อัตรา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท ค่าจ้างตามสัญญานี้คำนวณได้ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) หากตราสารไม่ได้ปิดอากรบริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนชำระอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 หากยื่นล่าช้าอาจมีเงินเพิ่มตามมาตรา 113–114 สัญญาอิเล็กทรอนิกส์ให้ตรวจวิธีชำระอากรเป็นตัวเงินและกำหนดเวลาที่ใช้บังคับ
สัญญาจ้างเขียนบทความ เสียภาษีอะไรบ้าง
เมื่อผู้ว่าจ้างเป็นนิติบุคคลและจ่ายค่าจ้างทำของหรือค่าบริการที่เข้าเงื่อนไข ให้ตรวจการหักภาษี ณ ที่จ่ายอัตราปกติร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 และออกหนังสือรับรองให้ผู้รับจ้าง ตรวจอัตราและประเภทเงินได้ตามข้อเท็จจริงก่อนจ่าย ผู้รับจ้างที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออกใบกำกับภาษีตามกฎหมาย ผู้ว่าจ้างควรระบุในใบสั่งจ้างว่าค่าจ้าง … รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือไม่ และเก็บหลักฐานการชำระกับใบหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ตรงกัน
ใช้สัญญาจ้างเขียนบทความตอนไหน
ใช้เมื่อจ้างเขียนบทความเว็บไซต์ บล็อก ข่าวประชาสัมพันธ์ หรือบทความความรู้เป็นรายชิ้น · ใช้เมื่อผู้ว่าจ้างมีบรีฟ หัวข้อ จำนวนคำ และกลุ่มผู้อ่านชัดเจน · ใช้เมื่อจะให้แก้ไขงานได้ตามจำนวนรอบที่ตกลง
ทำสัญญาจ้างเขียนบทความต้องระวังอะไร
บรีฟต้องระบุข้อเท็จจริง แหล่งข้อมูล และข้อความที่ห้ามกล่าวอ้าง มิฉะนั้นข้อโต้แย้งเรื่องงานไม่ตรงความต้องการจะแก้ยาก · สัญญาจ้างงานเขียนเข้าลักษณะจ้างทำของตาม ป.พ.พ. ม.587 และผู้รับจ้างเสียอากรแสตมป์ตามตราสารลักษณะ 4 · ลิขสิทธิ์งานรับจ้างเป็นของผู้ว่าจ้างตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10 เว้นแต่ตกลงต่างกัน แต่ควรระบุสิทธิใช้ผลงานและเวลาที่โอนให้ชัด · ห้ามส่งข้อมูลลูกค้า ข้อมูลสุขภาพ หรือข้อมูลอ่อนไหวให้นักเขียนโดยไม่มีฐานกฎหมายและมาตรการตาม PDPA
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาจ้างเขียนบทความ
ไม่เหมาะกับจ้างพนักงานเขียนงานประจำภายใต้การควบคุมเวลาและสถานที่ ควรใช้สัญญาจ้างแรงงาน · ไม่เหมาะกับงานหนังสือทั้งเล่มหรือสิทธิแปลต่างประเทศที่ต้องเจรจาสิทธิและค่าลิขสิทธิ์ละเอียด ควรใช้สัญญาจ้างสร้างสรรค์เฉพาะงาน
สัญญาจ้างเขียนบทความ ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม
สัญญาจ้างเขียนบทความทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียน ควรเก็บบรีฟ เวอร์ชันงาน วันที่ส่ง และหลักฐานตรวจรับไว้ เพราะเป็นหลักฐานขอบเขตงานและสิทธิในผลงาน
ลงนามสัญญาจ้างเขียนบทความต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงชื่อกำกับบรีฟและเอกสารแนบทุกชุด ตรวจอำนาจผู้ลงนามและชื่อผู้รับจ้างให้ตรงกับบัญชีรับเงิน จัดเก็บเวอร์ชันสุดท้ายและหลักฐานชำระเงิน เพราะลิขสิทธิ์โอนเมื่อชำระค่าจ้างครบตามข้อ 5
ทำสัญญาจ้างเขียนบทความต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
บรีฟหัวข้อ … กลุ่มผู้อ่าน โครงร่าง และข้อห้ามกล่าวอ้าง เอกสารอ้างอิง … พร้อมสิทธิใช้ภาพ เครื่องหมาย หรือข้อมูลของบุคคลอื่น เกณฑ์ตรวจรับ รูปแบบ … กำหนดส่ง … และประวัติการแก้ไข หลักฐานส่งมอบ ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ และหลักฐานชำระเงิน
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 21 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7
ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี
ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204
ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387
ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587
อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 605
ถ้าการที่จ้างยังทำไม่แล้วเสร็จอยู่ตราบใด ผู้ว่าจ้างอาจบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5
ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10
งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มี ลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15
ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ แต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง (4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น (5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 17
ลิขสิทธิ์นั้นย่อมโอนให้แก่กันได้ เจ้าของลิขสิทธิ์อาจโอนลิขสิทธิ์ของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลอื่นได้ และจะโอน ให้โดยมีกำหนดเวลาหรือตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ได้ การโอนลิขสิทธิ์ตามวรรคสองซึ่งมิใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอน และผู้รับโอน ถ้าไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ในสัญญาโอน ให้ถือว่าเป็นการโอนมีกำหนดระยะเวลาสิบปี
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวน มาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) ในกรณีที่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ (3) จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนด ระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หรือที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ได้ถอนความยินยอม เว้นแต่เก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข) การใช้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ ให้นำความใน
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 40
ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งที่ได้รับ จากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ (2) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ รวมทั้ง แจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น (3) จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลไว้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่ปฏิบัติตาม (1) สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลใด ให้ถือว่าผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อควบคุม การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ความใน (3) อาจยกเว้นมิให้นำมาใช้บังคับกับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นกิจการ ขนาดเล็กตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เว้นแต่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือ มิใช่กิจการที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นครั้งคราว หรือมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 26
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 113
ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 114
โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่า (1) มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105 หรือมาตรา 106 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากร หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (2) ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์โดย (ก) มิได้ปิดแสตมป์เลย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (ข) ปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (ค) ในกรณีอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร เป็นจำนวน 1 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 118
ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 18
ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิที่จะแสดงว่าตน เป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอด อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร - 8 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423
ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้ ผู้ใดส่งข่าวสารอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสารนั้นมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสารเช่นนั้นหาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ลักษณะ 5 ละเมิด (มาตรา 420–437)