สัญญากู้ยืมเงินของพนักงาน ต้องมีอะไรบ้าง
นายจ้างให้ลูกจ้างกู้เงินแบบมีดอกเบี้ย ผ่อนคืนเป็นงวดตามรอบค่าจ้าง โดยการหักเงินเดือนเป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน · ดอกเบี้ยห้ามเกินร้อยละ 15 ต่อปี และห้ามเก็บค่าธรรมเนียมแฝงที่ทำให้เกินเพดาน — เป็นความผิดอาญา
| ใช้เมื่อ | ใช้เมื่อบริษัทให้พนักงานกู้เงินเป็นครั้งคราวโดยคิดดอกเบี้ย เช่น ช่วยปิดหนี้นอกระบบ ซ่อมบ้าน หรือซื้อรถไปทำงาน |
|---|---|
| อากรแสตมป์ | สัญญากู้ยืมเงินต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 5 ในอัตรา 1 บาทต่อยอดเงินกู้ทุก 2,000 บาทหรือเศษ สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท สัญญานี้ต้องเสียอากร (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) คู่ฉบับเสียอากร (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) บัญชีอัตราอากรกำหนดให้ผู้ให้กู้เป็นผู้เสียอากร ทางปฏิบัติมักตกลงให้ใครเป็นผู้ออกเงินก็ได้ แต่ต้องปิดให้ครบและขีดฆ่าในวันลงนาม หรือชำระอากรเป็นตัวเงินผ่านระบบ e-Stamp เมื่อทำสัญญาด้วยลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ สัญญาที่ปิดอากรไม่ครบใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรพร้อมเงินเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 |
| ภาษี | ดอกเบี้ยที่ผู้ให้กู้ได้รับเป็นรายได้ของผู้ให้กู้ นิติบุคคลต้องรวมเป็นรายได้ในการคำนวณภาษี ถ้าผู้ให้กู้ให้กู้ยืมเป็นปกติธุระอาจมีภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย ให้ตรวจกับผู้สอบบัญชีหรือกรมสรรพากร |
| มาตราที่อ้าง | ป.พ.พ. ม.650 (กู้ยืมบริบูรณ์เมื่อส่งมอบเงิน — ข้อ 1.2), 653 (หลักฐานเป็นหนังสือ/หลักฐานการใช้เงิน — after.md, ข้อ 9), 654 (ดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 — hint interest_rate), 655 (ห้ามดอกเบี้ยทบต้น — ข้อ 3.2), 224, 224/1 (ดอกเบี้ยผิดนัดเฉพาะงวดที่ผิดนัด — ข้อ 6.1); พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ม.4; พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ม.76 (หักค่าจ้างได้เฉพาะ 5 กรณี เพดานร้อยละ 10 ต่อกรณีและรวม 1 ใน 5 เว้นแต่ลูกจ้างยินยอม — ข้อ 5, 7.2), 77 (ความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือเฉพาะ — ข้อ 5.1); พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ม.24, 37; พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 (after.md — ใช้กับผู้ทวงถามที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจให้กู้/รับจ้างทวงถาม เขียนแบบมีเงื่อนไข); ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565 ข้อ 3 (นิยามผู้ประกอบธุรกิจ — นายจ้างที่ให้ลูกจ้างกู้เป็นครั้งคราวไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืม); ประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 5 ({{stamp_duty_loan}}) |
| ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้ | 249 บาท |
ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร
- ใช้เมื่อบริษัทให้พนักงานกู้เงินเป็นครั้งคราวโดยคิดดอกเบี้ย เช่น ช่วยปิดหนี้นอกระบบ ซ่อมบ้าน หรือซื้อรถไปทำงาน
- ใช้เมื่อต้องการตารางผ่อนตามรอบเงินเดือนและวันชำระหนี้เสร็จที่แน่นอน
- ใช้เมื่อต้องการกติกาชัดเจนว่าถ้าพนักงานลาออกหรือถูกเลิกจ้าง หนี้ที่เหลือจะชำระอย่างไร
จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง
- ดอกเบี้ยห้ามเกินร้อยละ 15 ต่อปี และห้ามเก็บค่าธรรมเนียมแฝงที่ทำให้เกินเพดาน — เป็นความผิดอาญา
