สัญญาให้บริการเสริมความงามแบบคอร์ส ต้องมีอะไรบ้าง
ผู้ให้บริการขายคอร์สบริการเสริมความงามจำนวนครั้งที่กำหนดให้ผู้รับบริการ โดยรับชำระล่วงหน้าและให้บริการตามนัดภายในอายุคอร์ส · ร้านที่ไม่ใช่สถานพยาบาลห้ามฉีดสาร ใช้เลเซอร์ทางการแพทย์ หรือทำหัตถการที่สงวนไว้สำหรับแพทย์ ผิดกฎหมายและสัญญาส่วนนั้นเป็นโมฆะ
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อขายคอร์สทรีตเมนต์หน้า ผิว หรือรูปร่างแบบจ่ายล่วงหน้าหลายครั้ง |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | การให้บริการเสริมความงามจนเสร็จตามคอร์สเป็นการจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 เข้าบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 4 อัตรา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษ ผู้ให้บริการเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า จากราคาคอร์ส … คำนวณอากรได้ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) คู่ฉบับ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) ถ้าไม่ปิดอากรครบ สัญญาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และ 113–114 |
| ภาษี | ผู้รับบริการที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้ให้บริการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องเรียกเก็บและออกใบกำกับภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1 และ 86 สำหรับคลินิกที่เป็นสถานพยาบาล บริการรักษาพยาบาลบางประเภทได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่บริการเพื่อความงามโดยทั่วไปไม่ได้รับยกเว้น ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชี |
| แบบที่กฎหมายกำหนด | เส้นที่สำคัญที่สุดของธุรกิจนี้คือเส้นระหว่างร้านเสริมความงามกับคลินิก การฉีดสาร โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ การใช้เลเซอร์บางประเภท และหัตถการที่ล่วงล้ำร่างกายเป็นการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ต้องทำในสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายสถานพยาบาลและโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาตเท่านั้น ร้านเสริมความงามที่ทำหัตถการเหล่านี้โดยไม่มีใบอนุญาตมีความผิดทางอาญา และสัญญาในส่วนนั้นเป็นโมฆะเพราะวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ข้อ 1.2 จึงให้เลือกว่าเป็นคลินิกหรือไม่ และถ้าไม่ใช่ ห้ามทำหัตถการเหล่านี้โดยชัดแจ้ง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ต้องเป็นเครื่องสำอางที่จดแจ้งตามกฎหมายเครื่องสำอาง หรือยาและเครื่องมือแพทย์ที่ได้รับอนุญาต ข้อ 1.3 ให้ผู้รับบริการขอดูเลขจดแจ้งได้ ผู้รับบริการส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภค พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 ทวิ ให้อำนาจคณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ถ้าธุรกิจนี้ถูกกำหนดเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา ข้อสัญญาที่ประกาศบังคับให้ต้องมีจะถือว่ามีอยู่ในสัญญาแม้ไม่ได้เขียนไว้ตามมาตรา 35 ตรี และข้อที่ประกาศห้ามจะถือว่าไม่มีตามมาตรา 35 จัตวา ให้ตรวจประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับปัจจุบันก่อนใช้แม่แบบนี้ |
| มาตราที่อ้าง | ป.พ.พ. ม.150, 383, 420, 587; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ม.4, 7, 8; พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ม.35 ทวิ, 35 ตรี, 35 จัตวา; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ม.19, 26; ประมวลรัษฎากร ม.78/1, 86, 113–114, 118, บัญชีอัตราอากรลักษณะ 4 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 249 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อขายคอร์สทรีตเมนต์หน้า ผิว หรือรูปร่างแบบจ่ายล่วงหน้าหลายครั้ง
- ใช้เมื่อลูกค้าต้องการรู้เงื่อนไขคืนเงินและขยายอายุคอร์สก่อนจ่าย
- ใช้เมื่อคลินิกขายคอร์สที่มีทั้งหัตถการโดยแพทย์และบริการทั่วไป
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- ร้านที่ไม่ใช่สถานพยาบาลห้ามฉีดสาร ใช้เลเซอร์ทางการแพทย์ หรือทำหัตถการที่สงวนไว้สำหรับแพทย์ ผิดกฎหมายและสัญญาส่วนนั้นเป็นโมฆะ
- ความรับผิดต่อชีวิตร่างกายยกเว้นไม่ได้ แม้ลูกค้าจะเซ็นยอมรับความเสี่ยงก็ตาม
- ข้อมูลสุขภาพต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง และภาพก่อนหลังใช้โฆษณาได้เมื่อได้รับความยินยอมแยกต่างหาก
- นโยบายไม่คืนเงินในทุกกรณีเสี่ยงเป็นข้อสัญญาไม่เป็นธรรม ต้องคืนตามสัดส่วนอย่างน้อยเมื่อร้านปิดกิจการ
