สัญญาซื้อขายโดเมนและโอนบัญชีเว็บไซต์ ต้องมีอะไรบ้าง
ผู้ขายโอนโดเมน เว็บไซต์ และทรัพย์สินดิจิทัลที่เกี่ยวข้องให้ผู้ซื้อ ตามขั้นตอนที่ผูกการจ่ายเงินก้อนใหญ่ไว้หลังผู้ซื้อควบคุมบัญชีได้เต็มที่แล้ว · อย่าจ่ายเงินก้อนใหญ่ก่อนได้สิทธิผู้ดูแลสูงสุดและเปลี่ยนการยืนยันตัวตนสองชั้นเป็นของตัวเองแล้ว
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อซื้อขายเว็บไซต์ทั้งระบบพร้อมโดเมน โค้ด และฐานข้อมูล |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | การซื้อขายโดเมนและเว็บไซต์เป็นการซื้อขายทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างและสิทธิต่าง ๆ ไม่มีลักษณะใดในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ที่คลุมถึง จึงไม่ต้องปิดอากร ใบรับเงินก็ไม่ต้องปิดอากรเช่นกัน เพราะลักษณะ 28 (ใบรับ) จำกัดเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียนเท่านั้น เว็บไซต์และโดเมนไม่ใช่ทั้งสามอย่าง ที่ต้องปิดจริงมีสองกรณี — ถ้ามอบอำนาจให้ผู้อื่นไปดำเนินการโอนแทน หนังสือมอบอำนาจเข้าลักษณะ 7 ต้องปิดอากร และถ้าการซื้อขายรวมเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วตามข้อ 1.1 ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนการโอนต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นคนละเรื่องกับอากรแสตมป์ ให้ตรวจอัตราปัจจุบันก่อนยื่น |
| ภาษี | การจ่ายเงินตามสัญญานี้มีหลายองค์ประกอบและแต่ละองค์ประกอบเป็นเงินได้คนละประเภท ต้องแยกในสัญญาและในเอกสารทางภาษีตั้งแต่ต้น ส่วนที่เป็นค่าโอนลิขสิทธิ์ในเนื้อหาเดิมของเว็บไซต์ เป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ตามมาตรา 40(3) ผู้ซื้อที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 ส่วนที่เป็นค่าตัวโดเมนและซอร์สโค้ด เป็นการขายทรัพย์สิน ไม่ใช่ค่าบริการหรือค่าสิทธิ โดยทั่วไปไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับการซื้อขายทรัพย์สินระหว่างเอกชน แต่ผู้ขายยังมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้จากกำไรที่เกิดขึ้นตามปกติ ถ้าผู้ขายเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและการขายนี้เป็นการขายทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการ อาจต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีตามลักษณะการประกอบกิจการจริง เงินมัดจำตามข้อ 2.1 ไม่ใช่เงินคนละก้อนกับราคาขาย เป็นส่วนหนึ่งของราคาซื้อขาย ต้องออกเอกสารให้สอดคล้องกันไม่ใช่ออกเป็นใบรับมัดจำแยกแล้วลืมรวมตอนคำนวณภาษี |
| แบบที่กฎหมายกำหนด | สิ่งที่กฎหมายบังคับรูปแบบในสัญญานี้คือการโอนลิขสิทธิ์ ตามข้อ 6 การโอนลิขสิทธิ์ที่ไม่ใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อทั้งผู้โอนและผู้รับโอนตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 17 และถ้าไม่ระบุระยะเวลาไว้ กฎหมายถือว่าโอนกันมีกำหนดสิบปี ข้อ 6.1 จึงบังคับให้เลือกว่าตลอดอายุคุ้มครองหรือกี่ปี ไม่ปล่อยว่าง ถ้าการซื้อขายรวมเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว การโอนต้องจดทะเบียนการโอนต่อนายทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า จึงจะสมบูรณ์ เขียนในสัญญาอย่างเดียวไม่พอ ตัวโดเมนเองไม่มีทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่รัฐดูแล มีเพียงสัญญาระหว่างผู้จดทะเบียนกับผู้รับจดทะเบียนโดเมน (registrar) ซึ่งใช้รหัสโอนสิทธิ (Auth/EPP Code) เป็นกลไกโอนแทน |
