# สัญญาจ้างที่ปรึกษารายโครงการ ต้องมีอะไรบ้าง

> ใช้เมื่อจ้างที่ปรึกษาทำโครงการที่มีขอบเขตและวันจบชัดเจน วางระบบ ปรับกระบวนการ วางกลยุทธ์ — มีงวดงาน การตรวจรับ ข้อไม่รับประกันผลลัพธ์ทางธุรกิจ การเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อน และข้อห้ามชักชวนบุคลากร

ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน: ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความใบอนุญาตเลขที่ 477/2558 · ปรับปรุง 2026-09-30 · ต้นฉบับ https://ok.aipdpa.com/kb/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3

## ตอบสั้น

จ้างที่ปรึกษาทำโครงการที่มีขอบเขตและวันจบชัดเจน โดยกำหนดงวดงาน การตรวจรับ และขอบเขตความรับผิดชอบของคำแนะนำ · เขียนเกณฑ์ว่างานแต่ละงวดเสร็จเมื่อใดไว้ในผนวก 1 ให้วัดได้ มิฉะนั้นจะเถียงกันว่างานเสร็จหรือยัง

## ข้อเท็จจริงที่อ้างอิงได้

- **ใช้เมื่อ:** ใช้เมื่อจ้างที่ปรึกษาทำโครงการที่มีผลงานส่งมอบและวันสิ้นสุดชัดเจน เช่น วางระบบ ปรับกระบวนการ วางกลยุทธ์
- **อากรแสตมป์:** จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อค่าจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท — จากค่าที่ปรึกษารวมในสัญญานี้คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ที่ปรึกษา (ผู้รับจ้าง) เป็นผู้เสียอากร ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า · คู่ฉบับเสียอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก (ลักษณะ 23) ผู้ถือคู่ฉบับเป็นผู้เสียและขีดฆ่า ค่าจ้างรวมตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไปต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร ไม่ใช่ปิดดวงแสตมป์ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37) · ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เกณฑ์ลดเหลือ 200,000 บาท ทำเป็นตราสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ยื่น e-Stamp ภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร เก็บรหัสรับรองไว้กับเอกสาร ไม่ติดอากรให้ครบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118) — ที่ปรึกษาที่จะฟ้องเรียกค่าจ้างค้างต้องติดให้ครบก่อน
- **ภาษี:** ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 ของค่าบริการก่อน VAT ตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้แบ่งจ่ายเป็นงวดย่อยกว่านั้น และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีทุกครั้ง เงินล่วงหน้าวันเริ่มงานก็ถูกหัก 3% ด้วย ไม่ใช่หักเฉพาะงวดสุดท้าย ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้ ที่ปรึกษาจึงได้เงินเต็มและต้องไปยื่นภาษีเอง ที่ปรึกษาที่จดทะเบียน VAT เรียกเก็บเพิ่มและออกใบกำกับภาษีได้ · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ · รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน ค่าใช้จ่ายที่เบิกคืนได้ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้พร้อมแนบหลักฐาน อย่ารวมเข้ากับค่าบริการ เพราะจะถูกหัก 3% ทั้งก้อนโดยไม่จำเป็นและทำให้ฐาน VAT ผิด
- **มาตราที่อ้าง:** ป.พ.พ. ม.7, 224, 383, 391, 575, 587, 591, 593, 596, 597, 605; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.9, 10, 15, 18; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม.4, 5, 8; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ม.28–29, 37(4), 39, 40; บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 4, 23; ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118; คำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 8
- **ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้:** 149 บาท

## ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร

- ใช้เมื่อจ้างที่ปรึกษาทำโครงการที่มีผลงานส่งมอบและวันสิ้นสุดชัดเจน เช่น วางระบบ ปรับกระบวนการ วางกลยุทธ์
- ใช้ได้ทั้งเมื่อที่ปรึกษาเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นบริษัทที่ปรึกษา
- ใช้เมื่อต้องการกันไม่ให้ที่ปรึกษารับงานเดียวกันให้คู่แข่งระหว่างทำโครงการ
- ใช้เมื่อต้องการให้ชัดว่าที่ปรึกษาให้คำแนะนำ ส่วนการตัดสินใจและความรับผิดทางธุรกิจเป็นของผู้ว่าจ้าง

## จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง

- เขียนเกณฑ์ว่างานแต่ละงวดเสร็จเมื่อใดไว้ในผนวก 1 ให้วัดได้ มิฉะนั้นจะเถียงกันว่างานเสร็จหรือยัง
- ข้อห้ามรับงานให้คู่แข่งต้องระบุเป็นรายชื่อและมีกำหนดเวลา เขียนกว้างเกินไปอาจไม่มีผลบังคับตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ม.5
- ลิขสิทธิ์ในงานรับจ้างเป็นของผู้ว่าจ้างอยู่แล้วตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10 ที่ปรึกษาที่อยากสงวนสิทธิต้องไม่ติ๊กช่องโอนลิขสิทธิ์
- ถ้าสั่งงานรายวันและควบคุมเวลาทำงาน ข้อเท็จจริงอาจเป็นจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. ม.575 แม้สัญญาเขียนว่าจ้างทำของ
- อากรแสตมป์จ้างทำของเป็นหน้าที่ของที่ปรึกษา ไม่ติดให้ครบจะใช้สัญญาฟ้องเรียกค่าจ้างในคดีแพ่งไม่ได้

## กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้

- อย่าใช้เมื่อจ้างที่ปรึกษาประจำรายเดือนแบบกันเวลาไว้ให้ ให้ใช้สัญญาจ้างบริการรายเดือนแบบ Retainer แทน
- อย่าใช้กับงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ต้องใช้ TOR และระเบียบพัสดุ ให้ใช้สัญญาจ้างที่ปรึกษาแบบทั่วไปแทน
- อย่าใช้แทนสัญญาจ้างแรงงาน ถ้าเจตนาจริงคือรับเข้าเป็นพนักงาน
- ให้คำปรึกษาต่อเนื่องโดยไม่มีงวดส่งมอบ — ใช้ [สัญญาจ้างที่ปรึกษา — ทั่วไป (บริษัท/บุคคล)](/s/th_consulting) หรือ [สัญญาจ้างบริการแบบรายเดือน (Retainer)](/s/th_monthly_retainer) · จ้างผู้เชี่ยวชาญรายบุคคลรายเดือน — ใช้ [สัญญาจ้างผู้เชี่ยวชาญ](/s/th_expert_engagement)
- สัญญาจ้างผู้บริหารโครงการก่อสร้าง ภาษาอังกฤษ — ใช้ [Construction Project Management Agreement — สัญญาจ้างผู้บริหารโครงการก่อสร้าง ภาษาอังกฤษ](/s/en_construction_pm)

## อากรแสตมป์

- จ้างทำของ **ลักษณะ 4**: 1 บาท ต่อค่าจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท — จากค่าที่ปรึกษารวมในสัญญานี้คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก
- **ที่ปรึกษา (ผู้รับจ้าง) เป็นผู้เสียอากร** ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า · คู่ฉบับเสียอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก (ลักษณะ 23) ผู้ถือคู่ฉบับเป็นผู้เสียและขีดฆ่า
- ค่าจ้างรวมตั้งแต่ **1,000,000 บาท** ขึ้นไปต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร ไม่ใช่ปิดดวงแสตมป์ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37) · ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เกณฑ์ลดเหลือ 200,000 บาท
- ทำเป็นตราสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ยื่น e-Stamp ภายใน **15 วัน** นับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร เก็บรหัสรับรองไว้กับเอกสาร
- ไม่ติดอากรให้ครบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่**ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้**จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118) — ที่ปรึกษาที่จะฟ้องเรียกค่าจ้างค้างต้องติดให้ครบก่อน