- ให้ตรวจประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาว่าธุรกิจนี้ถูกควบคุมสัญญาหรือไม่ก่อนใช้
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- ถ้าเป็นนวด สปา หรือเวลเนสที่ไม่ขายผลลัพธ์ด้านรูปลักษณ์ ให้ใช้ สัญญาบริการนวด สปา หรือเวลเนสแบบแพ็กเกจ
- ถ้าเป็นสมาชิกฟิตเนสหรือสตูดิโอออกกำลังกาย ให้ใช้ สัญญาสมาชิกฟิตเนสหรือสตูดิโอ
- ถ้าเป็นการผ่าตัดหรือการรักษาโรคในโรงพยาบาล แม่แบบนี้ไม่เหมาะ ต้องใช้เอกสารของสถานพยาบาลตามกฎหมายวิชาชีพ
อากรแสตมป์
การให้บริการเสริมความงามจนเสร็จตามคอร์สเป็นการจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 เข้าบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 4 อัตรา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษ ผู้ให้บริการเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า จากราคาคอร์ส … คำนวณอากรได้ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) คู่ฉบับ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) ถ้าไม่ปิดอากรครบ สัญญาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และ 113–114
การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด
เส้นที่สำคัญที่สุดของธุรกิจนี้คือเส้นระหว่างร้านเสริมความงามกับคลินิก การฉีดสาร โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ การใช้เลเซอร์บางประเภท และหัตถการที่ล่วงล้ำร่างกายเป็นการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ต้องทำในสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายสถานพยาบาลและโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาตเท่านั้น ร้านเสริมความงามที่ทำหัตถการเหล่านี้โดยไม่มีใบอนุญาตมีความผิดทางอาญา และสัญญาในส่วนนั้นเป็นโมฆะเพราะวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ข้อ 1.2 จึงให้เลือกว่าเป็นคลินิกหรือไม่ และถ้าไม่ใช่ ห้ามทำหัตถการเหล่านี้โดยชัดแจ้ง
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ต้องเป็นเครื่องสำอางที่จดแจ้งตามกฎหมายเครื่องสำอาง หรือยาและเครื่องมือแพทย์ที่ได้รับอนุญาต ข้อ 1.3 ให้ผู้รับบริการขอดูเลขจดแจ้งได้
ผู้รับบริการส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภค พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 ทวิ ให้อำนาจคณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ถ้าธุรกิจนี้ถูกกำหนดเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา ข้อสัญญาที่ประกาศบังคับให้ต้องมีจะถือว่ามีอยู่ในสัญญาแม้ไม่ได้เขียนไว้ตามมาตรา 35 ตรี และข้อที่ประกาศห้ามจะถือว่าไม่มีตามมาตรา 35 จัตวา ให้ตรวจประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับปัจจุบันก่อนใช้แม่แบบนี้
ภาษี
ผู้รับบริการที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้ให้บริการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องเรียกเก็บและออกใบกำกับภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1 และ 86 สำหรับคลินิกที่เป็นสถานพยาบาล บริการรักษาพยาบาลบางประเภทได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่บริการเพื่อความงามโดยทั่วไปไม่ได้รับยกเว้น ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชี
เงินที่จ่ายล่วงหน้าคือความเสี่ยงของผู้รับบริการ
คอร์สเสริมความงามขายแบบจ่ายก่อนใช้ทีหลัง เรื่องที่ร้องเรียนมากที่สุดคือร้านปิดตัวทั้งที่ลูกค้ายังใช้คอร์สไม่ครบ และคอร์สหมดอายุก่อนใช้ครบเพราะนัดไม่ได้ ข้อ 6 จึงวางสามชั้น
- ขยายอายุคอร์ส เมื่อผู้รับบริการเจ็บป่วยหรือตั้งครรภ์ หรือร้านปิดชั่วคราว
- ซื้อแล้วยังไม่ได้ใช้บริการเลยภายใน 7 วัน ต้องคืนเต็มจำนวน ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. 2563 ข้อ 3(2.1) หักได้เฉพาะค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต (ข้อ 6.2 ของสัญญา)
- ยกเลิกได้และได้เงินคืนตามสัดส่วน หักค่าดำเนินการที่มีเพดาน (ข้อ 6.3) และคืนโดยไม่หักอะไรเลยเมื่อร้านเป็นฝ่ายทำให้ใช้บริการต่อไม่ได้ (ข้อ 6.4) ข้อความว่า “ห้ามยกเลิก” หรือ “ไม่คืนเงินไม่ว่ากรณีใด ๆ” เป็นข้อความที่ประกาศข้อ 5(4) และ 5(5) ห้ามไว้โดยตรง และเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 ศาลลดการริบเงินที่สูงเกินส่วนได้ตามมาตรา 7
- ต้องส่งมอบหลักฐานการรับเงินทันทีที่รับเงิน พร้อมรายการตามข้อ 4.2 ซึ่งประกาศข้อ 3 และข้อ 4 บังคับไว้ — ไม่ใช่ออกให้ทีหลังหรือออกแต่สลิปบัตรเครดิต