- หักเงินเดือนได้เฉพาะเท่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานอนุญาต ต้องมีหนังสือยินยอมแยกที่ลูกจ้างลงชื่อ และเงินกู้ที่คิดดอกเบี้ยอาจหักจากค่าจ้างไม่ได้เลย ให้เตรียมช่องทางโอนชำระไว้เสมอ
- หักจากค่าชดเชยต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือในวันที่ออก จะเขียนไว้ล่วงหน้าในสัญญาแล้วหักเองไม่ได้
- ห้ามใช้หนี้เป็นเครื่องมือกดดันหรือกันไม่ให้ลูกจ้างลาออก
กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้
- ถ้าเป็นเงินช่วยเหลือตามระเบียบสวัสดิการ ไม่มีดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำ มีวัตถุประสงค์เฉพาะ ให้ใช้ สัญญากู้ยืมเงินสวัสดิการพนักงาน
- ถ้าผู้ให้กู้กับผู้กู้ไม่ได้เป็นนายจ้างลูกจ้างกัน ให้ใช้ สัญญากู้ยืมเงิน · ถ้าเป็นกรรมการกู้จากบริษัท ให้ใช้ สัญญากู้ยืมเงินระหว่างกรรมการกับบริษัท
- ถ้าบริษัทออกค่าเรียนให้แล้วให้ทำงานชดใช้ทุน ให้ใช้ สัญญาให้ทุนศึกษา/ฝึกอบรมและชดใช้ทุน
อากรแสตมป์
สัญญากู้ยืมเงินต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 5 ในอัตรา 1 บาทต่อยอดเงินกู้ทุก 2,000 บาทหรือเศษ สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท สัญญานี้ต้องเสียอากร (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) คู่ฉบับเสียอากร (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก)
บัญชีอัตราอากรกำหนดให้ผู้ให้กู้เป็นผู้เสียอากร ทางปฏิบัติมักตกลงให้ใครเป็นผู้ออกเงินก็ได้ แต่ต้องปิดให้ครบและขีดฆ่าในวันลงนาม หรือชำระอากรเป็นตัวเงินผ่านระบบ e-Stamp เมื่อทำสัญญาด้วยลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ สัญญาที่ปิดอากรไม่ครบใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรพร้อมเงินเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118
หลักฐานการกู้และการชำระ
การกู้ยืมเงินเกิน 2,000 บาท ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้จึงฟ้องบังคับได้ และผู้กู้จะอ้างว่าชำระแล้วได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้กู้ หรือได้เวนคืนสัญญา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 ข้อ 9 จึงให้ผู้ให้กู้ออกหลักฐานการรับชำระทุกงวด ใบแจ้งค่าจ้างที่แสดงยอดหักแยกรายการใช้เป็นหลักฐานได้ ให้ทั้งสองฝ่ายเก็บไว้จนชำระครบ
ดอกเบี้ย
ดอกเบี้ยเงินกู้ห้ามเกินร้อยละ 15 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา รวมถึงการแฝงเป็นค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการ เป็นความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ข้อ 3.2 จึงห้ามเก็บเงินอื่นนอกจากดอกเบี้ย และห้ามดอกเบี้ยทบต้นตามมาตรา 655 เมื่อผิดนัด ดอกเบี้ยผิดนัดตามมาตรา 224 คิดได้เฉพาะจากต้นเงินของงวดที่ผิดนัดตามมาตรา 224/1 ข้อตกลงที่ให้คิดจากยอดหนี้ทั้งหมดเป็นโมฆะ
การหักค่าจ้าง — ต้องทำให้ถูกก่อนหักงวดแรก
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 ห้ามหักค่าจ้าง เว้นแต่ 5 กรณี กรณีที่เกี่ยวกับเงินกู้คือ (3) หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ หรือหนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์ต่อลูกจ้างฝ่ายเดียว โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง และการหักแต่ละกรณีห้ามเกินร้อยละ 10 รวมทุกกรณีไม่เกิน 1 ใน 5 ของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ เว้นแต่ลูกจ้างยินยอม
