สัญญาจ้างออกแบบกราฟิก ต้องมีอะไรบ้าง
จ้างออกแบบกราฟิกโดยกำหนดบรีฟ จำนวนรอบแก้งาน รูปแบบไฟล์ที่ส่งมอบ และสิทธิในผลงานให้ชัดตั้งแต่ต้น · ลิขสิทธิ์ในงานรับจ้างเป็นของผู้ว่าจ้างอยู่แล้วตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10 เว้นแต่ตกลงเป็นอย่างอื่น ผู้ออกแบบที่อยากสงวนสิทธิต้องไม่ติ๊กช่องโอนลิขสิทธิ์และเขียนขอบเขตการใช้ไว้ในผนวก 1
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อจ้างทำโลโก้ อัตลักษณ์องค์กร สื่อโฆษณา บรรจุภัณฑ์ หรืองานกราฟิกเป็นชิ้นงาน |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อค่าจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท — จากค่าจ้างรวมในสัญญานี้คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้ออกแบบ (ผู้รับจ้าง) เป็นผู้เสียอากร ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า · คู่ฉบับเสียอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก (ลักษณะ 23) ค่าจ้างรวมตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไปต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร (ประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 37) · ผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เกณฑ์ลดเหลือ 200,000 บาท ไม่ติดอากรให้ครบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118) — นักออกแบบที่จะฟ้องเรียกค่าจ้างค้างต้องติดให้ครบก่อน |
| ภาษี | ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 ของค่าบริการก่อน VAT ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้แบ่งจ่ายเป็นมัดจำกับงวดที่เหลือ และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีทุกครั้ง — มัดจำก็ถูกหัก 3% ด้วย ไม่ใช่หักเฉพาะงวดสุดท้าย ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้ นักออกแบบบุคคลธรรมดามีเงินได้ตาม ม.40(2) หรือ 40(8) แล้วแต่ลักษณะงานและการลงทุน ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน · ถ้ามีการโอนลิขสิทธิ์และได้ค่าตอบแทนแยกต่างหาก อาจเป็นเงินได้ตาม ม.40(3) ซึ่งคนละเกณฑ์อีก ให้ตรวจตามข้อเท็จจริงก่อนยื่น รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ ค่าฟอนต์และภาพสต็อกที่ซื้อแทนลูกค้าให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้ พร้อมแนบใบเสร็จ อย่ารวมกับค่าบริการ เพราะจะถูกหัก 3% ทั้งก้อนโดยไม่จำเป็น |
| มาตราที่อ้าง | ป.พ.พ. ม.7, 204, 215, 224, 387, 391, 575, 587, 591, 593; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.6, 9, 10, 15, 18; พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม.44, 68; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม.4, 8; บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 4, 23; ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118; คำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 8 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 249 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อจ้างทำโลโก้ อัตลักษณ์องค์กร สื่อโฆษณา บรรจุภัณฑ์ หรืองานกราฟิกเป็นชิ้นงาน
- ใช้ได้ทั้งเมื่อผู้ออกแบบเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นสตูดิโอหรือบริษัท
- ใช้เมื่อต้องตกลงว่าจะได้ไฟล์ต้นฉบับที่แก้ไขต่อได้หรือไม่
- ใช้เมื่อต้องการจำกัดจำนวนรอบแก้งานที่รวมอยู่ในค่าจ้าง
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- ลิขสิทธิ์ในงานรับจ้างเป็นของผู้ว่าจ้างอยู่แล้วตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10 เว้นแต่ตกลงเป็นอย่างอื่น ผู้ออกแบบที่อยากสงวนสิทธิต้องไม่ติ๊กช่องโอนลิขสิทธิ์และเขียนขอบเขตการใช้ไว้ในผนวก 1
