สัญญาจ้างแอดมินเพจและตอบแชตลูกค้า ต้องมีอะไรบ้าง
เจ้าของเพจจ้างแอดมินอิสระตอบแชตและประสานการขาย โดยกำหนดขอบเขตอำนาจและมาตรฐานบริการให้ตรวจสอบได้ · กรอกขอบเขตงานและช่วงบริการให้ชัด เพราะ SLA ใช้เฉพาะข้อความที่เข้ามาในช่วงเวลาดังกล่าว
| ใช้เมื่อ | ร้านค้าออนไลน์จ้างแอดมินตอบ Facebook, LINE, Instagram, TikTok หรือช่องทางอื่นเป็นรายเดือน |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | สัญญานี้มีลักษณะเป็นจ้างทำของตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 4 อัตรา 1 บาทต่อทุก 1,000 บาทหรือเศษของค่าจ้างรวม … คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่าแสตมป์ ส่วนคู่ฉบับเสียอากร (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) ถ้าทำเป็นตราสารอิเล็กทรอนิกส์ ให้ยื่นชำระอากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ภายใน 15 วันนับแต่วันทำตราสาร และตรวจวิธีชำระเป็นตัวเงินเมื่อมูลค่าถึงเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ถ้าปิดอากรไม่บริบูรณ์ ตราสารยังนำสืบเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะชำระอากรและเงินเพิ่มครบ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 113, 114 และ 118 |
| ภาษี | เมื่อผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ให้หักค่าจ้างทำของหรือค่าบริการในอัตรา 3% และออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้รับจ้างทุกงวด หากผู้รับจ้างจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เรียกเก็บ VAT ตามอัตราที่ใช้บังคับในวันที่ออกใบกำกับภาษี แยกจากค่าจ้างให้ชัดเจน โดย ณ วันที่จัดทำแม่แบบอัตราทั่วไปที่เรียกเก็บอยู่คือ 7% และต้องตรวจอัตราปัจจุบันก่อนใช้ |
| มาตราที่อ้าง | ป.พ.พ. ม.7, 8, 224, 383, 587, 591–594, 596, 599, 602, 605, 607 · พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562 ม.6, 19, 23, 26, 28–29, 30–36, 37(4), 39, 40 (รวมวรรคท้าย), 83, 86 · พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ม.4, 5, 8 · ประมวลรัษฎากร ม.82/4, 85/1, 113, 114, 118 · บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 4, 23 · คำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 ข้อ 8 |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 249 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ร้านค้าออนไลน์จ้างแอดมินตอบ Facebook, LINE, Instagram, TikTok หรือช่องทางอื่นเป็นรายเดือน
- SME ต้องการกำหนดเวลาตอบแชต หัวข้อที่ต้องส่งต่อ และรูปแบบรายงานให้ชัดเจน
- ผู้รับจ้างรับดูแลหลายร้านและต้องการขอบเขตอำนาจยืนยันคำสั่งซื้อ ส่วนลด หรือคืนเงินเป็นลายลักษณ์อักษร
- คู่สัญญาต้องการระบุวิธีส่งมอบบัญชี ประวัติสนทนา และคู่มือตอบเมื่อสิ้นสุดงาน
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- กรอกขอบเขตงานและช่วงบริการให้ชัด เพราะ SLA ใช้เฉพาะข้อความที่เข้ามาในช่วงเวลาดังกล่าว
- อย่าให้สิทธิส่วนลด คืนเงิน หรือเข้าถึงระบบรับชำระเงินเกินกว่าที่จำเป็น และควรเปิดการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน
- ถ้าผู้ว่าจ้างควบคุมเวลา วิธีทำงาน การลา และลงโทษเหมือนพนักงาน ความสัมพันธ์อาจถูกวินิจฉัยเป็นจ้างแรงงานแม้ชื่อสัญญาเป็นจ้างทำของ
- ผู้รับจ้างมีหน้าที่เสียอากรแสตมป์ตามค่าจ้างทั้งสัญญา และผู้ว่าจ้างที่มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
- แอดมินเห็นข้อมูลลูกค้าทุกวัน — ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ควบคุมข้อมูล ผู้รับจ้างเป็นผู้ประมวลผล ต้องมีข้อตกลงตาม PDPA ม.40 ซึ่งอยู่ในข้อ 9 ของสัญญานี้แล้ว
- เพดานความรับผิดไม่คุ้มครองการทุจริต การใช้เงินหรือบัญชีเกินอำนาจ และการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- จ้างทำงานประจำภายใต้การบังคับบัญชา มีเวลาทำงานและสิทธิประโยชน์แบบพนักงาน — ควรใช้สัญญาจ้างแรงงาน
- ให้ผู้รับจ้างมีอำนาจทำสัญญา รับเงิน หรือผูกพันกิจการโดยทั่วไป — ควรใช้สัญญาตัวแทนและหนังสือมอบอำนาจเฉพาะ
- จ้างดูแลโฆษณา ผลิตคอนเทนต์ หรือปิดการขายโดยคิดค่านายหน้าเป็นงานหลัก — ควรใช้สัญญาเฉพาะงานนั้น
อากรแสตมป์