เงินกู้ที่นายจ้างคิดดอกเบี้ยอาจไม่ถือว่าเป็น «สวัสดิการที่เป็นประโยชน์ต่อลูกจ้างฝ่ายเดียว» ถ้าไม่เข้าช่องนี้ นายจ้างหักค่าจ้างเพื่อชำระหนี้นี้ไม่ได้แม้ลูกจ้างยินยอม ข้อ 5.2 จึงกำหนดให้โอนชำระเองเมื่อหักไม่ได้ ถ้าต้องการหักค่าจ้างอย่างปลอดภัย ให้พิจารณาทำเป็นเงินกู้สวัสดิการที่ไม่มีดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำตามระเบียบของบริษัทแทน
ความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือเฉพาะและให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อ ตามมาตรา 77 ไม่ใช่ประโยคหนึ่งในใบสมัครงานหรือข้อบังคับ ตัวอย่างข้อความหนังสือยินยอม (ทำแยกหนึ่งแผ่น แนบท้ายสัญญา):
ข้าพเจ้า … ตำแหน่ง … ยินยอมให้ … หักค่าจ้างของข้าพเจ้าในแต่ละงวดการจ่ายค่าจ้าง งวดละไม่เกิน … และไม่เกินร้อยละ … ของค่าจ้างในงวดนั้น เพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินของพนักงานลงวันที่ … จนกว่าจะชำระครบ ทั้งนี้ เท่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานอนุญาต ข้าพเจ้าเพิกถอนความยินยอมนี้ได้โดยแจ้งเป็นหนังสือ
นายจ้างที่หักค่าจ้างโดยไม่มีสิทธิตามมาตรา 76 ต้องคืนเงินที่หักพร้อมดอกเบี้ย และมีโทษตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานสัญญานี้เลือกให้ผู้กู้โอนชำระเอง ไม่หักค่าจ้าง ซึ่งปลอดภัยที่สุดสำหรับเงินกู้ที่คิดดอกเบี้ย เพราะ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 ห้ามหักค่าจ้างเว้นแต่กรณีที่กำหนด และความยินยอมให้หักต้องทำเป็นหนังสือเฉพาะตามมาตรา 77 ถ้าภายหลังต้องการหักค่าจ้าง ให้ทำหนังสือยินยอมแยกและตรวจว่าหนี้นี้เข้ากรณีที่กฎหมายอนุญาตก่อน นายจ้างที่หักค่าจ้างโดยไม่มีสิทธิต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยและมีโทษตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
เมื่อพนักงานลาออกหรือถูกเลิกจ้าง
- หนี้ไม่ถึงกำหนดทั้งหมดเพียงเพราะออกจากงาน (ข้อ 2.3, 7.3) ส่วนที่เหลือผ่อนต่อตามตารางเดิมโดยโอนเงิน ผู้ให้กู้เรียกทั้งหมดได้เฉพาะเมื่อผิดนัดสองงวดติดต่อกันและไม่ชำระภายใน 30 วันหลังได้รับหนังสือ (ข้อ 6.2)
- หักจากค่าชดเชยหรือเงินอื่นต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือในวันที่ออก (ข้อ 7.2) ความยินยอมที่ลงไว้ล่วงหน้าในสัญญานี้ไม่พอ และแนวคำพิพากษาเรื่องหักกลบค่าชดเชยกับหนี้ของลูกจ้างควรตรวจกับทนายก่อนทำ
- ส่งหนังสือแจ้งยอดหนี้คงเหลือภายใน 7 วันนับแต่วันพ้นสภาพ (ข้อ 7.1) ไปที่อีเมลหรือที่อยู่ที่ผู้กู้แจ้ง
การทวงถามหนี้และข้อมูลส่วนบุคคล
นายจ้างที่ให้ลูกจ้างกู้เป็นครั้งคราวโดยทั่วไปไม่ใช่ผู้ให้สินเชื่อเป็นทางการค้าปกติตามนิยามใน พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 3 แต่ถ้านายจ้างให้กู้เป็นปกติธุระหรือจ้างบริษัททวงถามหนี้ พ.ร.บ.นั้นใช้บังคับเต็มที่ รวมถึงข้อห้ามทวงถามโดยเปิดเผยเรื่องหนี้ต่อบุคคลอื่นตามมาตรา 11 ข้อ 6.3 และข้อ 8 จึงวางมาตรฐานนั้นไว้ตั้งแต่ต้น การประจานหนี้ของลูกจ้างต่อเพื่อนร่วมงานยังอาจเป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีฐานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24 และนายจ้างต้องมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลการเงินลูกจ้างตามมาตรา 37
ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565 ใช้กับผู้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามนิยามในข้อ 3 นายจ้างที่ให้ลูกจ้างกู้เป็นสวัสดิการเป็นครั้งคราวโดยปกติไม่อยู่ในนิยามนั้น แต่ถ้านายจ้างปล่อยกู้เป็นธุรกิจ ต้องตรวจประกาศและใบอนุญาตก่อน
ภาษี
ดอกเบี้ยที่ผู้ให้กู้ได้รับเป็นรายได้ของผู้ให้กู้ นิติบุคคลต้องรวมเป็นรายได้ในการคำนวณภาษี ถ้าผู้ให้กู้ให้กู้ยืมเป็นปกติธุระอาจมีภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย ให้ตรวจกับผู้สอบบัญชีหรือกรมสรรพากร
