สัญญาซื้อขายสินค้าตามคำสั่งซื้อระยะยาว ต้องมีอะไรบ้าง
กรอบสัญญาซื้อขายระยะยาวระหว่างผู้จัดส่งกับผู้ซื้อ ที่ตกลงเงื่อนไขไว้ล่วงหน้าแล้วซื้อขายจริงด้วยใบสั่งซื้อเป็นคราว ๆ · ถ้าไม่เขียนข้อ 1.2 ให้ชัด คู่สัญญาจะเถียงกันว่าการลงนามแปลว่าตกลงซื้อแล้วหรือยัง — สัญญากรอบที่ไม่บอกว่าตัวเองไม่ผูกพัน คือสัญญาที่อ่านได้สองทาง
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อซื้อวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากผู้จัดส่งรายเดิมต่อเนื่องหลายเดือนหรือหลายปี |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | สัญญากรอบซื้อขายสินค้าไม่มีลักษณะแห่งตราสารในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากรบนตัวสัญญา และไม่ต้องปิดบนใบสั่งซื้อแต่ละฉบับด้วย อย่าเผลอไปเทียบกับจ้างทำของลักษณะ 4 เพราะผู้จัดส่งขายสินค้าที่ตนผลิตหรือจัดหาเอง ไม่ได้รับจ้างทำตามแบบที่ผู้ซื้อกำหนดให้เฉพาะราย ถ้าผู้ซื้อเป็นคนให้แบบและให้วัตถุดิบ สัญญานั้นเป็นจ้างทำของ ต้องปิดอากร 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาท และเป็นสัญญาคนละฉบับกับฉบับนี้ ใบรับเงินไม่ต้องปิดอากร เว้นแต่สินค้าเป็นยานพาหนะที่จดทะเบียน ซึ่งเข้าลักษณะ 28(ค) และแม้เข้าลักษณะนั้น ถ้าเงินก้อนนั้นต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่แล้ว ใบรับได้รับยกเว้น ถ้ามีหนังสือมอบอำนาจให้คนอื่นมาลงนามแทน หนังสือนั้นปิดอากรลักษณะ 7 จำนวน 10 บาทสำหรับมอบอำนาจเฉพาะการ หรือ 30 บาทสำหรับมอบอำนาจทั่วไป |
| ภาษี | การซื้อขายสินค้าไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้ซื้อที่เป็นนิติบุคคลไม่ต้องหัก 3% เพราะคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 ใช้กับการให้บริการซึ่งนิยามไว้ชัดว่า "มิใช่การขายสินค้า" แต่ถ้าในใบแจ้งหนี้เดียวกันมีค่าขนส่งที่คิดแยก ส่วนนั้นหัก 1% ตามข้อ 12/4 และถ้ามีค่าติดตั้งหรือค่าฝึกอบรม ส่วนนั้นหัก 3% — ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้ตั้งแต่ใบแรก เพราะแก้ย้อนหลังทั้งปีแล้วเหนื่อยกว่ามาก ภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดเมื่อส่งมอบสินค้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 ไม่ใช่เมื่อได้รับเงิน ดังนั้นถ้าให้เครดิต 60 วัน ผู้จัดส่งต้องนำส่งภาษีขายก่อนได้รับเงินจริง — เป็นเรื่องกระแสเงินสดที่ต้องคิดตั้งแต่ตอนตกลงเครดิต ถ้าผู้จัดส่งอยู่ต่างประเทศ ให้ตรวจมาตรา 70 เรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายกรณีจ่ายเงินได้ออกนอกประเทศ และมาตรา 83/6 เรื่องผู้จ่ายเงินมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทน พร้อมอนุสัญญาภาษีซ้อนของประเทศนั้น |
| แบบที่กฎหมายกำหนด | สัญญานี้ไม่ต้องทำตามแบบและไม่ต้องจดทะเบียน แต่ถ้าสินค้าอยู่ในกลุ่มที่มีกฎหมายเฉพาะควบคุม เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ วัตถุอันตราย หรือสินค้าที่ต้องมี มอก. ใบอนุญาตต้องมีอยู่ก่อนส่งมอบล็อตแรก ไม่ใช่ไปตามเก็บทีหลัง และต้องยังไม่หมดอายุตลอดอายุสัญญา — ข้อ 10.1 ผูกคำรับรองไว้แล้ว แต่ควรกำหนดในเอกสารแนบท้ายให้ผู้จัดส่งส่งสำเนาใบอนุญาตฉบับปัจจุบันทุกครั้งที่ต่ออายุ ถ้าสินค้าเป็นสินค้านำเข้า ให้ระบุในเอกสารแนบท้ายว่าใครเป็นผู้นำเข้าในนามตนเอง เพราะผู้นำเข้าเป็นผู้รับผิดชอบอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่มตอนนำเข้า และใบอนุญาตนำเข้า ไม่ใช่คนที่ "เป็นคนติดต่อ" |
