สัญญาจ้างฟรีแลนซ์รายโปรเจกต์ (จ่ายตามงวดงาน) ต้องมีอะไรบ้าง
จ้างฟรีแลนซ์ทำงานเป็นชิ้นงานหรือโครงการ มีค่าจ้างรวมทั้งสิ้น จ่ายตามงวด และมีรอบตรวจรับงานที่ชัดเจน · เขียนขอบเขตงานและจำนวนครั้งที่แก้งานได้ไว้ในผนวก 1 ให้ละเอียด ข้อพิพาทฟรีแลนซ์เกือบทั้งหมดมาจากตรงนี้
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อจ้างเป็นชิ้นงานหรือโครงการที่มีผลงานส่งมอบชัดเจน ไม่ใช่จ้างประจำรายเดือน |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อค่าจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท — จากค่าจ้างรวมทั้งสิ้นในสัญญานี้คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้รับจ้าง (ฟรีแลนซ์) เป็นผู้เสียอากร ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า · คู่ฉบับเสียอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก (ลักษณะ 23) ผู้ถือคู่ฉบับเป็นผู้เสียและขีดฆ่า ค่าจ้างรวมตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไป ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร ไม่ใช่ปิดดวงแสตมป์ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37) · ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เกณฑ์ลดเหลือ 200,000 บาท ทำเป็นตราสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ยื่นและชำระผ่านระบบ e-Stamp ภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร เก็บรหัสรับรองไว้กับเอกสาร ไม่ติดอากรให้ครบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118) — ฟรีแลนซ์ที่จะฟ้องเรียกค่าจ้างค้างต้องติดให้ครบก่อน นี่คือเหตุผลที่อากรก้อนเล็กนี้สำคัญกับฝ่ายฟรีแลนซ์มากกว่าฝ่ายผู้ว่าจ้าง |
| ภาษี | ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลจ่ายค่าจ้างทำของให้ผู้รับในประเทศไทย ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 ของค่าบริการก่อน VAT ตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้จะแบ่งจ่ายเป็นงวดย่อยกว่านั้น และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ทุกครั้ง ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้ — ฟรีแลนซ์ที่รับงานจากบุคคลธรรมดาจึงได้เงินเต็มและต้องไปยื่นภาษีเอง ฟรีแลนซ์บุคคลธรรมดามีเงินได้ตามมาตรา 40(2) หรือ 40(8) แล้วแต่ลักษณะงานและการลงทุน ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน ให้ตรวจประเภทเงินได้ตามงานจริงก่อนยื่น รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ VAT ตามข้อ 3.2 ค่าใช้จ่ายที่เบิกคืนได้ (กรณีไม่ติ๊ก ค่าจ้างรวมค่าใช้จ่ายแล้ว) ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้และแนบหลักฐาน อย่ารวมเข้าไปในค่าบริการ เพราะจะถูกหัก 3% ทั้งก้อนโดยไม่จำเป็น |
| มาตราที่อ้าง | ป.พ.พ. ม.7, 204, 215, 224, 387, 391, 575, 587, 591, 593, 597, 600, 605; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.9, 10, 15, 18; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม.4, 8; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ม.37, 40; บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 4, 23; ประมวลรัษฎากร ม.104, 113–114, 118; คำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 8 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 249 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อจ้างเป็นชิ้นงานหรือโครงการที่มีผลงานส่งมอบชัดเจน ไม่ใช่จ้างประจำรายเดือน
- ใช้ได้ทั้งเมื่อฟรีแลนซ์เป็นบุคคลธรรมดาและเมื่อรับงานในนามบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนของตน
- ใช้เมื่อต้องการกำหนดรอบตรวจรับงาน แก้งาน และกำหนดจ่ายเงินให้ผูกกับการส่งมอบแต่ละงวด
- ใช้เมื่อต้องตกลงเรื่องสิทธิในผลงานและการนำผลงานไปเป็นพอร์ตให้ชัดตั้งแต่ต้น
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- เขียนขอบเขตงานและจำนวนครั้งที่แก้งานได้ไว้ในผนวก 1 ให้ละเอียด ข้อพิพาทฟรีแลนซ์เกือบทั้งหมดมาจากตรงนี้
- ถ้าสั่งงานรายวัน กำหนดเวลาเข้าออก และควบคุมวิธีทำงาน ข้อเท็จจริงอาจเป็นจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. ม.575 แม้สัญญาเขียนว่าจ้างทำของ
- ลิขสิทธิ์ในงานรับจ้างเป็นของผู้ว่าจ้างตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10 อยู่แล้ว เว้นแต่ตกลงกันเป็นอย่างอื่น — ฟรีแลนซ์ที่อยากเก็บสิทธิไว้ต้องเขียนไว้
- อากรแสตมป์จ้างทำของเป็นหน้าที่ของผู้รับจ้าง ไม่ติดให้ครบจะใช้สัญญาฟ้องเรียกค่าจ้างในคดีแพ่งไม่ได้
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- อย่าใช้เมื่อจ้างทำงานประจำรายเดือนมีวันลาและหักเงินเมื่อไม่มาทำงาน ให้ใช้สัญญาจ้างเหมาบริการรายเดือนแทน
- อย่าใช้แทนสัญญาจ้างแรงงาน ถ้าเจตนาจริงคือรับเข้าเป็นพนักงาน
- อย่าปล่อยผนวก 1 ว่าง เพราะข้อ 1.1 อ้างอิงขอบเขตงานจากผนวกทั้งหมด
- จ้างฟรีแลนซ์ทำงานต่อเนื่องเป็นรายเดือน — ใช้ สัญญาจ้างเหมาบริการรายเดือน (ฟรีแลนซ์ / ผู้รับจ้างอิสระ)
อากรแสตมป์
- จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อค่าจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท — จากค่าจ้างรวมทั้งสิ้นในสัญญานี้คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก
- ผู้รับจ้าง (ฟรีแลนซ์) เป็นผู้เสียอากร ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า · คู่ฉบับเสียอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก (ลักษณะ 23) ผู้ถือคู่ฉบับเป็นผู้เสียและขีดฆ่า
- ค่าจ้างรวมตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไป ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร ไม่ใช่ปิดดวงแสตมป์ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37) · ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เกณฑ์ลดเหลือ 200,000 บาท
- ทำเป็นตราสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ยื่นและชำระผ่านระบบ e-Stamp ภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร เก็บรหัสรับรองไว้กับเอกสาร
- ไม่ติดอากรให้ครบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118) — ฟรีแลนซ์ที่จะฟ้องเรียกค่าจ้างค้างต้องติดให้ครบก่อน นี่คือเหตุผลที่อากรก้อนเล็กนี้สำคัญกับฝ่ายฟรีแลนซ์มากกว่าฝ่ายผู้ว่าจ้าง
ภาษี
- ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลจ่ายค่าจ้างทำของให้ผู้รับในประเทศไทย ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 ของค่าบริการก่อน VAT ตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้จะแบ่งจ่ายเป็นงวดย่อยกว่านั้น และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ทุกครั้ง
- ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้ — ฟรีแลนซ์ที่รับงานจากบุคคลธรรมดาจึงได้เงินเต็มและต้องไปยื่นภาษีเอง
- ฟรีแลนซ์บุคคลธรรมดามีเงินได้ตามมาตรา 40(2) หรือ 40(8) แล้วแต่ลักษณะงานและการลงทุน ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน ให้ตรวจประเภทเงินได้ตามงานจริงก่อนยื่น
- รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ VAT ตามข้อ 3.2
- ค่าใช้จ่ายที่เบิกคืนได้ (กรณีไม่ติ๊ก «ค่าจ้างรวมค่าใช้จ่ายแล้ว») ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้และแนบหลักฐาน อย่ารวมเข้าไปในค่าบริการ เพราะจะถูกหัก 3% ทั้งก้อนโดยไม่จำเป็น