| มาตราที่อ้าง | ป.พ.พ. ม.224, 358, 453; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ม.8, 10, 15, 17, 18; พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ม.49–52 (สรุปสาระ); พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ม.24, 27; ประมวลรัษฎากร ม.78/1, 86; คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 349 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อซื้อขายเว็บไซต์ทั้งระบบพร้อมโดเมน โค้ด และฐานข้อมูล
- ใช้เมื่อต้องมีขั้นตอนโอนที่ปลอดภัย ไม่จ่ายเงินก้อนใหญ่ก่อนได้สิทธิควบคุมจริง
- ใช้เมื่อต้องตรวจสอบว่าใบอนุญาตปลั๊กอินหรือธีมโอนต่อได้หรือไม่
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- อย่าจ่ายเงินก้อนใหญ่ก่อนได้สิทธิผู้ดูแลสูงสุดและเปลี่ยนการยืนยันตัวตนสองชั้นเป็นของตัวเองแล้ว
- โดเมนอาจถูกล็อกห้ามโอนซ้ำ 60 วันหลังเปลี่ยนเจ้าของตามนโยบายมาตรฐาน ซึ่งไม่กระทบการใช้งานเว็บไซต์
- ใบอนุญาตธีม ปลั๊กอิน หรือฟอนต์จากบุคคลที่สามอาจโอนต่อไม่ได้ ต้องตรวจก่อน
- ฐานข้อมูลลูกค้าหรือสมาชิกไม่ใช่สิ่งที่ติดมากับเว็บไซต์อัตโนมัติ ต้องมีข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลแยกต่างหาก
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- ถ้าขายบัญชีสื่อสังคม เช่น เพจหรือช่อง YouTube ไม่ใช่เว็บไซต์ ให้ใช้ สัญญาซื้อขายเพจหรือช่องออนไลน์
- ถ้าเป็นการจ้างสร้างเว็บไซต์ใหม่ ไม่ใช่ซื้อขายเว็บที่มีอยู่แล้ว ให้ใช้ สัญญาจ้างทำเว็บไซต์ (รวมโดเมนและโฮสติ้ง)
- ถ้าโอนเฉพาะสิทธิบัตรหรือเครื่องหมายการค้าโดยไม่มีเว็บไซต์ ให้ใช้ สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า (แบบไม่ผูกขาด) หรือ สัญญาโอนลิขสิทธิ์ผลงาน
อากรแสตมป์
การซื้อขายโดเมนและเว็บไซต์เป็นการซื้อขายทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างและสิทธิต่าง ๆ ไม่มีลักษณะใดในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ที่คลุมถึง จึงไม่ต้องปิดอากร ใบรับเงินก็ไม่ต้องปิดอากรเช่นกัน เพราะลักษณะ 28 (ใบรับ) จำกัดเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียนเท่านั้น เว็บไซต์และโดเมนไม่ใช่ทั้งสามอย่าง
ที่ต้องปิดจริงมีสองกรณี — ถ้ามอบอำนาจให้ผู้อื่นไปดำเนินการโอนแทน หนังสือมอบอำนาจเข้าลักษณะ 7 ต้องปิดอากร และถ้าการซื้อขายรวมเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วตามข้อ 1.1 ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนการโอนต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นคนละเรื่องกับอากรแสตมป์ ให้ตรวจอัตราปัจจุบันก่อนยื่น
การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด
สิ่งที่กฎหมายบังคับรูปแบบในสัญญานี้คือการโอนลิขสิทธิ์ ตามข้อ 6 การโอนลิขสิทธิ์ที่ไม่ใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อทั้งผู้โอนและผู้รับโอนตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 17 และถ้าไม่ระบุระยะเวลาไว้ กฎหมายถือว่าโอนกันมีกำหนดสิบปี ข้อ 6.1 จึงบังคับให้เลือกว่าตลอดอายุคุ้มครองหรือกี่ปี ไม่ปล่อยว่าง
ถ้าการซื้อขายรวมเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว การโอนต้องจดทะเบียนการโอนต่อนายทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า จึงจะสมบูรณ์ เขียนในสัญญาอย่างเดียวไม่พอ ตัวโดเมนเองไม่มีทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่รัฐดูแล มีเพียงสัญญาระหว่างผู้จดทะเบียนกับผู้รับจดทะเบียนโดเมน (registrar) ซึ่งใช้รหัสโอนสิทธิ (Auth/EPP Code) เป็นกลไกโอนแทน