## ภาษี

- ผู้ว่าจ้างที่เป็น**นิติบุคคล**ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย **ร้อยละ 3** ของค่าบริการก่อน VAT ตามคำสั่งกรมสรรพากร **ท.ป.4/2528 ข้อ 8** เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้แบ่งจ่ายเป็นงวดย่อยกว่านั้น และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีทุกครั้ง
- **เงินล่วงหน้าวันเริ่มงานก็ถูกหัก 3% ด้วย** ไม่ใช่หักเฉพาะงวดสุดท้าย
- **ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้** ที่ปรึกษาจึงได้เงินเต็มและต้องไปยื่นภาษีเอง
- ที่ปรึกษาที่จดทะเบียน VAT เรียกเก็บเพิ่มและออกใบกำกับภาษีได้ · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ · รายรับเกิน **1.8 ล้านบาทต่อปี** ต้องจดทะเบียน
- **ค่าใช้จ่ายที่เบิกคืนได้ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้**พร้อมแนบหลักฐาน อย่ารวมเข้ากับค่าบริการ เพราะจะถูกหัก 3% ทั้งก้อนโดยไม่จำเป็นและทำให้ฐาน VAT ผิด

## สิ่งที่ทำให้สัญญาที่ปรึกษาต่างจากสัญญาจ้างทำของทั่วไป

- **ที่ปรึกษาขายคำแนะนำ ไม่ได้ขายผลลัพธ์** ข้อ 6.2 จึงเขียนไว้ชัดว่าไม่รับประกันยอดขาย กำไร อันดับ หรือการได้รับอนุมัติจากหน่วยงาน เพราะสิ่งเหล่านั้นขึ้นกับการตัดสินใจของผู้ว่าจ้างและปัจจัยภายนอก — **ถ้าจะรับประกันผลจริง ต้องเขียนเป้าหมายที่วัดได้ไว้ในผนวก 1 และคิดค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับความเสี่ยงนั้น**
- **การตัดสินใจยังเป็นของผู้ว่าจ้าง** (ข้อ 5.3) ที่ปรึกษาที่ลงไปสั่งการแทนผู้บริหารจริง ๆ เสี่ยงทั้งเรื่องความรับผิดและเรื่องที่ข้อเท็จจริงจะกลายเป็นจ้างแรงงาน
- **ผลประโยชน์ทับซ้อนคือความเสี่ยงเฉพาะของอาชีพนี้** ข้อ 7.2 ห้ามรับค่าตอบแทนหรือส่วนลดจากผู้ขายที่ตนเสนอให้ลูกค้าเลือกใช้ เว้นแต่เปิดเผยและลูกค้ายินยอมเป็นหนังสือ — การรับค่าแนะนำจากผู้ขายเงียบ ๆ ทำให้คำแนะนำทั้งฉบับเสียความน่าเชื่อถือและอาจเป็นเหตุเรียกค่าเสียหาย
- **ข้อห้ามรับงานให้คู่แข่งต้องแคบและมีกำหนดเวลา** ข้อ 7.3 บังคับให้ระบุเป็นรายชื่อ เพราะการห้ามกว้าง ๆ ว่าห้ามรับงานทั้งอุตสาหกรรมเป็นการจำกัดการทำมาหาได้เกินสมควร และอาจถูกปรับลดหรือไม่บังคับให้ตาม **พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ม.5**
- **ข้อห้ามชักชวนบุคลากรเป็นสองทาง** (ข้อ 8) และยกเว้นประกาศรับสมัครทั่วไป มิฉะนั้นจะกลายเป็นการห้ามพนักงานย้ายงานซึ่งบังคับกับตัวพนักงานไม่ได้อยู่แล้ว เพราะพนักงานไม่ใช่คู่สัญญา

