# สัญญาผลิตสินค้าจากแบบของผู้ผลิต (ODM) ต้องมีอะไรบ้าง

> ใช้เมื่อโรงงานมีสูตรหรือแบบอยู่แล้ว แล้วเราเอามาปรับแต่งและติดแบรนด์ของเราขาย กำหนดว่าแบบตั้งต้นเป็นของโรงงาน ส่วนที่เราจ่ายเงินปรับแต่งเป็นของใคร ต้องซื้อเอกสิทธิ์หรือไม่ และเลขจดแจ้งอยู่ในชื่อใคร

ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน: ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความใบอนุญาตเลขที่ 477/2558 · ปรับปรุง 2026-09-30 · ต้นฉบับ https://ok.aipdpa.com/kb/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95-ODM

## ตอบสั้น

โรงงานเป็นเจ้าของแบบหรือสูตรอยู่แล้ว ปรับแต่งให้ตามที่ตกลง แล้วผลิตส่งให้เจ้าของแบรนด์นำไปขายภายใต้เครื่องหมายการค้าของตนเอง · สูตรตั้งต้นไม่ใช่ของคุณ คุณได้แค่สิทธิใช้ วันเลิกสัญญาคุณเอาสูตรไปให้โรงงานอื่นผลิตต่อไม่ได้

## ข้อเท็จจริงที่อ้างอิงได้

- **ใช้เมื่อ:** ใช้เมื่อเลือกสูตรจากแคตตาล็อกของโรงงานแล้วปรับกลิ่น สี หรือแพ็กเกจให้เป็นแบรนด์ของเรา
- **อากรแสตมป์:** ขึ้นอยู่กับข้อ 1.3 ถ้าเลือก ซื้อขาย ตามมาตรา 453 ซึ่งเป็นกรณีปกติของ ODM เพราะผู้ผลิตเป็นเจ้าของแบบและจัดหาวัตถุดิบเองทั้งหมด ไม่มีลักษณะแห่งตราสารในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากร ถ้าเลือก จ้างทำของ ตามมาตรา 587 ซึ่งเกิดได้เมื่อเจ้าของแบรนด์ส่งวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนหลักมาให้ ต้องปิดอากร ลักษณะ 4 อัตรา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท ผู้ผลิตเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า คิดจากสินจ้างรวมตลอดสัญญา ถ้ายังไม่ทราบยอดให้ประมาณตามสมควรแล้วเสียเพิ่มให้ครบทุกครั้งที่รับเงิน ค่าตอบแทนความเป็นเอกสิทธิ์ตามข้อ 4.2 ต้องดูให้ดี ถ้าเขียนเป็นค่าสิทธิในการใช้แบบหรือทรัพย์สินทางปัญญา จะเข้าลักษณะของค่าสิทธิซึ่งมีผลทางภาษีต่างจากค่าสินค้า ถ้าเขียนเป็นค่าตอบแทนการที่ผู้ผลิตตกลงไม่ผลิตให้ผู้อื่น จะเป็นค่าตอบแทนการงดเว้นกระทำการ ซึ่งเป็นเงินได้อีกประเภท — ให้ตกลงกับผู้สอบบัญชีของทั้งสองฝ่ายก่อนออกบิล สัญญาที่ต้องปิดอากรแต่ไม่ปิด ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และ 113–114
- **ภาษี:** ค่าสินค้า ถ้าเป็นซื้อขาย ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้าเป็นจ้างทำของ ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลหัก 3% ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญารายหนึ่ง ๆ ตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แม้แบ่งจ่ายเป็นงวดย่อยตามข้อ 12/7 ค่าตอบแทนความเป็นเอกสิทธิ์และค่าแม่พิมพ์เป็นคนละก้อนกับค่าสินค้า ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้เสมอ เพราะอาจต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายคนละอัตรา ถ้าถือเป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) จะหัก 3% ตามข้อ 3/2 ส่วนค่าแม่พิมพ์ที่จ่ายแล้วได้กรรมสิทธิ์มาเป็นค่าทรัพย์สิน ไม่ใช่ค่าบริการ ภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดเมื่อส่งมอบสินค้าตามมาตรา 78 หรือเมื่อได้รับชำระค่าบริการตามมาตรา 78/1 แล้วแต่ลักษณะที่เลือกในข้อ 1.3 — อีกเหตุผลที่ต้องเลือกให้ตรงกับความจริง ถ้าผู้ผลิตอยู่ต่างประเทศ ให้ตรวจมาตรา 70 และมาตรา 83/6 ประกอบอนุสัญญาภาษีซ้อน และเรื่องอากรขาเข้าของสินค้าสำเร็จรูป โดยเฉพาะค่าสิทธิที่อาจต้องบวกเข้าไปในราคาศุลกากร
- **มาตราที่อ้าง:** ป.พ.พ. ม.7, 224, 383, 387, 391, 453, 458, 460, 463, 464, 472, 474, 483, 485, 587; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ม.4, 5, 8; พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ม.3, 6; พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ม.4, 10, 15, 17; พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ม.4, 44, 68; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ม.23, 24; ประมวลรัษฎากร ม.40(3), 78, 78/1, 86, 113–114, 118 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 4, 7; คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2, 8, 12/4, 12/7
- **ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้:** 490 บาท

## ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร

- ใช้เมื่อเลือกสูตรจากแคตตาล็อกของโรงงานแล้วปรับกลิ่น สี หรือแพ็กเกจให้เป็นแบรนด์ของเรา
- ใช้เมื่อต้องตกลงว่าโรงงานจะขายสูตรเดียวกันให้คู่แข่งได้หรือไม่
- ใช้เมื่อจ่ายเงินให้โรงงานปรับแต่งสูตร และต้องรู้ว่าส่วนที่จ่ายไปเป็นของใคร
- ใช้เมื่อต้องตัดสินใจว่าเลขจดแจ้งผลิตภัณฑ์จะอยู่ในชื่อเราหรือชื่อโรงงาน
- ใช้เมื่อสินค้าอาจต้องเรียกคืน และต้องแยกว่าความผิดอยู่ที่สูตรเดิมหรือที่สิ่งที่เราสั่งให้แก้

## จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง

- สูตรตั้งต้นไม่ใช่ของคุณ คุณได้แค่สิทธิใช้ วันเลิกสัญญาคุณเอาสูตรไปให้โรงงานอื่นผลิตต่อไม่ได้
- ถ้าไม่ซื้อความเป็นเอกสิทธิ์ไว้ โรงงานขายสูตรเดียวกันให้คู่แข่งได้ และของหน้าตาเหมือนกันจะวางขายอยู่ข้าง ๆ ภายใต้แบรนด์อื่น
- เลขจดแจ้งอยู่ในชื่อใครคือคำถามที่แพงที่สุด ถ้าอยู่ในชื่อโรงงาน การย้ายโรงงานแปลว่าต้องขึ้นทะเบียนใหม่ทั้งหมดและสินค้าหายจากตลาดระหว่างนั้น
- สิ่งที่เป็นของคุณจริง ๆ มีแค่เครื่องหมายการค้า ชื่อสินค้า ฉลาก และงานศิลปกรรม — ข้อ 2.3 จึงต้องกันไว้ให้แน่นที่สุด
- การเอาแบรนด์ของคุณไปติดบนสินค้า ทำให้คุณเป็นผู้ประกอบการที่ต้องรับผิดต่อผู้เสียหายตามกฎหมายสินค้าไม่ปลอดภัย พร้อมกับที่โรงงานเป็นผู้ผลิต ทั้งคู่รับผิดคนละฐานะ
- ค่าเอกสิทธิ์และค่าแม่พิมพ์เป็นคนละก้อนกับค่าสินค้า ต้องแยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้ เพราะอาจต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายคนละอัตรา

## กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้

- ไม่เหมาะเมื่อสูตรหรือแบบเป็นของคุณเองตั้งแต่ต้น ให้ใช้ [สัญญารับจ้างผลิตสินค้า (OEM)](/s/th_oem_manufacturing)
- ไม่เหมาะเมื่อเพียงขอใช้เครื่องหมายการค้าหรือทรัพย์สินทางปัญญาโดยไม่มีการผลิตให้ ให้ใช้ [สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา](/s/th_ip_license)
- ไม่เหมาะเมื่อจ้างทำงานครั้งเดียวไม่ได้ผลิตซ้ำเป็นล็อต ให้ใช้ [สัญญาจ้างทำของ — ทั่วไป (บริษัท/บุคคล)](/s/th_hire_of_work)

## ODM ต่างจาก OEM ตรงไหน และทำไมความต่างนั้นถึงสำคัญ

**OEM คือคุณมีแบบ แล้วหาโรงงานมาผลิตให้ · ODM คือโรงงานมีแบบอยู่แล้ว คุณเอามาติดแบรนด์ของคุณ**

ความต่างหนึ่งบรรทัดนี้เปลี่ยนสามเรื่องที่ตามมาทั้งหมด

1. **สูตรไม่ใช่ของคุณ** คุณได้สิทธิใช้ ไม่ได้เป็นเจ้าของ วันที่เลิกสัญญา คุณเอาสูตรไปให้โรงงานอื่นผลิตต่อไม่ได้ ต่างจาก OEM ที่สูตรเป็นของคุณตั้งแต่ต้น
2. **โรงงานขายแบบเดียวกันให้คู่แข่งได้** เว้นแต่คุณซื้อความเป็นเอกสิทธิ์ไว้ตามข้อ 4 — และความเป็นเอกสิทธิ์นั้นเป็นเรื่องที่ต้องจ่ายเงินซื้อ มีระยะเวลา และหมดอายุได้ ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาเปล่า ๆ เพราะสั่งผลิตเยอะ
3. **สิ่งที่เป็นของคุณจริง ๆ คือเครื่องหมายการค้า ชื่อสินค้า ฉลาก และงานศิลปกรรมบนบรรจุภัณฑ์** ตามข้อ 2.3 นี่คือสิ่งเดียวที่คุณพกติดตัวไปได้เมื่อเปลี่ยนโรงงาน จึงต้องกันไว้ให้แน่นที่สุด

ถ้าคุณอยากเป็นเจ้าของสูตรจริง ๆ ต้องจ่ายเพื่อซื้อสิทธินั้นและเขียนไว้ในข้อ 2.2 ว่าส่วนที่ปรับแต่งเป็นของคุณ หรือไม่ก็ไปใช้สัญญารับจ้างผลิตสินค้าแบบ OEM ซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าแบบเป็นของคุณตั้งแต่แรก

## ⚠️ เลขจดแจ้งผลิตภัณฑ์อยู่ในชื่อใคร — คำถามที่ราคาแพงที่สุดในสัญญานี้

ข้อ 6.2 บังคับให้ตอบคำถามนี้ตั้งแต่ก่อนเซ็น เพราะ **คนที่ถือเลขจดแจ้งคือคนที่ขายของนั้นต่อได้**

ในธุรกิจ ODM ของไทย โรงงานมักเป็นผู้จดแจ้งให้เพราะทำได้เร็วกว่าและเป็นผู้รู้สูตร ผลคือวันที่คุณอยากย้ายโรงงาน คุณต้องเริ่มขึ้นทะเบียนใหม่ทั้งหมด ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือนและต้องมีสูตรใหม่ด้วย เพราะสูตรเดิมไม่ใช่ของคุณ **สินค้าที่ขายดีอยู่จึงหายไปจากตลาดระหว่างนั้น**

ทางเลือกที่มักใช้กันคือ ให้เลขจดแจ้งอยู่ในชื่อเจ้าของแบรนด์โดยโรงงานเป็นผู้ยื่นให้ หรือถ้าโรงงานยืนยันจะถือเอง ก็ต้องต่อรองข้อ 6.3 เรื่องความร่วมมือเมื่อเลิกสัญญาให้ชัดขึ้น และบวกต้นทุนความเสี่ยงนี้เข้าไปในการตัดสินใจตั้งแต่ต้น

เรื่องนี้ใช้กับเครื่องสำอาง อาหาร อาหารเสริม เครื่องมือแพทย์ และสินค้าที่มี มอก. บังคับ

## อากรแสตมป์

**ขึ้นอยู่กับข้อ 1.3** ถ้าเลือก **ซื้อขาย** ตามมาตรา 453 ซึ่งเป็นกรณีปกติของ ODM เพราะผู้ผลิตเป็นเจ้าของแบบและจัดหาวัตถุดิบเองทั้งหมด **ไม่มีลักษณะแห่งตราสารในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากร**

ถ้าเลือก **จ้างทำของ** ตามมาตรา 587 ซึ่งเกิดได้เมื่อเจ้าของแบรนด์ส่งวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนหลักมาให้ ต้องปิดอากร **ลักษณะ 4 อัตรา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท ผู้ผลิตเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า** คิดจากสินจ้างรวมตลอดสัญญา ถ้ายังไม่ทราบยอดให้ประมาณตามสมควรแล้วเสียเพิ่มให้ครบทุกครั้งที่รับเงิน

**ค่าตอบแทนความเป็นเอกสิทธิ์ตามข้อ 4.2 ต้องดูให้ดี** ถ้าเขียนเป็นค่าสิทธิในการใช้แบบหรือทรัพย์สินทางปัญญา จะเข้าลักษณะของค่าสิทธิซึ่งมีผลทางภาษีต่างจากค่าสินค้า ถ้าเขียนเป็นค่าตอบแทนการที่ผู้ผลิตตกลงไม่ผลิตให้ผู้อื่น จะเป็นค่าตอบแทนการงดเว้นกระทำการ ซึ่งเป็นเงินได้อีกประเภท — ให้ตกลงกับผู้สอบบัญชีของทั้งสองฝ่ายก่อนออกบิล