- ร้านเลิกกิจการต้องคืนเต็มตามสัดส่วน โดยไม่มีค่าดำเนินการ
ข้อ 5.2 ให้หักสิทธิเมื่อไม่มาตามนัดได้เฉพาะเมื่อเกินจำนวนครั้งที่ยอมรับ และไม่นับการเจ็บป่วยที่มีหลักฐาน การหักสิทธิทุกครั้งที่มาสายหรือไม่มาเป็นเบี้ยปรับที่ศาลลดได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383
ความรับผิดเรื่องร่างกายยกเว้นไม่ได้
ข้อ 10.1 เขียนไว้ว่าข้อยกเว้นความรับผิดต่อชีวิตร่างกายไม่มีผล เพราะ พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม มาตรา 8 ห้ามไว้ แบบฟอร์ม "ยินยอมรับความเสี่ยงทั้งหมด" ที่ร้านให้ลูกค้าเซ็นจึงไม่ได้คุ้มครองร้านจากความประมาทของตัวเอง ความรับผิดทางละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ยังอยู่เสมอ สิ่งที่คุ้มครองร้านได้จริงคือแบบสอบถามสุขภาพที่ครบถ้วนตามข้อ 3.1 เพราะถ้าผู้รับบริการปกปิดประวัติ ความรับผิดตามข้อ 10.2 จะตกกับผู้รับบริการ
ข้อมูลสุขภาพและภาพก่อนหลัง
ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหวตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26 ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง และภาพก่อนหลังที่เห็นใบหน้าเป็นทั้งข้อมูลส่วนบุคคลและภาพของบุคคล การนำไปโฆษณาต้องได้รับความยินยอมแยกต่างหากตามมาตรา 19 และถอนได้ ข้อ 9.2 วางไว้แล้ว การใช้ภาพโดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นทั้งการผิดสัญญา การละเมิดตามมาตรา 420 และความผิดตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ข้อที่ร้านและลูกค้าพลาดบ่อย
- ร้านที่ไม่ใช่คลินิกขายคอร์สที่มีการฉีดหรือเลเซอร์ — ผิดกฎหมายทั้งร้านและผู้ทำ
- โฆษณาผลลัพธ์เป็นตัวเลข — ข้อ 2.2 ทำให้ข้อความขายเป็นส่วนของสัญญา
- ใช้ภาพลูกค้าโพสต์โดยไม่ขอ
- ขายต่อระหว่างทำบริการโดยกดดันลูกค้า — ข้อ 4.3 ให้สิทธิปฏิเสธโดยไม่กระทบคอร์ส
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- รายละเอียดคอร์ส รายการบริการ จำนวนครั้ง และราคาต่อครั้งเฉลี่ย
- แบบสอบถามสุขภาพและแบบยินยอมเก็บข้อมูลสุขภาพ
- แบบยินยอมใช้ภาพเพื่อโฆษณาแยกต่างหาก
- คำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังรับบริการ
- สำเนาใบอนุญาตสถานพยาบาล ถ้าเป็นคลินิก
วันลงนาม
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ผู้รับบริการเก็บไว้หนึ่งฉบับพร้อมใบเสร็จ อย่าให้ลูกค้าเซ็นแบบยินยอมใช้ภาพรวมไว้ในสัญญาฉบับนี้ ต้องแยกฉบับ
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-76E952 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาให้บริการเสริมความงามแบบคอร์ส ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
การให้บริการเสริมความงามจนเสร็จตามคอร์สเป็นการจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 เข้าบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 4 อัตรา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษ ผู้ให้บริการเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า จากราคาคอร์ส … คำนวณอากรได้ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) คู่ฉบับ (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) ถ้าไม่ปิดอากรครบ สัญญาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และ 113–114
สัญญาให้บริการเสริมความงามแบบคอร์ส เสียภาษีอะไรบ้าง
ผู้รับบริการที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้ให้บริการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องเรียกเก็บและออกใบกำกับภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1 และ 86 สำหรับคลินิกที่เป็นสถานพยาบาล บริการรักษาพยาบาลบางประเภทได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่บริการเพื่อความงามโดยทั่วไปไม่ได้รับยกเว้น ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชี
ใช้สัญญาให้บริการเสริมความงามแบบคอร์สตอนไหน
ใช้เมื่อขายคอร์สทรีตเมนต์หน้า ผิว หรือรูปร่างแบบจ่ายล่วงหน้าหลายครั้ง · ใช้เมื่อลูกค้าต้องการรู้เงื่อนไขคืนเงินและขยายอายุคอร์สก่อนจ่าย · ใช้เมื่อคลินิกขายคอร์สที่มีทั้งหัตถการโดยแพทย์และบริการทั่วไป
ทำสัญญาให้บริการเสริมความงามแบบคอร์สต้องระวังอะไร
ร้านที่ไม่ใช่สถานพยาบาลห้ามฉีดสาร ใช้เลเซอร์ทางการแพทย์ หรือทำหัตถการที่สงวนไว้สำหรับแพทย์ ผิดกฎหมายและสัญญาส่วนนั้นเป็นโมฆะ · ความรับผิดต่อชีวิตร่างกายยกเว้นไม่ได้ แม้ลูกค้าจะเซ็นยอมรับความเสี่ยงก็ตาม · ข้อมูลสุขภาพต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง และภาพก่อนหลังใช้โฆษณาได้เมื่อได้รับความยินยอมแยกต่างหาก · นโยบายไม่คืนเงินในทุกกรณีเสี่ยงเป็นข้อสัญญาไม่เป็นธรรม ต้องคืนตามสัดส่วนอย่างน้อยเมื่อร้านปิดกิจการ · ให้ตรวจประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาว่าธุรกิจนี้ถูกควบคุมสัญญาหรือไม่ก่อนใช้
