# สัญญาใช้ระบบแบบ White-label ต้องมีอะไรบ้าง

> สำหรับผู้ที่นำระบบของผู้ให้บริการรายอื่นไปขายต่อให้ลูกค้าปลายทางภายใต้แบรนด์ของตัวเอง กำหนดองค์ประกอบที่ปรับแบรนด์ได้ การสนับสนุนสองชั้น พื้นตัดขาดของฟีเจอร์ และทางเลือกของลูกค้าปลายทางเมื่อสัญญาเลิก

ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน: ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความใบอนุญาตเลขที่ 477/2558 · ปรับปรุง 2026-09-30 · ต้นฉบับ https://ok.aipdpa.com/kb/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A-White-label

## ตอบสั้น

ผู้ให้บริการระบบให้สิทธิผู้ขายต่อนำระบบไปให้บริการลูกค้าปลายทางภายใต้แบรนด์ของผู้ขายต่อเอง โดยผู้ให้บริการระบบอยู่เบื้องหลังไม่เปิดเผยตัวต่อลูกค้าปลายทาง · เขียนให้ชัดว่าองค์ประกอบใดปรับเป็นแบรนด์ผู้ขายต่อได้ องค์ประกอบใดต้องคงไว้เสมอ

## ข้อเท็จจริงที่อ้างอิงได้

- **ใช้เมื่อ:** ใช้เมื่อเป็นเจ้าของระบบ SaaS และต้องการให้ตัวแทนหรือพันธมิตรนำไปขายต่อภายใต้แบรนด์ของตนเอง
- **อากรแสตมป์:** สัญญาให้สิทธิใช้ระบบซอฟต์แวร์ในรูปแบบ White-label เป็นการอนุญาตให้ใช้สิทธิ ไม่ใช่การจ้างทำของ ไม่มีลักษณะใดในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ที่คลุมถึงการอนุญาตใช้สิทธิซอฟต์แวร์โดยตรง จึงไม่ต้องปิดอากร ไม่ว่าจะเรียกเก็บค่าบริการแบบรายเดือนหรือเหมาจ่ายรายปีก็ตาม เพราะไม่ใช่ค่าเช่าทรัพย์สิน (ลักษณะ 1 ใช้กับอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ที่จับต้องได้เท่านั้น) และไม่ใช่ค่าจ้างทำผลสำเร็จของงานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง
- **ภาษี:** ค่าบริการใช้ระบบเป็นเงินได้ค่าสิทธิหรือค่าบริการแล้วแต่ลักษณะการเรียกเก็บ ถ้าเรียกเก็บเป็นค่าธรรมเนียมใช้สิทธิรายเดือนแบบสมัครสมาชิก มักเข้าลักษณะค่าบริการตามมาตรา 40(8) หักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 ถ้าเรียกเก็บเป็นค่าสิทธิใช้ซอฟต์แวร์แบบก้อนใหญ่ครั้งเดียวหรือรายปีในลักษณะสิทธิใช้ทรัพย์สินทางปัญญา อาจเข้าลักษณะค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) หักในอัตราเดียวกันแต่คนละข้อ (ข้อ 3/2) ให้ตรวจลักษณะที่แท้จริงของการเรียกเก็บกับผู้ทำบัญชีก่อนกำหนดในสัญญา ผู้ให้บริการระบบที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษี
- **แบบที่กฎหมายกำหนด:** สัญญานี้ไม่ต้องจดทะเบียน แต่มีเรื่องสำคัญสามเรื่องต้องตรวจก่อนใช้ หนึ่ง เครื่องหมายการค้า ถ้าผู้ขายต่อจะใช้แบรนด์ของตนเองแทนที่แบรนด์ของผู้ให้บริการระบบตามข้อ 1.2 นี่เป็นการอนุญาตให้ใช้ส่วนต่อประสานโดยไม่ใช้เครื่องหมายการค้าของผู้ให้บริการระบบเลย ไม่ใช่การอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า มาตรา 68 จึงไม่ต้องจดทะเบียนการอนุญาตต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา แต่ถ้าผู้ให้บริการระบบอนุญาตให้ผู้ขายต่อใช้เครื่องหมายการค้าของผู้ให้บริการระบบเองประกอบการขาย (เช่น "Powered by ...") การอนุญาตนั้นต้องพิจารณาตามมาตรา 68 แยกต่างหาก สอง ข้อมูลลูกค้าปลายทาง ข้อ 3.1 กำหนดให้ผู้ขายต่อเป็นผู้ควบคุมข้อมูลและผู้ให้บริการระบบเป็นผู้ประมวลผล ต้องมีข้อตกลงประมวลผลข้อมูลตามมาตรา 40 แนบท้ายเสมอ เพราะนี่คือแกนของความสัมพันธ์แบบ White-label ที่ต่างจากมาร์เก็ตเพลสทั่วไป สาม เอกสารกำหนดขอบเขตแบรนด์ ต้องแนบรายการชัดเจนว่าส่วนใดปรับแบรนด์ได้ ส่วนใดต้องคงไว้ เพราะเป็นจุดที่มักเกิดข้อพิพาทเรื่อง "ลบโลโก้ของเราออกได้ไหม"
- **มาตราที่อ้าง:** ป.พ.พ. ม.383; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ม.4, 5; พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ม.68; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ม.24, 27, 40; ประมวลรัษฎากร ม.78/1, 86; คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2, 12/1
- **ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้:** 490 บาท

## ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร

- ใช้เมื่อเป็นเจ้าของระบบ SaaS และต้องการให้ตัวแทนหรือพันธมิตรนำไปขายต่อภายใต้แบรนด์ของตนเอง
- ใช้เมื่อเป็นผู้ขายต่อที่ต้องการนำระบบสำเร็จรูปมาให้บริการลูกค้าของตัวเองโดยไม่ต้องพัฒนาเอง
- ใช้เมื่อต้องกำหนดว่าลูกค้าปลายทางจะเป็นอย่างไรเมื่อสัญญาระหว่างสองฝ่ายนี้เลิกกัน

## จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง

- เขียนให้ชัดว่าองค์ประกอบใดปรับเป็นแบรนด์ผู้ขายต่อได้ องค์ประกอบใดต้องคงไว้เสมอ
- กำหนดพื้นตัดขาดของฟีเจอร์ที่ผู้ให้บริการระบบต้องคงไว้ตลอดสัญญา ป้องกันไม่ให้ถอดฟีเจอร์หลักโดยไม่เตือน
- ข้อมูลลูกค้าปลายทางเป็นของผู้ขายต่อ ผู้ให้บริการระบบเป็นเพียงผู้ประมวลผลและห้ามแย่งลูกค้าไปเอง
- ทางเลือกของลูกค้าปลายทางเมื่อสัญญาเลิกต้องเป็นสิทธิของผู้ขายต่อ ไม่ใช่ผู้ให้บริการระบบตัดสินฝ่ายเดียว

## กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้

- ถ้าลูกค้าใช้บริการภายใต้แบรนด์ของผู้ให้บริการเองโดยตรง ไม่มีการขายต่อ ให้ใช้ [สัญญาให้บริการ SaaS](/s/th_saas_service)
- ถ้าลูกค้าติดตั้งซอฟต์แวร์รันเองในเครื่องของตน ให้ใช้ [สัญญาอนุญาตใช้ซอฟต์แวร์](/s/th_software_license)
- ถ้าเป็นมาร์เก็ตเพลสที่ผู้ขายหลายรายขายสินค้าของตนเองผ่านแพลตฟอร์มกลาง ไม่ใช่การขายต่อระบบ ให้ใช้ [ข้อตกลงระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ขาย](/s/th_platform_merchant)
- สัญญาตัวแทนขายต่อซอฟต์แวร์ ภาษาอังกฤษ — ใช้ [Software Reseller Agreement — สัญญาตัวแทนขายต่อซอฟต์แวร์ ภาษาอังกฤษ](/s/en_software_reseller)

## อากรแสตมป์

สัญญาให้สิทธิใช้ระบบซอฟต์แวร์ในรูปแบบ White-label เป็นการอนุญาตให้ใช้สิทธิ ไม่ใช่การจ้างทำของ **ไม่มีลักษณะใดในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ที่คลุมถึงการอนุญาตใช้สิทธิซอฟต์แวร์โดยตรง จึงไม่ต้องปิดอากร** ไม่ว่าจะเรียกเก็บค่าบริการแบบรายเดือนหรือเหมาจ่ายรายปีก็ตาม เพราะไม่ใช่ค่าเช่าทรัพย์สิน (ลักษณะ 1 ใช้กับอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ที่จับต้องได้เท่านั้น) และไม่ใช่ค่าจ้างทำผลสำเร็จของงานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง

## การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด

สัญญานี้ไม่ต้องจดทะเบียน แต่มีเรื่องสำคัญสามเรื่องต้องตรวจก่อนใช้

**หนึ่ง เครื่องหมายการค้า** ถ้าผู้ขายต่อจะใช้แบรนด์ของตนเองแทนที่แบรนด์ของผู้ให้บริการระบบตามข้อ 1.2 นี่เป็นการอนุญาตให้ใช้ส่วนต่อประสานโดยไม่ใช้เครื่องหมายการค้าของผู้ให้บริการระบบเลย ไม่ใช่การอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า มาตรา 68 จึงไม่ต้องจดทะเบียนการอนุญาตต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา แต่ถ้าผู้ให้บริการระบบอนุญาตให้ผู้ขายต่อใช้เครื่องหมายการค้าของผู้ให้บริการระบบเองประกอบการขาย (เช่น "Powered by ...") การอนุญาตนั้นต้องพิจารณาตามมาตรา 68 แยกต่างหาก

**สอง ข้อมูลลูกค้าปลายทาง** ข้อ 3.1 กำหนดให้ผู้ขายต่อเป็นผู้ควบคุมข้อมูลและผู้ให้บริการระบบเป็นผู้ประมวลผล ต้องมีข้อตกลงประมวลผลข้อมูลตามมาตรา 40 แนบท้ายเสมอ เพราะนี่คือแกนของความสัมพันธ์แบบ White-label ที่ต่างจากมาร์เก็ตเพลสทั่วไป

**สาม เอกสารกำหนดขอบเขตแบรนด์** ต้องแนบรายการชัดเจนว่าส่วนใดปรับแบรนด์ได้ ส่วนใดต้องคงไว้ เพราะเป็นจุดที่มักเกิดข้อพิพาทเรื่อง "ลบโลโก้ของเราออกได้ไหม"

## ภาษี

ค่าบริการใช้ระบบเป็นเงินได้ค่าสิทธิหรือค่าบริการแล้วแต่ลักษณะการเรียกเก็บ ถ้าเรียกเก็บเป็นค่าธรรมเนียมใช้สิทธิรายเดือนแบบสมัครสมาชิก มักเข้าลักษณะค่าบริการตามมาตรา 40(8) หักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 ถ้าเรียกเก็บเป็นค่าสิทธิใช้ซอฟต์แวร์แบบก้อนใหญ่ครั้งเดียวหรือรายปีในลักษณะสิทธิใช้ทรัพย์สินทางปัญญา อาจเข้าลักษณะค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) หักในอัตราเดียวกันแต่คนละข้อ (ข้อ 3/2) ให้ตรวจลักษณะที่แท้จริงของการเรียกเก็บกับผู้ทำบัญชีก่อนกำหนดในสัญญา ผู้ให้บริการระบบที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษี

## แบรนด์ปรับได้แค่ไหน คือคำถามแรกที่ต้องตอบ

ข้อ 1.2 บังคับให้แยกสองรายการให้ชัดตั้งแต่ต้น สิ่งที่ปรับเป็นแบรนด์ของผู้ขายต่อได้ (โลโก้ สี ชื่อโดเมน) กับสิ่งที่ต้องคงไว้เสมอ (เช่น ข้อความ "ขับเคลื่อนโดย..." ในหน้าสถานะระบบ หรือในอีเมลแจ้งเตือนบางประเภท) การไม่เขียนรายการนี้ไว้ล่วงหน้าทำให้เกิดข้อพิพาทตลอดอายุสัญญา เพราะผู้ขายต่อมักต้องการลบทุกร่องรอยของผู้ให้บริการระบบออกให้หมด ในขณะที่ผู้ให้บริการระบบต้องการรักษาการรับรู้แบรนด์ของตนไว้บางจุดเพื่อประโยชน์ทางการตลาดระยะยาว