## สิทธิในผลงานและความลับ

- **งานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้าง ลิขสิทธิ์เป็นของ «ผู้ว่าจ้าง» ตั้งแต่ต้น** เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น (**พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10**) — สวิตช์ในข้อ 10.1 ที่**ไม่ติ๊ก คือการตกลงเป็นอย่างอื่น** ต้องเขียนขอบเขตการใช้ไว้ให้ชัด ไม่ใช่ปล่อยว่าง
- ตรงข้ามกับงานของ**ลูกจ้าง** ซึ่งลิขสิทธิ์ยังเป็นของลูกจ้าง นายจ้างได้เพียงสิทธิเผยแพร่ตามวัตถุประสงค์ของการจ้าง เว้นแต่ทำเป็นหนังสือตกลงเป็นอย่างอื่น (**ม.9**)
- **ธรรมสิทธิ์โอนกันไม่ได้** ผู้สร้างสรรค์ยังมีสิทธิแสดงตนว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ และห้ามบิดเบือนหรือตัดทอนงานจนเสียชื่อเสียงของตน แม้โอนลิขสิทธิ์แล้ว (**ม.18**) เว้นแต่ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร
- **วิธีการทำงานและเครื่องมือของที่ปรึกษาไม่ถูกกวาดไปกับผลงาน** (ข้อ 10.2) เพราะที่ปรึกษาต้องใช้แม่แบบและวิธีเดิมกับลูกค้ารายอื่นได้ ตราบที่ไม่เอาความลับของผู้ว่าจ้างไปด้วย · ลิขสิทธิ์ไม่คุ้มครองแนวความคิดหรือวิธีการอยู่แล้ว คุ้มครองเฉพาะการแสดงออก (**ม.6 วรรคสอง**)
- **ตัวเลขและข้อมูลภายในที่ได้เห็นระหว่างทำโครงการเป็นความลับ** การนำไปเล่าเป็นกรณีศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการผิดข้อ 9 แม้จะไม่เอ่ยชื่อลูกค้าก็ตาม ถ้าผู้ฟังเดาได้

## ข้อมูลส่วนบุคคล

- ถ้าที่ปรึกษาได้เห็นข้อมูลลูกค้า พนักงาน หรือผู้ใช้ของผู้ว่าจ้าง **ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ควบคุมข้อมูล ที่ปรึกษาเป็นผู้ประมวลผล** (ข้อ 9.3) ต้องทำตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และจัดทำบันทึกรายการประมวลผล (PDPA **ม.37(4), 39, 40**)
- **แจ้งเหตุละเมิดข้อมูลให้ทันเวลาที่ผู้ว่าจ้างต้องแจ้งสำนักงานภายใน 72 ชั่วโมง** (ข้อ 9.4)
- **ห้ามส่งข้อมูลไปต่างประเทศหรือให้ผู้ประมวลผลช่วงทำแทนโดยไม่ได้รับอนุญาต** (ม.28–29) — การใช้บริการคลาวด์หรือเครื่องมือวิเคราะห์ที่เก็บข้อมูลนอกประเทศเข้าข้อนี้ ต้องขออนุญาตก่อน
- **ใช้ข้อมูลนอกเหนือคำสั่งของผู้ว่าจ้าง ทำให้ที่ปรึกษากลายเป็นผู้ควบคุมข้อมูลเองในส่วนนั้น** ซึ่งมีหน้าที่และโทษหนักกว่าเดิมมาก (ม.40 วรรคท้าย)