- สัญญานี้มีลักษณะเป็นจ้างทำของตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 4 อัตรา 1 บาทต่อทุก 1,000 บาทหรือเศษของค่าจ้างรวม … คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่าแสตมป์ ส่วนคู่ฉบับเสียอากร (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก)
- ถ้าทำเป็นตราสารอิเล็กทรอนิกส์ ให้ยื่นชำระอากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ภายใน 15 วันนับแต่วันทำตราสาร และตรวจวิธีชำระเป็นตัวเงินเมื่อมูลค่าถึงเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
- ถ้าปิดอากรไม่บริบูรณ์ ตราสารยังนำสืบเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะชำระอากรและเงินเพิ่มครบ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 113, 114 และ 118
ภาษี
- เมื่อผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ให้หักค่าจ้างทำของหรือค่าบริการในอัตรา 3% และออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้รับจ้างทุกงวด
- หากผู้รับจ้างจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เรียกเก็บ VAT ตามอัตราที่ใช้บังคับในวันที่ออกใบกำกับภาษี แยกจากค่าจ้างให้ชัดเจน โดย ณ วันที่จัดทำแม่แบบอัตราทั่วไปที่เรียกเก็บอยู่คือ 7% และต้องตรวจอัตราปัจจุบันก่อนใช้
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- ผนวก 1: รายชื่อเพจ บัญชี แพลตฟอร์ม และระดับสิทธิผู้ใช้ โดยไม่เขียนรหัสผ่านลงในสัญญา
- ผนวก 2: คู่มือตอบ ราคา โปรโมชั่น เงื่อนไขจัดส่ง คืนสินค้า คืนเงิน และรายชื่อผู้มีอำนาจอนุมัติ
- ผนวก 3: ตัวอย่างรายงาน ตัวชี้วัด และขั้นตอนส่งต่อเรื่องร้องเรียน
- แนบสำเนาบัตรประชาชน หรือหนังสือรับรองนิติบุคคลและหนังสือมอบอำนาจของคู่สัญญาตามกรณี
วันลงนาม
- ทำสัญญาอย่างน้อย 2 ฉบับ คู่สัญญาถือไว้ฝ่ายละ 1 ฉบับ ลงชื่อทุกหน้าและลงชื่อกำกับเอกสารแนบ
- พยาน 2 คนควรเห็นการลงนาม ตรวจตัวบุคคล และลงชื่อในวันเดียวกัน หากลงนามอิเล็กทรอนิกส์ควรเก็บหลักฐานยืนยันตัวบุคคล วันเวลา และประวัติเอกสาร
- ก่อนให้สิทธิแอดมิน ให้สำรองข้อมูล เปิดการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน และทดสอบว่าสิทธิผู้ใช้ไม่สามารถเปลี่ยนเจ้าของเพจหรือบัญชีรับเงินได้
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-C4A9A4 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญาจ้างแอดมินเพจและตอบแชตลูกค้า ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
สัญญานี้มีลักษณะเป็นจ้างทำของตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 4 อัตรา 1 บาทต่อทุก 1,000 บาทหรือเศษของค่าจ้างรวม … คิดเป็นอากร ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก ผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากรและผู้ว่าจ้างเป็นผู้ขีดฆ่าแสตมป์ ส่วนคู่ฉบับเสียอากร (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) ถ้าทำเป็นตราสารอิเล็กทรอนิกส์ ให้ยื่นชำระอากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ภายใน 15 วันนับแต่วันทำตราสาร และตรวจวิธีชำระเป็นตัวเงินเมื่อมูลค่าถึงเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ถ้าปิดอากรไม่บริบูรณ์ ตราสารยังนำสืบเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะชำระอากรและเงินเพิ่มครบ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 113, 114 และ 118
สัญญาจ้างแอดมินเพจและตอบแชตลูกค้า เสียภาษีอะไรบ้าง
เมื่อผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ให้หักค่าจ้างทำของหรือค่าบริการในอัตรา 3% และออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้รับจ้างทุกงวด หากผู้รับจ้างจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เรียกเก็บ VAT ตามอัตราที่ใช้บังคับในวันที่ออกใบกำกับภาษี แยกจากค่าจ้างให้ชัดเจน โดย ณ วันที่จัดทำแม่แบบอัตราทั่วไปที่เรียกเก็บอยู่คือ 7% และต้องตรวจอัตราปัจจุบันก่อนใช้
ใช้สัญญาจ้างแอดมินเพจและตอบแชตลูกค้าตอนไหน
ร้านค้าออนไลน์จ้างแอดมินตอบ Facebook, LINE, Instagram, TikTok หรือช่องทางอื่นเป็นรายเดือน · SME ต้องการกำหนดเวลาตอบแชต หัวข้อที่ต้องส่งต่อ และรูปแบบรายงานให้ชัดเจน · ผู้รับจ้างรับดูแลหลายร้านและต้องการขอบเขตอำนาจยืนยันคำสั่งซื้อ ส่วนลด หรือคืนเงินเป็นลายลักษณ์อักษร · คู่สัญญาต้องการระบุวิธีส่งมอบบัญชี ประวัติสนทนา และคู่มือตอบเมื่อสิ้นสุดงาน
ทำสัญญาจ้างแอดมินเพจและตอบแชตลูกค้าต้องระวังอะไร
กรอกขอบเขตงานและช่วงบริการให้ชัด เพราะ SLA ใช้เฉพาะข้อความที่เข้ามาในช่วงเวลาดังกล่าว · อย่าให้สิทธิส่วนลด คืนเงิน หรือเข้าถึงระบบรับชำระเงินเกินกว่าที่จำเป็น และควรเปิดการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน · ถ้าผู้ว่าจ้างควบคุมเวลา วิธีทำงาน การลา และลงโทษเหมือนพนักงาน ความสัมพันธ์อาจถูกวินิจฉัยเป็นจ้างแรงงานแม้ชื่อสัญญาเป็นจ้างทำของ · ผู้รับจ้างมีหน้าที่เสียอากรแสตมป์ตามค่าจ้างทั้งสัญญา และผู้ว่าจ้างที่มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย · แอดมินเห็นข้อมูลลูกค้าทุกวัน — ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ควบคุมข้อมูล ผู้รับจ้างเป็นผู้ประมวลผล ต้องมีข้อตกลงตาม PDPA ม.40 ซึ่งอยู่ในข้อ 9 ของสัญญานี้แล้ว · เพดานความรับผิดไม่คุ้มครองการทุจริต การใช้เงินหรือบัญชีเกินอำนาจ และการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาจ้างแอดมินเพจและตอบแชตลูกค้า
จ้างทำงานประจำภายใต้การบังคับบัญชา มีเวลาทำงานและสิทธิประโยชน์แบบพนักงาน — ควรใช้สัญญาจ้างแรงงาน · ให้ผู้รับจ้างมีอำนาจทำสัญญา รับเงิน หรือผูกพันกิจการโดยทั่วไป — ควรใช้สัญญาตัวแทนและหนังสือมอบอำนาจเฉพาะ · จ้างดูแลโฆษณา ผลิตคอนเทนต์ หรือปิดการขายโดยคิดค่านายหน้าเป็นงานหลัก — ควรใช้สัญญาเฉพาะงานนั้น
ลงนามสัญญาจ้างแอดมินเพจและตอบแชตลูกค้าต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ทำสัญญาอย่างน้อย 2 ฉบับ คู่สัญญาถือไว้ฝ่ายละ 1 ฉบับ ลงชื่อทุกหน้าและลงชื่อกำกับเอกสารแนบ พยาน 2 คนควรเห็นการลงนาม ตรวจตัวบุคคล และลงชื่อในวันเดียวกัน หากลงนามอิเล็กทรอนิกส์ควรเก็บหลักฐานยืนยันตัวบุคคล วันเวลา และประวัติเอกสาร ก่อนให้สิทธิแอดมิน ให้สำรองข้อมูล เปิดการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน และทดสอบว่าสิทธิผู้ใช้ไม่สามารถเปลี่ยนเจ้าของเพจหรือบัญชีรับเงินได้
ทำสัญญาจ้างแอดมินเพจและตอบแชตลูกค้าต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
ผนวก 1: รายชื่อเพจ บัญชี แพลตฟอร์ม และระดับสิทธิผู้ใช้ โดยไม่เขียนรหัสผ่านลงในสัญญา ผนวก 2: คู่มือตอบ ราคา โปรโมชั่น เงื่อนไขจัดส่ง คืนสินค้า คืนเงิน และรายชื่อผู้มีอำนาจอนุมัติ ผนวก 3: ตัวอย่างรายงาน ตัวชี้วัด และขั้นตอนส่งต่อเรื่องร้องเรียน แนบสำเนาบัตรประชาชน หรือหนังสือรับรองนิติบุคคลและหนังสือมอบอำนาจของคู่สัญญาตามกรณี
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 19 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7
ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี
ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8
คำว่า “เหตุสุดวิสัย” หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น
ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587
อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 591
ถ้าความชำรุดบกพร่องหรือความชักช้าในการที่ทำนั้นเกิดขึ้นเพราะสภาพแห่งสัมภาระซึ่งผู้ว่าจ้างส่งให้ก็ดี เพราะคำสั่งของผู้ว่าจ้างก็ดี ท่านว่าผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิด เว้นแต่จะได้รู้อยู่แล้วว่าสัมภาระนั้นไม่เหมาะหรือว่าคำสั่งนั้นไม่ถูกต้องและมิได้บอกกล่าวตักเตือน
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 6
ในพระราชบัญญัตินี้ “ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจ เกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล “ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล “บุคคล” หมายความว่า บุคคลธรรมดา “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล “เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 19