ข้อ 1.3 ห้ามผู้ขายต่ออ้างว่าตนเป็นผู้พัฒนาระบบเอง ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องมารยาท แต่ป้องกันไม่ให้ผู้ขายต่อสร้างความเข้าใจผิดที่อาจกระทบผู้บริโภคปลายทางในเรื่องความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการจริง

## ใครดูแลใคร เมื่อระบบมีปัญหา

ข้อ 4 วางโครงสร้างสนับสนุนสองชั้นที่เป็นมาตรฐานของธุรกิจ White-label ผู้ขายต่อรับหน้าลูกค้าโดยตรง (L1) ส่วนผู้ให้บริการระบบอยู่เบื้องหลังแก้ปัญหาทางเทคนิคที่ลึกกว่า (L2/L3) โครงสร้างนี้ต้องมีเวลาตอบสนองที่ชัดเจนทั้งสองชั้น มิฉะนั้นผู้ขายต่อจะติดอยู่ตรงกลางระหว่างลูกค้าที่รอคำตอบกับผู้ให้บริการระบบที่ไม่มีกำหนดเวลาตอบ

## พื้นตัดขาดของฟีเจอร์ — กันไม่ให้ผู้ให้บริการระบบทำให้สินค้าแย่ลงจนขายต่อไม่ได้

ข้อ 5.2 เป็นข้อที่ปกป้องผู้ขายต่อจากความเสี่ยงเฉพาะของโมเดลนี้ ผู้ขายต่อลงทุนสร้างฐานลูกค้าของตนเองบนระบบที่ตนไม่ได้เป็นเจ้าของ ถ้าผู้ให้บริการระบบถอดฟีเจอร์สำคัญออกไปโดยไม่เตือน ธุรกิจของผู้ขายต่ออาจเสียหายทันทีโดยที่ตนไม่มีทางป้องกัน สัญญานี้จึงกำหนด "พื้นตัดขาด" ของฟีเจอร์ที่ต้องคงไว้ พร้อมกำหนดเวลาแจ้งล่วงหน้าเมื่อจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่กระทบผู้ใช้จริง

## เมื่อสัญญาเลิก ลูกค้าปลายทางของผู้ขายต่อไปทางไหน

ข้อ 8.3 เป็นข้อที่ซับซ้อนที่สุดในสัญญาฉบับนี้ เพราะเมื่อสัญญาระหว่างผู้ให้บริการระบบกับผู้ขายต่อสิ้นสุด ลูกค้าปลายทางของผู้ขายต่อที่ยังใช้งานอยู่ต้องมีทางไปต่อ สัญญานี้ให้ผู้ขายต่อเป็นผู้เลือกระหว่างส่งออกข้อมูลไปใช้ระบบอื่น หรือยินยอมให้ผู้ให้บริการระบบทำสัญญาตรงกับลูกค้าปลายทางรายนั้นแทน **สิทธิเลือกนี้เป็นของผู้ขายต่อ ไม่ใช่ของผู้ให้บริการระบบฝ่ายเดียว** เพราะลูกค้าปลายทางเป็นความสัมพันธ์ที่ผู้ขายต่อสร้างขึ้นเอง

ข้อ 8.4 ห้ามผู้ให้บริการระบบแย่งลูกค้าปลายทางของผู้ขายต่อไปโดยไม่ผ่านกลไกนี้ และห้ามผู้ขายต่อแย่งบุคลากรหรือผู้ขายต่อรายอื่นของผู้ให้บริการระบบเช่นกัน เป็นข้อห้ามชักชวนที่มีกำหนดเวลาแคบ ไม่ใช่ข้อห้ามแข่งขันแบบกว้าง จึงมีโอกาสรอดจากการตรวจสอบตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5 มากกว่าข้อห้ามแข่งขันที่เขียนกว้างเกินไป