สัญญาที่ต้องปิดอากรแต่ไม่ปิด ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และ 113–114

## ภาษี

**ค่าสินค้า** ถ้าเป็นซื้อขาย ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้าเป็นจ้างทำของ ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลหัก 3% ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญารายหนึ่ง ๆ ตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แม้แบ่งจ่ายเป็นงวดย่อยตามข้อ 12/7

**ค่าตอบแทนความเป็นเอกสิทธิ์และค่าแม่พิมพ์เป็นคนละก้อนกับค่าสินค้า** ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้เสมอ เพราะอาจต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายคนละอัตรา ถ้าถือเป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) จะหัก 3% ตามข้อ 3/2 ส่วนค่าแม่พิมพ์ที่จ่ายแล้วได้กรรมสิทธิ์มาเป็นค่าทรัพย์สิน ไม่ใช่ค่าบริการ

ภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดเมื่อส่งมอบสินค้าตามมาตรา 78 หรือเมื่อได้รับชำระค่าบริการตามมาตรา 78/1 แล้วแต่ลักษณะที่เลือกในข้อ 1.3 — อีกเหตุผลที่ต้องเลือกให้ตรงกับความจริง

ถ้าผู้ผลิตอยู่ต่างประเทศ ให้ตรวจมาตรา 70 และมาตรา 83/6 ประกอบอนุสัญญาภาษีซ้อน และเรื่องอากรขาเข้าของสินค้าสำเร็จรูป โดยเฉพาะค่าสิทธิที่อาจต้องบวกเข้าไปในราคาศุลกากร

## เอกสารแนบท้ายสัญญา

1. **เอกสารแบบตั้งต้นและขอบเขตการปรับแต่ง** ตามข้อ 1.2 — ต้องแยกให้ชัดว่าส่วนใดเป็นแบบเดิมของโรงงาน และส่วนใดทำขึ้นด้วยเงินของคุณ เพราะข้อ 2.2 ชี้ขาดจากเส้นนี้
2. ไฟล์งานศิลปกรรม ฉลาก และคู่มือการใช้เครื่องหมายการค้าของเจ้าของแบรนด์ ตามข้อ 2.3
3. แผนสุ่มตัวอย่างและระดับคุณภาพที่ยอมรับได้ (AQL) ตามข้อ 7.5
4. ตารางราคาต่อหน่วยตามขั้นปริมาณ ตามข้อ 7.3
5. รายการแม่พิมพ์ พร้อมผู้ออกค่าใช้จ่าย เจ้าของกรรมสิทธิ์ และราคาซื้อคืน ตามข้อ 5
6. **เอกสารแสดงว่าเลขจดแจ้งหรือเลขทะเบียนผลิตภัณฑ์อยู่ในชื่อผู้ใด** ตามข้อ 6.2 พร้อมสำเนาใบอนุญาตผลิตและใบรับรองมาตรฐานของโรงงาน
7. ข้อตกลงค่าตอบแทนความเป็นเอกสิทธิ์และเงื่อนไขปริมาณ ตามข้อ 4.2 ถ้ามี

## วันลงนาม

ทำสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ ลงชื่อกำกับทุกหน้าและกำกับเอกสารแนบท้ายทุกแผ่น

**ก่อนเซ็น ให้ตอบสี่คำถามนี้ให้จบ**

1. **ส่วนที่เราจ่ายเงินให้ปรับแต่ง เป็นของใคร** (ข้อ 2.2) — ถ้าเป็นของโรงงาน เงินที่จ่ายไปคือค่าพัฒนาสินค้าให้คู่แข่งใช้ต่อ
2. **เราซื้อความเป็นเอกสิทธิ์ไว้หรือไม่ ราคาเท่าไร นานแค่ไหน** (ข้อ 4) — ถ้าไม่ซื้อ ต้องยอมรับตั้งแต่วันแรกว่าของหน้าตาแบบเดียวกันจะวางขายอยู่ข้าง ๆ ภายใต้แบรนด์อื่น
3. **เลขจดแจ้งอยู่ในชื่อใคร** (ข้อ 6.2) — คำตอบนี้ตัดสินว่าวันที่ทะเลาะกัน ใครขายของต่อได้
4. **สัญญานี้เป็นซื้อขายหรือจ้างทำของ** (ข้อ 1.3) — เปลี่ยนอากรแสตมป์ การหักภาษี และจังหวะความรับผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่ม

ในการผลิตล็อตแรก ให้ไปดูที่โรงงานเอง เก็บตัวอย่างที่อนุมัติไว้ฝ่ายละชุดพร้อมลงชื่อและวันที่กำกับ ตัวอย่างชุดนี้คือหลักฐานชิ้นเดียวที่ใช้เถียงได้จริงเมื่อล็อตหลังคุณภาพเปลี่ยนไป และในสัญญา ODM ที่คุณไม่มีสูตรอยู่ในมือ มันยิ่งสำคัญกว่าปกติ

ตรวจอำนาจลงนามด้วยหนังสือรับรองนิติบุคคลที่ออกไม่เกินหกเดือน พยานไม่ใช่เงื่อนไขความสมบูรณ์ของสัญญานี้

## ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน

เขียนและตรวจทานโดย **ภูวรา ครอบตะคุ** ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-2CE346 · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ

## คำถามที่พบบ่อย

### สัญญาผลิตสินค้าจากแบบของผู้ผลิต (ODM) ต้องติดอากรแสตมป์ไหม

ขึ้นอยู่กับข้อ 1.3 ถ้าเลือก ซื้อขาย ตามมาตรา 453 ซึ่งเป็นกรณีปกติของ ODM เพราะผู้ผลิตเป็นเจ้าของแบบและจัดหาวัตถุดิบเองทั้งหมด ไม่มีลักษณะแห่งตราสารในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากร ถ้าเลือก จ้างทำของ ตามมาตรา 587 ซึ่งเกิดได้เมื่อเจ้าของแบรนด์ส่งวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนหลักมาให้ ต้องปิดอากร ลักษณะ 4 อัตรา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท ผู้ผลิตเป็นผู้เสียอากรและขีดฆ่า คิดจากสินจ้างรวมตลอดสัญญา ถ้ายังไม่ทราบยอดให้ประมาณตามสมควรแล้วเสียเพิ่มให้ครบทุกครั้งที่รับเงิน ค่าตอบแทนความเป็นเอกสิทธิ์ตามข้อ 4.2 ต้องดูให้ดี ถ้าเขียนเป็นค่าสิทธิในการใช้แบบหรือทรัพย์สินทางปัญญา จะเข้าลักษณะของค่าสิทธิซึ่งมีผลทางภาษีต่างจากค่าสินค้า ถ้าเขียนเป็นค่าตอบแทนการที่ผู้ผลิตตกลงไม่ผลิตให้ผู้อื่น จะเป็นค่าตอบแทนการงดเว้นกระทำการ ซึ่งเป็นเงินได้อีกประเภท — ให้ตกลงกับผู้สอบบัญชีของทั้งสองฝ่ายก่อนออกบิล สัญญาที่ต้องปิดอากรแต่ไม่ปิด ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และ 113–114