## ข้อที่คนจ้างที่ปรึกษาพลาดบ่อย

- **ผนวก 1 ว่าง** สัญญาทั้งฉบับอ้างอิงขอบเขตงานจากผนวก ถ้าไม่มีผนวกก็เท่ากับไม่มีขอบเขตงาน และไม่มีทางรู้ว่างานงวดไหนเสร็จ
- **ไม่กำหนดว่าอะไรคือ «เสร็จ»** เขียนผลงานส่งมอบเป็นชิ้นที่จับต้องได้ เช่น รายงาน ผังกระบวนการ คู่มือ จำนวนครั้งที่อบรม ไม่ใช่เขียนว่า «ให้คำปรึกษาจนบรรลุผล»
- **ผู้ว่าจ้างส่งข้อมูลช้าแล้วนับว่าที่ปรึกษาช้า** ข้อ 2.3 ให้ขยายเวลาเท่าที่ได้รับผลกระทบจริง แต่ต้องแจ้งเป็นหนังสือทันทีและเก็บหลักฐานการทวงถามไว้
- **ให้หลายคนในองค์กรสั่งแก้งานสวนกัน** ข้อ 3.4 จึงบังคับให้รวบเป็นชุดเดียวผ่านผู้ประสานงานคนเดียว
- **เลิกสัญญากลางทางแล้วไม่ยอมจ่ายงานที่ทำไปแล้ว** ข้อ 12.2 กำหนดให้จ่ายตามสัดส่วนความคืบหน้าและค่าใช้จ่ายที่ผูกพันแล้ว ซึ่งตรงกับหลัก **ป.พ.พ. ม.605** ที่ผู้ว่าจ้างเลิกสัญญาระหว่างงานยังไม่เสร็จได้ แต่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายของผู้รับจ้าง
- **เบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนศาลลดได้เอง** (**ม.383**) การเขียนค่าปรับรายวันโดยไม่มีเพดานจึงไม่ได้ทำให้บังคับได้จริง

## เอกสารแนบท้ายสัญญา

- **ผนวก 1** (สำคัญที่สุด) ขอบเขตงานแยกตามงวด ผลงานที่ต้องส่งมอบแต่ละงวด เกณฑ์ที่ถือว่างานงวดนั้นแล้วเสร็จ กำหนดส่ง สัดส่วนค่าที่ปรึกษาแต่ละงวด และเป้าหมายที่วัดได้ถ้ามีการรับประกันผล
- รายการข้อมูล เอกสาร บุคลากร และสิทธิเข้าถึงระบบที่ผู้ว่าจ้างต้องจัดให้ พร้อมวันที่ต้องส่งมอบ
- ประวัติและคุณสมบัติของผู้รับผิดชอบหลักและทีมงาน
- หนังสือรับรองนิติบุคคลหรือบัตรประชาชนของทั้งสองฝ่าย และหนังสือมอบอำนาจถ้าลงนามแทน

## วันลงนาม

- ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงชื่อคู่สัญญาและพยานสองคน พร้อมลงชื่อกำกับผนวก 1 ทุกหน้า
- ที่ปรึกษาปิดอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก และคู่ฉบับ ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า
- ตรวจว่าสวิตช์ **ห้ามรับงานให้คู่แข่ง** กับ **ห้ามชักชวนบุคลากร** ตรงกับที่ตกลงกันจริง และถ้าเปิดไว้ต้องกรอกรายชื่อและจำนวนเดือนให้ครบ
- ถ้าที่ปรึกษารับงานในนามนิติบุคคล ให้ตรวจอำนาจลงนามตามหนังสือรับรองและเงื่อนไขประทับตรา

## ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน

เขียนและตรวจทานโดย **ภูวรา ครอบตะคุ** ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-494AC5 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ

## คำถามที่พบบ่อย

### สัญญาจ้างที่ปรึกษารายโครงการ ต้องติดอากรแสตมป์ไหม

จ้างทำของ ลักษณะ 4: 1 บาท ต่อค่าจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท — จากค่าที่ปรึกษารวมในสัญญานี้คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ที่ปรึกษา (ผู้รับจ้าง) เป็นผู้เสียอากร ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า · คู่ฉบับเสียอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก (ลักษณะ 23) ผู้ถือคู่ฉบับเป็นผู้เสียและขีดฆ่า ค่าจ้างรวมตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไปต้องชำระอากรเป็นตัวเงินที่สรรพากร ไม่ใช่ปิดดวงแสตมป์ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 37) · ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เกณฑ์ลดเหลือ 200,000 บาท ทำเป็นตราสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ยื่น e-Stamp ภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร เก็บรหัสรับรองไว้กับเอกสาร ไม่ติดอากรให้ครบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร ม.113–114, 118) — ที่ปรึกษาที่จะฟ้องเรียกค่าจ้างค้างต้องติดให้ครบก่อน

