คำรับรองพนักงาน การใช้บัตรเครดิตสำหรับนิติบุคคล ต้องมีอะไรบ้าง
พนักงานที่ได้รับบัตรเครดิตซึ่งบริษัทเป็นผู้ขอออก รับรองต่อบริษัทว่าจะใช้เพื่องานภายในวงเงิน ส่งใบเสร็จตามกำหนด รักษาความปลอดภัยของบัตร และคืนเงินรายการส่วนตัวกับคืนบัตรเมื่อพ้นสภาพ · อย่าเขียนให้พนักงานชดใช้สองเท่าของยอดที่ใช้ผิด ศาลลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนได้ (ป.พ.พ. มาตรา 383)
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อบริษัทมอบบัตรเครดิตองค์กรหรือบัตรเสมือนให้พนักงานจัดซื้อ ฝ่ายขาย หรือผู้บริหารใช้จ่ายค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายงาน |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | คำรับรองนี้ไม่ใช่ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากร |
| ภาษี | ค่าใช้จ่ายที่จ่ายด้วยบัตรจะเป็นรายจ่ายของนายจ้างได้เมื่อมีหลักฐานที่ออกในนามนายจ้าง ใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อ (ประมวลรัษฎากร มาตรา 86/4) และกรมสรรพากรกำหนดให้ระบุสาขาด้วย ข้อ 4.2 จึงให้พนักงานขอทุกครั้ง ถ้านายจ้างอนุญาตให้คะแนนสะสมหรือเงินคืนเป็นของพนักงาน ประโยชน์นั้นอาจเป็นเงินได้ของพนักงาน ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชี |
| มาตราที่อ้าง | พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2541 ม.76 (4) และวรรคสอง (หักค่าจ้างชดใช้ความเสียหายจากจงใจ/ประมาทร้ายแรง ร้อยละ 10 · หนึ่งในห้า — ข้อ 7.3), 77 (ความยินยอมเป็นหนังสือเฉพาะเรื่อง) · ป.พ.พ. ม.379, 383 (เบี้ยปรับสองเท่าของเล่ม — เหตุที่ไม่รับ), 373 (ข้อ 6.2 ไม่ยกเว้นจงใจ/ประมาทร้ายแรง) · พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562 ม.23, 37 (ข้อ 8) · ประมวลรัษฎากร ม.86/4 (ใบกำกับภาษีเต็มรูป — ข้อ 4.2) · บัญชีอัตราอากรแสตมป์ (ไม่ใช่ตราสารในบัญชี) · พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม 2540 ม.4 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 149 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อบริษัทมอบบัตรเครดิตองค์กรหรือบัตรเสมือนให้พนักงานจัดซื้อ ฝ่ายขาย หรือผู้บริหารใช้จ่ายค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายงาน
- ใช้เมื่อพนักงานใช้บัตรบริษัทจ่ายค่าโฆษณาออนไลน์ ค่าซอฟต์แวร์รายเดือน หรือค่าบริการคลาวด์
- ใช้เมื่อต้องการกติกาส่งใบเสร็จและใบกำกับภาษีในนามบริษัทให้ครบก่อนปิดบัญชีทุกเดือน
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- อย่าเขียนให้พนักงานชดใช้สองเท่าของยอดที่ใช้ผิด ศาลลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนได้ (ป.พ.พ. มาตรา 383)
- หักค่าจ้างได้เฉพาะตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาตรา 76 มีเพดานต่องวด และต้องมีความยินยอมเป็นหนังสือ (มาตรา 77)
- ตรวจสัญญาบัตรกับธนาคารก่อนว่าผู้ถือบัตรต้องรับผิดร่วมกับบริษัทหรือไม่ แล้วบอกพนักงานก่อนรับบัตร
- ตั้งวงเงินที่ธนาคารให้ใกล้กับวงเงินที่อนุญาตพนักงาน และเปิดการแจ้งเตือนทุกรายการ
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- ถ้าจะให้พนักงานรับรองเรื่องความลับและทรัพย์สินทางปัญญา ให้ใช้ คำรับรองพนักงาน ทรัพย์สินทางปัญญาและความลับทางการค้า
- ถ้ากำลังรับพนักงานเข้าทำงานและต้องการเงื่อนไขการจ้างทั้งหมด ให้ใช้ สัญญาว่าจ้างทำงาน (พนักงานประจำ)
- ถ้าให้พนักงานยืมเงินหรือทดรองจ่ายเงินสดแล้วผ่อนคืน ไม่ใช่การถือบัตร ให้ใช้ สัญญากู้ยืมเงินของพนักงาน
อากรแสตมป์
คำรับรองนี้ไม่ใช่ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากร
การหักค่าจ้าง