สิทธิในผลงาน — กฎหมายไทยตรงข้ามกับที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ
- งานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้าง ลิขสิทธิ์เป็นของ «ผู้ว่าจ้าง» ตั้งแต่ต้น เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10) — ฟรีแลนซ์จำนวนมากเข้าใจว่าตัวเองเป็นเจ้าของจนกว่าจะโอน ซึ่งไม่ใช่ ฟรีแลนซ์ที่อยากเก็บลิขสิทธิ์ไว้เองต้องเขียนไว้ในสัญญา ไม่ใช่เงียบไว้
- ตรงข้ามกับลูกจ้าง ซึ่งงานที่ทำในหน้าที่ลิขสิทธิ์ยังเป็นของลูกจ้าง นายจ้างได้เพียงสิทธินำออกเผยแพร่ตามวัตถุประสงค์ของการจ้าง เว้นแต่ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น (ม.9)
- ธรรมสิทธิ์โอนกันไม่ได้ ผู้สร้างสรรค์ยังมีสิทธิแสดงตนว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ และห้ามผู้รับโอนบิดเบือนหรือดัดแปลงงานจนเสียชื่อเสียงของตน แม้โอนลิขสิทธิ์ไปหมดแล้ว (ม.18) — เว้นแต่ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร
- ข้อ 5.1 ผูกการได้สิทธิไว้กับการจ่ายค่าจ้างครบของงวดนั้น ซึ่งเป็นเครื่องมือต่อรองที่สำคัญที่สุดของฟรีแลนซ์ — อย่าตัดออก
- ข้อ 5.2 กันเครื่องมือ แม่แบบ และความรู้เดิมของฟรีแลนซ์ไว้ ไม่ให้ถูกกวาดไปกับผลงาน
ข้อที่คนจ้างและรับงานฟรีแลนซ์พลาดบ่อย
- ชื่อสัญญาไม่ได้ตัดสินว่าเป็นจ้างทำของ ศาลดูข้อเท็จจริง ถ้าสั่งงานรายวัน กำหนดเวลาเข้าออก ควบคุมวิธีทำงาน ให้ใช้อุปกรณ์ของบริษัท และจ่ายเป็นรายเดือนตลอดเวลาที่ทำงานให้ จะเข้า จ้างแรงงาน ม.575 ไม่ใช่ จ้างทำของ ม.587 ผลที่ตามมาคือค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง เงินสมทบประกันสังคมย้อนหลัง และการหักภาษีคนละแบบ — ข้อ 1.3 กับสวิตช์ «กำหนดเวลาและสถานที่เองได้» มีไว้รักษาเส้นนี้ ต้องทำตามจริงด้วย
- ไม่กำหนดจำนวนครั้งที่แก้งาน คือสาเหตุอันดับหนึ่งของงานที่ไม่จบ ผนวก 1 ต้องระบุว่าแก้ได้กี่รอบ และรอบถัดไปคิดเงินเท่าไร
- ไม่มีกำหนดตรวจรับ ทำให้ผู้ว่าจ้างเงียบแล้วงานค้างอยู่ในสถานะไม่รับไม่ปฏิเสธ ข้อ 2 กำหนดให้แจ้งข้อบกพร่องภายในกำหนด จึงต้องกรอกจำนวนวันให้สมเหตุผล
- ผู้ว่าจ้างไม่ส่งของที่ต้องส่ง เช่น ไฟล์ต้นฉบับ สิทธิเข้าระบบ หรือข้อมูลแบรนด์ แล้วมานับว่าฟรีแลนซ์ส่งงานช้า — กรอกช่อง «สิ่งที่ผู้ว่าจ้างจัดหาให้» ไว้เสมอเพื่อให้พิสูจน์ได้ว่าใครช้า
- เพดานความรับผิดต้องสมเหตุผล เพดานที่ต่ำจนไร้ความหมายอาจไม่มีผลบังคับตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ม.4 และไม่ว่าเขียนอย่างไรก็ยกเว้นความรับผิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ได้
- ฟรีแลนซ์ที่เข้าถึงข้อมูลลูกค้าของผู้ว่าจ้างเป็นผู้ประมวลผลข้อมูล ต้องมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและข้อตกลงตามคำสั่ง (PDPA ม.37, 40) และต้องคืนหรือลบข้อมูลเมื่อจบงานตามข้อ 4.4 — เก็บไว้ใช้ทำพอร์ตไม่ได้
กฎหมายคุ้มครองแรงงานและประกันสังคมจะเข้ามาใช้เมื่อข้อเท็จจริงกลายเป็นจ้างแรงงาน — ถ้าลักษณะงานเริ่มเหมือนลูกจ้าง ให้ตรวจกับทนายของคุณหรือสำนักงานประกันสังคม
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- ผนวก 1 (สำคัญที่สุด) ขอบเขตงาน ผลงานที่ต้องส่งมอบแต่ละงวด รูปแบบไฟล์ มาตรฐานที่ถือว่างานเสร็จ กำหนดส่ง จำนวนรอบแก้งาน และค่าจ้างแต่ละงวด
- รายการสิ่งที่ผู้ว่าจ้างต้องจัดหาให้พร้อมวันที่ต้องส่งมอบ
- หนังสือรับรองนิติบุคคลหรือบัตรประชาชนของทั้งสองฝ่าย และหนังสือมอบอำนาจถ้าลงนามแทน
วันลงนาม
- ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงชื่อคู่สัญญาและพยานสองคน พร้อมลงชื่อกำกับผนวก 1 ทุกหน้า
- ผู้รับจ้างปิดอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก และคู่ฉบับ ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า