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะกระทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลไม่ได้หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนหรือในขณะนั้น เว้นแต่บทบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้กระทำได้ การขอความยินยอมต้องทำโดยชัดแจ้ง เป็นหนังสือหรือทำโดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ โดยสภาพไม่อาจขอความยินยอมด้วยวิธีการดังกล่าวได้ ในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้ง วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไปด้วย และการขอความยินยอมนั้น ต้องแยกส่วนออกจากข้อความอื่นอย่างชัดเจน มีแบบหรือข้อความที่เข้าถึงได้ง่ายและเข้าใจได้ รวมทั้ง ใช้ภาษาที่อ่านง่าย และไม่เป็นการหลอกลวงหรือทำให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเข้าใจผิดในวัตถุประสงค์ ดังกล่าว ทั้งนี้ คณะกรรมการจะให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามแบบและข้อความที่คณะกรรมการประกาศกำหนดก็ได้ ในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องคำนึง อย่างถึงที่สุดในความเป็นอิสระของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในการให้ความยินยอม ทั้งนี้ ในการเข้าทำสัญญา ซึ่งรวมถึงการให้บริการใด ๆ ต้องไม่มีเงื่อนไขในการให้ความยินยอมเพื่อเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่มีความจำเป็นหรือเกี่ยวข้องสำหรับการเข้าทำสัญญาซึ่งรวมถึงการให้บริการนั้น ๆ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจะถอนความยินยอมเสียเมื่อใดก็ได้โดยจะต้องถอนความยินยอมได้ง่าย เช่นเดียวกับการให้ความยินยอม เว้นแต่มีข้อจำกัดสิทธิในการถอนความยินยอมโดยกฎหมายหรือ สัญญาที่ให้ประโยชน์แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ การถอนความยินยอมย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ให้ความยินยอมไปแล้ว โดยชอบตามที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ ในกรณีที่การถอนความยินยอมส่งผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในเรื่องใด ผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงผลกระทบจากการถอนความยินยอมนั้น การขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ ไม่มีผล ผูกพันเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และไม่ทำให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสามารถทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 23
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องแจ้ง ให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลถึงรายละเอียด ดังต่อไปนี้ เว้นแต่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ทราบถึงรายละเอียดนั้นอยู่แล้ว (1) วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมเพื่อการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้หรือเปิดเผยซึ่งรวมถึง วัตถุประสงค์ตามที่มาตรา 24 ให้อำนาจในการเก็บรวบรวมได้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคล (2) แจ้งให้ทราบถึงกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปฏิบัติ ตามกฎหมายหรือสัญญาหรือมีความจำเป็นต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเข้าทำสัญญา รวมทั้งแจ้งถึง ผลกระทบที่เป็นไปได้จากการไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคล (3) ข้อมูลส่วนบุคคลที่จะมีการเก็บรวบรวมและระยะเวลาในการเก็บรวบรวมไว้ ทั้งนี้ ในกรณี ที่ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาดังกล่าวได้ชัดเจน ให้กำหนดระยะเวลาที่อาจคาดหมายได้ตามมาตรฐาน ของการเก็บรวบรวม (4) ประเภทของบุคคลหรือหน่วยงานซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมอาจจะถูกเปิดเผย (5) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อในกรณี ที่มีตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ให้แจ้งข้อมูล สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อของ ตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย (6) สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 19 วรรคห้า มาตรา 30 วรรคหนึ่ง
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26