| มาตราที่อ้าง | ป.พ.พ. ม.7, 150, 224, 369, 383, 386, 387, 391, 453, 458, 460, 463, 464, 465, 472, 474, 483, 485, 488; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ม.4, 8; พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ม.57; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ม.23, 24, 37; ประมวลรัษฎากร ม.78, 86, 113–114, 118 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 4, 7, 28; คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8, 12/1, 12/4, 12/7 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 349 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อซื้อวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากผู้จัดส่งรายเดิมต่อเนื่องหลายเดือนหรือหลายปี
- ใช้เมื่อต้องให้ผู้จัดส่งกันกำลังผลิตไว้ให้ และต้องรู้ว่าถ้าเขาส่งไม่ได้จะทำอย่างไร
- ใช้เมื่อต้องการล็อกราคาไว้ช่วงหนึ่ง และกำหนดกติกาการขอปรับราคาให้วัดได้
- ใช้เมื่อรับของเป็นล็อตและต้องตรวจด้วยการสุ่มตัวอย่าง ไม่ใช่ตรวจทีละชิ้น
- ใช้เมื่อผู้ซื้อเป็นผู้ใช้เองหรือซื้อไปผลิตต่อ ไม่ใช่ตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับแต่งตั้ง
- ใช้เมื่อผู้ซื้อรับซื้อผลผลิตของโรงงานเล็กหรือผู้ผลิตชุมชนเป็นประจำ และต้องการเป็นผู้จัดจำหน่ายแต่ผู้เดียวในประเทศ (ติ๊กตัวเลือกผู้จัดจำหน่ายแต่ผู้เดียว)
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- ถ้าไม่เขียนข้อ 1.2 ให้ชัด คู่สัญญาจะเถียงกันว่าการลงนามแปลว่าตกลงซื้อแล้วหรือยัง — สัญญากรอบที่ไม่บอกว่าตัวเองไม่ผูกพัน คือสัญญาที่อ่านได้สองทาง
- ประมาณการที่ส่งให้ผู้จัดส่งอาจกลายเป็นหนี้ได้ ถ้าไม่ระบุว่าผูกพันแค่ช่วงใดและกี่เปอร์เซ็นต์
- ข้อ take-or-pay ที่ให้จ่ายเต็มราคาขายสำหรับของที่ไม่ได้ผลิต เป็นเบี้ยปรับที่ศาลลดได้ตาม ม.383 จึงต้องหักต้นทุนที่ประหยัดได้ออกก่อน
- การขึ้นราคาวัตถุดิบไม่ใช่เหตุสุดวิสัย ถ้าอยากปรับราคาได้ต้องเปิดสวิตช์สูตรปรับราคาไว้ตั้งแต่ต้น
- ถ้าไม่เขียนเรื่องความเสี่ยงภัย กฎหมายถือว่าส่งมอบเสร็จตั้งแต่มอบของให้ผู้ขนส่งตาม ม.463 ของหายระหว่างทางจึงเป็นภาระผู้ซื้อ
- การซื้อขายสินค้าไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ค่าขนส่งที่คิดแยกต้องหัก 1% และค่าติดตั้งต้องหัก 3% จึงต้องแยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้
- สั่งซื้อทางไลน์ได้เพื่อประสานงาน แต่ใบสั่งซื้อที่ผูกพันต้องส่งโดยคนที่แจ้งรายชื่อไว้และมีเลขที่ใบสั่งซื้อ — ส่งหนังสือแจ้งรายชื่อผู้มีอำนาจสั่งซื้อให้อีกฝ่ายหลังลงนาม
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- ไม่เหมาะเมื่อซื้อขายกันครั้งเดียวจบ ให้ใช้ สัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างธุรกิจ (SME)
- ไม่เหมาะเมื่อแต่งตั้งอีกฝ่ายเป็นตัวแทนจำหน่ายที่มีเขตพื้นที่และสิทธิใช้แบรนด์ ให้ใช้ สัญญาตัวแทนจำหน่ายสินค้า (ซื้อขาดเพื่อขายต่อ)
- ไม่เหมาะเมื่อผู้ซื้อเป็นคนให้แบบและให้วัตถุดิบแล้วจ้างผลิตตามแบบนั้น ให้ใช้สัญญาผลิตแบบ OEM
- สัญญาซื้อขายวัตถุดิบและชิ้นส่วนต่อเนื่อง ภาษาอังกฤษ — ใช้ Raw Materials and Components Supply Agreement — สัญญาซื้อขายวัตถุดิบและชิ้นส่วนต่อเนื่อง ภาษาอังกฤษ
อากรแสตมป์
สัญญากรอบซื้อขายสินค้าไม่มีลักษณะแห่งตราสารในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากรบนตัวสัญญา และไม่ต้องปิดบนใบสั่งซื้อแต่ละฉบับด้วย
อย่าเผลอไปเทียบกับจ้างทำของลักษณะ 4 เพราะผู้จัดส่งขายสินค้าที่ตนผลิตหรือจัดหาเอง ไม่ได้รับจ้างทำตามแบบที่ผู้ซื้อกำหนดให้เฉพาะราย ถ้าผู้ซื้อเป็นคนให้แบบและให้วัตถุดิบ สัญญานั้นเป็นจ้างทำของ ต้องปิดอากร 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาท และเป็นสัญญาคนละฉบับกับฉบับนี้
ใบรับเงินไม่ต้องปิดอากร เว้นแต่สินค้าเป็นยานพาหนะที่จดทะเบียน ซึ่งเข้าลักษณะ 28(ค) และแม้เข้าลักษณะนั้น ถ้าเงินก้อนนั้นต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่แล้ว ใบรับได้รับยกเว้น ถ้ามีหนังสือมอบอำนาจให้คนอื่นมาลงนามแทน หนังสือนั้นปิดอากรลักษณะ 7 จำนวน 10 บาทสำหรับมอบอำนาจเฉพาะการ หรือ 30 บาทสำหรับมอบอำนาจทั่วไป
การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด
สัญญานี้ไม่ต้องทำตามแบบและไม่ต้องจดทะเบียน แต่ถ้าสินค้าอยู่ในกลุ่มที่มีกฎหมายเฉพาะควบคุม เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ วัตถุอันตราย หรือสินค้าที่ต้องมี มอก. ใบอนุญาตต้องมีอยู่ก่อนส่งมอบล็อตแรก ไม่ใช่ไปตามเก็บทีหลัง และต้องยังไม่หมดอายุตลอดอายุสัญญา — ข้อ 10.1 ผูกคำรับรองไว้แล้ว แต่ควรกำหนดในเอกสารแนบท้ายให้ผู้จัดส่งส่งสำเนาใบอนุญาตฉบับปัจจุบันทุกครั้งที่ต่ออายุ
ถ้าสินค้าเป็นสินค้านำเข้า ให้ระบุในเอกสารแนบท้ายว่าใครเป็นผู้นำเข้าในนามตนเอง เพราะผู้นำเข้าเป็นผู้รับผิดชอบอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่มตอนนำเข้า และใบอนุญาตนำเข้า ไม่ใช่คนที่ "เป็นคนติดต่อ"
ภาษี
การซื้อขายสินค้าไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้ซื้อที่เป็นนิติบุคคลไม่ต้องหัก 3% เพราะคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 ใช้กับการให้บริการซึ่งนิยามไว้ชัดว่า "มิใช่การขายสินค้า" แต่ถ้าในใบแจ้งหนี้เดียวกันมีค่าขนส่งที่คิดแยก ส่วนนั้นหัก 1% ตามข้อ 12/4 และถ้ามีค่าติดตั้งหรือค่าฝึกอบรม ส่วนนั้นหัก 3% — ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้ตั้งแต่ใบแรก เพราะแก้ย้อนหลังทั้งปีแล้วเหนื่อยกว่ามาก
ภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดเมื่อส่งมอบสินค้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 ไม่ใช่เมื่อได้รับเงิน ดังนั้นถ้าให้เครดิต 60 วัน ผู้จัดส่งต้องนำส่งภาษีขายก่อนได้รับเงินจริง — เป็นเรื่องกระแสเงินสดที่ต้องคิดตั้งแต่ตอนตกลงเครดิต
ถ้าผู้จัดส่งอยู่ต่างประเทศ ให้ตรวจมาตรา 70 เรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายกรณีจ่ายเงินได้ออกนอกประเทศ และมาตรา 83/6 เรื่องผู้จ่ายเงินมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทน พร้อมอนุสัญญาภาษีซ้อนของประเทศนั้น
รับเงินค่าสินค้าล่าช้า
ดอกเบี้ยผิดนัดตามข้อ 8.3 ยังเรียกได้แม้จะรับเงินต้นไว้แล้ว · เพื่อให้หลักฐานชัด ให้ระบุในใบเสร็จหรืออีเมลตอบรับเงินว่ายังค้างดอกเบี้ยผิดนัดเท่าใด · ค่าเริ่มต้นของอัตราคือร้อยละ 7.5 ต่อปี (เพดานในแบบฟอร์ม 15) ถ้าตั้งสูงกว่านี้ ศาลลดได้ในฐานะเบี้ยปรับ
ผู้มีอำนาจสั่งซื้อและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์
หลังลงนาม ให้แต่ละฝ่ายส่งหนังสือแจ้งรายชื่อ ตำแหน่ง และอีเมลของผู้มีอำนาจออกหรือตอบรับใบสั่งซื้อ (ข้อ 14.1) และแจ้งทุกครั้งที่คนเปลี่ยน — ใบสั่งซื้อจากคนนอกรายชื่อ หรือข้อความในกลุ่มแชตที่ไม่มีเลขที่ใบสั่งซื้อ ไม่ผูกพันอีกฝ่าย
สิทธิจำหน่ายแต่ผู้เดียว
- เขตจำหน่ายแต่ผู้เดียว: … — ผู้จัดส่งต้องไม่ขายสินค้าเดียวกันหรือสินค้าเหมือนกันภายใต้ชื่ออื่นให้คนอื่นขายในเขตนี้ รวมถึงการขายออนไลน์ที่มุ่งเข้าเขต
- ผู้จัดส่งห้ามกำหนดราคาขายต่อของผู้ซื้อ การผูกขาดที่ใช้กับคู่ค้าที่มีอำนาจเหนือตลาดหรือกีดกันคู่แข่งอย่างไม่เป็นธรรม อาจขัดกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า — ถ้าคู่สัญญารายใดมีส่วนแบ่งตลาดสูง ควรปรึกษาทนายความของตนก่อนลงนาม
- ผลผลิตส่วนเกิน: ผู้จัดส่งแจ้งเป็นหนังสือ ผู้ซื้อตอบภายใน … วัน ไม่ตอบถือว่าไม่ใช้สิทธิ
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- ใบกำหนดคุณลักษณะสินค้า — ตามข้อ 2.2 ใส่ค่าพิกัดความคลาดเคลื่อนและมาตรฐานอ้างอิงให้เป็นตัวเลข
- ตารางราคาต่อหน่วย — ตามข้อ 5.1 ถ้ามีราคาตามขั้นปริมาณ ให้เขียนขั้นให้ครบ
- เกณฑ์การสุ่มตัวอย่างและระดับคุณภาพที่ยอมรับได้ (AQL) — ตามข้อ 9.1 ระบุแผนการสุ่ม ขนาดตัวอย่าง และจำนวนที่ยอมรับ/ปฏิเสธ
- แบบฟอร์มใบสั่งซื้อและใบตอบรับที่ตกลงใช้ พร้อมชื่อผู้มีอำนาจออกและตอบรับของแต่ละฝ่าย
- ตารางประมาณการความต้องการฉบับแรก ตามข้อ 3.1
