สัญญา Brand Ambassador ต้องมีอะไรบ้าง
สัญญาระยะยาวระหว่างแบรนด์กับบุคคลซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนภาพลักษณ์ พร้อมงานปรากฏตัว คอนเทนต์ สิทธิใช้ภาพ และ exclusivity · ระบุวันปรากฏตัว จำนวนชิ้นงาน และค่าใช้จ่ายเดินทางให้ชัด
| ใช้เมื่อ | ใช้แต่งตั้งบุคคลเป็น Brand Ambassador ต่อเนื่องหลายเดือน |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | ส่วนการจ้างให้ปฏิบัติงานและส่งมอบผลงานเข้าลักษณะตราสาร 4 จ้างทำของ อัตรา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษ ผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า ฐานค่าตอบแทนทั้งสัญญาคำนวณเป็น (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) หากตราสารไม่ปิดอากรบริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนเสียอากรและเงินเพิ่มตามมาตรา 118 และอาจมีเงินเพิ่มตามมาตรา 113–114 |
| ภาษี | แยกค่าบริการส่วนบุคคล การผลิตชิ้นงาน และค่าพื้นที่หรือการเผยแพร่โฆษณาในใบแจ้งหนี้ เพราะค่าบริการโดยทั่วไปอาจถูกหัก ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 ส่วนค่าโฆษณาอาจเข้าข้อ 10 อัตราร้อยละ 2 ตรวจลักษณะจริงและอัตราปัจจุบันก่อนจ่าย หากผู้รับจ้างจด VAT ให้เรียกเก็บและออกใบกำกับภาษีตามกฎหมาย |
| แบบที่กฎหมายกำหนด | สัญญาทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียน แต่การใช้เครื่องหมายของแบรนด์ต้องไม่เกินขอบเขตไลเซนส์ หากเป็นสัญญาอนุญาตใช้เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในลักษณะต้องจดทะเบียน ให้ตรวจ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 68–72 กับข้อเท็จจริงก่อนใช้ |
| มาตราที่อ้าง | ป.พ.พ. ม.7, 204, 224, 383, 387, 391, 423, 587, 605; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม.4, 5, 8; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.10, 15, 17, 18; พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม.44, 68–72; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ม.20, 28–29, 37, 40; พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 ม.57 (สรุปสาระ); ประมวลรัษฎากร ม.113, 114, 118 และบัญชีอัตราอากรลักษณะ 4; คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 10, 12/1, 12/7 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 349 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้แต่งตั้งบุคคลเป็น Brand Ambassador ต่อเนื่องหลายเดือน
- ใช้เมื่อมีทั้งคอนเทนต์และวันร่วมงาน เปิดตัว ถ่ายภาพ หรือสื่อมวลชน
- ใช้เมื่อแบรนด์ต้องใช้ชื่อ ภาพ เสียง และบุคลิกของ Ambassador ในสื่อของแบรนด์
- ใช้เมื่อจำเป็นต้องจำกัดการรับงานสินค้าคู่แข่งตามหมวดที่ระบุ
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- ระบุวันปรากฏตัว จำนวนชิ้นงาน และค่าใช้จ่ายเดินทางให้ชัด
- ไลเซนส์ชื่อ ภาพ เสียงต้องระบุช่องทาง ประเทศ ระยะเวลา การตัดต่อ และสิทธิยิงโฆษณาตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.17–18
- exclusivity ต้องจำกัดหมวด คู่แข่ง และเวลาเท่าที่จำเป็นตาม พ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ม.5
- ข้อความโฆษณาต้องเปิดเผยว่าได้รับค่าตอบแทนและใช้เฉพาะคำกล่าวอ้างที่อนุมัติ
- morality clause ควรใช้สองทางและเรียกเฉพาะความเสียหายที่พิสูจน์ได้ ไม่กำหนดริบค่าจ้างทั้งหมด
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- ไม่เหมาะกับโพสต์ครั้งเดียวหรือแคมเปญสั้น ให้ใช้ สัญญาจ้าง Influencer หรือ KOL
- ไม่เหมาะกับผู้ขายสินค้าหรือตัวแทนรับคำสั่งซื้อ ให้ใช้ สัญญาจ้างตัวแทนขายสินค้าออนไลน์
- ไม่เหมาะกับ UGC ที่ครีเอเตอร์ผลิตให้แบรนด์โพสต์โดยไม่มีสถานะตัวแทนภาพลักษณ์ ให้ใช้ สัญญาจ้าง UGC Creator
อากรแสตมป์