- ตรวจว่าผนวก 1 กรอกครบก่อนลงนาม — สัญญาฉบับนี้อ้างอิงขอบเขตงานจากผนวกทั้งหมด ผนวกว่างเท่ากับไม่มีขอบเขตงาน
- ถ้าฟรีแลนซ์รับงานในนามนิติบุคคล ให้ตรวจอำนาจลงนามตามหนังสือรับรองและเงื่อนไขประทับตรา
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-754CBF · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาจ้างฟรีแลนซ์รายโปรเจกต์ (จ่ายตามงวดงาน) ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อค่าจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท — จากค่าจ้างรวมทั้งสิ้นในสัญญานี้คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้รับจ้าง (ฟรีแลนซ์) เป็นผู้เสียอากร ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า · คู่ฉบับเสียอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก (ลักษณะ 23) ผู้ถือคู่ฉบับเป็นผู้เสียและขีดฆ่า ค่าจ้างรวมตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไป ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร ไม่ใช่ปิดดวงแสตมป์ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37) · ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เกณฑ์ลดเหลือ 200,000 บาท ทำเป็นตราสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ยื่นและชำระผ่านระบบ e-Stamp ภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร เก็บรหัสรับรองไว้กับเอกสาร ไม่ติดอากรให้ครบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118) — ฟรีแลนซ์ที่จะฟ้องเรียกค่าจ้างค้างต้องติดให้ครบก่อน นี่คือเหตุผลที่อากรก้อนเล็กนี้สำคัญกับฝ่ายฟรีแลนซ์มากกว่าฝ่ายผู้ว่าจ้าง
สัญญาจ้างฟรีแลนซ์รายโปรเจกต์ (จ่ายตามงวดงาน) เสียภาษีอะไรบ้าง
ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลจ่ายค่าจ้างทำของให้ผู้รับในประเทศไทย ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 ของค่าบริการก่อน VAT ตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้จะแบ่งจ่ายเป็นงวดย่อยกว่านั้น และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ทุกครั้ง ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้ — ฟรีแลนซ์ที่รับงานจากบุคคลธรรมดาจึงได้เงินเต็มและต้องไปยื่นภาษีเอง ฟรีแลนซ์บุคคลธรรมดามีเงินได้ตามมาตรา 40(2) หรือ 40(8) แล้วแต่ลักษณะงานและการลงทุน ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน ให้ตรวจประเภทเงินได้ตามงานจริงก่อนยื่น รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ VAT ตามข้อ 3.2 ค่าใช้จ่ายที่เบิกคืนได้ (กรณีไม่ติ๊ก ค่าจ้างรวมค่าใช้จ่ายแล้ว) ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้และแนบหลักฐาน อย่ารวมเข้าไปในค่าบริการ เพราะจะถูกหัก 3% ทั้งก้อนโดยไม่จำเป็น
ใช้สัญญาจ้างฟรีแลนซ์รายโปรเจกต์ (จ่ายตามงวดงาน)ตอนไหน
ใช้เมื่อจ้างเป็นชิ้นงานหรือโครงการที่มีผลงานส่งมอบชัดเจน ไม่ใช่จ้างประจำรายเดือน · ใช้ได้ทั้งเมื่อฟรีแลนซ์เป็นบุคคลธรรมดาและเมื่อรับงานในนามบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนของตน · ใช้เมื่อต้องการกำหนดรอบตรวจรับงาน แก้งาน และกำหนดจ่ายเงินให้ผูกกับการส่งมอบแต่ละงวด · ใช้เมื่อต้องตกลงเรื่องสิทธิในผลงานและการนำผลงานไปเป็นพอร์ตให้ชัดตั้งแต่ต้น
ทำสัญญาจ้างฟรีแลนซ์รายโปรเจกต์ (จ่ายตามงวดงาน)ต้องระวังอะไร
เขียนขอบเขตงานและจำนวนครั้งที่แก้งานได้ไว้ในผนวก 1 ให้ละเอียด ข้อพิพาทฟรีแลนซ์เกือบทั้งหมดมาจากตรงนี้ · ถ้าสั่งงานรายวัน กำหนดเวลาเข้าออก และควบคุมวิธีทำงาน ข้อเท็จจริงอาจเป็นจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. ม.575 แม้สัญญาเขียนว่าจ้างทำของ · ลิขสิทธิ์ในงานรับจ้างเป็นของผู้ว่าจ้างตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10 อยู่แล้ว เว้นแต่ตกลงกันเป็นอย่างอื่น — ฟรีแลนซ์ที่อยากเก็บสิทธิไว้ต้องเขียนไว้ · อากรแสตมป์จ้างทำของเป็นหน้าที่ของผู้รับจ้าง ไม่ติดให้ครบจะใช้สัญญาฟ้องเรียกค่าจ้างในคดีแพ่งไม่ได้
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาจ้างฟรีแลนซ์รายโปรเจกต์ (จ่ายตามงวดงาน)
อย่าใช้เมื่อจ้างทำงานประจำรายเดือนมีวันลาและหักเงินเมื่อไม่มาทำงาน ให้ใช้สัญญาจ้างเหมาบริการรายเดือนแทน · อย่าใช้แทนสัญญาจ้างแรงงาน ถ้าเจตนาจริงคือรับเข้าเป็นพนักงาน · อย่าปล่อยผนวก 1 ว่าง เพราะข้อ 1.1 อ้างอิงขอบเขตงานจากผนวกทั้งหมด · จ้างฟรีแลนซ์ทำงานต่อเนื่องเป็นรายเดือน — ใช้ สัญญาจ้างเหมาบริการรายเดือน (ฟรีแลนซ์ / ผู้รับจ้างอิสระ)
ลงนามสัญญาจ้างฟรีแลนซ์รายโปรเจกต์ (จ่ายตามงวดงาน)ต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงชื่อคู่สัญญาและพยานสองคน พร้อมลงชื่อกำกับผนวก 1 ทุกหน้า ผู้รับจ้างปิดอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก และคู่ฉบับ ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า ตรวจว่าผนวก 1 กรอกครบก่อนลงนาม — สัญญาฉบับนี้อ้างอิงขอบเขตงานจากผนวกทั้งหมด ผนวกว่างเท่ากับไม่มีขอบเขตงาน ถ้าฟรีแลนซ์รับงานในนามนิติบุคคล ให้ตรวจอำนาจลงนามตามหนังสือรับรองและเงื่อนไขประทับตรา
ทำสัญญาจ้างฟรีแลนซ์รายโปรเจกต์ (จ่ายตามงวดงาน)ต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
ผนวก 1 (สำคัญที่สุด) ขอบเขตงาน ผลงานที่ต้องส่งมอบแต่ละงวด รูปแบบไฟล์ มาตรฐานที่ถือว่างานเสร็จ กำหนดส่ง จำนวนรอบแก้งาน และค่าจ้างแต่ละงวด รายการสิ่งที่ผู้ว่าจ้างต้องจัดหาให้พร้อมวันที่ต้องส่งมอบ หนังสือรับรองนิติบุคคลหรือบัตรประชาชนของทั้งสองฝ่าย และหนังสือมอบอำนาจถ้าลงนามแทน
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 24 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7
ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี
ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204
ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215
เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ไซร้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387
ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575
อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้
ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587
อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 591
ถ้าความชำรุดบกพร่องหรือความชักช้าในการที่ทำนั้นเกิดขึ้นเพราะสภาพแห่งสัมภาระซึ่งผู้ว่าจ้างส่งให้ก็ดี เพราะคำสั่งของผู้ว่าจ้างก็ดี ท่านว่าผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิด เว้นแต่จะได้รู้อยู่แล้วว่าสัมภาระนั้นไม่เหมาะหรือว่าคำสั่งนั้นไม่ถูกต้องและมิได้บอกกล่าวตักเตือน
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 593
ถ้าผู้รับจ้างไม่เริ่มทำการในเวลาอันควร หรือทำการชักช้าฝ่าฝืนข้อกำหนดแห่งสัญญาก็ดี หรือทำการชักช้าโดยปราศจากความผิดของผู้ว่าจ้าง จนอาจคาดหมายล่วงหน้าได้ว่าการนั้นจะไม่สำเร็จภายในกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ก็ดี ผู้ว่าจ้างชอบที่จะเลิกสัญญาเสียได้ มิพักต้องรอคอยให้ถึงเวลากำหนดส่งมอบของนั้นเลย
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 597
ถ้าผู้ว่าจ้างยอมรับมอบการที่ทำนั้นแล้วโดยมิได้อิดเอื้อน ผู้รับจ้างก็ไม่ต้องรับผิดเพื่อการที่ส่งมอบเนิ่นช้า
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 600
ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาไซร้ ท่านว่าผู้รับจ้างจะต้องรับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องเพียงแต่ที่ปรากฏขึ้นภายในปีหนึ่งนับแต่วันส่งมอบ หรือที่ปรากฏขึ้นภายในห้าปี ถ้าการที่ทำนั้นเป็นสิ่งปลูกสร้างกับพื้นดิน นอกจากเรือนโรงทำด้วยเครื่องไม้
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 605
ถ้าการที่จ้างยังทำไม่แล้วเสร็จอยู่ตราบใด ผู้ว่าจ้างอาจบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 9
งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้ามิได้ ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้ลิขสิทธิ์ในงานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้น ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามที่เป็นวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานนั้น
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10
งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มี ลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15
ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ แต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง (4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น (5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 18
ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิที่จะแสดงว่าตน เป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอด อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร - 8 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวน มาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) ในกรณีที่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ (3) จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนด ระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หรือที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ได้ถอนความยินยอม เว้นแต่เก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข) การใช้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ ให้นำความใน
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 40
ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งที่ได้รับ จากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ (2) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ รวมทั้ง แจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น (3) จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลไว้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่ปฏิบัติตาม (1) สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลใด ให้ถือว่าผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อควบคุม การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ความใน (3) อาจยกเว้นมิให้นำมาใช้บังคับกับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นกิจการ ขนาดเล็กตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เว้นแต่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือ มิใช่กิจการที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นครั้งคราว หรือมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 26
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 104
ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 113
ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 40
เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล (4) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว
ประมวลรัษฎากร — เงินได้พึงประเมิน ม.40–41