นายจ้างหักค่าจ้างได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายกำหนด ซึ่งกรณีบัตรเครดิตที่ใกล้ที่สุดคือ ชดใช้ค่าเสียหายที่ลูกจ้างทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง หักได้ไม่เกินร้อยละ 10 และรวมกับการหักอื่นไม่เกินหนึ่งในห้าของค่าจ้างงวดนั้น เว้นแต่ลูกจ้างยินยอม (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76) ความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อ หรือตกลงไว้ชัดเจนเป็นการเฉพาะ (มาตรา 77) ข้อ 7.3 จึงให้หักได้เฉพาะกรณีใช้บัตรเพื่อตนเองโดยเจตนาตามข้อ 7.2 ให้นายจ้างแจ้งจำนวนและให้พนักงานลงชื่อยืนยันก่อนหักทุกครั้ง อย่าหักเกินเพดานโดยไม่ได้รับความยินยอมเฉพาะครั้งนั้น ส่วนรายการส่วนตัวที่ใช้ผิดพลาดตามข้อ 7.1 เป็นหนี้ที่พนักงานต้องโอนคืน ไม่ใช่ความเสียหายตามมาตรา 76 จึงหักจากค่าจ้างไม่ได้ ถ้าไม่คืนตามกำหนด ให้ทวงถามเป็นหนังสือฉบับนี้ไม่ให้หักค่าจ้างโดยอัตโนมัติ ถ้าจะหักต้องขอความยินยอมเป็นหนังสือเป็นรายครั้ง การหักค่าจ้างผิดกฎหมายเป็นความผิดของนายจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และนายจ้างต้องคืนเงินที่หักไป
แบบเก่าบางฉบับให้พนักงานชดใช้ สองเท่า ของยอดที่ใช้ผิด ซึ่งเป็นเบี้ยปรับที่ศาลลดลงได้ (ป.พ.พ. มาตรา 383) ฉบับนี้จึงให้คืนเงินเต็มจำนวนและค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น
ข้อห้ามและผลเมื่อฝ่าฝืน
- ใช้บัตรเพื่อตนเองโดยเจตนา (ข้อ 2.3 และข้อ 7.2) ต้องคืนเงินพร้อมค่าเสียหายจริง อาจถูกลงโทษทางวินัย และในกรณีร้ายแรง เช่น ทุจริตต่อหน้าที่ นายจ้างอาจเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน นอกจากนี้การเบียดบังเงินของนายจ้างอาจเป็นความผิดอาญา เช่น ยักยอกหรือฉ้อโกง ซึ่งนายจ้างร้องทุกข์ได้แยกต่างหาก
- ให้สินบนหรือของขวัญแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ (ข้อ 3.2) เป็นความผิดอาญาทั้งของผู้ให้ และนิติบุคคลที่ไม่มีมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมอาจต้องรับผิดด้วยตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริต คำรับรองนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการควบคุมภายใน ควรใช้คู่กับนโยบายต่อต้านการให้สินบน
- บอกรหัส OTP หรือให้ผู้อื่นใช้บัตร (ข้อ 5) ถ้าเกิดความเสียหายเพราะพนักงานประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง พนักงานต้องรับผิดเท่าที่นายจ้างเรียกคืนจากผู้ออกบัตรไม่ได้ (ข้อ 6.2)
- ไม่ส่งใบเสร็จภายใน … วัน (ข้อ 4) นายจ้างทวงเป็นหนังสือแล้วยังไม่ส่งภายใน 15 วัน รายการนั้นถือเป็นรายการส่วนตัวที่ต้องคืนตามข้อ 7
ภาษีและใบกำกับภาษี
ค่าใช้จ่ายที่จ่ายด้วยบัตรจะเป็นรายจ่ายของนายจ้างได้เมื่อมีหลักฐานที่ออกในนามนายจ้าง ใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อ (ประมวลรัษฎากร มาตรา 86/4) และกรมสรรพากรกำหนดให้ระบุสาขาด้วย ข้อ 4.2 จึงให้พนักงานขอทุกครั้ง ถ้านายจ้างอนุญาตให้คะแนนสะสมหรือเงินคืนเป็นของพนักงาน ประโยชน์นั้นอาจเป็นเงินได้ของพนักงาน ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชี
ข้อมูลส่วนบุคคล
รายการใช้บัตรแสดงสถานที่และพฤติกรรมของพนักงาน นายจ้างเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องแจ้งวัตถุประสงค์ไว้ในประกาศความเป็นส่วนตัวของพนักงาน ใช้เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายและตามกฎหมายเท่านั้น และรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 23 และ 37)
ก่อนมอบบัตร
- ตรวจสัญญาบัตรเครดิตระหว่างนายจ้างกับผู้ออกบัตรว่าผู้ถือบัตรต้องรับผิดร่วมกับนายจ้างหรือไม่ ถ้าผู้ออกบัตรให้พนักงานลงนามรับผิดร่วม ให้พนักงานรู้ก่อนรับบัตร (ข้อ 10)
- ตั้งวงเงินที่ผู้ออกบัตรให้เท่ากับหรือใกล้กับวงเงิน … ตามข้อ 2.2 และเปิดการแจ้งเตือนทุกรายการไปยังผู้ดูแลของนายจ้าง
- มอบรายการค่าใช้จ่ายที่อนุญาตและระเบียบการเบิกให้พนักงานพร้อมกับคำรับรองนี้
เอกสารแนบท้าย
- ระเบียบการเบิกค่าใช้จ่ายและนโยบายต่อต้านการให้สินบนของนายจ้าง (ถ้ามี)
- ใบรับบัตรที่ระบุหมายเลขลงท้าย … และวันที่รับ
- แบบบันทึกชี้แจงกรณีใบเสร็จสูญหาย
วันลงนาม
ให้พนักงานลงนามก่อนหรือในวันรับบัตร นายจ้างลงนามรับทราบ ให้สำเนาแก่พนักงานหนึ่งฉบับ เก็บต้นฉบับไว้ในแฟ้มประวัติพนักงาน เมื่อพนักงานคืนบัตร ให้ทำบันทึกการคืนบัตรลงชื่อทั้งสองฝ่าย
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-75719A · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
คำรับรองพนักงาน การใช้บัตรเครดิตสำหรับนิติบุคคล ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