- สำเนาใบอนุญาตหรือใบจดแจ้งของสินค้าควบคุม และเอกสารรับรองมาตรฐาน
วันลงนาม
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ ลงชื่อกำกับทุกหน้าและกำกับเอกสารแนบท้ายทุกแผ่น โดยเฉพาะ ใบกำหนดคุณลักษณะ ตารางราคา และเกณฑ์ AQL ซึ่งเป็นสามเอกสารที่ถูกเปลี่ยนภายหลังบ่อยที่สุด
ก่อนเซ็น ให้ตกลงกันให้จบว่าใครมีอำนาจออกใบสั่งซื้อและใครมีอำนาจตอบรับ แล้วเขียนชื่อกับตำแหน่งลงในเอกสารแนบท้าย เพราะข้อ 3.3 ให้การนิ่งเฉยเกินกำหนดถือเป็นการตอบรับ ถ้าไม่รู้ว่าใครเป็นคนดูอีเมลนั้น ก็จะเถียงกันว่าใบสั่งซื้อนั้นผูกพันหรือไม่
ตรวจอำนาจลงนามของคู่สัญญาด้วยหนังสือรับรองนิติบุคคลที่ออกไม่เกินหกเดือน ถ้าผู้ลงนามไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจ ต้องมีหนังสือมอบอำนาจติดอากรแนบมาด้วย
พยานไม่ใช่เงื่อนไขความสมบูรณ์ของสัญญาซื้อขาย จะมีหรือไม่มีก็ได้
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-F01B15 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาซื้อขายสินค้าตามคำสั่งซื้อระยะยาว ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
สัญญากรอบซื้อขายสินค้าไม่มีลักษณะแห่งตราสารในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากรบนตัวสัญญา และไม่ต้องปิดบนใบสั่งซื้อแต่ละฉบับด้วย อย่าเผลอไปเทียบกับจ้างทำของลักษณะ 4 เพราะผู้จัดส่งขายสินค้าที่ตนผลิตหรือจัดหาเอง ไม่ได้รับจ้างทำตามแบบที่ผู้ซื้อกำหนดให้เฉพาะราย ถ้าผู้ซื้อเป็นคนให้แบบและให้วัตถุดิบ สัญญานั้นเป็นจ้างทำของ ต้องปิดอากร 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาท และเป็นสัญญาคนละฉบับกับฉบับนี้ ใบรับเงินไม่ต้องปิดอากร เว้นแต่สินค้าเป็นยานพาหนะที่จดทะเบียน ซึ่งเข้าลักษณะ 28(ค) และแม้เข้าลักษณะนั้น ถ้าเงินก้อนนั้นต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่แล้ว ใบรับได้รับยกเว้น ถ้ามีหนังสือมอบอำนาจให้คนอื่นมาลงนามแทน หนังสือนั้นปิดอากรลักษณะ 7 จำนวน 10 บาทสำหรับมอบอำนาจเฉพาะการ หรือ 30 บาทสำหรับมอบอำนาจทั่วไป
สัญญาซื้อขายสินค้าตามคำสั่งซื้อระยะยาว เสียภาษีอะไรบ้าง
การซื้อขายสินค้าไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้ซื้อที่เป็นนิติบุคคลไม่ต้องหัก 3% เพราะคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 ใช้กับการให้บริการซึ่งนิยามไว้ชัดว่า "มิใช่การขายสินค้า" แต่ถ้าในใบแจ้งหนี้เดียวกันมีค่าขนส่งที่คิดแยก ส่วนนั้นหัก 1% ตามข้อ 12/4 และถ้ามีค่าติดตั้งหรือค่าฝึกอบรม ส่วนนั้นหัก 3% — ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้ตั้งแต่ใบแรก เพราะแก้ย้อนหลังทั้งปีแล้วเหนื่อยกว่ามาก ภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดเมื่อส่งมอบสินค้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 ไม่ใช่เมื่อได้รับเงิน ดังนั้นถ้าให้เครดิต 60 วัน ผู้จัดส่งต้องนำส่งภาษีขายก่อนได้รับเงินจริง — เป็นเรื่องกระแสเงินสดที่ต้องคิดตั้งแต่ตอนตกลงเครดิต ถ้าผู้จัดส่งอยู่ต่างประเทศ ให้ตรวจมาตรา 70 เรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายกรณีจ่ายเงินได้ออกนอกประเทศ และมาตรา 83/6 เรื่องผู้จ่ายเงินมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทน พร้อมอนุสัญญาภาษีซ้อนของประเทศนั้น
ใช้สัญญาซื้อขายสินค้าตามคำสั่งซื้อระยะยาวตอนไหน
ใช้เมื่อซื้อวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากผู้จัดส่งรายเดิมต่อเนื่องหลายเดือนหรือหลายปี · ใช้เมื่อต้องให้ผู้จัดส่งกันกำลังผลิตไว้ให้ และต้องรู้ว่าถ้าเขาส่งไม่ได้จะทำอย่างไร · ใช้เมื่อต้องการล็อกราคาไว้ช่วงหนึ่ง และกำหนดกติกาการขอปรับราคาให้วัดได้ · ใช้เมื่อรับของเป็นล็อตและต้องตรวจด้วยการสุ่มตัวอย่าง ไม่ใช่ตรวจทีละชิ้น · ใช้เมื่อผู้ซื้อเป็นผู้ใช้เองหรือซื้อไปผลิตต่อ ไม่ใช่ตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับแต่งตั้ง · ใช้เมื่อผู้ซื้อรับซื้อผลผลิตของโรงงานเล็กหรือผู้ผลิตชุมชนเป็นประจำ และต้องการเป็นผู้จัดจำหน่ายแต่ผู้เดียวในประเทศ (ติ๊กตัวเลือกผู้จัดจำหน่ายแต่ผู้เดียว)