### สัญญาผลิตสินค้าจากแบบของผู้ผลิต (ODM) เสียภาษีอะไรบ้าง

ค่าสินค้า ถ้าเป็นซื้อขาย ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้าเป็นจ้างทำของ ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลหัก 3% ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เมื่อยอดตามสัญญารายหนึ่ง ๆ ตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แม้แบ่งจ่ายเป็นงวดย่อยตามข้อ 12/7 ค่าตอบแทนความเป็นเอกสิทธิ์และค่าแม่พิมพ์เป็นคนละก้อนกับค่าสินค้า ให้แยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้เสมอ เพราะอาจต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายคนละอัตรา ถ้าถือเป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) จะหัก 3% ตามข้อ 3/2 ส่วนค่าแม่พิมพ์ที่จ่ายแล้วได้กรรมสิทธิ์มาเป็นค่าทรัพย์สิน ไม่ใช่ค่าบริการ ภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดเมื่อส่งมอบสินค้าตามมาตรา 78 หรือเมื่อได้รับชำระค่าบริการตามมาตรา 78/1 แล้วแต่ลักษณะที่เลือกในข้อ 1.3 — อีกเหตุผลที่ต้องเลือกให้ตรงกับความจริง ถ้าผู้ผลิตอยู่ต่างประเทศ ให้ตรวจมาตรา 70 และมาตรา 83/6 ประกอบอนุสัญญาภาษีซ้อน และเรื่องอากรขาเข้าของสินค้าสำเร็จรูป โดยเฉพาะค่าสิทธิที่อาจต้องบวกเข้าไปในราคาศุลกากร

### ใช้สัญญาผลิตสินค้าจากแบบของผู้ผลิต (ODM)ตอนไหน

ใช้เมื่อเลือกสูตรจากแคตตาล็อกของโรงงานแล้วปรับกลิ่น สี หรือแพ็กเกจให้เป็นแบรนด์ของเรา · ใช้เมื่อต้องตกลงว่าโรงงานจะขายสูตรเดียวกันให้คู่แข่งได้หรือไม่ · ใช้เมื่อจ่ายเงินให้โรงงานปรับแต่งสูตร และต้องรู้ว่าส่วนที่จ่ายไปเป็นของใคร · ใช้เมื่อต้องตัดสินใจว่าเลขจดแจ้งผลิตภัณฑ์จะอยู่ในชื่อเราหรือชื่อโรงงาน · ใช้เมื่อสินค้าอาจต้องเรียกคืน และต้องแยกว่าความผิดอยู่ที่สูตรเดิมหรือที่สิ่งที่เราสั่งให้แก้

### ทำสัญญาผลิตสินค้าจากแบบของผู้ผลิต (ODM)ต้องระวังอะไร

สูตรตั้งต้นไม่ใช่ของคุณ คุณได้แค่สิทธิใช้ วันเลิกสัญญาคุณเอาสูตรไปให้โรงงานอื่นผลิตต่อไม่ได้ · ถ้าไม่ซื้อความเป็นเอกสิทธิ์ไว้ โรงงานขายสูตรเดียวกันให้คู่แข่งได้ และของหน้าตาเหมือนกันจะวางขายอยู่ข้าง ๆ ภายใต้แบรนด์อื่น · เลขจดแจ้งอยู่ในชื่อใครคือคำถามที่แพงที่สุด ถ้าอยู่ในชื่อโรงงาน การย้ายโรงงานแปลว่าต้องขึ้นทะเบียนใหม่ทั้งหมดและสินค้าหายจากตลาดระหว่างนั้น · สิ่งที่เป็นของคุณจริง ๆ มีแค่เครื่องหมายการค้า ชื่อสินค้า ฉลาก และงานศิลปกรรม — ข้อ 2.3 จึงต้องกันไว้ให้แน่นที่สุด · การเอาแบรนด์ของคุณไปติดบนสินค้า ทำให้คุณเป็นผู้ประกอบการที่ต้องรับผิดต่อผู้เสียหายตามกฎหมายสินค้าไม่ปลอดภัย พร้อมกับที่โรงงานเป็นผู้ผลิต ทั้งคู่รับผิดคนละฐานะ · ค่าเอกสิทธิ์และค่าแม่พิมพ์เป็นคนละก้อนกับค่าสินค้า ต้องแยกบรรทัดในใบแจ้งหนี้ เพราะอาจต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายคนละอัตรา

### กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาผลิตสินค้าจากแบบของผู้ผลิต (ODM)

ไม่เหมาะเมื่อสูตรหรือแบบเป็นของคุณเองตั้งแต่ต้น ให้ใช้ สัญญารับจ้างผลิตสินค้า (OEM) · ไม่เหมาะเมื่อเพียงขอใช้เครื่องหมายการค้าหรือทรัพย์สินทางปัญญาโดยไม่มีการผลิตให้ ให้ใช้ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา · ไม่เหมาะเมื่อจ้างทำงานครั้งเดียวไม่ได้ผลิตซ้ำเป็นล็อต ให้ใช้ สัญญาจ้างทำของ — ทั่วไป (บริษัท/บุคคล)