ส่วนการจ้างให้ปฏิบัติงานและส่งมอบผลงานเข้าลักษณะตราสาร 4 จ้างทำของ อัตรา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษ ผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า ฐานค่าตอบแทนทั้งสัญญาคำนวณเป็น (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) หากตราสารไม่ปิดอากรบริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนเสียอากรและเงินเพิ่มตามมาตรา 118 และอาจมีเงินเพิ่มตามมาตรา 113–114
การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด
สัญญาทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียน แต่การใช้เครื่องหมายของแบรนด์ต้องไม่เกินขอบเขตไลเซนส์ หากเป็นสัญญาอนุญาตใช้เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในลักษณะต้องจดทะเบียน ให้ตรวจ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 68–72 กับข้อเท็จจริงก่อนใช้
ภาษี
แยกค่าบริการส่วนบุคคล การผลิตชิ้นงาน และค่าพื้นที่หรือการเผยแพร่โฆษณาในใบแจ้งหนี้ เพราะค่าบริการโดยทั่วไปอาจถูกหัก ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 ส่วนค่าโฆษณาอาจเข้าข้อ 10 อัตราร้อยละ 2 ตรวจลักษณะจริงและอัตราปัจจุบันก่อนจ่าย หากผู้รับจ้างจด VAT ให้เรียกเก็บและออกใบกำกับภาษีตามกฎหมาย
Brand Ambassador ต่างจากงาน Influencer ตรงไหน
งาน Influencer คือจ้างเป็นแคมเปญ จบเป็นชิ้น ส่วน Brand Ambassador คือ ยืมตัวตนของคนคนหนึ่งไปผูกกับแบรนด์ทั้งช่วงเวลา ผู้ชมจะจำว่า "คนนี้คือคนของแบรนด์นี้" ความต่างนี้ทำให้ต้องมีสามเรื่องที่สัญญาแคมเปญไม่มี คือวันปรากฏตัวที่นับได้ สิทธิใช้ชื่อภาพเสียงตลอดความสัมพันธ์ และข้อเรื่องชื่อเสียงที่ใช้ได้สองทาง ถ้างานเป็นโพสต์ครั้งเดียวหรือแคมเปญสั้น ให้ใช้สัญญาจ้าง Influencer หรือ KOL แทน จะไม่ผูกมือกันเกินจำเป็น
exclusivity และข้อเรื่องชื่อเสียง — สองข้อที่ฟ้องกันมากที่สุด
การห้ามรับงานคู่แข่งเป็นการตัดรายได้ของอีกฝ่าย กฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมให้ศาลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและจำเป็น ฉะนั้นต้องระบุ หมวดสินค้า รายชื่อคู่แข่ง และระยะเวลา ให้แคบเท่าที่แบรนด์จำเป็นต้องได้ และควรสะท้อนอยู่ในค่าตอบแทน ถ้าเขียนลอย ๆ ว่า "ห้ามรับงานโฆษณาใด ๆ" มีโอกาสสูงที่บังคับไม่ได้ทั้งข้อ
ข้อเรื่องชื่อเสียงก็เช่นกัน สัญญาฉบับนี้ตั้งใจให้ ใช้ได้ทั้งสองฝ่าย เพราะแบรนด์ก็มีเรื่องได้ เช่น สินค้าถูกเรียกคืนหรือให้ข้อมูลเท็จ และตั้งใจไม่ใส่เบี้ยปรับเหมาจ่าย เพราะเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนศาลลดได้อยู่ดี เรียกเฉพาะความเสียหายที่พิสูจน์ได้จะได้จริงกว่า ที่สำคัญคือการเลิกด้วยเหตุชื่อเสียงไม่ทำให้ริบค่าตอบแทนของงานที่ทำถูกต้องไปแล้ว
ข้อที่คู่สัญญา Brand Ambassador พลาดบ่อย
- คิดว่าจ่ายค่าตัวแล้วใช้ภาพได้ตลอดไป — สิทธิใช้ชื่อ ภาพ เสียงมีระยะเวลาของตัวเองตามข้อ 5 หมดแล้วต้องเจรจาใหม่ ไม่ใช่ต่ออัตโนมัติ และการฝืนใช้ต่อเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวและชื่อเสียงของบุคคล
- ไม่นับวันปรากฏตัว — งานเปิดตัว ถ่ายภาพ สัมภาษณ์ ถ้าไม่กำหนดจำนวนวันและค่าเดินทางไว้ จะกลายเป็นเรียกเมื่อไรก็ต้องไป
- คิดว่าอนุมัติบรีฟแล้วพ้นผิด — ผู้พูดในโฆษณายังถูกผู้บริโภคหรือหน่วยงานเรียกได้เอง การที่แบรนด์อนุมัติไม่ได้ทำให้คำกล่าวอ้างที่เกินจริงกลายเป็นชอบด้วยกฎหมาย
- ใช้เครื่องหมายการค้าเกินฐานะ — ใช้ได้เฉพาะเพื่อปฏิบัติงานตามบรีฟ ห้ามเอาไปจดทะเบียน ดัดแปลง หรือติดกับสินค้าของตัวเอง
- ลืมถอนสิทธิระบบตอนจบ — บัญชีโฆษณา whitelisting สิทธิเข้าถึงเพจ ถ้าไม่ถอนตามข้อ 11.3 ฝ่ายที่ยังถืออยู่จะกลายเป็นผู้ควบคุมข้อมูลโดยไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ
- ผู้เยาว์เป็น Ambassador — ต้องมีความยินยอมของผู้ใช้อำนาจปกครองทั้งเรื่องการทำสัญญาและเรื่องการใช้ข้อมูล ภาพ เสียง แยกกันคนละเรื่อง
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- ตารางคอนเทนต์ วันปรากฏตัว กำหนดส่ง และผู้อนุมัติ
- บรีฟ คำกล่าวอ้าง เอกสารอนุญาตโฆษณาสินค้า และข้อความเปิดเผยว่าได้รับค่าตอบแทน
- ตารางสิทธิใช้ชื่อ ภาพ เสียง ช่องทาง พื้นที่ ระยะเวลา สิทธิ paid media และข้อจำกัดการตัดต่อ