เอกสารแนบท้ายสัญญา
- ตารางผ่อนชำระแสดงต้นเงิน ดอกเบี้ย และยอดคงเหลือทุกงวด (ข้อ 4.3)
- หลักฐานการโอนเงินกู้เข้าบัญชีของผู้กู้ (ข้อ 1.2)
- หนังสือยินยอมให้หักค่าจ้างที่ผู้กู้ลงลายมือชื่อแยกต่างหาก (ข้อ 5.1)
- สำเนาบัตรประชาชนของผู้กู้ และหนังสือรับรองนิติบุคคลของผู้ให้กู้ (ถ้าเป็นนิติบุคคล)
วันลงนาม
ทำสองฉบับ ผู้ให้กู้เก็บต้นฉบับที่ปิดอากรครบ ผู้กู้เก็บคู่ฉบับ ลงนามทุกหน้า โอนเงินกู้ในวันลงนามให้ตรงกับวันที่ในสัญญา และเมื่อชำระครบให้คืนต้นฉบับหรือออกหนังสือยืนยันหนี้ระงับให้ผู้กู้ภายใน 15 วัน (ข้อ 9.3)
ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน
เขียนและตรวจทานโดย ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-5820B7 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ
คำถามที่พบบ่อย
สัญญากู้ยืมเงินของพนักงาน ต้องติดอากรแสตมป์ไหม
สัญญากู้ยืมเงินต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 5 ในอัตรา 1 บาทต่อยอดเงินกู้ทุก 2,000 บาทหรือเศษ สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท สัญญานี้ต้องเสียอากร (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) คู่ฉบับเสียอากร (ตามที่ระบบคำนวณจากค่าที่กรอก) บัญชีอัตราอากรกำหนดให้ผู้ให้กู้เป็นผู้เสียอากร ทางปฏิบัติมักตกลงให้ใครเป็นผู้ออกเงินก็ได้ แต่ต้องปิดให้ครบและขีดฆ่าในวันลงนาม หรือชำระอากรเป็นตัวเงินผ่านระบบ e-Stamp เมื่อทำสัญญาด้วยลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ สัญญาที่ปิดอากรไม่ครบใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรพร้อมเงินเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118
สัญญากู้ยืมเงินของพนักงาน เสียภาษีอะไรบ้าง
ดอกเบี้ยที่ผู้ให้กู้ได้รับเป็นรายได้ของผู้ให้กู้ นิติบุคคลต้องรวมเป็นรายได้ในการคำนวณภาษี ถ้าผู้ให้กู้ให้กู้ยืมเป็นปกติธุระอาจมีภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย ให้ตรวจกับผู้สอบบัญชีหรือกรมสรรพากร
ใช้สัญญากู้ยืมเงินของพนักงานตอนไหน
ใช้เมื่อบริษัทให้พนักงานกู้เงินเป็นครั้งคราวโดยคิดดอกเบี้ย เช่น ช่วยปิดหนี้นอกระบบ ซ่อมบ้าน หรือซื้อรถไปทำงาน · ใช้เมื่อต้องการตารางผ่อนตามรอบเงินเดือนและวันชำระหนี้เสร็จที่แน่นอน · ใช้เมื่อต้องการกติกาชัดเจนว่าถ้าพนักงานลาออกหรือถูกเลิกจ้าง หนี้ที่เหลือจะชำระอย่างไร
ทำสัญญากู้ยืมเงินของพนักงานต้องระวังอะไร
ดอกเบี้ยห้ามเกินร้อยละ 15 ต่อปี และห้ามเก็บค่าธรรมเนียมแฝงที่ทำให้เกินเพดาน — เป็นความผิดอาญา · หักเงินเดือนได้เฉพาะเท่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานอนุญาต ต้องมีหนังสือยินยอมแยกที่ลูกจ้างลงชื่อ และเงินกู้ที่คิดดอกเบี้ยอาจหักจากค่าจ้างไม่ได้เลย ให้เตรียมช่องทางโอนชำระไว้เสมอ · หักจากค่าชดเชยต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือในวันที่ออก จะเขียนไว้ล่วงหน้าในสัญญาแล้วหักเองไม่ได้ · ห้ามใช้หนี้เป็นเครื่องมือกดดันหรือกันไม่ให้ลูกจ้างลาออก
กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญากู้ยืมเงินของพนักงาน
ถ้าเป็นเงินช่วยเหลือตามระเบียบสวัสดิการ ไม่มีดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำ มีวัตถุประสงค์เฉพาะ ให้ใช้ สัญญากู้ยืมเงินสวัสดิการพนักงาน · ถ้าผู้ให้กู้กับผู้กู้ไม่ได้เป็นนายจ้างลูกจ้างกัน ให้ใช้ สัญญากู้ยืมเงิน · ถ้าเป็นกรรมการกู้จากบริษัท ให้ใช้ สัญญากู้ยืมเงินระหว่างกรรมการกับบริษัท · ถ้าบริษัทออกค่าเรียนให้แล้วให้ทำงานชดใช้ทุน ให้ใช้ สัญญาให้ทุนศึกษา/ฝึกอบรมและชดใช้ทุน