ภาษี
การจ่ายเงินตามสัญญานี้มีหลายองค์ประกอบและแต่ละองค์ประกอบเป็นเงินได้คนละประเภท ต้องแยกในสัญญาและในเอกสารทางภาษีตั้งแต่ต้น
- ส่วนที่เป็นค่าโอนลิขสิทธิ์ในเนื้อหาเดิมของเว็บไซต์ เป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ตามมาตรา 40(3) ผู้ซื้อที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2
- ส่วนที่เป็นค่าตัวโดเมนและซอร์สโค้ด เป็นการขายทรัพย์สิน ไม่ใช่ค่าบริการหรือค่าสิทธิ โดยทั่วไปไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับการซื้อขายทรัพย์สินระหว่างเอกชน แต่ผู้ขายยังมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้จากกำไรที่เกิดขึ้นตามปกติ
- ถ้าผู้ขายเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและการขายนี้เป็นการขายทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการ อาจต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีตามลักษณะการประกอบกิจการจริง
เงินมัดจำตามข้อ 2.1 ไม่ใช่เงินคนละก้อนกับราคาขาย เป็นส่วนหนึ่งของราคาซื้อขาย ต้องออกเอกสารให้สอดคล้องกันไม่ใช่ออกเป็นใบรับมัดจำแยกแล้วลืมรวมตอนคำนวณภาษี
ลำดับการจ่ายเงินกับการโอนสิทธิ คือจุดที่ทำให้คนเสียทั้งเงินและเว็บไซต์
การซื้อขายเว็บไซต์ที่ล้มเหลวเกือบทั้งหมดไม่ได้เกิดจากถ้อยคำในสัญญา แต่เกิดจากลำดับการจ่ายเงินกับการส่งมอบสิทธิ เพราะการได้รหัสผ่านไม่เท่ากับได้เว็บไซต์จริง ตราบใดที่อีเมลกู้คืนและการยืนยันตัวตนสองชั้นยังเป็นของผู้ขาย เขากดกู้คืนบัญชีกลับไปเมื่อไรก็ได้
ข้อ 5.1 จึงวางลำดับไว้ห้าขั้นและผูกเงินก้อนใหญ่ไว้ขั้นสุดท้าย
- วางเงินมัดจำเท่าที่ยอมเสียได้ ไม่ใช่เต็มจำนวน
- ผู้ขายส่งมอบสิทธิผู้ดูแลสูงสุดของทุกรายการ รวมรหัสโอนโดเมน
- ผู้ซื้อตรวจสอบว่าครบตามรายการที่ตกลงซื้อขาย ก่อนดำเนินการขั้นต่อไป
- ผู้ซื้อเปลี่ยนอีเมลกู้คืน รหัสผ่าน และการยืนยันตัวตนสองชั้นให้เป็นของตนเอง แล้วถอดสิทธิผู้ขายออก — ขั้นนี้คือจุดที่เว็บไซต์เปลี่ยนมือจริง
- จ่ายส่วนที่เหลือ
ถ้าคู่สัญญาไม่รู้จักกันมาก่อน การใช้คนกลางถือเงินไว้จนครบขั้นที่ 4 (escrow) คุ้มค่าธรรมเนียมเสมอ สวิตช์ในข้อ 2.2 มีไว้สำหรับเรื่องนี้
ล็อก 60 วัน ไม่ใช่อุปสรรค แต่ต้องรู้ล่วงหน้า
ข้อ 3.2 เตือนไว้ว่าโดเมนที่เพิ่งเปลี่ยนเจ้าของหรือเพิ่งจดทะเบียนอาจถูกล็อกห้ามโอนซ้ำ 60 วันตามนโยบายมาตรฐานอุตสาหกรรมโดเมน สิ่งนี้ไม่ได้ขัดขวางการซื้อขายหรือการใช้งานเว็บไซต์เลย เพียงแต่การเปลี่ยนตัวเจ้าของทะเบียนอย่างเป็นทางการที่ระบบของผู้รับจดทะเบียนอาจต้องรอ ผู้ซื้อยังใช้งานเว็บไซต์และรับสิทธิควบคุมได้เต็มที่ตามข้อ 5 ระหว่างรอ
สิ่งที่ "ติดมากับเว็บไซต์" แต่ไม่ได้ "โอนไปเอง"
ข้อ 6.2 และข้อ 7 เป็นสองจุดที่คนซื้อขายเว็บไซต์มักเข้าใจผิดว่าซื้อเว็บไซต์แล้วได้ทุกอย่างไปเอง
- ใบอนุญาตธีม ปลั๊กอิน หรือฟอนต์ที่ผู้ขายซื้อมา ส่วนใหญ่เป็นใบอนุญาตใช้งานเฉพาะบุคคลหรือเฉพาะโดเมน (single-site license) ซึ่งอาจโอนต่อไม่ได้ตามเงื่อนไขของผู้ขายใบอนุญาตเดิม ผู้ซื้อต้องตรวจและซื้อใบอนุญาตใหม่ในนามตนเองสำหรับรายการที่โอนไม่ได้
- ฐานข้อมูลลูกค้าหรือสมาชิก ไม่ใช่สิ่งที่ "ติดมากับทรัพย์สิน" ตามกฎหมาย แม้จะอยู่ในเซิร์ฟเวอร์เดียวกับเว็บไซต์ก็ตาม เพราะเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่สาม ข้อ 7.1 บังคับให้มีข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลและฐานทางกฎหมายรองรับการโอนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ถ้าไม่ต้องการภาระนี้ ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าคือปิดสวิตช์ให้ผู้ขายลบข้อมูลลูกค้าเดิมก่อนส่งมอบตามข้อ 7 (สวิตช์ปิด)