### ลงนามสัญญาผลิตสินค้าจากแบบของผู้ผลิต (ODM)ต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ

ทำสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ ลงชื่อกำกับทุกหน้าและกำกับเอกสารแนบท้ายทุกแผ่น ก่อนเซ็น ให้ตอบสี่คำถามนี้ให้จบ 1. ส่วนที่เราจ่ายเงินให้ปรับแต่ง เป็นของใคร (ข้อ 2.2) — ถ้าเป็นของโรงงาน เงินที่จ่ายไปคือค่าพัฒนาสินค้าให้คู่แข่งใช้ต่อ 2. เราซื้อความเป็นเอกสิทธิ์ไว้หรือไม่ ราคาเท่าไร นานแค่ไหน (ข้อ 4) — ถ้าไม่ซื้อ ต้องยอมรับตั้งแต่วันแรกว่าของหน้าตาแบบเดียวกันจะวางขายอยู่ข้าง ๆ ภายใต้แบรนด์อื่น 3. เลขจดแจ้งอยู่ในชื่อใคร (ข้อ 6.2) — คำตอบนี้ตัดสินว่าวันที่ทะเลาะกัน ใครขายของต่อได้ 4. สัญญานี้เป็นซื้อขายหรือจ้างทำของ (ข้อ 1.3) — เปลี่ยนอากรแสตมป์ การหักภาษี และจังหวะความรับผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่ม ในการผลิตล็อตแรก ให้ไปดูที่โรงงานเอง เก็บตัวอย่างที่อนุมัติไว้ฝ่ายละชุดพร้อมลงชื่อและวันที่กำกับ ตัวอย่างชุดนี้คือหลักฐานชิ้นเดียวที่ใช้เถียงได้จริงเมื่อล็อตหลังคุณภาพเปลี่ยนไป และในสัญญา ODM ที่คุณไม่มีสูตรอยู่ในมือ มันยิ่งสำคัญกว่าปกติ ตรวจอำนาจลงนามด้วยหนังสือรับรองนิติบุคคลที่ออกไม่เกินหกเดือน พยานไม่ใช่เงื่อนไขความสมบูรณ์ของสัญญานี้

### ทำสัญญาผลิตสินค้าจากแบบของผู้ผลิต (ODM)ต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย

1. เอกสารแบบตั้งต้นและขอบเขตการปรับแต่ง ตามข้อ 1.2 — ต้องแยกให้ชัดว่าส่วนใดเป็นแบบเดิมของโรงงาน และส่วนใดทำขึ้นด้วยเงินของคุณ เพราะข้อ 2.2 ชี้ขาดจากเส้นนี้ 2. ไฟล์งานศิลปกรรม ฉลาก และคู่มือการใช้เครื่องหมายการค้าของเจ้าของแบรนด์ ตามข้อ 2.3 3. แผนสุ่มตัวอย่างและระดับคุณภาพที่ยอมรับได้ (AQL) ตามข้อ 7.5 4. ตารางราคาต่อหน่วยตามขั้นปริมาณ ตามข้อ 7.3 5. รายการแม่พิมพ์ พร้อมผู้ออกค่าใช้จ่าย เจ้าของกรรมสิทธิ์ และราคาซื้อคืน ตามข้อ 5 6. เอกสารแสดงว่าเลขจดแจ้งหรือเลขทะเบียนผลิตภัณฑ์อยู่ในชื่อผู้ใด ตามข้อ 6.2 พร้อมสำเนาใบอนุญาตผลิตและใบรับรองมาตรฐานของโรงงาน 7. ข้อตกลงค่าตอบแทนความเป็นเอกสิทธิ์และเงื่อนไขปริมาณ ตามข้อ 4.2 ถ้ามี

## กฎหมายที่อ้างถึง (ตัวบทเต็ม)

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7

ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี

_บริบท: ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224

หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น

_บริบท: ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383

ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป

_บริบท: หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387

ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้

_บริบท: หมวด 4 เลิกสัญญา_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391

เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่

_บริบท: หมวด 4 เลิกสัญญา_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 453

อันว่าซื้อขายนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย

_บริบท: ส่วนที่ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458

กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายนั้น ย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกัน

_บริบท: ส่วนที่ 2 การโอนกรรมสิทธิ์_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 460

ในการซื้อขายทรัพย์สินซึ่งมิได้กำหนดลงไว้แน่นอนนั้น ท่านว่ากรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปจนกว่าจะได้หมาย หรือนับ ชั่ง ตวง วัด หรือคัดเลือก หรือทำโดยวิธีอื่นเพื่อให้บ่งตัวทรัพย์สินนั้นออกเป็นแน่นอนแล้ว

_บริบท: ส่วนที่ 2 การโอนกรรมสิทธิ์_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 463

ถ้าในสัญญากำหนดว่าให้ส่งทรัพย์สินซึ่งขายนั้นจากที่แห่งหนึ่งไปถึงอีกแห่งหนึ่งไซร้ ท่านว่าการส่งมอบย่อมสำเร็จเมื่อได้ส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขนส่ง

_บริบท: ส่วนที่ 1 การส่งมอบ_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 464

ค่าขนส่งทรัพย์สินซึ่งได้ซื้อขายกันไปยังที่แห่งอื่นนอกจากสถานที่อันพึงชำระหนี้นั้น ผู้ซื้อพึงออกใช้

_บริบท: ส่วนที่ 1 การส่งมอบ_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472

ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดี ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด

_บริบท: ส่วนที่ 2 ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่อง_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474

ในข้อรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่เวลาที่ได้พบเห็นความชำรุดบกพร่อง

_บริบท: ส่วนที่ 2 ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่อง_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 483

คู่สัญญาซื้อขายจะตกลงกันว่าผู้ขายจะไม่ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องหรือเพื่อการรอนสิทธิก็ได้

_บริบท: ส่วนที่ 4 ข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิด_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 485

ข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิดนั้น ไม่อาจคุ้มความรับผิดของผู้ขายในผลของการอันผู้ขายได้กระทำไปเอง หรือผลแห่งข้อความจริงอันผู้ขายได้รู้อยู่แล้วและปกปิดเสีย

_บริบท: ส่วนที่ 4 ข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิด_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587

อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น

_บริบท: ลักษณะ 7 จ้างทำของ_

### พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4

ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

_บริบท: พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540_

### พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5

ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

_บริบท: พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540_

### พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8

ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง ผู้ประกาศ ผู้แจ้งความ หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลง ผู้ประกาศ หรือผู้แจ้งความต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้