- ได้ลิขสิทธิ์ในโลโก้ไม่เท่ากับได้สิทธิในเครื่องหมายการค้า ผู้ว่าจ้างต้องไปยื่นจดทะเบียนเองและอาจถูกปฏิเสธได้
- ฟอนต์และภาพสต็อกมีสัญญาอนุญาตของตัวเอง สิทธิของนักออกแบบไม่โอนไปกับงานโดยอัตโนมัติ
- ธรรมสิทธิ์ตาม ม.18 โอนกันไม่ได้ ผู้ออกแบบยังมีสิทธิแสดงตนเป็นผู้สร้างสรรค์แม้โอนลิขสิทธิ์แล้ว
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- อย่าใช้เมื่อจ้างทำเว็บไซต์ทั้งระบบ ให้ใช้สัญญาจ้างทำเว็บไซต์แทน
- อย่าใช้เมื่อเป็นการจ้างประจำรายเดือน ให้ใช้สัญญาจ้างเหมาบริการรายเดือนแทน
- อย่าปล่อยช่องจำนวนรอบแก้งานว่าง เพราะเป็นเส้นแบ่งเดียวที่กันงานไม่จบ
อากรแสตมป์
- จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อค่าจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท — จากค่าจ้างรวมในสัญญานี้คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก
- ผู้ออกแบบ (ผู้รับจ้าง) เป็นผู้เสียอากร ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า · คู่ฉบับเสียอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก (ลักษณะ 23)
- ค่าจ้างรวมตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไปต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร (ประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 37) · ผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เกณฑ์ลดเหลือ 200,000 บาท
- ไม่ติดอากรให้ครบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118) — นักออกแบบที่จะฟ้องเรียกค่าจ้างค้างต้องติดให้ครบก่อน
ภาษี
- ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 ของค่าบริการก่อน VAT ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้แบ่งจ่ายเป็นมัดจำกับงวดที่เหลือ และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีทุกครั้ง — มัดจำก็ถูกหัก 3% ด้วย ไม่ใช่หักเฉพาะงวดสุดท้าย
- ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้
- นักออกแบบบุคคลธรรมดามีเงินได้ตาม ม.40(2) หรือ 40(8) แล้วแต่ลักษณะงานและการลงทุน ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน · ถ้ามีการโอนลิขสิทธิ์และได้ค่าตอบแทนแยกต่างหาก อาจเป็นเงินได้ตาม ม.40(3) ซึ่งคนละเกณฑ์อีก ให้ตรวจตามข้อเท็จจริงก่อนยื่น
- รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ
- ค่าฟอนต์และภาพสต็อกที่ซื้อแทนลูกค้าให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้ พร้อมแนบใบเสร็จ อย่ารวมกับค่าบริการ เพราะจะถูกหัก 3% ทั้งก้อนโดยไม่จำเป็น
ลิขสิทธิ์ — สิ่งที่นักออกแบบกับลูกค้าเข้าใจผิดกันคนละทาง
- งานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้าง ลิขสิทธิ์เป็นของ «ผู้ว่าจ้าง» ตั้งแต่ต้น เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10) — นักออกแบบจำนวนมากเชื่อว่าตัวเองเป็นเจ้าของจนกว่าจะโอน ซึ่งไม่ใช่ · สวิตช์ «โอนลิขสิทธิ์» ที่ไม่ติ๊ก คือการตกลงเป็นอย่างอื่นตาม ม.10 ต้องเขียนขอบเขตการใช้ไว้ในผนวก 1 ให้ชัด ไม่ใช่ปล่อยว่าง
- ตรงข้ามกับงานของลูกจ้าง ซึ่งลิขสิทธิ์ยังเป็นของลูกจ้าง นายจ้างได้เพียงสิทธินำออกเผยแพร่ตามวัตถุประสงค์ของการจ้าง เว้นแต่ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น (ม.9) — บริษัทที่มีกราฟิกดีไซเนอร์ประจำมักเข้าใจผิดข้อนี้
- ธรรมสิทธิ์โอนกันไม่ได้ ผู้สร้างสรรค์ยังมีสิทธิแสดงตนว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ และห้ามผู้รับโอนบิดเบือน ตัดทอน หรือดัดแปลงงานจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของตน แม้โอนลิขสิทธิ์ไปหมดแล้ว (ม.18) เว้นแต่ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร
- ลิขสิทธิ์ไม่คุ้มครองแนวความคิด คุ้มครองเฉพาะการแสดงออก (ม.6 วรรคสอง) — คู่แข่งที่ทำงานคล้ายกันด้วยแนวคิดเดียวกันแต่แสดงออกต่างกัน ไม่เป็นการละเมิด
- แบบร่างที่ไม่ถูกเลือกยังเป็นของผู้ออกแบบ (ข้อ 5.2) ลูกค้าเอาแบบที่ไม่ได้เลือกไปใช้เองหรือส่งให้คนอื่นทำต่อไม่ได้
โลโก้ — ลิขสิทธิ์กับเครื่องหมายการค้าเป็นคนละเรื่อง
- ได้ลิขสิทธิ์ในโลโก้ ไม่เท่ากับได้สิทธิในเครื่องหมายการค้า สิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายกับสินค้าเกิดขึ้นเมื่อจดทะเบียนแล้วเท่านั้น (พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ม.44) ผู้ว่าจ้างต้องไปยื่นจดเองที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา สัญญาฉบับนี้ไม่ได้ทำให้จดทะเบียนสำเร็จ
- ผู้ออกแบบไม่ควรรับประกันว่าโลโก้จะจดทะเบียนได้ เพราะนายทะเบียนอาจปฏิเสธด้วยเหตุขาดลักษณะบ่งเฉพาะ หรือเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายที่จดไว้ก่อน — ควรให้ลูกค้าสืบค้นเครื่องหมายก่อนเริ่มงานหรือก่อนนำไปใช้จริง
- ถ้าจะให้ผู้อื่นใช้เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว สัญญาอนุญาตต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน (ม.68) มิฉะนั้นไม่สมบูรณ์
หลักเกณฑ์ลักษณะบ่งเฉพาะและเหตุต้องห้ามในการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ให้ตรวจกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาหรือทนายของคุณก่อนยื่นจด
ฟอนต์และภาพสต็อก — ที่มาของบิลย้อนหลังก้อนโต
- สิทธิใช้ฟอนต์ของนักออกแบบไม่โอนไปกับงาน ไลเซนส์ฟอนต์ส่วนใหญ่ผูกกับผู้ใช้หรือจำนวนเครื่อง ไม่ใช่ผูกกับไฟล์งาน ถ้าลูกค้าต้องใช้ฟอนต์นั้นต่อเองต้องซื้อไลเซนส์ของตัวเอง — ข้อ 5.3 จึงบังคับให้ผู้ออกแบบเปิดเผยรายการและเงื่อนไขไลเซนส์
- ฟอนต์ไทยที่แจกฟรีไม่ได้แปลว่าใช้เชิงพาณิชย์ได้ทุกตัว บางชุดจำกัดการดัดแปลงหรือการฝังในสินค้า ให้ตรวจเงื่อนไขของผู้พัฒนาฟอนต์รายนั้นเป็นรายตัว
- ภาพสต็อกมีไลเซนส์คนละแบบ บางแบบห้ามใช้กับสินค้าที่ขายซ้ำ ห้ามใช้ทำโลโก้ หรือจำกัดจำนวนการพิมพ์ — ภาพสต็อกห้ามนำมาทำโลโก้เกือบทุกไลเซนส์ เพราะจดทะเบียนเครื่องหมายไม่ได้และชนกับคนอื่นที่ซื้อภาพเดียวกัน
- ซื้อในนามใครสำคัญ ถ้าผู้ออกแบบซื้อในนามตัวเองแล้วเลิกทำงานกัน ลูกค้าอาจขาดสิทธิทันที ให้ซื้อในนามผู้ว่าจ้างหรือโอนใบอนุญาตให้เมื่อส่งมอบ
- งานที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์มีสถานะลิขสิทธิ์ไม่แน่นอน และอาจมีปัญหาเรื่องข้อมูลที่ใช้ฝึก ถ้ามีการใช้ในงาน ควรเปิดเผยตามข้อ 5.3 เช่นเดียวกับทรัพยากรของบุคคลภายนอก
ข้อที่คนจ้างออกแบบพลาดบ่อย
- ไม่กำหนดจำนวนรอบแก้งาน คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่งานออกแบบไม่จบ ช่อง «จำนวนรอบแก้งาน» ต้องกรอกเสมอ และผนวก 1 ควรระบุว่ารอบถัดไปคิดเพิ่มเท่าไร
- รวบคำขอแก้ไขไม่ครบในรอบเดียว การทยอยสั่งแก้ทีละจุดกินรอบเร็วมาก ข้อ 3 จึงให้ผู้ว่าจ้างรวบรวมคำขอแก้ไขภายในกำหนด — ควรมอบให้ผู้ประสานงานคนเดียวรวบรวม ไม่ใช่ให้หลายคนสั่งแยกกัน
- ไม่ตกลงเรื่องไฟล์ต้นฉบับตั้งแต่ต้น ลูกค้าส่วนใหญ่คิดว่าจ่ายเงินแล้วต้องได้ไฟล์ AI/PSD ด้วย แต่โดยธรรมเนียมเป็นของแยกคิดเงิน — สวิตช์นี้ต้องคุยกันก่อนเริ่มงาน ไม่ใช่ตอนส่งมอบ
- บรีฟและวัตถุดิบมาช้า แล้วนับว่าผู้ออกแบบส่งงานช้า — ช่อง «วันที่ส่งบรีฟครบ» มีไว้ให้พิสูจน์ได้ว่าใครช้า เก็บหลักฐานการทวงถามไว้ทุกครั้ง
- เงียบแล้วงานค้าง ข้อตรวจรับกำหนดว่าถ้าไม่ตอบภายในกำหนดถือว่าตรวจรับแล้ว ซึ่งคุ้มครองผู้ออกแบบ — ผู้ว่าจ้างต้องตั้งคนดูจริง อย่าปล่อยผ่าน
- เพดานความรับผิดที่ต่ำจนไร้ความหมายอาจไม่มีผลบังคับ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ม.4 และยกเว้นความรับผิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ได้
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- ผนวก 1 บรีฟ ขอบเขตงาน จำนวนแบบร่าง รายการชิ้นงานและขนาด รูปแบบไฟล์ที่ส่งมอบ จำนวนรอบแก้งานและค่าแก้งานรอบถัดไป · ถ้าไม่โอนลิขสิทธิ์ ให้ระบุขอบเขตการใช้ไว้ที่นี่ (ใช้ได้กี่ปี ช่องทางใด ดัดแปลงได้หรือไม่ ให้ผู้อื่นใช้ต่อได้หรือไม่)
- รายการฟอนต์ ภาพสต็อก ปลั๊กอิน และทรัพยากรของบุคคลภายนอก พร้อมเงื่อนไขไลเซนส์และหลักฐานการซื้อสิทธิ
- วัตถุดิบที่ผู้ว่าจ้างต้องส่ง เช่น โลโก้เดิม ภาพสินค้า ข้อความ และสิทธิใช้ภาพบุคคลที่ปรากฏในงาน
วันลงนาม
- ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงชื่อคู่สัญญาและพยานสองคน พร้อมลงชื่อกำกับผนวก 1 ทุกหน้า
- ผู้ออกแบบปิดอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก และคู่ฉบับ ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า
- ตรวจว่าสวิตช์ลิขสิทธิ์กับสวิตช์ไฟล์ต้นฉบับตรงกับที่ตกลงกันจริง สองช่องนี้คือสิ่งที่ทะเลาะกันมากที่สุดหลังส่งงาน
- ถ้าผู้ออกแบบรับงานในนามนิติบุคคล ให้ตรวจอำนาจลงนามตามหนังสือรับรองและเงื่อนไขประทับตรา
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-8FB7CE · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาจ้างออกแบบกราฟิก ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อค่าจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท — จากค่าจ้างรวมในสัญญานี้คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้ออกแบบ (ผู้รับจ้าง) เป็นผู้เสียอากร ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า · คู่ฉบับเสียอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก (ลักษณะ 23) ค่าจ้างรวมตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไปต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร (ประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 37) · ผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เกณฑ์ลดเหลือ 200,000 บาท ไม่ติดอากรให้ครบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118) — นักออกแบบที่จะฟ้องเรียกค่าจ้างค้างต้องติดให้ครบก่อน
สัญญาจ้างออกแบบกราฟิก เสียภาษีอะไรบ้าง
ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 ของค่าบริการก่อน VAT ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้แบ่งจ่ายเป็นมัดจำกับงวดที่เหลือ และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีทุกครั้ง — มัดจำก็ถูกหัก 3% ด้วย ไม่ใช่หักเฉพาะงวดสุดท้าย ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้ นักออกแบบบุคคลธรรมดามีเงินได้ตาม ม.40(2) หรือ 40(8) แล้วแต่ลักษณะงานและการลงทุน ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน · ถ้ามีการโอนลิขสิทธิ์และได้ค่าตอบแทนแยกต่างหาก อาจเป็นเงินได้ตาม ม.40(3) ซึ่งคนละเกณฑ์อีก ให้ตรวจตามข้อเท็จจริงก่อนยื่น รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ ค่าฟอนต์และภาพสต็อกที่ซื้อแทนลูกค้าให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้ พร้อมแนบใบเสร็จ อย่ารวมกับค่าบริการ เพราะจะถูกหัก 3% ทั้งก้อนโดยไม่จำเป็น
ใช้สัญญาจ้างออกแบบกราฟิกตอนไหน
ใช้เมื่อจ้างทำโลโก้ อัตลักษณ์องค์กร สื่อโฆษณา บรรจุภัณฑ์ หรืองานกราฟิกเป็นชิ้นงาน · ใช้ได้ทั้งเมื่อผู้ออกแบบเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นสตูดิโอหรือบริษัท · ใช้เมื่อต้องตกลงว่าจะได้ไฟล์ต้นฉบับที่แก้ไขต่อได้หรือไม่ · ใช้เมื่อต้องการจำกัดจำนวนรอบแก้งานที่รวมอยู่ในค่าจ้าง
ทำสัญญาจ้างออกแบบกราฟิกต้องระวังอะไร
ลิขสิทธิ์ในงานรับจ้างเป็นของผู้ว่าจ้างอยู่แล้วตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10 เว้นแต่ตกลงเป็นอย่างอื่น ผู้ออกแบบที่อยากสงวนสิทธิต้องไม่ติ๊กช่องโอนลิขสิทธิ์และเขียนขอบเขตการใช้ไว้ในผนวก 1 · ได้ลิขสิทธิ์ในโลโก้ไม่เท่ากับได้สิทธิในเครื่องหมายการค้า ผู้ว่าจ้างต้องไปยื่นจดทะเบียนเองและอาจถูกปฏิเสธได้ · ฟอนต์และภาพสต็อกมีสัญญาอนุญาตของตัวเอง สิทธิของนักออกแบบไม่โอนไปกับงานโดยอัตโนมัติ · ธรรมสิทธิ์ตาม ม.18 โอนกันไม่ได้ ผู้ออกแบบยังมีสิทธิแสดงตนเป็นผู้สร้างสรรค์แม้โอนลิขสิทธิ์แล้ว
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาจ้างออกแบบกราฟิก
อย่าใช้เมื่อจ้างทำเว็บไซต์ทั้งระบบ ให้ใช้สัญญาจ้างทำเว็บไซต์แทน · อย่าใช้เมื่อเป็นการจ้างประจำรายเดือน ให้ใช้สัญญาจ้างเหมาบริการรายเดือนแทน · อย่าปล่อยช่องจำนวนรอบแก้งานว่าง เพราะเป็นเส้นแบ่งเดียวที่กันงานไม่จบ
ลงนามสัญญาจ้างออกแบบกราฟิกต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงชื่อคู่สัญญาและพยานสองคน พร้อมลงชื่อกำกับผนวก 1 ทุกหน้า ผู้ออกแบบปิดอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก และคู่ฉบับ ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า ตรวจว่าสวิตช์ลิขสิทธิ์กับสวิตช์ไฟล์ต้นฉบับตรงกับที่ตกลงกันจริง สองช่องนี้คือสิ่งที่ทะเลาะกันมากที่สุดหลังส่งงาน ถ้าผู้ออกแบบรับงานในนามนิติบุคคล ให้ตรวจอำนาจลงนามตามหนังสือรับรองและเงื่อนไขประทับตรา
ทำสัญญาจ้างออกแบบกราฟิกต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
ผนวก 1 บรีฟ ขอบเขตงาน จำนวนแบบร่าง รายการชิ้นงานและขนาด รูปแบบไฟล์ที่ส่งมอบ จำนวนรอบแก้งานและค่าแก้งานรอบถัดไป · ถ้าไม่โอนลิขสิทธิ์ ให้ระบุขอบเขตการใช้ไว้ที่นี่ (ใช้ได้กี่ปี ช่องทางใด ดัดแปลงได้หรือไม่ ให้ผู้อื่นใช้ต่อได้หรือไม่) รายการฟอนต์ ภาพสต็อก ปลั๊กอิน และทรัพยากรของบุคคลภายนอก พร้อมเงื่อนไขไลเซนส์และหลักฐานการซื้อสิทธิ วัตถุดิบที่ผู้ว่าจ้างต้องส่ง เช่น โลโก้เดิม ภาพสินค้า ข้อความ และสิทธิใช้ภาพบุคคลที่ปรากฏในงาน
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 21 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7
ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี
ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204
ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215
เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ไซร้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387
ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575
อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้
ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587
อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 591
ถ้าความชำรุดบกพร่องหรือความชักช้าในการที่ทำนั้นเกิดขึ้นเพราะสภาพแห่งสัมภาระซึ่งผู้ว่าจ้างส่งให้ก็ดี เพราะคำสั่งของผู้ว่าจ้างก็ดี ท่านว่าผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิด เว้นแต่จะได้รู้อยู่แล้วว่าสัมภาระนั้นไม่เหมาะหรือว่าคำสั่งนั้นไม่ถูกต้องและมิได้บอกกล่าวตักเตือน
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 593
ถ้าผู้รับจ้างไม่เริ่มทำการในเวลาอันควร หรือทำการชักช้าฝ่าฝืนข้อกำหนดแห่งสัญญาก็ดี หรือทำการชักช้าโดยปราศจากความผิดของผู้ว่าจ้าง จนอาจคาดหมายล่วงหน้าได้ว่าการนั้นจะไม่สำเร็จภายในกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ก็ดี ผู้ว่าจ้างชอบที่จะเลิกสัญญาเสียได้ มิพักต้องรอคอยให้ถึงเวลากำหนดส่งมอบของนั้นเลย
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6
งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่งานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรืองานอื่นใด ในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ ของผู้สร้างสรรค์ไม่ว่างานดังกล่าวจะแสดงออกโดยวิธี หรือรูปแบบอย่างใด การคุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่คลุมถึงความคิด หรือขั้นตอน กรรมวิธีหรือระบบ หรือวิธีใช้หรือทำงาน หรือแนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 9
งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้ามิได้ ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้ลิขสิทธิ์ในงานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้น ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามที่เป็นวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานนั้น
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10
งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มี ลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15
ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ แต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง (4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น (5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 18
ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิที่จะแสดงว่าตน เป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอด อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร - 8 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 44
ภายใต้บังคับมาตรา 27 และมาตรา 68 เมื่อได้จดทะเบียน เครื่องหมายการค้าแล้ว ผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (เฉพาะสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68
เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วจะทำสัญญาอนุญาตให้ บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้าของตน สำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ทั้งหมดหรือบางอย่างก็ได้ สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าตามวรรคหนึ่ง ต้องทำเป็นหนังสือและจด ทะเบียนต่อนายทะเบียน การขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตดังกล่าวตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่คำขอจดทะเบียนนั้นอย่างน้อยต้องแสดงรายการดังต่อไปนี้ (1) เงื่อนไขหรือข้อกำหนดระหว่างเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น และผู้ขอจด ทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาต ที่จะทำให้เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นสามารถควบคุมคุณภาพของ สินค้าของผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาตได้อย่างแท้จริง (2) สินค้าที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้น
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (เฉพาะสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า)
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
ประมวลรัษฎากร มาตรา 113
ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 40
เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล (4) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว
ประมวลรัษฎากร — เงินได้พึงประเมิน ม.40–41