คำรับรองนี้ไม่ใช่ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากร
คำรับรองพนักงาน การใช้บัตรเครดิตสำหรับนิติบุคคล เสียภาษีอะไรบ้าง
ค่าใช้จ่ายที่จ่ายด้วยบัตรจะเป็นรายจ่ายของนายจ้างได้เมื่อมีหลักฐานที่ออกในนามนายจ้าง ใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อ (ประมวลรัษฎากร มาตรา 86/4) และกรมสรรพากรกำหนดให้ระบุสาขาด้วย ข้อ 4.2 จึงให้พนักงานขอทุกครั้ง ถ้านายจ้างอนุญาตให้คะแนนสะสมหรือเงินคืนเป็นของพนักงาน ประโยชน์นั้นอาจเป็นเงินได้ของพนักงาน ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชี
ใช้คำรับรองพนักงาน การใช้บัตรเครดิตสำหรับนิติบุคคลตอนไหน
ใช้เมื่อบริษัทมอบบัตรเครดิตองค์กรหรือบัตรเสมือนให้พนักงานจัดซื้อ ฝ่ายขาย หรือผู้บริหารใช้จ่ายค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายงาน · ใช้เมื่อพนักงานใช้บัตรบริษัทจ่ายค่าโฆษณาออนไลน์ ค่าซอฟต์แวร์รายเดือน หรือค่าบริการคลาวด์ · ใช้เมื่อต้องการกติกาส่งใบเสร็จและใบกำกับภาษีในนามบริษัทให้ครบก่อนปิดบัญชีทุกเดือน
ทำคำรับรองพนักงาน การใช้บัตรเครดิตสำหรับนิติบุคคลต้องระวังอะไร
อย่าเขียนให้พนักงานชดใช้สองเท่าของยอดที่ใช้ผิด ศาลลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนได้ (ป.พ.พ. มาตรา 383) · หักค่าจ้างได้เฉพาะตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาตรา 76 มีเพดานต่องวด และต้องมีความยินยอมเป็นหนังสือ (มาตรา 77) · ตรวจสัญญาบัตรกับธนาคารก่อนว่าผู้ถือบัตรต้องรับผิดร่วมกับบริษัทหรือไม่ แล้วบอกพนักงานก่อนรับบัตร · ตั้งวงเงินที่ธนาคารให้ใกล้กับวงเงินที่อนุญาตพนักงาน และเปิดการแจ้งเตือนทุกรายการ
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้คำรับรองพนักงาน การใช้บัตรเครดิตสำหรับนิติบุคคล
ถ้าจะให้พนักงานรับรองเรื่องความลับและทรัพย์สินทางปัญญา ให้ใช้ คำรับรองพนักงาน ทรัพย์สินทางปัญญาและความลับทางการค้า · ถ้ากำลังรับพนักงานเข้าทำงานและต้องการเงื่อนไขการจ้างทั้งหมด ให้ใช้ สัญญาว่าจ้างทำงาน (พนักงานประจำ) · ถ้าให้พนักงานยืมเงินหรือทดรองจ่ายเงินสดแล้วผ่อนคืน ไม่ใช่การถือบัตร ให้ใช้ สัญญากู้ยืมเงินของพนักงาน
ลงนามคำรับรองพนักงาน การใช้บัตรเครดิตสำหรับนิติบุคคลต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ให้พนักงานลงนามก่อนหรือในวันรับบัตร นายจ้างลงนามรับทราบ ให้สำเนาแก่พนักงานหนึ่งฉบับ เก็บต้นฉบับไว้ในแฟ้มประวัติพนักงาน เมื่อพนักงานคืนบัตร ให้ทำบันทึกการคืนบัตรลงชื่อทั้งสองฝ่าย
ทำคำรับรองพนักงาน การใช้บัตรเครดิตสำหรับนิติบุคคลต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
ระเบียบการเบิกค่าใช้จ่ายและนโยบายต่อต้านการให้สินบนของนายจ้าง (ถ้ามี) ใบรับบัตรที่ระบุหมายเลขลงท้าย … และวันที่รับ แบบบันทึกชี้แจงกรณีใบเสร็จสูญหาย
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 7 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76
ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ (1) ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่าย หรือชำระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ (2) ชำระค่าบำรุงสหภาพแรงงานตามข้อบังคับของสหภาพแรงงาน (3) ชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือสหกรณ์อื่นที่มีลักษณะเดียวกันกับสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือหนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์ต่อลูกจ้างฝ่ายเดียว โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง (4) เป็นเงินประกันตามมาตรา 10 หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้าง ซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง (5) เป็นเงินสะสมตามข้อตกลงเกี่ยวกับกองทุนเงินสะสม
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 — การหักค่าจ้าง (มาตรา 76–77)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379
ถ้าลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดี หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ดี เมื่อลูกหนี้ผิดนัดก็ให้ริบเบี้ยปรับ ถ้าการชำระหนี้อันจะพึงทำนั้นได้แก่งดเว้นการอันใดอันหนึ่ง หากทำการอันนั้นฝ่าฝืนมูลหนี้เมื่อใด ก็ให้ริบเบี้ยปรับเมื่อนั้น
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 23
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องแจ้ง ให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลถึงรายละเอียด ดังต่อไปนี้ เว้นแต่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ทราบถึงรายละเอียดนั้นอยู่แล้ว (1) วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมเพื่อการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้หรือเปิดเผยซึ่งรวมถึง วัตถุประสงค์ตามที่มาตรา 24 ให้อำนาจในการเก็บรวบรวมได้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคล (2) แจ้งให้ทราบถึงกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปฏิบัติ ตามกฎหมายหรือสัญญาหรือมีความจำเป็นต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเข้าทำสัญญา รวมทั้งแจ้งถึง ผลกระทบที่เป็นไปได้จากการไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคล (3) ข้อมูลส่วนบุคคลที่จะมีการเก็บรวบรวมและระยะเวลาในการเก็บรวบรวมไว้ ทั้งนี้ ในกรณี ที่ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาดังกล่าวได้ชัดเจน ให้กำหนดระยะเวลาที่อาจคาดหมายได้ตามมาตรฐาน ของการเก็บรวบรวม (4) ประเภทของบุคคลหรือหน่วยงานซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมอาจจะถูกเปิดเผย (5) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อในกรณี ที่มีตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ให้แจ้งข้อมูล สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อของ ตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย (6) สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 19 วรรคห้า มาตรา 30 วรรคหนึ่ง
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวน มาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) ในกรณีที่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ (3) จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนด ระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หรือที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ได้ถอนความยินยอม เว้นแต่เก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข) การใช้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ ให้นำความใน
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 86/4
ภายใต้บังคับมาตรา 86/5 และมาตรา 86/6 ใบกำกับภาษีต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ (1) คำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด (2) ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี และในกรณีที่ตัวแทนเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86 วรรคสี่ หรือมาตรา 86/2 หรือผู้ทอดตลาดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86/3 ให้ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนนั้นด้วย (3) ชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ (4) หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่มถ้ามี (5) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ (6) จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าและหรือของบริการให้ชัดแจ้ง (7) วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี (8) ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด รายการในใบกำกับภาษีให้ทำเป็นภาษาไทย เป็นหน่วยเงินตราไทย และใช้ตัวเลขไทยหรืออารบิค เว้นแต่ในกิจการบางประเภทที่มีความจำเป็นต้องทำเป็นภาษาต่างประเทศหรือเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดี ใบกำกับภาษีอาจออกรวมกันสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการหลายอย่างก็ได้ เว้นแต่อธิบดีจะได้กำหนดให้การออกใบกำกับภาษีสำหรับสินค้าหรือบริการบางอย่างหรือหลายอย่างต้องกระทำแยกต่างหาก โดยมิให้รวมไว้ในใบกำกับภาษีเดียวกันกับรายการอื่น
ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540