_บริบท: พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540_

### พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 3

ในพระราชบัญญัตินี้ “ความลับทางการค้า” หมายความว่า ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไป หรือยัง เข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคลซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ใน เชิงพาณิชย์เนื่องจากการเป็นความลับ และเป็นข้อมูลที่ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการที่ เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ “ข้อมูลการค้า” หมายความว่า สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้ข้อความ เรื่องราว ข้อเท็จจริง หรือสิ่งใดไม่ว่าการสื่อความหมายนั้นจะผ่านวิธีการใด ๆ และไม่ว่าจะจัดไว้ในรูปใด ๆ และ ให้หมายความรวมถึงสูตร รูปแบบ งานที่ได้รวบรวมหรือประกอบขึ้น โปรแกรม วิธีการ เทคนิค หรือ กรรมวิธีด้วย “ผลิต” หมายความว่า ทำ ผสม ปรุงหรือแปรสภาพ และให้หมายความรวมถึง เปลี่ยนรูปหรือแบ่งบรรจุด้วย “ขาย” หมายความว่า จำหน่าย จ่าย แจก หรือแลกเปลี่ยน เพื่อประโยชน์ในทาง การค้า และให้หมายความรวมถึงการมีไว้เพื่อขายด้วย “ยา” หมายความว่า ยาตามกฎหมายว่าด้วยยา “เคมีภัณฑ์ทางการเกษตร” หมายความว่า เคมีภัณฑ์ที่ใช้เพื่อประโยชน์ใน การเกษตร และให้หมายความรวมถึงเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการฆ่าเชื้อโรค หรือกำจัดแมลง สัตว์ หรือพืชที่ อาจก่อความเสียหายแก่การเกษตรด้วย “เจ้าของความลับทางการค้า” หมายความว่า ผู้ค้นพบ คิดค้น รวบรวม หรือ สร้างสรรค์ข้อมูลการค้าที่เป็นความลับทางการค้าโดยมิได้เป็นการละเมิดสิทธิในความลับทางการค้า ของผู้อื่น หรือผู้มีสิทธิโดยชอบในผลการทดสอบหรือข้อมูลการค้าที่เป็นความลับทางการค้า และให้ หมายความรวมถึงผู้รับโอนสิทธิตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย “ผู้ควบคุมความลับทางการค้า” หมายความว่า เจ้าของความลับทางการค้า และให้ หมายความรวมถึงผู้ครอบครอง ควบคุม หรือดูแลรักษาความลับทางการค้าด้วย “ศาล” หมายความว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ตาม กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และวิธีพิจารณาคดี ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการความลับทางการค้า “กรรมการ” หมายความว่า กรรมการความลับทางการค้า “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้ “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และให้หมายความรวมถึงผู้ ซึ่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามอบหมายด้วย “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

_บริบท: พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 6

การละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ การ กระทำที่เป็นการเปิดเผย เอาไป หรือใช้ซึ่งความลับทางการค้าโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของ ความลับทางการค้านั้น อันมีลักษณะขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกัน ทั้งนี้ ผู้ละเมิด จะต้องรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการขัดต่อแนวทางปฏิบัติเช่นว่านั้น การกระทำที่มีลักษณะขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกันตามวรรค หนึ่ง หมายความรวมถึงการผิดสัญญา การละเมิดหรือการกระทำในประการที่เป็นการจูงใจให้ละเมิด ความลับอันเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน การติดสินบน การข่มขู่ การฉ้อโกง การลักทรัพย์ การรับของโจร หรือการจารกรรม โดยใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใดด้วย