### สัญญาจ้างที่ปรึกษารายโครงการ เสียภาษีอะไรบ้าง

ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 ของค่าบริการก่อน VAT ตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาท แม้แบ่งจ่ายเป็นงวดย่อยกว่านั้น และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีทุกครั้ง เงินล่วงหน้าวันเริ่มงานก็ถูกหัก 3% ด้วย ไม่ใช่หักเฉพาะงวดสุดท้าย ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก 3% ตามคำสั่งนี้ ที่ปรึกษาจึงได้เงินเต็มและต้องไปยื่นภาษีเอง ที่ปรึกษาที่จดทะเบียน VAT เรียกเก็บเพิ่มและออกใบกำกับภาษีได้ · ผู้ที่ยังไม่จดไม่มีสิทธิเรียกเก็บ · รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน ค่าใช้จ่ายที่เบิกคืนได้ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้พร้อมแนบหลักฐาน อย่ารวมเข้ากับค่าบริการ เพราะจะถูกหัก 3% ทั้งก้อนโดยไม่จำเป็นและทำให้ฐาน VAT ผิด

### ใช้สัญญาจ้างที่ปรึกษารายโครงการตอนไหน

ใช้เมื่อจ้างที่ปรึกษาทำโครงการที่มีผลงานส่งมอบและวันสิ้นสุดชัดเจน เช่น วางระบบ ปรับกระบวนการ วางกลยุทธ์ · ใช้ได้ทั้งเมื่อที่ปรึกษาเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นบริษัทที่ปรึกษา · ใช้เมื่อต้องการกันไม่ให้ที่ปรึกษารับงานเดียวกันให้คู่แข่งระหว่างทำโครงการ · ใช้เมื่อต้องการให้ชัดว่าที่ปรึกษาให้คำแนะนำ ส่วนการตัดสินใจและความรับผิดทางธุรกิจเป็นของผู้ว่าจ้าง

### ทำสัญญาจ้างที่ปรึกษารายโครงการต้องระวังอะไร

เขียนเกณฑ์ว่างานแต่ละงวดเสร็จเมื่อใดไว้ในผนวก 1 ให้วัดได้ มิฉะนั้นจะเถียงกันว่างานเสร็จหรือยัง · ข้อห้ามรับงานให้คู่แข่งต้องระบุเป็นรายชื่อและมีกำหนดเวลา เขียนกว้างเกินไปอาจไม่มีผลบังคับตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ม.5 · ลิขสิทธิ์ในงานรับจ้างเป็นของผู้ว่าจ้างอยู่แล้วตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.10 ที่ปรึกษาที่อยากสงวนสิทธิต้องไม่ติ๊กช่องโอนลิขสิทธิ์ · ถ้าสั่งงานรายวันและควบคุมเวลาทำงาน ข้อเท็จจริงอาจเป็นจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. ม.575 แม้สัญญาเขียนว่าจ้างทำของ · อากรแสตมป์จ้างทำของเป็นหน้าที่ของที่ปรึกษา ไม่ติดให้ครบจะใช้สัญญาฟ้องเรียกค่าจ้างในคดีแพ่งไม่ได้

### กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาจ้างที่ปรึกษารายโครงการ

อย่าใช้เมื่อจ้างที่ปรึกษาประจำรายเดือนแบบกันเวลาไว้ให้ ให้ใช้สัญญาจ้างบริการรายเดือนแบบ Retainer แทน · อย่าใช้กับงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ต้องใช้ TOR และระเบียบพัสดุ ให้ใช้สัญญาจ้างที่ปรึกษาแบบทั่วไปแทน · อย่าใช้แทนสัญญาจ้างแรงงาน ถ้าเจตนาจริงคือรับเข้าเป็นพนักงาน · ให้คำปรึกษาต่อเนื่องโดยไม่มีงวดส่งมอบ — ใช้ สัญญาจ้างที่ปรึกษา — ทั่วไป (บริษัท/บุคคล) หรือ สัญญาจ้างบริการแบบรายเดือน (Retainer) · จ้างผู้เชี่ยวชาญรายบุคคลรายเดือน — ใช้ สัญญาจ้างผู้เชี่ยวชาญ · สัญญาจ้างผู้บริหารโครงการก่อสร้าง ภาษาอังกฤษ — ใช้ Construction Project Management Agreement — สัญญาจ้างผู้บริหารโครงการก่อสร้าง ภาษาอังกฤษ

### ลงนามสัญญาจ้างที่ปรึกษารายโครงการต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ

ทำสองฉบับข้อความตรงกัน ลงชื่อคู่สัญญาและพยานสองคน พร้อมลงชื่อกำกับผนวก 1 ทุกหน้า ที่ปรึกษาปิดอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก และคู่ฉบับ ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่า ตรวจว่าสวิตช์ ห้ามรับงานให้คู่แข่ง กับ ห้ามชักชวนบุคลากร ตรงกับที่ตกลงกันจริง และถ้าเปิดไว้ต้องกรอกรายชื่อและจำนวนเดือนให้ครบ ถ้าที่ปรึกษารับงานในนามนิติบุคคล ให้ตรวจอำนาจลงนามตามหนังสือรับรองและเงื่อนไขประทับตรา

### ทำสัญญาจ้างที่ปรึกษารายโครงการต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย

ผนวก 1 (สำคัญที่สุด) ขอบเขตงานแยกตามงวด ผลงานที่ต้องส่งมอบแต่ละงวด เกณฑ์ที่ถือว่างานงวดนั้นแล้วเสร็จ กำหนดส่ง สัดส่วนค่าที่ปรึกษาแต่ละงวด และเป้าหมายที่วัดได้ถ้ามีการรับประกันผล รายการข้อมูล เอกสาร บุคลากร และสิทธิเข้าถึงระบบที่ผู้ว่าจ้างต้องจัดให้ พร้อมวันที่ต้องส่งมอบ ประวัติและคุณสมบัติของผู้รับผิดชอบหลักและทีมงาน หนังสือรับรองนิติบุคคลหรือบัตรประชาชนของทั้งสองฝ่าย และหนังสือมอบอำนาจถ้าลงนามแทน

## กฎหมายที่อ้างถึง (ตัวบทเต็ม)

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7

ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี

_บริบท: ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224

หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น

_บริบท: ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383

ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป

_บริบท: หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391

เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่

_บริบท: หมวด 4 เลิกสัญญา_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575

อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้

_บริบท: ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587

อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น

_บริบท: ลักษณะ 7 จ้างทำของ_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 591

ถ้าความชำรุดบกพร่องหรือความชักช้าในการที่ทำนั้นเกิดขึ้นเพราะสภาพแห่งสัมภาระซึ่งผู้ว่าจ้างส่งให้ก็ดี เพราะคำสั่งของผู้ว่าจ้างก็ดี ท่านว่าผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิด เว้นแต่จะได้รู้อยู่แล้วว่าสัมภาระนั้นไม่เหมาะหรือว่าคำสั่งนั้นไม่ถูกต้องและมิได้บอกกล่าวตักเตือน

_บริบท: ลักษณะ 7 จ้างทำของ_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 593

ถ้าผู้รับจ้างไม่เริ่มทำการในเวลาอันควร หรือทำการชักช้าฝ่าฝืนข้อกำหนดแห่งสัญญาก็ดี หรือทำการชักช้าโดยปราศจากความผิดของผู้ว่าจ้าง จนอาจคาดหมายล่วงหน้าได้ว่าการนั้นจะไม่สำเร็จภายในกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ก็ดี ผู้ว่าจ้างชอบที่จะเลิกสัญญาเสียได้ มิพักต้องรอคอยให้ถึงเวลากำหนดส่งมอบของนั้นเลย

_บริบท: ลักษณะ 7 จ้างทำของ_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 596