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาให้บริการเสริมความงามแบบคอร์ส
ถ้าเป็นนวด สปา หรือเวลเนสที่ไม่ขายผลลัพธ์ด้านรูปลักษณ์ ให้ใช้ สัญญาบริการนวด สปา หรือเวลเนสแบบแพ็กเกจ · ถ้าเป็นสมาชิกฟิตเนสหรือสตูดิโอออกกำลังกาย ให้ใช้ สัญญาสมาชิกฟิตเนสหรือสตูดิโอ · ถ้าเป็นการผ่าตัดหรือการรักษาโรคในโรงพยาบาล แม่แบบนี้ไม่เหมาะ ต้องใช้เอกสารของสถานพยาบาลตามกฎหมายวิชาชีพ
สัญญาให้บริการเสริมความงามแบบคอร์ส ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม
เส้นที่สำคัญที่สุดของธุรกิจนี้คือเส้นระหว่างร้านเสริมความงามกับคลินิก การฉีดสาร โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ การใช้เลเซอร์บางประเภท และหัตถการที่ล่วงล้ำร่างกายเป็นการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ต้องทำในสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายสถานพยาบาลและโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาตเท่านั้น ร้านเสริมความงามที่ทำหัตถการเหล่านี้โดยไม่มีใบอนุญาตมีความผิดทางอาญา และสัญญาในส่วนนั้นเป็นโมฆะเพราะวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ข้อ 1.2 จึงให้เลือกว่าเป็นคลินิกหรือไม่ และถ้าไม่ใช่ ห้ามทำหัตถการเหล่านี้โดยชัดแจ้ง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ต้องเป็นเครื่องสำอางที่จดแจ้งตามกฎหมายเครื่องสำอาง หรือยาและเครื่องมือแพทย์ที่ได้รับอนุญาต ข้อ 1.3 ให้ผู้รับบริการขอดูเลขจดแจ้งได้ ผู้รับบริการส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภค พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 ทวิ ให้อำนาจคณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ถ้าธุรกิจนี้ถูกกำหนดเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา ข้อสัญญาที่ประกาศบังคับให้ต้องมีจะถือว่ามีอยู่ในสัญญาแม้ไม่ได้เขียนไว้ตามมาตรา 35 ตรี และข้อที่ประกาศห้ามจะถือว่าไม่มีตามมาตรา 35 จัตวา ให้ตรวจประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับปัจจุบันก่อนใช้แม่แบบนี้
ลงนามสัญญาให้บริการเสริมความงามแบบคอร์สต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ผู้รับบริการเก็บไว้หนึ่งฉบับพร้อมใบเสร็จ อย่าให้ลูกค้าเซ็นแบบยินยอมใช้ภาพรวมไว้ในสัญญาฉบับนี้ ต้องแยกฉบับ
ทำสัญญาให้บริการเสริมความงามแบบคอร์สต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
รายละเอียดคอร์ส รายการบริการ จำนวนครั้ง และราคาต่อครั้งเฉลี่ย แบบสอบถามสุขภาพและแบบยินยอมเก็บข้อมูลสุขภาพ แบบยินยอมใช้ภาพเพื่อโฆษณาแยกต่างหาก คำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังรับบริการ สำเนาใบอนุญาตสถานพยาบาล ถ้าเป็นคลินิก
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 14 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150
การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420
ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ลักษณะ 5 ละเมิด (มาตรา 420–437)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587
อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 7
ในสัญญาที่มีการให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ หากมีกรณีที่จะต้องริบมัดจำถ้ามัดจำนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงให้ริบได้เพียงเท่าความเสียหายที่แท้จริงก็ได้
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 19
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะกระทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลไม่ได้หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนหรือในขณะนั้น เว้นแต่บทบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้กระทำได้ การขอความยินยอมต้องทำโดยชัดแจ้ง เป็นหนังสือหรือทำโดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ โดยสภาพไม่อาจขอความยินยอมด้วยวิธีการดังกล่าวได้ ในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้ง วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไปด้วย และการขอความยินยอมนั้น ต้องแยกส่วนออกจากข้อความอื่นอย่างชัดเจน มีแบบหรือข้อความที่เข้าถึงได้ง่ายและเข้าใจได้ รวมทั้ง ใช้ภาษาที่อ่านง่าย