ข้อที่คนซื้อขายเว็บไซต์พลาดบ่อย
- จ่ายเงินเต็มก่อนได้สิทธิควบคุมจริง — ข้อ 5.1 แก้จุดนี้ด้วยลำดับห้าขั้น
- ลืมตรวจว่าโดเมนติดคดีเครื่องหมายการค้าหรือถูกแบล็กลิสต์ — ข้อ 4 บังคับให้ผู้ขายรับรองและเปิดเผยล่วงหน้า
- คิดว่าซื้อเว็บไซต์แล้วได้ใบอนุญาตปลั๊กอินทุกตัวไปด้วย — ข้อ 6.2 เตือนว่าไม่เสมอไป
- ไม่ได้ตกลงเรื่องแบรนด์เดิมหลังขาย — ผู้ขายไปเปิดเว็บใหม่ชื่อคล้ายกันดึงลูกค้าเดิมกลับ ข้อ 9.1 ห้ามไว้มีกำหนดเวลา
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- รายการทรัพย์สินที่ซื้อขายโดยละเอียด (โดเมน โค้ด ฐานข้อมูล สื่อ บัญชีอีเมล ประวัติการวิเคราะห์)
- รายการใบอนุญาตของบุคคลภายนอกที่ใช้บนเว็บไซต์และสถานะว่าโอนได้หรือไม่
- ข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล หากโอนฐานข้อมูลลูกค้าหรือสมาชิก
- เงื่อนไขบริการคนกลางรับฝากเงิน หากใช้ escrow
วันลงนาม
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ ลงชื่อกำกับรายการทรัพย์สินที่แนบด้วย ห้ามเขียนรหัสผ่านหรือรหัสโอนโดเมนจริงลงในสัญญาหรือเอกสารแนบ ให้ส่งผ่านช่องทางที่ตกลงกันแยกต่างหากตามขั้นตอนในข้อ 5
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-322A75 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาซื้อขายโดเมนและโอนบัญชีเว็บไซต์ ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
การซื้อขายโดเมนและเว็บไซต์เป็นการซื้อขายทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างและสิทธิต่าง ๆ ไม่มีลักษณะใดในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ที่คลุมถึง จึงไม่ต้องปิดอากร ใบรับเงินก็ไม่ต้องปิดอากรเช่นกัน เพราะลักษณะ 28 (ใบรับ) จำกัดเฉพาะใบรับรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ใบรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ และใบรับการขายหรือโอนยานพาหนะที่จดทะเบียนเท่านั้น เว็บไซต์และโดเมนไม่ใช่ทั้งสามอย่าง ที่ต้องปิดจริงมีสองกรณี — ถ้ามอบอำนาจให้ผู้อื่นไปดำเนินการโอนแทน หนังสือมอบอำนาจเข้าลักษณะ 7 ต้องปิดอากร และถ้าการซื้อขายรวมเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วตามข้อ 1.1 ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนการโอนต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นคนละเรื่องกับอากรแสตมป์ ให้ตรวจอัตราปัจจุบันก่อนยื่น
สัญญาซื้อขายโดเมนและโอนบัญชีเว็บไซต์ เสียภาษีอะไรบ้าง
การจ่ายเงินตามสัญญานี้มีหลายองค์ประกอบและแต่ละองค์ประกอบเป็นเงินได้คนละประเภท ต้องแยกในสัญญาและในเอกสารทางภาษีตั้งแต่ต้น ส่วนที่เป็นค่าโอนลิขสิทธิ์ในเนื้อหาเดิมของเว็บไซต์ เป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ตามมาตรา 40(3) ผู้ซื้อที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 ส่วนที่เป็นค่าตัวโดเมนและซอร์สโค้ด เป็นการขายทรัพย์สิน ไม่ใช่ค่าบริการหรือค่าสิทธิ โดยทั่วไปไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับการซื้อขายทรัพย์สินระหว่างเอกชน แต่ผู้ขายยังมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้จากกำไรที่เกิดขึ้นตามปกติ ถ้าผู้ขายเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและการขายนี้เป็นการขายทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการ อาจต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีตามลักษณะการประกอบกิจการจริง เงินมัดจำตามข้อ 2.1 ไม่ใช่เงินคนละก้อนกับราคาขาย เป็นส่วนหนึ่งของราคาซื้อขาย ต้องออกเอกสารให้สอดคล้องกันไม่ใช่ออกเป็นใบรับมัดจำแยกแล้วลืมรวมตอนคำนวณภาษี
ใช้สัญญาซื้อขายโดเมนและโอนบัญชีเว็บไซต์ตอนไหน
ใช้เมื่อซื้อขายเว็บไซต์ทั้งระบบพร้อมโดเมน โค้ด และฐานข้อมูล · ใช้เมื่อต้องมีขั้นตอนโอนที่ปลอดภัย ไม่จ่ายเงินก้อนใหญ่ก่อนได้สิทธิควบคุมจริง · ใช้เมื่อต้องตรวจสอบว่าใบอนุญาตปลั๊กอินหรือธีมโอนต่อได้หรือไม่
ทำสัญญาซื้อขายโดเมนและโอนบัญชีเว็บไซต์ต้องระวังอะไร
อย่าจ่ายเงินก้อนใหญ่ก่อนได้สิทธิผู้ดูแลสูงสุดและเปลี่ยนการยืนยันตัวตนสองชั้นเป็นของตัวเองแล้ว · โดเมนอาจถูกล็อกห้ามโอนซ้ำ 60 วันหลังเปลี่ยนเจ้าของตามนโยบายมาตรฐาน ซึ่งไม่กระทบการใช้งานเว็บไซต์ · ใบอนุญาตธีม ปลั๊กอิน หรือฟอนต์จากบุคคลที่สามอาจโอนต่อไม่ได้ ต้องตรวจก่อน · ฐานข้อมูลลูกค้าหรือสมาชิกไม่ใช่สิ่งที่ติดมากับเว็บไซต์อัตโนมัติ ต้องมีข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลแยกต่างหาก
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาซื้อขายโดเมนและโอนบัญชีเว็บไซต์
ถ้าขายบัญชีสื่อสังคม เช่น เพจหรือช่อง YouTube ไม่ใช่เว็บไซต์ ให้ใช้ สัญญาซื้อขายเพจหรือช่องออนไลน์ · ถ้าเป็นการจ้างสร้างเว็บไซต์ใหม่ ไม่ใช่ซื้อขายเว็บที่มีอยู่แล้ว ให้ใช้ สัญญาจ้างทำเว็บไซต์ (รวมโดเมนและโฮสติ้ง) · ถ้าโอนเฉพาะสิทธิบัตรหรือเครื่องหมายการค้าโดยไม่มีเว็บไซต์ ให้ใช้ สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า (แบบไม่ผูกขาด) หรือ สัญญาโอนลิขสิทธิ์ผลงาน
สัญญาซื้อขายโดเมนและโอนบัญชีเว็บไซต์ ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม
สิ่งที่กฎหมายบังคับรูปแบบในสัญญานี้คือการโอนลิขสิทธิ์ ตามข้อ 6 การโอนลิขสิทธิ์ที่ไม่ใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อทั้งผู้โอนและผู้รับโอนตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 17 และถ้าไม่ระบุระยะเวลาไว้ กฎหมายถือว่าโอนกันมีกำหนดสิบปี ข้อ 6.1 จึงบังคับให้เลือกว่าตลอดอายุคุ้มครองหรือกี่ปี ไม่ปล่อยว่าง ถ้าการซื้อขายรวมเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว การโอนต้องจดทะเบียนการโอนต่อนายทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า จึงจะสมบูรณ์ เขียนในสัญญาอย่างเดียวไม่พอ ตัวโดเมนเองไม่มีทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่รัฐดูแล มีเพียงสัญญาระหว่างผู้จดทะเบียนกับผู้รับจดทะเบียนโดเมน (registrar) ซึ่งใช้รหัสโอนสิทธิ (Auth/EPP Code) เป็นกลไกโอนแทน
ลงนามสัญญาซื้อขายโดเมนและโอนบัญชีเว็บไซต์ต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ ลงชื่อกำกับรายการทรัพย์สินที่แนบด้วย ห้ามเขียนรหัสผ่านหรือรหัสโอนโดเมนจริงลงในสัญญาหรือเอกสารแนบ ให้ส่งผ่านช่องทางที่ตกลงกันแยกต่างหากตามขั้นตอนในข้อ 5
ทำสัญญาซื้อขายโดเมนและโอนบัญชีเว็บไซต์ต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
รายการทรัพย์สินที่ซื้อขายโดยละเอียด (โดเมน โค้ด ฐานข้อมูล สื่อ บัญชีอีเมล ประวัติการวิเคราะห์) รายการใบอนุญาตของบุคคลภายนอกที่ใช้บนเว็บไซต์และสถานะว่าโอนได้หรือไม่ ข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล หากโอนฐานข้อมูลลูกค้าหรือสมาชิก เงื่อนไขบริการคนกลางรับฝากเงิน หากใช้ escrow