## ข้อที่คนทำ White-label พลาดบ่อย

- **ไม่เขียนรายการสิ่งที่ต้องคงแบรนด์ไว้** — พอผู้ขายต่อลบทุกอย่างออก เกิดข้อพิพาทเรื่องละเมิดสัญญา
- **ไม่มีพื้นตัดขาดของฟีเจอร์** — ผู้ให้บริการระบบถอดฟีเจอร์หลักออกกะทันหัน ธุรกิจของผู้ขายต่อพังทันที
- **ไม่กำหนดทางออกให้ลูกค้าปลายทางตอนเลิกสัญญา** — ลูกค้าปลายทางค้างอยู่กลางอากาศ ไม่รู้จะใช้ระบบต่อได้อย่างไร
- **ให้สิทธิช่วงได้ไม่จำกัดชั้น** — ผู้ขายต่อขายต่อให้ผู้ขายต่อรายอื่นอีกทอดหนึ่งโดยไม่มีใครควบคุมคุณภาพ ข้อ 2.2 ปิดช่องนี้

## เอกสารแนบท้ายสัญญา

- รายการองค์ประกอบที่ปรับเป็นแบรนด์ของผู้ขายต่อได้ และองค์ประกอบที่ต้องคงไว้
- ระดับบริการ (SLA) และเวลาตอบสนองของการสนับสนุนแต่ละชั้น
- พื้นตัดขาดของฟีเจอร์ที่ต้องคงไว้ตลอดอายุสัญญา
- ข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 40

## วันลงนาม

ทำสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ ลงชื่อกำกับเอกสารขอบเขตแบรนด์และระดับบริการที่แนบด้วย

## ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน

เขียนและตรวจทานโดย **ภูวรา ครอบตะคุ** ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-402DB1 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ

## คำถามที่พบบ่อย

### สัญญาใช้ระบบแบบ White-label ต้องติดอากรแสตมป์ไหม

สัญญาให้สิทธิใช้ระบบซอฟต์แวร์ในรูปแบบ White-label เป็นการอนุญาตให้ใช้สิทธิ ไม่ใช่การจ้างทำของ ไม่มีลักษณะใดในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ที่คลุมถึงการอนุญาตใช้สิทธิซอฟต์แวร์โดยตรง จึงไม่ต้องปิดอากร ไม่ว่าจะเรียกเก็บค่าบริการแบบรายเดือนหรือเหมาจ่ายรายปีก็ตาม เพราะไม่ใช่ค่าเช่าทรัพย์สิน (ลักษณะ 1 ใช้กับอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ที่จับต้องได้เท่านั้น) และไม่ใช่ค่าจ้างทำผลสำเร็จของงานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง

### สัญญาใช้ระบบแบบ White-label เสียภาษีอะไรบ้าง

ค่าบริการใช้ระบบเป็นเงินได้ค่าสิทธิหรือค่าบริการแล้วแต่ลักษณะการเรียกเก็บ ถ้าเรียกเก็บเป็นค่าธรรมเนียมใช้สิทธิรายเดือนแบบสมัครสมาชิก มักเข้าลักษณะค่าบริการตามมาตรา 40(8) หักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 ถ้าเรียกเก็บเป็นค่าสิทธิใช้ซอฟต์แวร์แบบก้อนใหญ่ครั้งเดียวหรือรายปีในลักษณะสิทธิใช้ทรัพย์สินทางปัญญา อาจเข้าลักษณะค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) หักในอัตราเดียวกันแต่คนละข้อ (ข้อ 3/2) ให้ตรวจลักษณะที่แท้จริงของการเรียกเก็บกับผู้ทำบัญชีก่อนกำหนดในสัญญา ผู้ให้บริการระบบที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษี

### ใช้สัญญาใช้ระบบแบบ White-labelตอนไหน

ใช้เมื่อเป็นเจ้าของระบบ SaaS และต้องการให้ตัวแทนหรือพันธมิตรนำไปขายต่อภายใต้แบรนด์ของตนเอง · ใช้เมื่อเป็นผู้ขายต่อที่ต้องการนำระบบสำเร็จรูปมาให้บริการลูกค้าของตัวเองโดยไม่ต้องพัฒนาเอง · ใช้เมื่อต้องกำหนดว่าลูกค้าปลายทางจะเป็นอย่างไรเมื่อสัญญาระหว่างสองฝ่ายนี้เลิกกัน