ทำสัญญาซื้อขายสินค้าตามคำสั่งซื้อระยะยาวต้องระวังอะไร
ถ้าไม่เขียนข้อ 1.2 ให้ชัด คู่สัญญาจะเถียงกันว่าการลงนามแปลว่าตกลงซื้อแล้วหรือยัง — สัญญากรอบที่ไม่บอกว่าตัวเองไม่ผูกพัน คือสัญญาที่อ่านได้สองทาง · ประมาณการที่ส่งให้ผู้จัดส่งอาจกลายเป็นหนี้ได้ ถ้าไม่ระบุว่าผูกพันแค่ช่วงใดและกี่เปอร์เซ็นต์ · ข้อ take-or-pay ที่ให้จ่ายเต็มราคาขายสำหรับของที่ไม่ได้ผลิต เป็นเบี้ยปรับที่ศาลลดได้ตาม ม.383 จึงต้องหักต้นทุนที่ประหยัดได้ออกก่อน · การขึ้นราคาวัตถุดิบไม่ใช่เหตุสุดวิสัย ถ้าอยากปรับราคาได้ต้องเปิดสวิตช์สูตรปรับราคาไว้ตั้งแต่ต้น · ถ้าไม่เขียนเรื่องความเสี่ยงภัย กฎหมายถือว่าส่งมอบเสร็จตั้งแต่มอบของให้ผู้ขนส่งตาม ม.463 ของหายระหว่างทางจึงเป็นภาระผู้ซื้อ · การซื้อขายสินค้าไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ค่าขนส่งที่คิดแยกต้องหัก 1% และค่าติดตั้งต้องหัก 3% จึงต้องแยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้ · สั่งซื้อทางไลน์ได้เพื่อประสานงาน แต่ใบสั่งซื้อที่ผูกพันต้องส่งโดยคนที่แจ้งรายชื่อไว้และมีเลขที่ใบสั่งซื้อ — ส่งหนังสือแจ้งรายชื่อผู้มีอำนาจสั่งซื้อให้อีกฝ่ายหลังลงนาม
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาซื้อขายสินค้าตามคำสั่งซื้อระยะยาว
ไม่เหมาะเมื่อซื้อขายกันครั้งเดียวจบ ให้ใช้ สัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างธุรกิจ (SME) · ไม่เหมาะเมื่อแต่งตั้งอีกฝ่ายเป็นตัวแทนจำหน่ายที่มีเขตพื้นที่และสิทธิใช้แบรนด์ ให้ใช้ สัญญาตัวแทนจำหน่ายสินค้า (ซื้อขาดเพื่อขายต่อ) · ไม่เหมาะเมื่อผู้ซื้อเป็นคนให้แบบและให้วัตถุดิบแล้วจ้างผลิตตามแบบนั้น ให้ใช้สัญญาผลิตแบบ OEM · สัญญาซื้อขายวัตถุดิบและชิ้นส่วนต่อเนื่อง ภาษาอังกฤษ — ใช้ Raw Materials and Components Supply Agreement — สัญญาซื้อขายวัตถุดิบและชิ้นส่วนต่อเนื่อง ภาษาอังกฤษ
สัญญาซื้อขายสินค้าตามคำสั่งซื้อระยะยาว ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม
สัญญานี้ไม่ต้องทำตามแบบและไม่ต้องจดทะเบียน แต่ถ้าสินค้าอยู่ในกลุ่มที่มีกฎหมายเฉพาะควบคุม เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ วัตถุอันตราย หรือสินค้าที่ต้องมี มอก. ใบอนุญาตต้องมีอยู่ก่อนส่งมอบล็อตแรก ไม่ใช่ไปตามเก็บทีหลัง และต้องยังไม่หมดอายุตลอดอายุสัญญา — ข้อ 10.1 ผูกคำรับรองไว้แล้ว แต่ควรกำหนดในเอกสารแนบท้ายให้ผู้จัดส่งส่งสำเนาใบอนุญาตฉบับปัจจุบันทุกครั้งที่ต่ออายุ ถ้าสินค้าเป็นสินค้านำเข้า ให้ระบุในเอกสารแนบท้ายว่าใครเป็นผู้นำเข้าในนามตนเอง เพราะผู้นำเข้าเป็นผู้รับผิดชอบอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่มตอนนำเข้า และใบอนุญาตนำเข้า ไม่ใช่คนที่ "เป็นคนติดต่อ"
ลงนามสัญญาซื้อขายสินค้าตามคำสั่งซื้อระยะยาวต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ทำสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ ลงชื่อกำกับทุกหน้าและกำกับเอกสารแนบท้ายทุกแผ่น โดยเฉพาะ ใบกำหนดคุณลักษณะ ตารางราคา และเกณฑ์ AQL ซึ่งเป็นสามเอกสารที่ถูกเปลี่ยนภายหลังบ่อยที่สุด ก่อนเซ็น ให้ตกลงกันให้จบว่าใครมีอำนาจออกใบสั่งซื้อและใครมีอำนาจตอบรับ แล้วเขียนชื่อกับตำแหน่งลงในเอกสารแนบท้าย เพราะข้อ 3.3 ให้การนิ่งเฉยเกินกำหนดถือเป็นการตอบรับ ถ้าไม่รู้ว่าใครเป็นคนดูอีเมลนั้น ก็จะเถียงกันว่าใบสั่งซื้อนั้นผูกพันหรือไม่ ตรวจอำนาจลงนามของคู่สัญญาด้วยหนังสือรับรองนิติบุคคลที่ออกไม่เกินหกเดือน ถ้าผู้ลงนามไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจ ต้องมีหนังสือมอบอำนาจติดอากรแนบมาด้วย พยานไม่ใช่เงื่อนไขความสมบูรณ์ของสัญญาซื้อขาย จะมีหรือไม่มีก็ได้