ห้ามมิให้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็น ทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใด ซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในทำนองเดียวกันตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด โดยไม่ได้รับ ความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ (1) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคลซึ่งเจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม (2) เป็นการดำเนินกิจกรรมโดยชอบด้วยกฎหมายที่มีการคุ้มครองที่เหมาะสมของมูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการเมือง ศาสนา ปรัชญา หรือสหภาพแรงงาน ให้แก่สมาชิก ผู้ซึ่งเคยเป็นสมาชิก หรือผู้ซึ่งมีการติดต่ออย่างสม่ำเสมอกับมูลนิธิ สมาคม หรือองค์กร ที่ไม่แสวงหากำไรตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวโดยไม่ได้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นออกไปภายนอกมูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรนั้น (3) เป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะด้วยความยินยอมโดยชัดแจ้งของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิ เรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย (5) เป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับ (ก) เวชศาสตร์ป้องกันหรืออาชีวเวชศาสตร์ การประเมินความสามารถในการทำงานของ ลูกจ้าง การวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ การให้บริการด้านสุขภาพหรือด้านสังคม การรักษาทางการแพทย์ การจัดการด้านสุขภาพ หรือระบบและการให้บริการด้านสังคมสงเคราะห์ ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่ใช่การปฏิบัติ ตามกฎหมายและข้อมูลส่วนบุคคลนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพหรือผู้มีหน้าที่ รักษาข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไว้เป็นความลับตามกฎหมาย ต้องเป็นการปฏิบัติตามสัญญาระหว่างเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคลกับผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ (ข) ประโยชน์สาธารณะด้านการสาธารณสุข เช่น การป้องกันด้านสุขภาพจากโรคติดต่อ อันตรายหรือโรคระบาดที่อาจติดต่อหรือแพร่เข้ามาในราชอาณาจักร หรือการควบคุมมาตรฐานหรือคุณภาพ ของยา เวชภัณฑ์ หรือเครื่องมือแพทย์ ซึ่งได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมและเจาะจงเพื่อคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยเฉพาะการรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลตามหน้าที่หรือ ตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ (ค) การคุ้มครองแรงงาน การประกันสังคม หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สวัสดิการเกี่ยวกับ การรักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิตามกฎหมาย การคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือการคุ้มครองทางสังคม ซึ่งการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสิ่งจำเป็นในการปฏิบัติตามสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลหรือเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน และประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (ง) การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ หรือประโยชน์สาธารณะอื่น ทั้งนี้ ต้องกระทำเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวเพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และได้จัดให้มีมาตรการ ที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามที่คณะกรรมการ ประกาศกำหนด (จ) ประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ โดยได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครอง สิทธิขั้นพื้นฐานและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลชีวภาพตามวรรคหนึ่งให้หมายถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดจากการใช้เทคนิคหรือเทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องกับการนำลักษณะเด่นทางกายภาพหรือทางพฤติกรรมของบุคคลมาใช้ทำให้สามารถยืนยันตัวตน ของบุคคลนั้นที่ไม่เหมือนกับบุคคลอื่นได้ เช่น ข้อมูลภาพจำลองใบหน้า ข้อมูลจำลองม่านตา หรือ ข้อมูลจำลองลายนิ้วมือ ในกรณีที่เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมต้องกระทำภายใต้ การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือได้จัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 28
ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลที่เพียงพอ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา 16 (5) เว้นแต่ (1) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย (2) ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึง มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เพียงพอของประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศ ที่รับข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการกระทำตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (5) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือบุคคลอื่น เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมในขณะนั้นได้ (6) เป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอของประเทศปลายทาง หรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคล ให้เสนอต่อคณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอาจขอให้ทบทวนได้เมื่อมีหลักฐานใหม่ทำให้เชื่อได้ว่าประเทศปลายทางหรือ องค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลมีการพัฒนาจนมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เพียงพอ
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5
ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8
ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
ประมวลรัษฎากร มาตรา 82/4
ภายใต้บังคับมาตรา 83/5 มาตรา 83/6 และมาตรา 83/7 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น โดยคำนวณจากฐานภาษีตามส่วน 3 และอัตราภาษีตามส่วน 4 บทบัญญัติมาตรานี้มิได้เป็นการห้ามผู้ประกอบการจดทะเบียนที่จะเสนอหรือแสดงราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ทั้งนี้ไม่ว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้แจ้งให้ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทราบด้วยหรือไม่ก็ตาม ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามมาตรานี้ ย่อมเป็นภาษีขายของผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้น ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บตามมาตรานี้ เนื่องจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการมาเพื่อใช้ในการประกอบกิจการของตน ย่อมเป็นภาษีซื้อของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการนั้น
ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 85/1
ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้ (1) สำหรับผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการและมีมูลค่าของฐานภาษีในการประกอบกิจการเกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 81/1 ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในสามสิบวันนับแต่ (ก) วันที่มูลค่าของฐานภาษีในการประกอบกิจการเกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อม สำหรับกรณีที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมไว้แล้ว หรือ (ข) วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ สำหรับกรณีที่มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมขึ้นใหม่ หรือมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกากำหนดมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมน้อยกว่าที่กำหนดไว้ก่อน (2) สำหรับผู้ประกอบการที่ได้แจ้งต่ออธิบดีเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81/3 ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้แจ้งต่ออธิบดี ให้นำมาตรา 85 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใช้บังคับ
ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 113
ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 114
โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา 123 ก็ดี โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่า (1) มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา 105 หรือมาตรา 106 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากร หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (2) ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์โดย (ก) มิได้ปิดแสตมป์เลย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (ข) ปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (ค) ในกรณีอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร เป็นจำนวน 1 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 118
ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)