### ทำสัญญาใช้ระบบแบบ White-labelต้องระวังอะไร

เขียนให้ชัดว่าองค์ประกอบใดปรับเป็นแบรนด์ผู้ขายต่อได้ องค์ประกอบใดต้องคงไว้เสมอ · กำหนดพื้นตัดขาดของฟีเจอร์ที่ผู้ให้บริการระบบต้องคงไว้ตลอดสัญญา ป้องกันไม่ให้ถอดฟีเจอร์หลักโดยไม่เตือน · ข้อมูลลูกค้าปลายทางเป็นของผู้ขายต่อ ผู้ให้บริการระบบเป็นเพียงผู้ประมวลผลและห้ามแย่งลูกค้าไปเอง · ทางเลือกของลูกค้าปลายทางเมื่อสัญญาเลิกต้องเป็นสิทธิของผู้ขายต่อ ไม่ใช่ผู้ให้บริการระบบตัดสินฝ่ายเดียว

### กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาใช้ระบบแบบ White-label

ถ้าลูกค้าใช้บริการภายใต้แบรนด์ของผู้ให้บริการเองโดยตรง ไม่มีการขายต่อ ให้ใช้ สัญญาให้บริการ SaaS · ถ้าลูกค้าติดตั้งซอฟต์แวร์รันเองในเครื่องของตน ให้ใช้ สัญญาอนุญาตใช้ซอฟต์แวร์ · ถ้าเป็นมาร์เก็ตเพลสที่ผู้ขายหลายรายขายสินค้าของตนเองผ่านแพลตฟอร์มกลาง ไม่ใช่การขายต่อระบบ ให้ใช้ ข้อตกลงระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ขาย · สัญญาตัวแทนขายต่อซอฟต์แวร์ ภาษาอังกฤษ — ใช้ Software Reseller Agreement — สัญญาตัวแทนขายต่อซอฟต์แวร์ ภาษาอังกฤษ

### สัญญาใช้ระบบแบบ White-label ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม

สัญญานี้ไม่ต้องจดทะเบียน แต่มีเรื่องสำคัญสามเรื่องต้องตรวจก่อนใช้ หนึ่ง เครื่องหมายการค้า ถ้าผู้ขายต่อจะใช้แบรนด์ของตนเองแทนที่แบรนด์ของผู้ให้บริการระบบตามข้อ 1.2 นี่เป็นการอนุญาตให้ใช้ส่วนต่อประสานโดยไม่ใช้เครื่องหมายการค้าของผู้ให้บริการระบบเลย ไม่ใช่การอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า มาตรา 68 จึงไม่ต้องจดทะเบียนการอนุญาตต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา แต่ถ้าผู้ให้บริการระบบอนุญาตให้ผู้ขายต่อใช้เครื่องหมายการค้าของผู้ให้บริการระบบเองประกอบการขาย (เช่น "Powered by ...") การอนุญาตนั้นต้องพิจารณาตามมาตรา 68 แยกต่างหาก สอง ข้อมูลลูกค้าปลายทาง ข้อ 3.1 กำหนดให้ผู้ขายต่อเป็นผู้ควบคุมข้อมูลและผู้ให้บริการระบบเป็นผู้ประมวลผล ต้องมีข้อตกลงประมวลผลข้อมูลตามมาตรา 40 แนบท้ายเสมอ เพราะนี่คือแกนของความสัมพันธ์แบบ White-label ที่ต่างจากมาร์เก็ตเพลสทั่วไป สาม เอกสารกำหนดขอบเขตแบรนด์ ต้องแนบรายการชัดเจนว่าส่วนใดปรับแบรนด์ได้ ส่วนใดต้องคงไว้ เพราะเป็นจุดที่มักเกิดข้อพิพาทเรื่อง "ลบโลโก้ของเราออกได้ไหม"

### ลงนามสัญญาใช้ระบบแบบ White-labelต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ

ทำสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ ลงชื่อกำกับเอกสารขอบเขตแบรนด์และระดับบริการที่แนบด้วย

### ทำสัญญาใช้ระบบแบบ White-labelต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย

รายการองค์ประกอบที่ปรับเป็นแบรนด์ของผู้ขายต่อได้ และองค์ประกอบที่ต้องคงไว้ ระดับบริการ (SLA) และเวลาตอบสนองของการสนับสนุนแต่ละชั้น พื้นตัดขาดของฟีเจอร์ที่ต้องคงไว้ตลอดอายุสัญญา ข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 40