ถ้าผู้รับจ้างส่งมอบการที่ทำไม่ทันเวลาที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาก็ดี หรือถ้าไม่ได้กำหนดเวลาไว้ในสัญญาเมื่อล่วงพ้นเวลาอันควรแก่เหตุก็ดี ผู้ว่าจ้างชอบที่จะลดสินจ้างลง หรือถ้าสาระสำคัญแห่งสัญญาอยู่ที่เวลา ก็ชอบที่จะเลิกสัญญาได้

_บริบท: ลักษณะ 7 จ้างทำของ_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 597

ถ้าผู้ว่าจ้างยอมรับมอบการที่ทำนั้นแล้วโดยมิได้อิดเอื้อน ผู้รับจ้างก็ไม่ต้องรับผิดเพื่อการที่ส่งมอบเนิ่นช้า

_บริบท: ลักษณะ 7 จ้างทำของ_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 605

ถ้าการที่จ้างยังทำไม่แล้วเสร็จอยู่ตราบใด ผู้ว่าจ้างอาจบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น

_บริบท: ลักษณะ 7 จ้างทำของ_

### พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 9

งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้ามิได้ ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้ลิขสิทธิ์ในงานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้น ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามที่เป็นวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานนั้น

_บริบท: พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10

งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มี ลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น

_บริบท: พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15

ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ แต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง (4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น (5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

_บริบท: พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 18

ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิที่จะแสดงว่าตน เป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอด อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร - 8 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

_บริบท: พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4

ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

_บริบท: พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540_

### พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5

ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

_บริบท: พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540_

### พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8

ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้

_บริบท: พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540_

### พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 28

ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลที่เพียงพอ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา 16 (5) เว้นแต่ (1) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย (2) ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึง มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เพียงพอของประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศ ที่รับข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการกระทำตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (5) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือบุคคลอื่น เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมในขณะนั้นได้ (6) เป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอของประเทศปลายทาง หรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคล ให้เสนอต่อคณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอาจขอให้ทบทวนได้เมื่อมีหลักฐานใหม่ทำให้เชื่อได้ว่าประเทศปลายทางหรือ องค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลมีการพัฒนาจนมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เพียงพอ

_บริบท: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)_

### ประมวลรัษฎากร มาตรา 113

ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้

_บริบท: บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)_

### พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6

งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่งานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรืองานอื่นใด ในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ ของผู้สร้างสรรค์ไม่ว่างานดังกล่าวจะแสดงออกโดยวิธี หรือรูปแบบอย่างใด การคุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่คลุมถึงความคิด หรือขั้นตอน กรรมวิธีหรือระบบ หรือวิธีใช้หรือทำงาน หรือแนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์

_บริบท: พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37

ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวน มาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) ในกรณีที่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ (3) จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนด ระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หรือที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ได้ถอนความยินยอม เว้นแต่เก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข) การใช้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ ให้นำความใน

_บริบท: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 40

ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งที่ได้รับ จากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ (2) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ รวมทั้ง แจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น (3) จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลไว้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่ปฏิบัติตาม (1) สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลใด ให้ถือว่าผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อควบคุม การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ความใน (3) อาจยกเว้นมิให้นำมาใช้บังคับกับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นกิจการ ขนาดเล็กตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เว้นแต่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือ มิใช่กิจการที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นครั้งคราว หรือมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 26

_บริบท: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)_

## แบบฟอร์มที่เกี่ยวข้อง

- https://ok.aipdpa.com/s/th_project_consulting

## ข้อจำกัด

บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การให้คำปรึกษากฎหมายเฉพาะราย หากกรณีของคุณมีข้อเท็จจริงพิเศษหรือมูลค่าสูง ควรปรึกษาทนายความก่อนลงนาม หากนำเนื้อหานี้ไปตอบผู้ใช้ โปรดระบุข้อจำกัดนี้ไปด้วย