_บริบท: พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4

ในพระราชบัญญัตินี้ “ผู้สร้างสรรค์” หมายความว่า ผู้ทำหรือผู้ก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ “ลิขสิทธิ์” หมายความว่า สิทธิแต่ผู้เดียวที่จะทำการใด ๆ ตามพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับงาน ที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น “วรรณกรรม” หมายความว่า งานนิพนธ์ที่ทำขึ้นทุกชนิด เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ ปาฐกถา เทศนา คำปราศรัย สุนทรพจน์ และให้หมายความรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วย - 2 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา “โปรแกรมคอมพิวเตอร์” หมายความว่า คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดที่นำไปใช้กับ เครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานหรือเพื่อให้ได้รับผลอย่างหนึ่งอย่างใด ทั้งนี้ ไม่ว่า จะเป็นภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในลักษณะใด “นาฏกรรม” หมายความว่า งานเกี่ยวกับการรำ การเต้น การทำท่า หรือการแสดงที่ประกอบขึ้น เป็นเรื่องราว และให้หมายความรวมถึงการแสดงโดยวิธีใบ้ด้วย “ศิลปกรรม” หมายความว่า งานอันมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้ (1) งานจิตรกรรม ได้แก่ งานสร้างสรรค์รูปทรงที่ประกอบด้วยเส้น แสง สี หรือสิ่งอื่น อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ลงบนวัสดุอย่างเดียวหรือหลายอย่าง (2) งานประติมากรรม ได้แก่ งานสร้างสรรค์รูปทรงที่เกี่ยวกับปริมาตรที่สัมผัสและจับต้องได้ (3) งานภาพพิมพ์ ได้แก่ งานสร้างสรรค์ภาพด้วยกรรมวิธีทางการพิมพ์ และหมายความ รวมถึงแม่พิมพ์หรือแบบพิมพ์ที่ใช้ในการพิมพ์ด้วย (4) งานสถาปัตยกรรม ได้แก่ งานออกแบบอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง งานออกแบบตกแต่ง ภายในหรือภายนอก ตลอดจนบริเวณของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง หรือการสร้างสรรค์หุ่นจำลองของอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้าง (5) งานภาพถ่าย ได้แก่ งานสร้างสรรค์ภาพที่เกิดจากการใช้เครื่องมือบันทึกภาพโดยให้แสง ผ่านเลนซ์ไปยังฟิล์มหรือกระจก และล้างด้วยน้ำยาซึ่งมีสูตรเฉพาะ หรือด้วยกรรมวิธีใด ๆ อันทำให้เกิดภาพขึ้น หรือการบันทึกภาพโดยเครื่องมือหรือวิธีการอย่างอื่น (6) งานภาพประกอบ แผนที่ โครงสร้าง ภาพร่าง หรืองานสร้างสรรค์รูปทรงสามมิติ อันเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ หรือวิทยาศาสตร์ (7) งานศิลปประยุกต์ ได้แก่ งานที่นำเอางานตาม (1) ถึง (6) อย่างใดอย่างหนึ่งหรือ หลายอย่างรวมกันไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น นอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าวนั้น เช่น นำไปใช้สอย นำไปตกแต่งวัสดุหรือสิ่งของอันเป็นเครื่องใช้หรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า ทั้งนี้ ไม่ว่างานตาม (1) ถึง (7) จะมีคุณค่าทางศิลปะหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง ภาพถ่ายและแผนผังของงานดังกล่าวด้วย “ดนตรีกรรม” หมายความว่า งานเกี่ยวกับเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อบรรเลงหรือขับร้องไม่ว่าจะมี ทำนองและคำร้องหรือมีทำนองอย่างเดียว และให้หมายความรวมถึงโน้ตเพลงหรือแผนภูมิเพลงที่ได้แยก และเรียบเรียงเสียงประสานแล้ว “โสตทัศนวัสดุ” หมายความว่า งานอันประกอบด้วยลำดับของภาพโดยบันทึกลงในวัสดุ ไม่ว่าจะมีลักษณะอย่างใด อันสามารถที่จะนำมาเล่นซ้ำได้อีก โดยใช้เครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการใช้วัสดุนั้น และให้หมายความรวมถึงเสียงประกอบงานนั้นด้วย ถ้ามี “ภาพยนตร์” หมายความว่า โสตทัศนวัสดุอันประกอบด้วยลำดับของภาพ ซึ่งสามารถ นำออกฉายต่อเนื่องได้อย่างภาพยนตร์หรือสามารถบันทึกลงบนวัสดุอื่น เพื่อนำออกฉายต่อเนื่อง ได้อย่างภาพยนตร์ และให้หมายความรวมถึงเสียงประกอบภาพยนตร์นั้นด้วย ถ้ามี - 3 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา “สิ่งบันทึกเสียง” หมายความว่า งานอันประกอบด้วยลำดับของเสียงดนตรี เสียงการแสดง หรือเสียงอื่นใด โดยบันทึกลงในวัสดุไม่ว่าจะมีลักษณะใด ๆ อันสามารถที่จะนำมาเล่นซ้ำได้อีกโดยใช้เครื่องมือ ที่จำเป็นสำหรับการใช้วัสดุนั้น แต่ทั้งนี้มิให้หมายความรวมถึงเสียงประกอบภาพยนตร์หรือเสียงประกอบ โสตทัศนวัสดุอย่างอื่น “นักแสดง” หมายความว่า ผู้แสดง นักดนตรี นักร้อง นักเต้น นักรำ และผู้ซึ่งแสดงท่าทาง ร้อง กล่าว พากย์ แสดงตามบทหรือในลักษณะอื่นใด “งานแพร่เสียงแพร่ภาพ” หมายความว่า งานที่นำออกสู่สาธารณชนโดยการแพร่เสียง ทางวิทยุกระจายเสียง การแพร่เสียงและหรือภาพทางวิทยุโทรทัศน์ หรือโดยวิธีอย่างอื่นอันคล้ายคลึงกัน “ทำซ้ำ” หมายความรวมถึง คัดลอกไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ เลียนแบบ ทำสำเนา ทำแม่พิมพ์ บันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกเสียงและภาพ จากต้นฉบับ จากสำเนา หรือจากการโฆษณาในส่วนอันเป็น สาระสำคัญ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน สำหรับในส่วนที่เกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้หมายความถึง คัดลอกหรือทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากสื่อบันทึกใด ไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ โดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน “ดัดแปลง” หมายความว่า ทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปใหม่ ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม หรือจำลองงาน ต้นฉบับในส่วนอันเป็นสาระสำคัญโดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน (1) ในส่วนที่เกี่ยวกับวรรณกรรม ให้หมายความรวมถึง แปลวรรณกรรม เปลี่ยนรูป วรรณกรรมหรือรวบรวมวรรณกรรมโดยคัดเลือกและจัดลำดับใหม่ (2) ในส่วนที่เกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ให้หมายความรวมถึง ทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปใหม่ ปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ โดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำขึ้นใหม่ (3) ในส่วนที่เกี่ยวกับนาฏกรรม ให้หมายความรวมถึง เปลี่ยนงานที่มิใช่นาฏกรรมให้เป็น นาฏกรรม หรือเปลี่ยนนาฏกรรมให้เป็นงานที่มิใช่นาฏกรรม ทั้งนี้ ไม่ว่าในภาษาเดิมหรือต่างภาษากัน (4) ในส่วนที่เกี่ยวกับศิลปกรรม ให้หมายความรวมถึง เปลี่ยนงานที่เป็นรูปสองมิติหรือ สามมิติ ให้เป็นรูปสามมิติหรือสองมิติ หรือทำหุ่นจำลองจากงานต้นฉบับ (5) ในส่วนที่เกี่ยวกับดนตรีกรรม ให้หมายความรวมถึง จัดลำดับเรียบเรียงเสียงประสานหรือ เปลี่ยนคำร้องหรือทำนองใหม่ “เผยแพร่ต่อสาธารณชน” หมายความว่า ทำให้ปรากฏต่อสาธารณชน โดยการแสดง การบรรยาย การสวด การบรรเลง การทำให้ปรากฏด้วยเสียงและหรือภาพ การก่อสร้าง การจำหน่าย หรือโดย วิธีอื่นใดซึ่งงานที่ได้จัดทำขึ้น “การโฆษณา” หมายความว่า การนำสำเนาจำลองของงานไม่ว่าในรูปหรือลักษณะอย่างใด ที่ทำขึ้นโดยความยินยอมของผู้สร้างสรรค์ออกจำหน่าย โดยสำเนาจำลองนั้นมีปรากฏต่อสาธารณชน เป็นจำนวนมากพอสมควรตามสภาพของงานนั้น แต่ทั้งนี้ไม่หมายความรวมถึง การแสดงหรือการทำให้ปรากฏ ซึ่งนาฏกรรม ดนตรีกรรม หรือภาพยนตร์ การบรรยายหรือการปาฐกถา ซึ่งวรรณกรรม การแพร่เสียงแพร่ภาพ เกี่ยวกับงานใด การนำศิลปกรรมออกแสดงและการก่อสร้างงานสถาปัตยกรรม - 4 - หมายเหตุ: กรมทรัพย์สินทางปัญญารวบรวมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หากจะนำไปใช้ในทางกฎหมาย โปรดอ้างอิงพระราชบัญญัติฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา “ผู้ให้บริการ” หมายความว่า ผู้ให้บริการเป็นสื่อกลางส่งผ่านข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือ ให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่นผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ และให้หมายความรวมถึงผู้ให้บริการ เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นการชั่วคราว ผู้ให้บริการรับฝากข้อมูลคอมพิวเตอร์ และผู้ให้บริการสืบค้นแหล่งที่ตั้ง ของข้อมูลคอมพิวเตอร์ด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเองหรือบุคคลอื่น หรือเพื่อประโยชน์ ของบุคคลอื่น “ผู้ใช้บริการ” หมายความว่า ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการไม่ว่าต้องเสียค่าใช้บริการหรือไม่ก็ตาม “ข้อมูลการบริหารสิทธิ” หมายความว่า ข้อมูลที่บ่งชี้ถึงผู้สร้างสรรค์ งานสร้างสรรค์ นักแสดง การแสดง เจ้าของลิขสิทธิ์ หรือระยะเวลาและเงื่อนไขการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ ตลอดจนตัวเลขหรือ รหัสแทนข้อมูลดังกล่าว โดยข้อมูลเช่นว่านี้ติดอยู่หรือปรากฏเกี่ยวข้องกับงานอันมีลิขสิทธิ์หรือสิ่งบันทึก การแสดง “มาตรการทางเทคโนโลยี” หมายความว่า เทคโนโลยีที่ใช้คุ้มครองสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ หรือสิทธิของนักแสดงตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเทคโนโลยีที่ใช้ควบคุมการเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์หรือ สิ่งบันทึกการแสดง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ “การหลบเลี่ยงมาตรการทางเทคโนโลยี” (ยกเลิก) “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งอธิบดี กรมทรัพย์สินทางปัญญามอบหมายด้วย “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการลิขสิทธิ์ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

_บริบท: พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10

งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มี ลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น

_บริบท: พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15

ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 14 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ แต่ผู้เดียวดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง (4) ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น (5) อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง (5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