- รายชื่อคู่แข่งกับหมวด exclusivity และรายการเครื่องหมายที่อนุญาตให้ใช้
- ตารางค่าตอบแทน ค่าเดินทาง และหลักฐานตรวจรับ
วันลงนาม
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงชื่อกำกับเอกสารแนบทุกชุด ตรวจอำนาจลงนามและความยินยอมของผู้ใช้อำนาจปกครองหาก Brand Ambassador เป็นผู้เยาว์ตาม PDPA มาตรา 20 ก่อนใช้ข้อมูล ภาพ หรือเสียง ทดสอบช่องทางถอนสื่อและบันทึกบัญชีที่ต้องถอนสิทธิเมื่อสิ้นสัญญา
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-7A5428 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญา Brand Ambassador ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
ส่วนการจ้างให้ปฏิบัติงานและส่งมอบผลงานเข้าลักษณะตราสาร 4 จ้างทำของ อัตรา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษ ผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า ฐานค่าตอบแทนทั้งสัญญาคำนวณเป็น (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) หากตราสารไม่ปิดอากรบริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนเสียอากรและเงินเพิ่มตามมาตรา 118 และอาจมีเงินเพิ่มตามมาตรา 113–114
สัญญา Brand Ambassador เสียภาษีอะไรบ้าง
แยกค่าบริการส่วนบุคคล การผลิตชิ้นงาน และค่าพื้นที่หรือการเผยแพร่โฆษณาในใบแจ้งหนี้ เพราะค่าบริการโดยทั่วไปอาจถูกหัก ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 ส่วนค่าโฆษณาอาจเข้าข้อ 10 อัตราร้อยละ 2 ตรวจลักษณะจริงและอัตราปัจจุบันก่อนจ่าย หากผู้รับจ้างจด VAT ให้เรียกเก็บและออกใบกำกับภาษีตามกฎหมาย
ใช้สัญญา Brand Ambassadorตอนไหน
ใช้แต่งตั้งบุคคลเป็น Brand Ambassador ต่อเนื่องหลายเดือน · ใช้เมื่อมีทั้งคอนเทนต์และวันร่วมงาน เปิดตัว ถ่ายภาพ หรือสื่อมวลชน · ใช้เมื่อแบรนด์ต้องใช้ชื่อ ภาพ เสียง และบุคลิกของ Ambassador ในสื่อของแบรนด์ · ใช้เมื่อจำเป็นต้องจำกัดการรับงานสินค้าคู่แข่งตามหมวดที่ระบุ
ทำสัญญา Brand Ambassadorต้องระวังอะไร
ระบุวันปรากฏตัว จำนวนชิ้นงาน และค่าใช้จ่ายเดินทางให้ชัด · ไลเซนส์ชื่อ ภาพ เสียงต้องระบุช่องทาง ประเทศ ระยะเวลา การตัดต่อ และสิทธิยิงโฆษณาตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.17–18 · exclusivity ต้องจำกัดหมวด คู่แข่ง และเวลาเท่าที่จำเป็นตาม พ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ม.5 · ข้อความโฆษณาต้องเปิดเผยว่าได้รับค่าตอบแทนและใช้เฉพาะคำกล่าวอ้างที่อนุมัติ · morality clause ควรใช้สองทางและเรียกเฉพาะความเสียหายที่พิสูจน์ได้ ไม่กำหนดริบค่าจ้างทั้งหมด
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญา Brand Ambassador
ไม่เหมาะกับโพสต์ครั้งเดียวหรือแคมเปญสั้น ให้ใช้ สัญญาจ้าง Influencer หรือ KOL · ไม่เหมาะกับผู้ขายสินค้าหรือตัวแทนรับคำสั่งซื้อ ให้ใช้ สัญญาจ้างตัวแทนขายสินค้าออนไลน์ · ไม่เหมาะกับ UGC ที่ครีเอเตอร์ผลิตให้แบรนด์โพสต์โดยไม่มีสถานะตัวแทนภาพลักษณ์ ให้ใช้ สัญญาจ้าง UGC Creator
สัญญา Brand Ambassador ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม
สัญญาทั่วไปไม่ต้องจดทะเบียน แต่การใช้เครื่องหมายของแบรนด์ต้องไม่เกินขอบเขตไลเซนส์ หากเป็นสัญญาอนุญาตใช้เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในลักษณะต้องจดทะเบียน ให้ตรวจ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 68–72 กับข้อเท็จจริงก่อนใช้
ลงนามสัญญา Brand Ambassadorต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงชื่อกำกับเอกสารแนบทุกชุด ตรวจอำนาจลงนามและความยินยอมของผู้ใช้อำนาจปกครองหาก Brand Ambassador เป็นผู้เยาว์ตาม PDPA มาตรา 20 ก่อนใช้ข้อมูล ภาพ หรือเสียง ทดสอบช่องทางถอนสื่อและบันทึกบัญชีที่ต้องถอนสิทธิเมื่อสิ้นสัญญา
ทำสัญญา Brand Ambassadorต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
ตารางคอนเทนต์ วันปรากฏตัว กำหนดส่ง และผู้อนุมัติ บรีฟ คำกล่าวอ้าง เอกสารอนุญาตโฆษณาสินค้า และข้อความเปิดเผยว่าได้รับค่าตอบแทน ตารางสิทธิใช้ชื่อ ภาพ เสียง ช่องทาง พื้นที่ ระยะเวลา สิทธิ paid media และข้อจำกัดการตัดต่อ รายชื่อคู่แข่งกับหมวด exclusivity และรายการเครื่องหมายที่อนุญาตให้ใช้ ตารางค่าตอบแทน ค่าเดินทาง และหลักฐานตรวจรับ
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 24 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7
ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี
ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204
ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387
ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423
ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้ ผู้ใดส่งข่าวสารอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสารนั้นมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสารเช่นนั้นหาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ลักษณะ 5 ละเมิด (มาตรา 420–437)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587
อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 605
ถ้าการที่จ้างยังทำไม่แล้วเสร็จอยู่ตราบใด ผู้ว่าจ้างอาจบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5
ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10
งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มี ลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15
ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ แต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง (4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น (5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 17
ลิขสิทธิ์นั้นย่อมโอนให้แก่กันได้ เจ้าของลิขสิทธิ์อาจโอนลิขสิทธิ์ของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลอื่นได้ และจะโอน ให้โดยมีกำหนดเวลาหรือตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ได้ การโอนลิขสิทธิ์ตามวรรคสองซึ่งมิใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอน และผู้รับโอน ถ้าไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ในสัญญาโอน ให้ถือว่าเป็นการโอนมีกำหนดระยะเวลาสิบปี
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 18
ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิที่จะแสดงว่าตน เป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอด อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร - 8 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 44
ภายใต้บังคับมาตรา 27 และมาตรา 68 เมื่อได้จดทะเบียน เครื่องหมายการค้าแล้ว ผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (เฉพาะสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68
เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วจะทำสัญญาอนุญาตให้ บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้าของตน สำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ทั้งหมดหรือบางอย่างก็ได้ สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าตามวรรคหนึ่ง ต้องทำเป็นหนังสือและจด ทะเบียนต่อนายทะเบียน การขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตดังกล่าวตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่คำขอจดทะเบียนนั้นอย่างน้อยต้องแสดงรายการดังต่อไปนี้ (1) เงื่อนไขหรือข้อกำหนดระหว่างเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น และผู้ขอจด ทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาต ที่จะทำให้เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นสามารถควบคุมคุณภาพของ สินค้าของผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาตได้อย่างแท้จริง (2) สินค้าที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้น
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (เฉพาะสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 20
ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้เยาว์ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยการสมรส หรือไม่มีฐานะเสมือนดังบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วตามมาตรา 27 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีที่การให้ความยินยอมของผู้เยาว์ไม่ใช่การใด ๆ ซึ่งผู้เยาว์อาจให้ความยินยอม โดยลำพังได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 มาตรา 23 หรือมาตรา 24 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองที่มีอำนาจกระทำการแทนผู้เยาว์ด้วย (2) ในกรณีที่ผู้เยาว์มีอายุไม่เกินสิบปี ให้ขอความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองที่มีอำนาจ กระทำการแทนผู้เยาว์ ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคนไร้ความสามารถ การขอความยินยอมจากเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ให้ขอความยินยอมจากผู้อนุบาลที่มีอำนาจกระทำการแทนคนไร้ความสามารถ ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ การขอความยินยอมจาก เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ให้ขอความยินยอมจากผู้พิทักษ์ที่มีอำนาจกระทำการแทนคนเสมือนไร้ ความสามารถ ให้นำความในวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับกับการถอนความยินยอมของ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล การแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบ การใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคล การร้องเรียนของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และการอื่นใดตามพระราชบัญญัตินี้ในกรณีที่ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ โดยอนุโลม
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 28
ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลที่เพียงพอ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา 16 (5) เว้นแต่ (1) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย (2) ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึง มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เพียงพอของประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศ ที่รับข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการกระทำตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (5) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือบุคคลอื่น เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมในขณะนั้นได้ (6) เป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอของประเทศปลายทาง หรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคล ให้เสนอต่อคณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอาจขอให้ทบทวนได้เมื่อมีหลักฐานใหม่ทำให้เชื่อได้ว่าประเทศปลายทางหรือ องค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลมีการพัฒนาจนมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เพียงพอ
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 57
ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทำการใด ๆ อันเป็นผลให้เกิดความเสียหายแก่
พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560
ประมวลรัษฎากร มาตรา 113
ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 114
โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่า (1) มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105 หรือมาตรา 106 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากร หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (2) ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์โดย (ก) มิได้ปิดแสตมป์เลย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (ข) ปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (ค) ในกรณีอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร เป็นจำนวน 1 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 118
ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)