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 28 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7
ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี
ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150
การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369
ในสัญญาต่างตอบแทนนั้น คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้ หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าหนี้ของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งยังไม่ถึงกำหนด
หมวด 2 ผลแห่งสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386
ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การเลิกสัญญาเช่นนั้นย่อมทำด้วยแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387
ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่
หมวด 4 เลิกสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 453
อันว่าซื้อขายนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย
ส่วนที่ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458
กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายนั้น ย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกัน
ส่วนที่ 2 การโอนกรรมสิทธิ์
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 460
ในการซื้อขายทรัพย์สินซึ่งมิได้กำหนดลงไว้แน่นอนนั้น ท่านว่ากรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปจนกว่าจะได้หมาย หรือนับ ชั่ง ตวง วัด หรือคัดเลือก หรือทำโดยวิธีอื่นเพื่อให้บ่งตัวทรัพย์สินนั้นออกเป็นแน่นอนแล้ว
ส่วนที่ 2 การโอนกรรมสิทธิ์
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 463
ถ้าในสัญญากำหนดว่าให้ส่งทรัพย์สินซึ่งขายนั้นจากที่แห่งหนึ่งไปถึงอีกแห่งหนึ่งไซร้ ท่านว่าการส่งมอบย่อมสำเร็จเมื่อได้ส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขนส่ง
ส่วนที่ 1 การส่งมอบ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 464
ค่าขนส่งทรัพย์สินซึ่งได้ซื้อขายกันไปยังที่แห่งอื่นนอกจากสถานที่อันพึงชำระหนี้นั้น ผู้ซื้อพึงออกใช้
ส่วนที่ 1 การส่งมอบ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 465
ในการซื้อขายสังหาริมทรัพย์นั้น (1) หากว่าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยกว่าที่ได้สัญญาไว้ ท่านว่าผู้ซื้อจะปัดเสียไม่รับเอาเลยก็ได้ แต่ถ้าผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้ ผู้ซื้อก็ต้องใช้ราคาตามส่วน (2) หากว่าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินมากกว่าที่ได้สัญญาไว้ ท่านว่าผู้ซื้อจะรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้แต่เพียงตามสัญญาและนอกกว่านั้นปัดเสียก็ได้ หรือจะปัดเสียทั้งหมดไม่รับเอาไว้เลยก็ได้ ถ้าผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินอันเขาส่งมอบเช่นนั้นไว้ทั้งหมด ผู้ซื้อก็ต้องใช้ราคาตามส่วน (3) หากว่าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินตามที่ได้สัญญาไว้ระคนกับทรัพย์สินอย่างอื่นอันมิได้รวมอยู่ในข้อสัญญาไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจะรับเอาทรัพย์สินไว้แต่ตามสัญญา และนอกกว่านั้นปัดเสียก็ได้ หรือจะปัดเสียทั้งหมดก็ได้
ส่วนที่ 1 การส่งมอบ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472
ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดี ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด
ส่วนที่ 2 ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474
ในข้อรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่เวลาที่ได้พบเห็นความชำรุดบกพร่อง
ส่วนที่ 2 ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 483
คู่สัญญาซื้อขายจะตกลงกันว่าผู้ขายจะไม่ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องหรือเพื่อการรอนสิทธิก็ได้
ส่วนที่ 4 ข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิด
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 485
ข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิดนั้น ไม่อาจคุ้มความรับผิดของผู้ขายในผลของการอันผู้ขายได้กระทำไปเอง หรือผลแห่งข้อความจริงอันผู้ขายได้รู้อยู่แล้วและปกปิดเสีย
ส่วนที่ 4 ข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิด
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 488
ถ้าผู้ซื้อพบเห็นความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินซึ่งตนได้รับซื้อ ผู้ซื้อชอบที่จะยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระไว้ได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เว้นแต่ผู้ขายจะหาประกันที่สมควรให้ได้
หมวด 3 หน้าที่ของผู้ซื้อ
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 57
ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทำการใด ๆ อันเป็นผลให้เกิดความเสียหายแก่
พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 23
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องแจ้ง ให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลถึงรายละเอียด ดังต่อไปนี้ เว้นแต่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ทราบถึงรายละเอียดนั้นอยู่แล้ว (1) วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมเพื่อการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้หรือเปิดเผยซึ่งรวมถึง วัตถุประสงค์ตามที่มาตรา 24 ให้อำนาจในการเก็บรวบรวมได้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคล (2) แจ้งให้ทราบถึงกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปฏิบัติ ตามกฎหมายหรือสัญญาหรือมีความจำเป็นต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเข้าทำสัญญา รวมทั้งแจ้งถึง ผลกระทบที่เป็นไปได้จากการไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคล (3) ข้อมูลส่วนบุคคลที่จะมีการเก็บรวบรวมและระยะเวลาในการเก็บรวบรวมไว้ ทั้งนี้ ในกรณี ที่ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาดังกล่าวได้ชัดเจน ให้กำหนดระยะเวลาที่อาจคาดหมายได้ตามมาตรฐาน ของการเก็บรวบรวม (4) ประเภทของบุคคลหรือหน่วยงานซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมอาจจะถูกเปิดเผย (5) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อในกรณี ที่มีตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ให้แจ้งข้อมูล สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อของ ตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย (6) สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 19 วรรคห้า มาตรา 30 วรรคหนึ่ง
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24
ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ (1) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (5) เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญ น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (6) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวน มาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) ในกรณีที่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ (3) จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนด ระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หรือที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ได้ถอนความยินยอม เว้นแต่เก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข) การใช้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ ให้นำความใน
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 78
ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การขายสินค้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) (4) หรือ (5) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนส่งมอบสินค้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) โอนกรรมสิทธิ์สินค้า (ข) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ (ค) ได้ออกใบกำกับภาษี ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (2) การขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อหรือสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อถึงกำหนดชำระราคาตามงวดที่ถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ (ข) ได้ออกใบกำกับภาษี ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (3) การขายสินค้าโดยมีการตั้งตัวแทนเพื่อขายและได้ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนแล้ว ทั้งนี้ เฉพาะสัญญาการตั้งตัวแทนเพื่อขายตามประเภทของสินค้าและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อตัวแทนได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนการส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ตัวแทนได้โอนกรรมสิทธิ์สินค้าให้ผู้ซื้อ (ข) ตัวแทนได้รับชำระราคาสินค้า (ค) ตัวแทนได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ง) ได้มีการนำสินค้าไปใช้ไม่ว่าโดยตัวแทนหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (4) การขายสินค้าโดยส่งออกให้ความรับผิดเกิดขึ้นดังต่อไปนี้ (ก) การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณี ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร (ข)2 การส่งออกในกรณีที่นำสินค้าเข้าไปในเขตปลอดอากรตามมาตรา 77/1 (14) (ก) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่นำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตดังกล่าว (ค) การส่งออกซึ่งสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ความรับผิดเกิดขึ้นพร้อมกับความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร (5) การขายสินค้าที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (5) และภายหลังได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าอันทำให้ผู้รับโอนสินค้ามีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อโอนกรรมสิทธิ์สินค้า เพื่อเป็นการบรรเทาภาระในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียนสำหรับการขายสินค้าแก่กระทรวง ทบวง กรม หรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เฉพาะการขายสินค้าตามสัญญาและมีการชำระราคาที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดความรับผิดตาม (1) (2) และ (3) เกิดขึ้นเป็นอย่างอื่นได้
ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 86
ภายใต้บังคับมาตรา 86/1 มาตรา 86/2 และมาตรา 86/8 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษีสำหรับการขายสินค้า หรือการให้บริการทุกครั้ง และต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ส่งมอบใบกำกับภาษีนั้นแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ส่วนสำเนาใบกำกับภาษีให้เก็บรักษาไว้ตามมาตรา 87/3 ผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวตามมาตรา 85/3 จะออกใบกำกับภาษีได้ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ใบกำกับภาษีให้ออกเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น การออกใบกำกับภาษีโดยตัวแทนในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 113
ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)