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 13 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 358
ถ้าคำบอกกล่าวสนองมาถึงล่วงเวลา แต่เป็นที่เห็นประจักษ์ว่าคำบอกกล่าวนั้นได้ส่งโดยทางการ ซึ่งตามปรกติควรจะมาถึงภายในกำหนดไซร้ ผู้เสนอต้องบอกกล่าวแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งโดยพลันว่าคำสนองนั้นมาถึงเนิ่นช้า เว้นแต่จะได้บอกกล่าวเช่นนั้นก่อนแล้ว
หมวด 1 ก่อให้เกิดสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 453
อันว่าซื้อขายนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย
ส่วนที่ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 8
ให้ผู้สร้างสรรค์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานที่ตนได้สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีที่ยังไม่ได้มีการโฆษณางาน ผู้สร้างสรรค์ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรืออยู่ใน ราชอาณาจักรหรือเป็นผู้มีสัญชาติหรืออยู่ในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย ตลอดระยะเวลาหรือเป็นส่วนใหญ่ในการสร้างสรรค์งานนั้น (2) ในกรณีที่ได้มีการโฆษณางานแล้ว การโฆษณางานนั้นในครั้งแรกได้กระทำขึ้น ในราชอาณาจักรหรือในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี อยู่ด้วย หรือในกรณีที่การโฆษณาครั้งแรกได้กระทำนอกราชอาณาจักรหรือในประเทศอื่นที่ไม่เป็นภาคี แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย หากได้มีการโฆษณางานดังกล่าว - 6 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในราชอาณาจักรหรือในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี อยู่ด้วยภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้มีการโฆษณาครั้งแรก หรือผู้สร้างสรรค์เป็นผู้มีลักษณะตามที่กำหนดไว้ ใน (1) ในขณะที่มีการโฆษณางานครั้งแรก ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย ถ้าผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล นิติบุคคลนั้นต้อง เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10
งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มี ลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15
ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ แต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง (4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น (5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 17
ลิขสิทธิ์นั้นย่อมโอนให้แก่กันได้ เจ้าของลิขสิทธิ์อาจโอนลิขสิทธิ์ของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลอื่นได้ และจะโอน ให้โดยมีกำหนดเวลาหรือตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ได้ การโอนลิขสิทธิ์ตามวรรคสองซึ่งมิใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอน และผู้รับโอน ถ้าไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ในสัญญาโอน ให้ถือว่าเป็นการโอนมีกำหนดระยะเวลาสิบปี
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 18
ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิที่จะแสดงว่าตน เป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอด อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร - 8 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24
ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ (1) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (5) เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญ น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (6) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 27
ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้ รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมได้โดยได้รับยกเว้น ไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา 24 หรือมาตรา 26 บุคคลหรือนิติบุคคลที่ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลมาจากการเปิดเผยตามวรรคหนึ่ง จะต้องไม่ใช้หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้กับผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลในการขอรับข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอ ความยินยอมตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องบันทึกการใช้หรือเปิดเผยนั้นไว้ในรายการ ตามมาตรา 39
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1
ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการให้บริการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การให้บริการนอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (2) การให้บริการตามสัญญาที่กำหนดค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำให้ความรับผิดตามส่วนของบริการเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลง เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลงก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (3) การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ให้ความรับผิดทั้งหมดหรือบางส่วนเกิดขึ้นเมื่อได้มีการชำระราคาค่าบริการทั้งหมดหรือบางส่วน แล้วแต่กรณี (4) การให้บริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (5) และภายหลังได้มีการโอนสิทธิในบริการอันทำให้ผู้รับโอนสิทธิในบริการมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระในการยื่นแบบแสดงรายการและการชำระภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียนสำหรับการให้บริการแก่กระทรวง ทบวง กรม หรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เฉพาะการให้บริการตามสัญญาและมีการชำระราคาค่าบริการที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดความรับผิดตาม (1) และ (2) เกิดขึ้นเป็นอย่างอื่นได้
ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 86
ภายใต้บังคับมาตรา 86/1 มาตรา 86/2 และมาตรา 86/8 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษีสำหรับการขายสินค้า หรือการให้บริการทุกครั้ง และต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ส่งมอบใบกำกับภาษีนั้นแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ส่วนสำเนาใบกำกับภาษีให้เก็บรักษาไว้ตามมาตรา 87/3 ผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวตามมาตรา 85/3 จะออกใบกำกับภาษีได้ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ใบกำกับภาษีให้ออกเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น การออกใบกำกับภาษีโดยตัวแทนในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 40
เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล (4) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว
ประมวลรัษฎากร — เงินได้พึงประเมิน ม.40–41