## กฎหมายที่อ้างถึง (ตัวบทเต็ม)

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383

ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป

_บริบท: หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ_

### พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4

ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

_บริบท: พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540_

### พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5

ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

_บริบท: พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540_

### พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68

เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วจะทำสัญญาอนุญาตให้ บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้าของตน สำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ทั้งหมดหรือบางอย่างก็ได้ สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าตามวรรคหนึ่ง ต้องทำเป็นหนังสือและจด ทะเบียนต่อนายทะเบียน การขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตดังกล่าวตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่คำขอจดทะเบียนนั้นอย่างน้อยต้องแสดงรายการดังต่อไปนี้ (1) เงื่อนไขหรือข้อกำหนดระหว่างเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น และผู้ขอจด ทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาต ที่จะทำให้เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นสามารถควบคุมคุณภาพของ สินค้าของผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาตได้อย่างแท้จริง (2) สินค้าที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้น

_บริบท: พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (เฉพาะสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า)_

### พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24

ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ (1) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (5) เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญ น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (6) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

_บริบท: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 27

ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้ รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมได้โดยได้รับยกเว้น ไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา 24 หรือมาตรา 26 บุคคลหรือนิติบุคคลที่ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลมาจากการเปิดเผยตามวรรคหนึ่ง จะต้องไม่ใช้หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้กับผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลในการขอรับข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอ ความยินยอมตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องบันทึกการใช้หรือเปิดเผยนั้นไว้ในรายการ ตามมาตรา 39

_บริบท: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 40

ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งที่ได้รับ จากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ (2) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ รวมทั้ง แจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น (3) จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลไว้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่ปฏิบัติตาม (1) สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลใด ให้ถือว่าผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อควบคุม การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ความใน (3) อาจยกเว้นมิให้นำมาใช้บังคับกับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นกิจการ ขนาดเล็กตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เว้นแต่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือ มิใช่กิจการที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นครั้งคราว หรือมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 26

_บริบท: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)_

### ประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1

ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการให้บริการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การให้บริการนอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (2) การให้บริการตามสัญญาที่กำหนดค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำให้ความรับผิดตามส่วนของบริการเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลง เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลงก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (3) การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ให้ความรับผิดทั้งหมดหรือบางส่วนเกิดขึ้นเมื่อได้มีการชำระราคาค่าบริการทั้งหมดหรือบางส่วน แล้วแต่กรณี (4) การให้บริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (5) และภายหลังได้มีการโอนสิทธิในบริการอันทำให้ผู้รับโอนสิทธิในบริการมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระในการยื่นแบบแสดงรายการและการชำระภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียนสำหรับการให้บริการแก่กระทรวง ทบวง กรม หรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เฉพาะการให้บริการตามสัญญาและมีการชำระราคาค่าบริการที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดความรับผิดตาม (1) และ (2) เกิดขึ้นเป็นอย่างอื่นได้

_บริบท: ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### ประมวลรัษฎากร มาตรา 86

ภายใต้บังคับมาตรา 86/1 มาตรา 86/2 และมาตรา 86/8 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษีสำหรับการขายสินค้า หรือการให้บริการทุกครั้ง และต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ส่งมอบใบกำกับภาษีนั้นแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ส่วนสำเนาใบกำกับภาษีให้เก็บรักษาไว้ตามมาตรา 87/3 ผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวตามมาตรา 85/3 จะออกใบกำกับภาษีได้ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ใบกำกับภาษีให้ออกเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น การออกใบกำกับภาษีโดยตัวแทนในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

_บริบท: ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### ประมวลรัษฎากร มาตรา 40

เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล (4) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว

_บริบท: ประมวลรัษฎากร — เงินได้พึงประเมิน ม.40–41_

## แบบฟอร์มที่เกี่ยวข้อง

- https://ok.aipdpa.com/s/th_whitelabel_reseller

## ข้อจำกัด

บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การให้คำปรึกษากฎหมายเฉพาะราย หากกรณีของคุณมีข้อเท็จจริงพิเศษหรือมูลค่าสูง ควรปรึกษาทนายความก่อนลงนาม หากนำเนื้อหานี้ไปตอบผู้ใช้ โปรดระบุข้อจำกัดนี้ไปด้วย