ลงนามสัญญากู้ยืมเงินของพนักงานต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ
ทำสองฉบับ ผู้ให้กู้เก็บต้นฉบับที่ปิดอากรครบ ผู้กู้เก็บคู่ฉบับ ลงนามทุกหน้า โอนเงินกู้ในวันลงนามให้ตรงกับวันที่ในสัญญา และเมื่อชำระครบให้คืนต้นฉบับหรือออกหนังสือยืนยันหนี้ระงับให้ผู้กู้ภายใน 15 วัน (ข้อ 9.3)
ทำสัญญากู้ยืมเงินของพนักงานต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย
ตารางผ่อนชำระแสดงต้นเงิน ดอกเบี้ย และยอดคงเหลือทุกงวด (ข้อ 4.3) หลักฐานการโอนเงินกู้เข้าบัญชีของผู้กู้ (ข้อ 1.2) หนังสือยินยอมให้หักค่าจ้างที่ผู้กู้ลงลายมือชื่อแยกต่างหาก (ข้อ 5.1) สำเนาบัตรประชาชนของผู้กู้ และหนังสือรับรองนิติบุคคลของผู้ให้กู้ (ถ้าเป็นนิติบุคคล)
กฎหมายที่อ้างถึงในบทความนี้
ถ้อยคำด้านล่างคัดจากตัวบท 13 มาตรา — ใช้อ้างอิงได้ แต่หากต้องใช้ในชั้นศาล ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาฉบับทางการอีกครั้ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 650
อันว่ายืมใช้สิ้นเปลืองนั้น คือสัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไปนั้นเป็นปริมาณมีกำหนดให้ไปแก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิด และปริมาณเช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น
หมวด 2 ยืมใช้สิ้นเปลือง
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4
บุคคลใดให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินหรือกระทำการใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการอำพราง
พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76
ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ (1) ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่าย หรือชำระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ (2) ชำระค่าบำรุงสหภาพแรงงานตามข้อบังคับของสหภาพแรงงาน (3) ชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือสหกรณ์อื่นที่มีลักษณะเดียวกันกับสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือหนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์ต่อลูกจ้างฝ่ายเดียว โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง (4) เป็นเงินประกันตามมาตรา 10 หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้าง ซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง (5) เป็นเงินสะสมตามข้อตกลงเกี่ยวกับกองทุนเงินสะสม
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 — การหักค่าจ้าง (มาตรา 76–77)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24
ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ (1) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (5) เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญ น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (6) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวน มาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) ในกรณีที่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ (3) จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนด ระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หรือที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ได้ถอนความยินยอม เว้นแต่เก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข) การใช้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ ให้นำความใน
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 118
ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114
บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653
การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
หมวด 2 ยืมใช้สิ้นเปลือง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654
ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินกว่านั้น ก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี
หมวด 2 ยืมใช้สิ้นเปลือง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 655
ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยในดอกเบี้ยที่ค้างชำระ แต่ทว่าเมื่อดอกเบี้ยค้างชำระไม่น้อยกว่าปีหนึ่ง คู่สัญญากู้ยืมจะตกลงกันให้เอาดอกเบี้ยนั้นทบเข้ากับต้นเงินแล้วให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้นก็ได้ แต่การตกลงเช่นนั้นต้องทำเป็นหนังสือ
หมวด 2 ยืมใช้สิ้นเปลือง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224/1
ถ้าลูกหนี้มีหน้าที่ผ่อนชำระหนี้เงินเป็นงวด และลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ในงวดใด เจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดได้เฉพาะจากต้นเงินของงวดที่ลูกหนี้ผิดนัดนั้น
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 3
ในพระราชบัญญัตินี้ “ผู้ทวงถามหนี้” หมายความว่า เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองผู้บริโภค ผู้จัดให้มีการเล่นการพนันเป็นปกติธุระตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน และเจ้าหนี้อื่น ซึ่งมีสิทธิรับชําระหนี้อันเกิดจากการกระทําที่เป็นทางการค้าปกติหรือเป็นปกติธุระของเจ้าหนี้ ทั้งนี้ ไม่ว่าหนี้ดังกล่าวจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม และให้หมายความรวมถึง ผู้รับมอบอํานาจจากเจ้าหนี้ ดังกล่าว ผู้รับมอบอํานาจช่วงในการทวงถามหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ และผู้รับมอบอํานาจจาก ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ด้วย “ผู้ให้สินเชื่อ” หมายความว่า (1) บุคคลซึ่งให้สินเชื่อเป็นทางการค้าปกติ หรือ (2) บุคคลซึ่งรับซื้อหรือรับโอนสินเชื่อต่อไปทุกทอด “สินเชื่อ” หมายความว่า สินเชื่อที่ให้แก่บุคคลธรรมดาโดยการให้กู้ยืมเงิน การให้บริการบัตรเครดิต การให้เช่าซื้อ การให้เช่าแบบลิสซิ่ง และสินเชื่อในรูปแบบอื่นที่มีลักษณะทํานองเดียวกัน “ลูกหนี้” หมายความว่า ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และให้หมายความรวมถึงผู้ค้ําประกัน ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาด้วย “ธุรกิจทวงถามหนี้” หมายความว่า การรับจ้างทวงถามหนี้ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมเป็นปกติธุระ แต่ไม่รวมถึงการทวงถามหนี้ของทนายความซึ่งกระทําแทนลูกความของตน “ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้” หมายความว่า ที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทํางานของลูกหนี้ และให้หมายความรวมถึงหมายเลขโทรศัพท์และโทรสาร และสถานที่ติดต่อโดยจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือโดยสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่น ที่สามารถติดต่อกับลูกหนี้ได้ด้วย “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ “นายทะเบียน” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งให้เป็นผู้มีหน้าที่ รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้ง ตามการเสนอแนะของคณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11
ในกรณีที่มีข้อสงสัย ให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น
ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป