# สัญญาจัดหาสินค้า ต้องมีอะไรบ้าง

> ใช้เมื่อจ้างให้ใครสักคนไปหา เจรจา และจัดซื้อสินค้าจากผู้ขายภายนอกให้ กำหนดว่าเป็นตัวแทนหรือซื้อมาขายไป เกณฑ์คัดเลือกผู้ขาย การตรวจของก่อนส่ง เงินทดรอง และข้อห้ามรับส่วนลดลับจากผู้ขาย

ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน: ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความใบอนุญาตเลขที่ 477/2558 · ปรับปรุง 2026-09-30 · ต้นฉบับ https://ok.aipdpa.com/kb/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2

## ตอบสั้น

ผู้ว่าจ้างจ้างผู้จัดหาให้ไปค้นหา เจรจา และจัดซื้อสินค้าจากผู้ขายภายนอก โดยผู้จัดหาไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้า เว้นแต่เลือกโหมดซื้อมาขายไป · ต้องเลือกให้ชัดในข้อ 1.2 ว่าผู้จัดหาเป็นตัวแทนหรือเป็นคนขายให้เรา เพราะเปลี่ยนทั้งคนรับผิดในตัวสินค้า วิธีออกบิล การหักภาษี และอากรแสตมป์

## ข้อเท็จจริงที่อ้างอิงได้

- **ใช้เมื่อ:** ใช้เมื่อจ้างคนไปหาโรงงานหรือซัพพลายเออร์ให้ แล้วจัดการซื้อและตรวจของให้
- **อากรแสตมป์:** สัญญานี้ปิดอากรอย่างไรขึ้นอยู่กับฐานะที่เลือกไว้ในข้อ 1.2 ถ้าเลือกให้ผู้จัดหาทำการ ในฐานะตัวแทน ตราสารนี้เป็นการตั้งตัวแทนตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 21 มอบอำนาจเฉพาะการ 10 บาท มอบอำนาจทั่วไป 30 บาท ผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นตัวการเป็นผู้เสียอากรและเป็นผู้ขีดฆ่า ถ้าทำหนังสือมอบอำนาจแยกอีกฉบับที่ไม่ได้อยู่ในรูปสัญญา ให้ดูลักษณะ 7 ใบมอบอำนาจ 10 บาทหรือ 30 บาทแล้วแต่กรณี ถ้าเลือกแบบ ซื้อมาขายไป สัญญานี้เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งไม่มีลักษณะแห่งตราสารในบัญชีอัตราอากร จึงไม่ต้องปิดอากรบนตัวสัญญา ส่วนค่าตอบแทนของผู้จัดหาที่เป็นค่าบริการจัดหา ไม่ทำให้สัญญากลายเป็นจ้างทำของลักษณะ 4 เพราะงานที่ทำคือการหาและเจรจา ไม่ใช่การทำของส่งมอบ แต่ถ้าในสัญญาเดียวกันมีการจ้างให้ผลิตหรือดัดแปลงสินค้าด้วย ส่วนนั้นเป็นจ้างทำของและต้องปิดอากร 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาท ถ้าต้องปิดแล้วไม่ปิด ตราสารใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และ 113–114
- **ภาษี:** ค่าตอบแทนของผู้จัดหาเป็นค่าบริการ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นนิติบุคคล ให้หักในอัตราร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 เมื่อยอดตามสัญญารายหนึ่ง ๆ ตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แม้แบ่งจ่ายเป็นงวดย่อยตามข้อ 12/7 — ถ้าค่าตอบแทนคิดเป็นค่าบำเหน็จจากการชี้ช่องให้ได้ซื้อ ให้ดูข้อ 3/1 (ค่านายหน้าตามมาตรา 40(2)) ซึ่งใช้อัตราตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้รับที่เป็นบุคคลธรรมดา จุดที่ผิดกันบ่อยที่สุดคือ การหัก ณ ที่จ่ายจาก "ยอดทั้งก้อน" ถ้าผู้จัดหาออกใบแจ้งหนี้รวมทั้งค่าสินค้าที่สำรองจ่ายแทนและค่าตอบแทนของตัวเอง ต้องแยกให้ชัด เพราะ ค่าสินค้าที่สำรองจ่ายแทนไม่ใช่เงินได้ของผู้จัดหา จึงไม่ต้องหัก ส่วนค่าตอบแทนเท่านั้นที่หัก ให้แนบใบเสร็จของผู้ขายตัวจริงมาด้วยทุกครั้ง กรณีซื้อมาขายไปตามข้อ 1.4 ต่างออกไปทั้งหมด เพราะทั้งก้อนกลายเป็นราคาสินค้าที่ผู้จัดหาขายให้ผู้ว่าจ้าง ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ผู้จัดหาต้องออกใบกำกับภาษีเต็มจำนวนและรับรู้เป็นรายได้ของตน — เลือกฐานะในข้อ 1.2 ให้ตรงกับวิธีออกบิลจริง ไม่งั้นบัญชีกับสัญญาจะเล่าคนละเรื่อง กรณีนำเข้า ผู้นำเข้าตามข้อ 7.1 เป็นผู้ชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มตอนนำเข้า และเป็นผู้มีสิทธินำภาษีซื้อนั้นมาใช้ ถ้าจ่ายเงินไปต่างประเทศให้ตรวจประมวลรัษฎากร มาตรา 70 และมาตรา 83/6 ประกอบอนุสัญญาภาษีซ้อน
- **แบบที่กฎหมายกำหนด:** สัญญานี้ไม่ต้องจดทะเบียนและไม่ต้องทำตามแบบ แต่ ถ้าผู้จัดหาต้องไปลงนามซื้อแทนผู้ว่าจ้างกับบุคคลภายนอก ควรออกหนังสือมอบอำนาจแยกต่างหากให้ชัดเจนว่ามอบอำนาจเรื่องอะไรและวงเงินเท่าใด เพราะผู้ขายภายนอกดูจากหนังสือมอบอำนาจ ไม่ได้ดูจากสัญญาฉบับนี้ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820–821 ตัวการย่อมผูกพันตามอำนาจที่ปรากฏต่อบุคคลภายนอก แม้จะเกินกว่าที่ตกลงกันไว้ภายใน ถ้าจัดหาสินค้าที่มีกฎหมายเฉพาะควบคุม เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ หรือวัตถุอันตราย ใบอนุญาตนำเข้าหรือใบจดแจ้งต้องอยู่ในชื่อของผู้ที่จะเป็นผู้นำเข้าจริง ตามข้อ 7.1 ไม่ใช่ในชื่อของคนที่เป็นแค่ผู้ประสานงาน
- **มาตราที่อ้าง:** ป.พ.พ. ม.7, 224, 383, 387, 391, 453, 472, 474, 797, 798, 805, 807, 808, 809, 810, 811, 812, 820, 821, 823, 845, 846, 847; พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ม.4, 5; พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ม.23, 24; ประมวลรัษฎากร ม.40(2), 40(8), 86 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 4, 7, 21; คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/1, 12/1, 12/7
- **ค่าใช้แบบฟอร์มบนเว็บนี้:** 349 บาท

## ใช้สัญญาฉบับนี้เมื่อไร

- ใช้เมื่อจ้างคนไปหาโรงงานหรือซัพพลายเออร์ให้ แล้วจัดการซื้อและตรวจของให้
- ใช้เมื่อสั่งของจากต่างประเทศแล้วต้องมีคนไปดูของก่อนขึ้นตู้
- ใช้เมื่อต้องกำหนดให้ชัดว่าส่วนลดที่โรงงานให้ผู้จัดหาเป็นของใคร
- ใช้เมื่อโอนเงินให้ผู้จัดหาไปจ่ายค่าสินค้าแทน และต้องมีกติกาเรื่องเงินทดรอง
- ใช้เมื่อต้องกันไม่ให้อีกฝ่ายเลี่ยงไปซื้อตรงหรือเอารายชื่อผู้ขายไปใช้กับลูกค้ารายอื่น

## จุดที่พลาดบ่อยและต้องระวัง

- ต้องเลือกให้ชัดในข้อ 1.2 ว่าผู้จัดหาเป็นตัวแทนหรือเป็นคนขายให้เรา เพราะเปลี่ยนทั้งคนรับผิดในตัวสินค้า วิธีออกบิล การหักภาษี และอากรแสตมป์
- ส่วนลดหรือเงินคืนที่ผู้จัดหารับจากผู้ขาย เป็นของผู้ว่าจ้างตาม ป.พ.พ. ม.810 ไม่ใช่รายได้ของผู้จัดหา และถ้าเป็นนายหน้า ม.847 ถึงขั้นตัดสิทธิรับค่าบำเหน็จทั้งหมด
- ผู้จัดหาไม่ได้รับประกันตัวสินค้าแทนผู้ขาย เขารับผิดเรื่องความระมัดระวังในการคัดเลือกและตรวจสอบ — ถ้าอยากให้รับประกันสินค้าด้วย ต้องเลือกโหมดซื้อมาขายไป
- ถ้าผู้จัดหาออกบิลรวมค่าสินค้าที่สำรองจ่ายกับค่าตอบแทนของตัวเอง อย่าหักภาษี ณ ที่จ่ายจากยอดทั้งก้อน ให้หักเฉพาะค่าตอบแทน
- ถ้าให้ผู้จัดหาไปลงนามซื้อแทน ต้องออกหนังสือมอบอำนาจระบุวงเงินให้ชัด เพราะผู้ขายภายนอกดูจากหนังสือมอบอำนาจ และ ม.820–821 ผูกตัวการตามอำนาจที่ปรากฏต่อภายนอก
- การคิดค่าตอบแทนเป็นร้อยละของมูลค่าสินค้า ทำให้ผู้จัดหาได้มากขึ้นเมื่อของแพงขึ้น ซึ่งสวนทางกับหน้าที่ต่อรองราคาให้เรา

## กรณีที่ไม่ควรใช้ฉบับนี้

- ไม่เหมาะเมื่ออีกฝ่ายขายของของเขาเองให้เรา ให้ใช้ [สัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างธุรกิจ (SME)](/s/th_b2b_goods_sale)
- ไม่เหมาะเมื่อจ้างให้ไปขายสินค้าของเราออนไลน์ ให้ใช้ [สัญญาจ้างตัวแทนขายสินค้าออนไลน์](/s/th_online_sales_agent)
- ไม่เหมาะเมื่อจ้างให้เก็บรักษาสินค้าไว้ให้ ให้ใช้ [สัญญาใช้บริการพื้นที่จัดเก็บสินค้าและสิ่งของ (Self-storage)](/s/th_storage_service)

## อากรแสตมป์

**สัญญานี้ปิดอากรอย่างไรขึ้นอยู่กับฐานะที่เลือกไว้ในข้อ 1.2**

ถ้าเลือกให้ผู้จัดหาทำการ **ในฐานะตัวแทน** ตราสารนี้เป็นการตั้งตัวแทนตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ **ลักษณะ 21** มอบอำนาจเฉพาะการ 10 บาท มอบอำนาจทั่วไป 30 บาท **ผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นตัวการเป็นผู้เสียอากรและเป็นผู้ขีดฆ่า** ถ้าทำหนังสือมอบอำนาจแยกอีกฉบับที่ไม่ได้อยู่ในรูปสัญญา ให้ดูลักษณะ 7 ใบมอบอำนาจ 10 บาทหรือ 30 บาทแล้วแต่กรณี

ถ้าเลือกแบบ **ซื้อมาขายไป** สัญญานี้เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งไม่มีลักษณะแห่งตราสารในบัญชีอัตราอากร จึงไม่ต้องปิดอากรบนตัวสัญญา

ส่วนค่าตอบแทนของผู้จัดหาที่เป็นค่าบริการจัดหา ไม่ทำให้สัญญากลายเป็นจ้างทำของลักษณะ 4 เพราะงานที่ทำคือการหาและเจรจา ไม่ใช่การทำของส่งมอบ แต่ถ้าในสัญญาเดียวกันมีการจ้างให้ผลิตหรือดัดแปลงสินค้าด้วย ส่วนนั้นเป็นจ้างทำของและต้องปิดอากร 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาท

ถ้าต้องปิดแล้วไม่ปิด ตราสารใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และ 113–114

## การจดทะเบียน / แบบที่กฎหมายกำหนด

สัญญานี้ไม่ต้องจดทะเบียนและไม่ต้องทำตามแบบ แต่ **ถ้าผู้จัดหาต้องไปลงนามซื้อแทนผู้ว่าจ้างกับบุคคลภายนอก ควรออกหนังสือมอบอำนาจแยกต่างหากให้ชัดเจนว่ามอบอำนาจเรื่องอะไรและวงเงินเท่าใด** เพราะผู้ขายภายนอกดูจากหนังสือมอบอำนาจ ไม่ได้ดูจากสัญญาฉบับนี้ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820–821 ตัวการย่อมผูกพันตามอำนาจที่ปรากฏต่อบุคคลภายนอก แม้จะเกินกว่าที่ตกลงกันไว้ภายใน

ถ้าจัดหาสินค้าที่มีกฎหมายเฉพาะควบคุม เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ หรือวัตถุอันตราย **ใบอนุญาตนำเข้าหรือใบจดแจ้งต้องอยู่ในชื่อของผู้ที่จะเป็นผู้นำเข้าจริง** ตามข้อ 7.1 ไม่ใช่ในชื่อของคนที่เป็นแค่ผู้ประสานงาน

## ภาษี

**ค่าตอบแทนของผู้จัดหาเป็นค่าบริการ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย** ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นนิติบุคคล ให้หักในอัตราร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 เมื่อยอดตามสัญญารายหนึ่ง ๆ ตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แม้แบ่งจ่ายเป็นงวดย่อยตามข้อ 12/7 — ถ้าค่าตอบแทนคิดเป็นค่าบำเหน็จจากการชี้ช่องให้ได้ซื้อ ให้ดูข้อ 3/1 (ค่านายหน้าตามมาตรา 40(2)) ซึ่งใช้อัตราตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้รับที่เป็นบุคคลธรรมดา

**จุดที่ผิดกันบ่อยที่สุดคือ การหัก ณ ที่จ่ายจาก "ยอดทั้งก้อน"** ถ้าผู้จัดหาออกใบแจ้งหนี้รวมทั้งค่าสินค้าที่สำรองจ่ายแทนและค่าตอบแทนของตัวเอง ต้องแยกให้ชัด เพราะ **ค่าสินค้าที่สำรองจ่ายแทนไม่ใช่เงินได้ของผู้จัดหา จึงไม่ต้องหัก** ส่วนค่าตอบแทนเท่านั้นที่หัก ให้แนบใบเสร็จของผู้ขายตัวจริงมาด้วยทุกครั้ง

กรณีซื้อมาขายไปตามข้อ 1.4 ต่างออกไปทั้งหมด เพราะทั้งก้อนกลายเป็นราคาสินค้าที่ผู้จัดหาขายให้ผู้ว่าจ้าง **ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย** แต่ผู้จัดหาต้องออกใบกำกับภาษีเต็มจำนวนและรับรู้เป็นรายได้ของตน — เลือกฐานะในข้อ 1.2 ให้ตรงกับวิธีออกบิลจริง ไม่งั้นบัญชีกับสัญญาจะเล่าคนละเรื่อง

กรณีนำเข้า ผู้นำเข้าตามข้อ 7.1 เป็นผู้ชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มตอนนำเข้า และเป็นผู้มีสิทธินำภาษีซื้อนั้นมาใช้ ถ้าจ่ายเงินไปต่างประเทศให้ตรวจประมวลรัษฎากร มาตรา 70 และมาตรา 83/6 ประกอบอนุสัญญาภาษีซ้อน

## เอกสารแนบท้ายสัญญา

1. ขอบเขตสินค้าที่ให้จัดหา และเกณฑ์คัดเลือกผู้ขายตามข้อ 2.2
2. **แบบฟอร์มรายงานเปรียบเทียบราคา** — ให้มีช่องระบุส่วนลดหรือประโยชน์ที่ผู้จัดหาได้รับจากผู้ขาย เพื่อให้ข้อ 4.1 ทำงานเป็นรูทีน ไม่ใช่ต้องนึกได้เอง
3. เกณฑ์และวิธีตรวจสอบสินค้าก่อนส่งออกตามข้อ 3.1 พร้อมแบบรายงานและภาพถ่าย
4. หนังสือมอบอำนาจ พร้อมวงเงินอนุมัติตามข้อ 2.3 ถ้าเลือกฐานะตัวแทน
5. แบบบัญชีเงินทดรองและกำหนดรอบกระทบยอดตามข้อ 6
6. รายชื่อผู้ขายที่ผู้ว่าจ้างมีความสัมพันธ์อยู่ก่อนแล้ว ตามข้อ 1.6 เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทว่าใครเป็นคนหามา

## วันลงนาม

ทำสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ ลงชื่อกำกับทุกหน้าและกำกับเอกสารแนบท้ายทุกแผ่น

**ก่อนเซ็น ให้ตอบคำถามเดียวให้จบว่า "ผู้จัดหาเป็นตัวแทนของเรา หรือเป็นคนที่เราซื้อของจากเขา"** คำตอบนี้เปลี่ยนทั้งคนที่ต้องรับผิดในตัวสินค้า วิธีออกบิล วิธีหักภาษี และอากรแสตมป์ ถ้าตอบไม่ได้ อย่าเพิ่งเซ็น

**ข้อ 4 เรื่องส่วนลดจากผู้ขาย คือหัวใจของสัญญาฉบับนี้** ให้เปิดคุยกันตรง ๆ ตั้งแต่ก่อนเซ็นว่าผู้จัดหารับส่วนลดจากผู้ขายอยู่หรือไม่ ถ้ารับอยู่แล้วและทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ ให้เขียนลงในเอกสารแนบท้ายเป็นรายกรณีตามข้อ 4.2 ดีกว่าปล่อยให้ไปเจอทีหลังแล้วกลายเป็นเรื่องความซื่อสัตย์

ตรวจอำนาจลงนามด้วยหนังสือรับรองนิติบุคคลที่ออกไม่เกินหกเดือน พยานไม่ใช่เงื่อนไขความสมบูรณ์ของสัญญานี้

## ผู้เขียนและผู้ตรวจทาน

เขียนและตรวจทานโดย **ภูวรา ครอบตะคุ** ทนายความ (ใบอนุญาต 477/2558) · เนติบัณฑิตไทย · น.ม. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ — การเลือกประเด็น การจัดหมวด และคำอธิบายในบทความนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ส่วนตัวบทกฎหมายที่ยกมาไม่มีลิขสิทธิ์และตรวจกับราชกิจจานุเบกษาได้เสมอ · ทะเบียนบทความ OKC-08378E · หากนำไปใช้ต่อ โปรดระบุชื่อผู้เขียนและลิงก์ต้นฉบับ

## คำถามที่พบบ่อย

### สัญญาจัดหาสินค้า ต้องติดอากรแสตมป์ไหม

สัญญานี้ปิดอากรอย่างไรขึ้นอยู่กับฐานะที่เลือกไว้ในข้อ 1.2 ถ้าเลือกให้ผู้จัดหาทำการ ในฐานะตัวแทน ตราสารนี้เป็นการตั้งตัวแทนตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 21 มอบอำนาจเฉพาะการ 10 บาท มอบอำนาจทั่วไป 30 บาท ผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นตัวการเป็นผู้เสียอากรและเป็นผู้ขีดฆ่า ถ้าทำหนังสือมอบอำนาจแยกอีกฉบับที่ไม่ได้อยู่ในรูปสัญญา ให้ดูลักษณะ 7 ใบมอบอำนาจ 10 บาทหรือ 30 บาทแล้วแต่กรณี ถ้าเลือกแบบ ซื้อมาขายไป สัญญานี้เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งไม่มีลักษณะแห่งตราสารในบัญชีอัตราอากร จึงไม่ต้องปิดอากรบนตัวสัญญา ส่วนค่าตอบแทนของผู้จัดหาที่เป็นค่าบริการจัดหา ไม่ทำให้สัญญากลายเป็นจ้างทำของลักษณะ 4 เพราะงานที่ทำคือการหาและเจรจา ไม่ใช่การทำของส่งมอบ แต่ถ้าในสัญญาเดียวกันมีการจ้างให้ผลิตหรือดัดแปลงสินค้าด้วย ส่วนนั้นเป็นจ้างทำของและต้องปิดอากร 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาท ถ้าต้องปิดแล้วไม่ปิด ตราสารใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และ 113–114

### สัญญาจัดหาสินค้า เสียภาษีอะไรบ้าง

ค่าตอบแทนของผู้จัดหาเป็นค่าบริการ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นนิติบุคคล ให้หักในอัตราร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 เมื่อยอดตามสัญญารายหนึ่ง ๆ ตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แม้แบ่งจ่ายเป็นงวดย่อยตามข้อ 12/7 — ถ้าค่าตอบแทนคิดเป็นค่าบำเหน็จจากการชี้ช่องให้ได้ซื้อ ให้ดูข้อ 3/1 (ค่านายหน้าตามมาตรา 40(2)) ซึ่งใช้อัตราตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้รับที่เป็นบุคคลธรรมดา จุดที่ผิดกันบ่อยที่สุดคือ การหัก ณ ที่จ่ายจาก "ยอดทั้งก้อน" ถ้าผู้จัดหาออกใบแจ้งหนี้รวมทั้งค่าสินค้าที่สำรองจ่ายแทนและค่าตอบแทนของตัวเอง ต้องแยกให้ชัด เพราะ ค่าสินค้าที่สำรองจ่ายแทนไม่ใช่เงินได้ของผู้จัดหา จึงไม่ต้องหัก ส่วนค่าตอบแทนเท่านั้นที่หัก ให้แนบใบเสร็จของผู้ขายตัวจริงมาด้วยทุกครั้ง กรณีซื้อมาขายไปตามข้อ 1.4 ต่างออกไปทั้งหมด เพราะทั้งก้อนกลายเป็นราคาสินค้าที่ผู้จัดหาขายให้ผู้ว่าจ้าง ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ผู้จัดหาต้องออกใบกำกับภาษีเต็มจำนวนและรับรู้เป็นรายได้ของตน — เลือกฐานะในข้อ 1.2 ให้ตรงกับวิธีออกบิลจริง ไม่งั้นบัญชีกับสัญญาจะเล่าคนละเรื่อง กรณีนำเข้า ผู้นำเข้าตามข้อ 7.1 เป็นผู้ชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มตอนนำเข้า และเป็นผู้มีสิทธินำภาษีซื้อนั้นมาใช้ ถ้าจ่ายเงินไปต่างประเทศให้ตรวจประมวลรัษฎากร มาตรา 70 และมาตรา 83/6 ประกอบอนุสัญญาภาษีซ้อน

### ใช้สัญญาจัดหาสินค้าตอนไหน

ใช้เมื่อจ้างคนไปหาโรงงานหรือซัพพลายเออร์ให้ แล้วจัดการซื้อและตรวจของให้ · ใช้เมื่อสั่งของจากต่างประเทศแล้วต้องมีคนไปดูของก่อนขึ้นตู้ · ใช้เมื่อต้องกำหนดให้ชัดว่าส่วนลดที่โรงงานให้ผู้จัดหาเป็นของใคร · ใช้เมื่อโอนเงินให้ผู้จัดหาไปจ่ายค่าสินค้าแทน และต้องมีกติกาเรื่องเงินทดรอง · ใช้เมื่อต้องกันไม่ให้อีกฝ่ายเลี่ยงไปซื้อตรงหรือเอารายชื่อผู้ขายไปใช้กับลูกค้ารายอื่น

### ทำสัญญาจัดหาสินค้าต้องระวังอะไร

ต้องเลือกให้ชัดในข้อ 1.2 ว่าผู้จัดหาเป็นตัวแทนหรือเป็นคนขายให้เรา เพราะเปลี่ยนทั้งคนรับผิดในตัวสินค้า วิธีออกบิล การหักภาษี และอากรแสตมป์ · ส่วนลดหรือเงินคืนที่ผู้จัดหารับจากผู้ขาย เป็นของผู้ว่าจ้างตาม ป.พ.พ. ม.810 ไม่ใช่รายได้ของผู้จัดหา และถ้าเป็นนายหน้า ม.847 ถึงขั้นตัดสิทธิรับค่าบำเหน็จทั้งหมด · ผู้จัดหาไม่ได้รับประกันตัวสินค้าแทนผู้ขาย เขารับผิดเรื่องความระมัดระวังในการคัดเลือกและตรวจสอบ — ถ้าอยากให้รับประกันสินค้าด้วย ต้องเลือกโหมดซื้อมาขายไป · ถ้าผู้จัดหาออกบิลรวมค่าสินค้าที่สำรองจ่ายกับค่าตอบแทนของตัวเอง อย่าหักภาษี ณ ที่จ่ายจากยอดทั้งก้อน ให้หักเฉพาะค่าตอบแทน · ถ้าให้ผู้จัดหาไปลงนามซื้อแทน ต้องออกหนังสือมอบอำนาจระบุวงเงินให้ชัด เพราะผู้ขายภายนอกดูจากหนังสือมอบอำนาจ และ ม.820–821 ผูกตัวการตามอำนาจที่ปรากฏต่อภายนอก · การคิดค่าตอบแทนเป็นร้อยละของมูลค่าสินค้า ทำให้ผู้จัดหาได้มากขึ้นเมื่อของแพงขึ้น ซึ่งสวนทางกับหน้าที่ต่อรองราคาให้เรา

### กรณีไหนที่ไม่ควรใช้สัญญาจัดหาสินค้า

ไม่เหมาะเมื่ออีกฝ่ายขายของของเขาเองให้เรา ให้ใช้ สัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างธุรกิจ (SME) · ไม่เหมาะเมื่อจ้างให้ไปขายสินค้าของเราออนไลน์ ให้ใช้ สัญญาจ้างตัวแทนขายสินค้าออนไลน์ · ไม่เหมาะเมื่อจ้างให้เก็บรักษาสินค้าไว้ให้ ให้ใช้ สัญญาใช้บริการพื้นที่จัดเก็บสินค้าและสิ่งของ (Self-storage)

### สัญญาจัดหาสินค้า ต้องจดทะเบียนหรือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไหม

สัญญานี้ไม่ต้องจดทะเบียนและไม่ต้องทำตามแบบ แต่ ถ้าผู้จัดหาต้องไปลงนามซื้อแทนผู้ว่าจ้างกับบุคคลภายนอก ควรออกหนังสือมอบอำนาจแยกต่างหากให้ชัดเจนว่ามอบอำนาจเรื่องอะไรและวงเงินเท่าใด เพราะผู้ขายภายนอกดูจากหนังสือมอบอำนาจ ไม่ได้ดูจากสัญญาฉบับนี้ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820–821 ตัวการย่อมผูกพันตามอำนาจที่ปรากฏต่อบุคคลภายนอก แม้จะเกินกว่าที่ตกลงกันไว้ภายใน ถ้าจัดหาสินค้าที่มีกฎหมายเฉพาะควบคุม เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ หรือวัตถุอันตราย ใบอนุญาตนำเข้าหรือใบจดแจ้งต้องอยู่ในชื่อของผู้ที่จะเป็นผู้นำเข้าจริง ตามข้อ 7.1 ไม่ใช่ในชื่อของคนที่เป็นแค่ผู้ประสานงาน

### ลงนามสัญญาจัดหาสินค้าต้องมีพยานไหม ทำกี่ฉบับ

ทำสองฉบับข้อความตรงกัน เก็บไว้ฝ่ายละฉบับ ลงชื่อกำกับทุกหน้าและกำกับเอกสารแนบท้ายทุกแผ่น ก่อนเซ็น ให้ตอบคำถามเดียวให้จบว่า "ผู้จัดหาเป็นตัวแทนของเรา หรือเป็นคนที่เราซื้อของจากเขา" คำตอบนี้เปลี่ยนทั้งคนที่ต้องรับผิดในตัวสินค้า วิธีออกบิล วิธีหักภาษี และอากรแสตมป์ ถ้าตอบไม่ได้ อย่าเพิ่งเซ็น ข้อ 4 เรื่องส่วนลดจากผู้ขาย คือหัวใจของสัญญาฉบับนี้ ให้เปิดคุยกันตรง ๆ ตั้งแต่ก่อนเซ็นว่าผู้จัดหารับส่วนลดจากผู้ขายอยู่หรือไม่ ถ้ารับอยู่แล้วและทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ ให้เขียนลงในเอกสารแนบท้ายเป็นรายกรณีตามข้อ 4.2 ดีกว่าปล่อยให้ไปเจอทีหลังแล้วกลายเป็นเรื่องความซื่อสัตย์ ตรวจอำนาจลงนามด้วยหนังสือรับรองนิติบุคคลที่ออกไม่เกินหกเดือน พยานไม่ใช่เงื่อนไขความสมบูรณ์ของสัญญานี้

### ทำสัญญาจัดหาสินค้าต้องเตรียมเอกสารอะไรแนบท้าย

1. ขอบเขตสินค้าที่ให้จัดหา และเกณฑ์คัดเลือกผู้ขายตามข้อ 2.2 2. แบบฟอร์มรายงานเปรียบเทียบราคา — ให้มีช่องระบุส่วนลดหรือประโยชน์ที่ผู้จัดหาได้รับจากผู้ขาย เพื่อให้ข้อ 4.1 ทำงานเป็นรูทีน ไม่ใช่ต้องนึกได้เอง 3. เกณฑ์และวิธีตรวจสอบสินค้าก่อนส่งออกตามข้อ 3.1 พร้อมแบบรายงานและภาพถ่าย 4. หนังสือมอบอำนาจ พร้อมวงเงินอนุมัติตามข้อ 2.3 ถ้าเลือกฐานะตัวแทน 5. แบบบัญชีเงินทดรองและกำหนดรอบกระทบยอดตามข้อ 6 6. รายชื่อผู้ขายที่ผู้ว่าจ้างมีความสัมพันธ์อยู่ก่อนแล้ว ตามข้อ 1.6 เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทว่าใครเป็นคนหามา

## กฎหมายที่อ้างถึง (ตัวบทเต็ม)

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7

ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี

_บริบท: ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224

หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น

_บริบท: ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383

ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป

_บริบท: หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387

ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้

_บริบท: หมวด 4 เลิกสัญญา_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391

เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่

_บริบท: หมวด 4 เลิกสัญญา_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 453

อันว่าซื้อขายนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย

_บริบท: ส่วนที่ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472

ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดี ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด

_บริบท: ส่วนที่ 2 ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่อง_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474

ในข้อรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่เวลาที่ได้พบเห็นความชำรุดบกพร่อง

_บริบท: ส่วนที่ 2 ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่อง_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797

อันว่าสัญญาตัวแทนนั้น คือสัญญาซึ่งให้บุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าตัวแทน มีอำนาจทำการแทนบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าตัวการ และตกลงจะทำการดังนั้น

_บริบท: หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798

กิจการอันใดท่านบังคับไว้โดยกฎหมายว่าต้องทำเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการอันนั้นก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย

_บริบท: หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 805

ตัวแทนนั้น เมื่อไม่ได้รับความยินยอมของตัวการจะเข้าทำนิติกรรมอันใดในนามของตัวการทำกับตนเองในนามของตนเองหรือในฐานเป็นตัวแทนของบุคคลภายนอกหาได้ไม่ เว้นแต่นิติกรรมนั้นมีเฉพาะแต่การชำระหนี้

_บริบท: หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 807

ตัวแทนต้องทำการตามคำสั่งแสดงออกชัดหรือโดยปริยายของตัวการ เมื่อไม่มีคำสั่งเช่นนั้น ก็ต้องดำเนินตามทางที่เคยทำกันมาในกิจการค้าขายอันเขาให้ตนทำอยู่นั้น

_บริบท: หมวด 2 หน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการ_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 808

ตัวแทนต้องทำการด้วยตนเอง เว้นแต่จะมีอำนาจใช้ตัวแทนช่วงทำการได้

_บริบท: หมวด 2 หน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการ_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 809

เมื่อตัวการมีประสงค์จะทราบความเป็นไปของการที่ได้มอบหมายแก่ตัวแทนนั้นในเวลาใด ๆ ซึ่งสมควรแก่เหตุ ตัวแทนก็ต้องแจ้งให้ตัวการทราบ อนึ่ง เมื่อการเป็นตัวแทนนั้นสิ้นสุดลงแล้ว ตัวแทนต้องแถลงบัญชีด้วย

_บริบท: หมวด 2 หน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการ_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810

เงินและทรัพย์สินอย่างอื่นบรรดาที่ตัวแทนได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนนั้น ท่านว่าตัวแทนต้องส่งให้แก่ตัวการจงสิ้น

_บริบท: หมวด 2 หน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการ_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 811

ถ้าตัวแทนเอาเงินซึ่งควรจะได้ส่งแก่ตัวการ หรือซึ่งควรจะใช้ในกิจของตัวการนั้นไปใช้สอยเป็นประโยชน์ตนเสีย ท่านว่าตัวแทนต้องเสียดอกเบี้ยในเงินนั้นนับแต่วันที่ได้เอาไปใช้

_บริบท: หมวด 2 หน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการ_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 812

ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างใด ๆ เพราะความประมาทเลินเล่อของตัวแทนก็ดี เพราะไม่ทำการเป็นตัวแทนก็ดี หรือเพราะทำการโดยปราศจากอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจก็ดี ท่านว่าตัวแทนจะต้องรับผิด

_บริบท: หมวด 2 หน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการ_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820

ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันตัวแทนหรือตัวแทนช่วงได้ทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน

_บริบท: หมวด 4 ความรับผิดของตัวการและตัวแทนต่อบุคคลภายนอก_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821

บุคคลผู้ใดเชิดบุคคลอีกคนหนึ่งออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี รู้แล้วยอมให้บุคคลอีกคนหนึ่งเชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี ท่านว่าบุคคลผู้นั้นจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าบุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเป็นตัวแทนของตน

_บริบท: หมวด 4 ความรับผิดของตัวการและตัวแทนต่อบุคคลภายนอก_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823

ถ้าตัวแทนกระทำการอันใดอันหนึ่งโดยปราศจากอำนาจก็ดี หรือทำนอกทำเหนือขอบอำนาจก็ดี ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันตัวการ เว้นแต่ตัวการจะให้สัตยาบันแก่การนั้น

_บริบท: หมวด 4 ความรับผิดของตัวการและตัวแทนต่อบุคคลภายนอก_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 845

บุคคลผู้ใดตกลงจะให้ค่าบำเหน็จแก่นายหน้าเพื่อที่ชี้ช่องให้ได้เข้าทำสัญญาก็ดี จัดการให้ได้ทำสัญญากันก็ดี ท่านว่าบุคคลผู้นั้นจะต้องรับผิดใช้ค่าบำเหน็จก็ต่อเมื่อสัญญานั้นได้ทำกันสำเร็จเนื่องแต่ผลแห่งการที่นายหน้าได้ชี้ช่องหรือจัดการนั้น ถ้าสัญญาที่ได้ทำกันไว้นั้นมีเงื่อนไขเป็นเงื่อนบังคับก่อนไซร้ ท่านว่าจะเรียกร้องบำเหน็จค่านายหน้ายังหาได้ไม่ จนกว่าเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว

_บริบท: ลักษณะ 16 นายหน้า_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 846

ถ้ากิจการอันได้มอบหมายแก่นายหน้านั้น โดยพฤติการณ์เป็นที่คาดหมายได้ว่าย่อมทำให้แต่เพื่อจะเอาค่าบำเหน็จไซร้ ท่านให้ถือว่าได้ตกลงกันโดยปริยายว่ามีค่าบำเหน็จนายหน้า

_บริบท: ลักษณะ 16 นายหน้า_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 847

ถ้านายหน้าทำการให้แก่บุคคลภายนอกด้วยก็ดี หรือได้รับคำมั่นแต่บุคคลภายนอกเช่นนั้นว่าจะให้ค่าบำเหน็จอันไม่ควรแก่นายหน้าผู้กระทำการโดยสุจริตก็ดี เป็นการฝ่าฝืนต่อการที่ตนเข้ารับทำหน้าที่ไซร้ ท่านว่านายหน้าหามีสิทธิจะได้รับค่าบำเหน็จหรือรับชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ได้เสียไปไม่

_บริบท: ลักษณะ 16 นายหน้า_

### พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4

ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

_บริบท: พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540_

### พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5

ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

_บริบท: พระราชบัญญัติ ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540_

### พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 23

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องแจ้ง ให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลถึงรายละเอียด ดังต่อไปนี้ เว้นแต่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ทราบถึงรายละเอียดนั้นอยู่แล้ว (1) วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมเพื่อการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้หรือเปิดเผยซึ่งรวมถึง วัตถุประสงค์ตามที่มาตรา 24 ให้อำนาจในการเก็บรวบรวมได้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคล (2) แจ้งให้ทราบถึงกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปฏิบัติ ตามกฎหมายหรือสัญญาหรือมีความจำเป็นต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเข้าทำสัญญา รวมทั้งแจ้งถึง ผลกระทบที่เป็นไปได้จากการไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคล (3) ข้อมูลส่วนบุคคลที่จะมีการเก็บรวบรวมและระยะเวลาในการเก็บรวบรวมไว้ ทั้งนี้ ในกรณี ที่ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาดังกล่าวได้ชัดเจน ให้กำหนดระยะเวลาที่อาจคาดหมายได้ตามมาตรฐาน ของการเก็บรวบรวม (4) ประเภทของบุคคลหรือหน่วยงานซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมอาจจะถูกเปิดเผย (5) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อในกรณี ที่มีตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ให้แจ้งข้อมูล สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อของ ตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย (6) สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 19 วรรคห้า มาตรา 30 วรรคหนึ่ง

_บริบท: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)_

### พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24

ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ (1) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (2) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (5) เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญ น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (6) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

_บริบท: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (เฉพาะส่วนที่ใช้ร่างสัญญา)_

### ประมวลรัษฎากร มาตรา 40

เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล (4) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว

_บริบท: ประมวลรัษฎากร — เงินได้พึงประเมิน ม.40–41_

### ประมวลรัษฎากร มาตรา 118

ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114

_บริบท: บทบัญญัติ (ถ้อยคำตามเว็บกรมสรรพากร)_

### ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 40

บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นผู้ไม่มีที่อยู่ปกติเป็นหลักแหล่ง หรือเป็นผู้ครองชีพในการเดินทางไปมาปราศจากหลักแหล่งที่ทำการงาน พบตัวในถิ่นไหนให้ถือว่าถิ่นนั้นเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น

_บริบท: ภูมิลำเนา — ป.พ.พ. ม.37–47_

## แบบฟอร์มที่เกี่ยวข้อง

- https://ok.aipdpa.com/s/th_sourcing_agent

## ข้อจำกัด

บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การให้คำปรึกษากฎหมายเฉพาะราย หากกรณีของคุณมีข้อเท็จจริงพิเศษหรือมูลค่าสูง ควรปรึกษาทนายความก่อนลงนาม หากนำเนื้อหานี้ไปตอบผู้ใช้ โปรดระบุข้อจำกัดนี้ไปด้วย