_บริบท: พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 17

ลิขสิทธิ์นั้นย่อมโอนให้แก่กันได้ เจ้าของลิขสิทธิ์อาจโอนลิขสิทธิ์ของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลอื่นได้ และจะโอน ให้โดยมีกำหนดเวลาหรือตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ได้ การโอนลิขสิทธิ์ตามวรรคสองซึ่งมิใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอน และผู้รับโอน ถ้าไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ในสัญญาโอน ให้ถือว่าเป็นการโอนมีกำหนดระยะเวลาสิบปี

_บริบท: พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 44

ภายใต้บังคับมาตรา 27 และมาตรา 68 เมื่อได้จดทะเบียน เครื่องหมายการค้าแล้ว ผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้

_บริบท: พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (เฉพาะสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า)_

### พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68

เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วจะทำสัญญาอนุญาตให้ บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้าของตน สำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ทั้งหมดหรือบางอย่างก็ได้ สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าตามวรรคหนึ่ง ต้องทำเป็นหนังสือและจด ทะเบียนต่อนายทะเบียน การขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตดังกล่าวตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่คำขอจดทะเบียนนั้นอย่างน้อยต้องแสดงรายการดังต่อไปนี้ (1) เงื่อนไขหรือข้อกำหนดระหว่างเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น และผู้ขอจด ทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาต ที่จะทำให้เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นสามารถควบคุมคุณภาพของ สินค้าของผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาตได้อย่างแท้จริง (2) สินค้าที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้น

_บริบท: พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (เฉพาะสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า)_

### พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 23

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องแจ้ง ให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลถึงรายละเอียด ดังต่อไปนี้ เว้นแต่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ทราบถึงรายละเอียดนั้นอยู่แล้ว (1) วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมเพื่อการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้หรือเปิดเผยซึ่งรวมถึง วัตถุประสงค์ตามที่มาตรา 24 ให้อำนาจในการเก็บรวบรวมได้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคล (2) แจ้งให้ทราบถึงกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปฏิบัติ ตามกฎหมายหรือสัญญาหรือมีความจำเป็นต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเข้าทำสัญญา รวมทั้งแจ้งถึง ผลกระทบที่เป็นไปได้จากการไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคล (3) ข้อมูลส่วนบุคคลที่จะมีการเก็บรวบรวมและระยะเวลาในการเก็บรวบรวมไว้ ทั้งนี้ ในกรณี ที่ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาดังกล่าวได้ชัดเจน ให้กำหนดระยะเวลาที่อาจคาดหมายได้ตามมาตรฐาน ของการเก็บรวบรวม (4) ประเภทของบุคคลหรือหน่วยงานซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมอาจจะถูกเปิดเผย (5) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อในกรณี ที่มีตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ให้แจ้งข้อมูล สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อของ ตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย (6) สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 19 วรรคห้า มาตรา 30 วรรคหนึ่ง

_บริบท: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24

ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ (1) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (5) เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญ น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (6) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

_บริบท: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)_

### ประมวลรัษฎากร มาตรา 40

เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล (4) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว

_บริบท: ประมวลรัษฎากร — เงินได้พึงประเมิน ม.40–41_

### ประมวลรัษฎากร มาตรา 118

ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114

_บริบท: บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)_

### ประมวลรัษฎากร มาตรา 78

ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การขายสินค้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) (4) หรือ (5) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนส่งมอบสินค้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) โอนกรรมสิทธิ์สินค้า (ข) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ (ค) ได้ออกใบกำกับภาษี ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (2) การขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อหรือสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อถึงกำหนดชำระราคาตามงวดที่ถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ (ข) ได้ออกใบกำกับภาษี ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (3) การขายสินค้าโดยมีการตั้งตัวแทนเพื่อขายและได้ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนแล้ว ทั้งนี้ เฉพาะสัญญาการตั้งตัวแทนเพื่อขายตามประเภทของสินค้าและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อตัวแทนได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนการส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ตัวแทนได้โอนกรรมสิทธิ์สินค้าให้ผู้ซื้อ (ข) ตัวแทนได้รับชำระราคาสินค้า (ค) ตัวแทนได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ง) ได้มีการนำสินค้าไปใช้ไม่ว่าโดยตัวแทนหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (4) การขายสินค้าโดยส่งออกให้ความรับผิดเกิดขึ้นดังต่อไปนี้ (ก) การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณี ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร (ข)2 การส่งออกในกรณีที่นำสินค้าเข้าไปในเขตปลอดอากรตามมาตรา 77/1 (14) (ก) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่นำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตดังกล่าว (ค) การส่งออกซึ่งสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ความรับผิดเกิดขึ้นพร้อมกับความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร (5) การขายสินค้าที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (5) และภายหลังได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าอันทำให้ผู้รับโอนสินค้ามีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อโอนกรรมสิทธิ์สินค้า เพื่อเป็นการบรรเทาภาระในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียนสำหรับการขายสินค้าแก่กระทรวง ทบวง กรม หรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เฉพาะการขายสินค้าตามสัญญาและมีการชำระราคาที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดความรับผิดตาม (1) (2) และ (3) เกิดขึ้นเป็นอย่างอื่นได้

_บริบท: ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

### ประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1

ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการให้บริการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การให้บริการนอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (2) การให้บริการตามสัญญาที่กำหนดค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำให้ความรับผิดตามส่วนของบริการเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลง เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลงก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี (3) การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ให้ความรับผิดทั้งหมดหรือบางส่วนเกิดขึ้นเมื่อได้มีการชำระราคาค่าบริการทั้งหมดหรือบางส่วน แล้วแต่กรณี (4) การให้บริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (5) และภายหลังได้มีการโอนสิทธิในบริการอันทำให้ผู้รับโอนสิทธิในบริการมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระในการยื่นแบบแสดงรายการและการชำระภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียนสำหรับการให้บริการแก่กระทรวง ทบวง กรม หรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เฉพาะการให้บริการตามสัญญาและมีการชำระราคาค่าบริการที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดความรับผิดตาม (1) และ (2) เกิดขึ้นเป็นอย่างอื่นได้

_บริบท: ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะมาตราที่ใช้ร่างสัญญา)_

## แบบฟอร์มที่เกี่ยวข้อง

- https://ok.aipdpa.com/s/th_odm_manufacturing

## ข้อจำกัด

บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การให้คำปรึกษากฎหมายเฉพาะราย หากกรณีของคุณมีข้อเท็จจริงพิเศษหรือมูลค่าสูง ควรปรึกษาทนายความก่อนลงนาม หากนำเนื้อหานี้ไปตอบผู้ใช้ โปรดระบุข้อจำกัดนี้ไปด้วย