และไม่เป็นการหลอกลวงหรือทำให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเข้าใจผิดในวัตถุประสงค์ ดังกล่าว ทั้งนี้ คณะกรรมการจะให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามแบบและข้อความที่คณะกรรมการประกาศกำหนดก็ได้ ในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องคำนึง อย่างถึงที่สุดในความเป็นอิสระของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในการให้ความยินยอม ทั้งนี้ ในการเข้าทำสัญญา ซึ่งรวมถึงการให้บริการใด ๆ ต้องไม่มีเงื่อนไขในการให้ความยินยอมเพื่อเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่มีความจำเป็นหรือเกี่ยวข้องสำหรับการเข้าทำสัญญาซึ่งรวมถึงการให้บริการนั้น ๆ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจะถอนความยินยอมเสียเมื่อใดก็ได้โดยจะต้องถอนความยินยอมได้ง่าย เช่นเดียวกับการให้ความยินยอม เว้นแต่มีข้อจำกัดสิทธิในการถอนความยินยอมโดยกฎหมายหรือ สัญญาที่ให้ประโยชน์แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ การถอนความยินยอมย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ให้ความยินยอมไปแล้ว โดยชอบตามที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ ในกรณีที่การถอนความยินยอมส่งผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในเรื่องใด ผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงผลกระทบจากการถอนความยินยอมนั้น การขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ ไม่มีผล ผูกพันเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และไม่ทำให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสามารถทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26
ห้ามมิให้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็น ทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใด ซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในทำนองเดียวกันตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด โดยไม่ได้รับ ความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ (1) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคลซึ่งเจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม (2) เป็นการดำเนินกิจกรรมโดยชอบด้วยกฎหมายที่มีการคุ้มครองที่เหมาะสมของมูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการเมือง ศาสนา ปรัชญา หรือสหภาพแรงงาน ให้แก่สมาชิก ผู้ซึ่งเคยเป็นสมาชิก หรือผู้ซึ่งมีการติดต่ออย่างสม่ำเสมอกับมูลนิธิ สมาคม หรือองค์กร ที่ไม่แสวงหากำไรตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวโดยไม่ได้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นออกไปภายนอกมูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรนั้น (3) เป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะด้วยความยินยอมโดยชัดแจ้งของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิ เรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย (5) เป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับ (ก) เวชศาสตร์ป้องกันหรืออาชีวเวชศาสตร์ การประเมินความสามารถในการทำงานของ ลูกจ้าง การวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ การให้บริการด้านสุขภาพหรือด้านสังคม การรักษาทางการแพทย์ การจัดการด้านสุขภาพ หรือระบบและการให้บริการด้านสังคมสงเคราะห์ ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่ใช่การปฏิบัติ ตามกฎหมายและข้อมูลส่วนบุคคลนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพหรือผู้มีหน้าที่ รักษาข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไว้เป็นความลับตามกฎหมาย ต้องเป็นการปฏิบัติตามสัญญาระหว่างเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคลกับผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ (ข) ประโยชน์สาธารณะด้านการสาธารณสุข เช่น การป้องกันด้านสุขภาพจากโรคติดต่อ อันตรายหรือโรคระบาดที่อาจติดต่อหรือแพร่เข้ามาในราชอาณาจักร หรือการควบคุมมาตรฐานหรือคุณภาพ ของยา เวชภัณฑ์ หรือเครื่องมือแพทย์ ซึ่งได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมและเจาะจงเพื่อคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยเฉพาะการรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลตามหน้าที่หรือ ตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ (ค) การคุ้มครองแรงงาน การประกันสังคม หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สวัสดิการเกี่ยวกับ การรักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิตามกฎหมาย การคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือการคุ้มครองทางสังคม ซึ่งการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสิ่งจำเป็นในการปฏิบัติตามสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลหรือเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน และประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (ง) การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ หรือประโยชน์สาธารณะอื่น ทั้งนี้ ต้องกระทำเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวเพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และได้จัดให้มีมาตรการ ที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามที่คณะกรรมการ ประกาศกำหนด (จ) ประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ โดยได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครอง สิทธิขั้นพื้นฐานและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลชีวภาพตามวรรคหนึ่งให้หมายถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดจากการใช้เทคนิคหรือเทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องกับการนำลักษณะเด่นทางกายภาพหรือทางพฤติกรรมของบุคคลมาใช้ทำให้สามารถยืนยันตัวตน ของบุคคลนั้นที่ไม่เหมือนกับบุคคลอื่นได้ เช่น ข้อมูลภาพจำลองใบหน้า ข้อมูลจำลองม่านตา หรือ ข้อมูลจำลองลายนิ้วมือ ในกรณีที่เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมต้องกระทำภายใต้ การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือได้จัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1
ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการให้บริการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การให้บริการนอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (2) การให้บริการตามสัญญาที่กำหนดค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำให้ความรับผิดตามส่วนของบริการเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลง เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลงก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (3) การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ให้ความรับผิดทั้งหมดหรือบางส่วนเกิดขึ้นเมื่อได้มีการชำระราคาค่าบริการทั้งหมดหรือบางส่วน แล้วแต่กรณี (4) การให้บริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (5) และภายหลังได้มีการโอนสิทธิในบริการอันทำให้ผู้รับโอนสิทธิในบริการมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระในการยื่นแบบแสดงรายการและการชำระภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียนสำหรับการให้บริการแก่กระทรวง ทบวง กรม หรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เฉพาะการให้บริการตามสัญญาและมีการชำระราคาค่าบริการที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดความรับผิดตาม (1) และ (2) เกิดขึ้นเป็นอย่างอื่นได้
ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 86
ภายใต้บังคับมาตรา 86/1 มาตรา 86/2 และมาตรา 86/8 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษีสำหรับการขายสินค้า หรือการให้บริการทุกครั้ง และต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ส่งมอบใบกำกับภาษีนั้นแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ส่วนสำเนาใบกำกับภาษีให้เก็บรักษาไว้ตามมาตรา 87/3 ผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวตามมาตรา 85/3 จะออกใบกำกับภาษีได้ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ใบกำกับภาษีให้ออกเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น การออกใบกำกับภาษีโดยตัวแทนในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 113
ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 118
ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 35
ในกรณีที่ผู้พิทักษ์ไม่ยินยอมให้คนเสมือนไร้ความสามารถกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 34 โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อคนเสมือนไร้ความสามารถร้องขอ ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้กระทำการนั้นโดยไม่ต้องรับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก็ได้ ถ้าการนั้นจะเป็นคุณประโยชน์แก่คนเสมือนไร้ความสามารถ
ความสามารถของบุคคล — ป.พ.พ. ม.19–36